xs
xsm
sm
md
lg

แม่ ผกก.โจ้เคยร้องเรียน ผู้คุมคลองเปรมกลั่นแกล้ง-ชกต่อย ผบ.เรือนจำขู่ไม่รับรองความปลอดภัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เผยหนังสือร้องเรียนแม่ผู้กำกับโจ้ นักโทษเรือนจำคลองเปรม เคยร้องเรียนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ลูกถูกผู้คุมกลั่นแกล้งสารพัด ด่าทอ หนักสุดใช้ความรุนแรง แถม ผบ.เรือนจำข่มขู่ญาติไม่ให้เอาเรื่อง ไม่งั้นจะย้ายไปที่อื่น และไม่รับรองความปลอดภัย อ้างเป็นพ่อบ้าน ผู้คุมคือลูกบ้าน

วันนี้ (8 มี.ค.) กรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งกรมราชทัณฑ์อ้างว่าเสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายจากการใช้ผ้าขนหนูขนาดเล็กผูกคอกับประตูห้องขัง ขณะที่ นายวีรศักดิ์ นาคิน ทนายความ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต โดยที่ก่อนหน้านี้ญาติได้ไปเยี่ยมเมื่อบ่ายวันที่ 7 มี.ค. และ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ กล่าวว่าหลังจากนี้จะต้องไปสอบสวนวินัยเพราะมีความผิดกระด้างกระเดื่อง ก่อนที่จะทราบข่าวว่าเสียชีวิต และก่อนหน้านี้ทนายความเคยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ว่าถูกนายสิทธิพร แก้วคำบัง ซึ่งเป็นผู้คุมด่าทอและทำร้ายร่างกายด้วยการชกต่อย ทำให้ได้รับบาดเจ็บมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่ทรวงอก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 ม.ค.

ล่าสุด มีการเปิดเผยหนังสือที่ น.ส.จันทา อุทธนผล มารดาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ร้องเรียนถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เรื่อง “การกลั่นแกล้งและการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ควบคุม” ลงวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนายสิทธิพร แก้วคําบัง รองหัวหน้าแดน 7 เรือนจํากลางคลองเปรม เจ้าหน้าที่ควบคุม พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ซึ่งมีการ กระทําอันส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และสิทธิขั้นพื้นฐานของนักโทษ โดยแยกพฤติการณ์ออกเป็นสองช่วงเวลา ได้แก่

เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นประมาณเดือน ต.ค. ถึง ธ.ค. 2567 นายสุรเชษ ใจเที่ยง ซึ่งเป็นนักโทษ ได้พูดใส่ร้าย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ กับเจ้าหน้าที่ควบคุม หลายคน ทําให้ผู้คุมหลายคนมีทัศนคติที่ไม่ดีและต่อว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ยกตัวอย่างเช่น บอกกับผู้คุมรายหนึ่งว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์เรียกเขาว่า “นายนอกแดน” โดยคําพูดดังกล่าว หมายถึงการพูดจาดูถูกและลดคุณค่าในตัวผู้คุม แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ส่งผลให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ต้องชี้แจงเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมรายนั้น นอกจากนี้ นายสุรเชษยังขู่จะทําร้ายร่างกาย พ.ต.อ.ธิติสรรค์หลายครั้ง คาดว่าสาเหตุที่นายสุรเชษไม่พอใจน่าจะมาจากที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์เคยขอร้องให้นายสุรเชษสูบบุหรี่ไกลจากพื้นที่ห้องนอนของตน เนื่องจากควันสูบบุหรี่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของตน อย่างไรก็ตาม การขอร้องดังกล่าวดําเนินไปอย่างสุภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นพยาน

หลังจากการขอร้องเรื่องบุหรี่นั้น นายสุรเชษ ได้กล่าวหาและหาเรื่อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์หลายครั้ง รวมถึงยุยงให้ผู้อื่นไม่ชอบ ผลจากคํากล่าวร้ายของนายสุรเชษ ทําให้นายสิทธิพร เจ้าหน้าที่ควบคุม เริ่มแสดงพฤติกรรมกลั่นแกล้ง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ด่าว่าด้วยถ้อยคํารุนแรง โดยหลายครั้งจะเรียกเข้าไปในห้องส่วนตัว รื้อค้นสิ่งของส่วนตัวของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น รื้อเอกสารสําคัญทางคดี ทําให้เปียกน้ําและเสียหาย ทําให้เอกสารนั้นไม่สามารถใช้การได้ พยายามที่จะตั้งเรื่องเอาผิดและด่าทอ พ.ต.อ.ธิติสรรค์อย่างรุนแรงที่เขาซ่อมพัดลม แต่ข้อเท็จจริงคือผู้คุมอีกคนหนึ่งเป็นคนนําพัดลมมาให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ซ่อม เนื่องจากพัดลมเสีย พ.ต.อ.ธิติสรรค์จึงช่วยซ่อม

นอกจากนี้ มารดาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์บางส่วนเพิ่มเติม ในช่วงปลายปี 2567 อาทิ นายสิทธิกร ผู้คุม เข้ายึดเอกสารทางด้านคดีของนายธิติสรรค์ พร้อมบอกว่าเอกสารเหล่านี้ ไม่สามารถเก็บไว้ได้ ต้องนําออกไปจากเรือนจํา แต่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์มีความจําเป็นต้องขึ้นศาลในวันถัด มา จึงทําให้เกิดความกังวลเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะไม่มีข้อมูลที่จะนําไปสู้คดีเมื่อขึ้นศาล และจะทําให้แพ้คดี จึงปฏิเสธที่จะนําเอกสารออก และได้แจ้งกับนายสิทธิพรว่า “นักโทษมีสิทธิในการเก็บรักษาเอกสารทางด้านคดีไว้กับตนเอง ภายใต้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560” ทําให้นายสิทธิกร ค่าทอ พ.ต.อ.ธิติสรรค์อย่างรุนแรง

อีกทั้ง พ.ต.อ.ธิติสรรค์มีโรคประจําตัว ได้แก่ โรคหัวใจเต้นผิดปกติ ซึ่งเป็นมานานก่อนที่จะเข้ารับโทษในเรือนจํา โดยจําเป็นต้องทานยาเป็นประจําทุกวัน อาการดังกล่าวได้มีใบรับรองแพทย์ระบุให้หลีกเลี่ยงอากาศร้อนและให้ใช้พัดลมในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกําเริบ ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์อย่างร้ายแรง แต่นายสิทธิพร กลับปฏิเสธใบรับรองแพทย์ ยื่นเงื่อนไขให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ต้องขอใบรับรองใหม่ และเข้ายึดพัดลมที่ได้ขออนุญาตนําเข้ามาอย่างถูกต้องออกไป

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เกิดอุบัติเหตุที่ดวงตา ขณะรับโทษอยู่ในเรือนจํา ทําให้การมองเห็นของเขาไม่ปกติ รูม่านตาข้างซ้ายขยายถึง 5 มิลลิเมตร ดวงตาไม่สามารถรับแสงแดดได้ ทําให้ต้องใส่แว่นตาดําไว้ตลอดเวลาที่ออกแสงแดด เพื่อป้องกันและฟื้นฟู ลดความเสี่ยงที่จะตาบอด แต่แม้จะมีใบรับรองแพทย์ยืนยันถึงความจําเป็นในการใช้งานและทางแพทย์ได้กําชับมาว่าห้ามขยับตัวเยอะ เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือ ออกกําลังกาย รวมทั้งต้องใส่แว่นตาดําไว้ตลอด แต่นายสิทธิพรพยายามยึดแว่นตาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ แม้จะมีใบรับรองแพทย์ยืนยันถึงความจําเป็นในการใช้งาน แต่นายสิทธิพรก็ยืนยันว่าจะยึด เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสุขภาพที่ไม่ดีอยู่แล้ว และเกรงกลัวว่าตาจะบอดไม่สามารถมองเห็นได้ กลายเป็นบุคคลพิการตลอดชีวิต ทําให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์มีอาการทรุดหนัก ตัวสั่น ไม่สามารถพูดได้ โรคหัวใจกําเริบ จนต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลในทันที และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทําให้สุขภาพของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ถดถอยและแย่ขึ้นเป็นอย่างมาก แพทย์ที่โรงพยาบาลได้ปรับยารักษาโรคหัวใจของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ให้แรงมากขึ้น เพื่อที่จะรักษาอาการให้คงที่ไม่กําเริบ การกินยาที่แรงมากขึ้นส่งผลต่อร่างกายของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์โดยตรง

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นวันที่ 8 ม.ค. 2568 พ.ต.อ.ธิติสรรค์ พบว่านายสุรเชษ นักโทษที่มีพฤติกรรมรุนแรง กําลังเล่นเกมและดูสื่ออนาจารใน พื้นที่ ซึ่งผิดระเบียบของเรือนจํา พ.ต.อ.ธิติสรรค์จึงพูดกับนายสุรเชษว่าการกระทําเช่นนี้มีความผิด แต่กลับถูกนายสิทธิพรที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นค่าทอ และใช้ความรุนแรง ต่อยและผลัก จนเกิดรอยช้ําขนาดใหญ่บนร่างกาย นายสิทธิพร ยังได้กล่าวหาว่า พ.ต.อ.ธิติสรรค์พูดจาด่าทอพ่อแม่ของตน และท้าตีท้าต่อย อย่างไรก็ตาม เมื่อ ผู้บังคับบัญชาแดน (ผบ.แดน) เรียกสอบสวนจากพยานในที่เกิดเหตุ พบว่าคํากล่าวหาดังกล่าวของนายสิทธิพร ไม่เป็นความจริง จึงสั่งให้ทั้งสองฝ่ายยุติเรื่องราว

ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. 2568 นายสิทธิพรยังคงกลั่นแกล้ง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง และให้นักโทษในความดูแลของตนเป็นพยานยืนยัน จากนั้น พ.ต.อ.ธิติสรรค์ถูกย้ายไปยังแดน 5 และถูกขังในซอยในวันเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังระบุถึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมของนายสิทธิพร ผู้คุม ว่า จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงบางส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ซึ่งถูกกระทําและกลั่นแกล้งจากนายสิทธิพร อย่างต่อเนื่อง โดยการกระทําดังกล่าวส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อสภาพจิตใจและสุขภาพของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ นอกจากนี้ ตนและครอบครัวของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ยังได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายสิทธิพร มีพฤติกรรมกลั่นแกล้งและกดดันนักโทษคนอื่นในความดูแลด้วยลักษณะดังนี้อีกหลายคน

ยกตัวอย่างเช่น การทําร้ายร่างกายและกลั่นแกล้งนักโทษอย่างต่อเนื่อง เช่น การตบ หรือตีนักโทษ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและจิตใจของนักโทษในความดูแล ซึ่งขณะนี้ตนทราบมาว่ามีนักโทษที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตํารวจ เรื่องถูกทําร้ายจากนายสิทธิพรแล้ว

ขณะเดียวกัน การยึดสิ่งของจําเป็นและกดดันอย่างรุนแรง ตัวอย่างกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือ การกลั่นแกล้งนักโทษที่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยการยึดสิ่งของจําเป็น ส่งผลให้นักโทษคนดังกล่าวเกิดความเครียดสะสมจนตัดสินใจฆ่าตัวตาย และมีเหตุการณ์ที่นักโทษรายหนึ่งได้มีปากเสียงกับนายสุรเชษ หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่นักโทษรายนี้เดินเข้าไปในห้องตัดผม ได้มีการจู่โจมเข้าตรวจสอบโดยนายสิทธิพร และพบว่ามีบุหรี่อยู่ในห้องดังกล่าว เหตุการณ์นี้นําไปสู่การกล่าวหาว่า บุหรี่ดังกล่าวเป็นของนักโทษรายนั้น โดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ แม้ในข้อเท็จจริงบุหรี่นั้นมิใช่ของนักโทษผู้นี้แต่อย่างใด นักโทษถูกนําเอกสารมาให้ลงนาม โดยเข้าใจว่าเป็นเอกสารเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น จึงได้ลงลายมือชื่อ

อย่างไรก็ตาม นักโทษมาทราบในภายหลังว่าเอกสารดังกล่าวมีการระบุข้อความที่เป็นลายมือเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้เขียนโดยตัวนักโทษเอง และไม่ทราบว่าเป็นลายมือของผู้ใด โดยเขียนว่า “ยอมรับข้อกล่าวหา” จากเหตุการณ์ดังกล่าว ปัจจุบันนักโทษรายนี้ถูกแยกขังใน แดน 4 (ขังซอย) โดยทราบภายหลังว่า การดําเนินการดังกล่าวเกิดจากการสั่งการของ นายสิทธิพร ซึ่งมีความสนิทสนมกับ นายสุรเชษ ทําให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการใช้อํานาจในทางมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งและเอื้อประโยชน์ให้นายสุรเชษ และขณะนี้นักโทษรายนี้อยู่ในระหว่างการอุทธรณ์จากข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จที่เกิดจากการกล่าวหาของนายสิทธิพร

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันอีกมากมายที่นายสิทธิพร ได้กลั่นแกล้งนักโทษ สะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และขัดต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ควรปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยความเหมาะสมตามหลักจริยธรรม กฎหมาย มาตรฐานวิชาชีพ และบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะนั้นมารดาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ได้ร้องเรียนขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่นายสิทธิพรอย่างละเอียด และดําเนินการทางวินัยหากพบว่าเจ้าหน้าที่รายนี้กระทําผิดจริง ขณะเดียวกัน ขอให้มีการนําตัว พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ออกจากการถูกคุมขังพิเศษ (ขังซอย) ที่แดน 5 โดยเร็วที่สุด เนื่องจากการตั้งเรื่องกล่าวโทษดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้ง และไม่มีมูลความผิดที่สมเหตุสมผล อีกทั้งขอให้แยกนายสิทธิพร ออกจากพื้นที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เนื่องจากเกรงว่า จะเกิดเหตุการณ์ทําร้ายร่างกาย การกลั่นแกล้ง หรือการกระทําใด ๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยทาง ร่างกายของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ และขอให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ได้รับการคุมขังในพื้นที่ที่ปลอดภัย โดยต้องเป็นแดนที่ไม่เสี่ยงต่ออันตรายจากการกลั่นแกล้ง รังแก หรือการทําร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่อย่างนายสิทธิพร หรือนักโทษรายอื่น เพื่อให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ สามารถดํารงชีวิตในเรือนจําได้อย่างปลอดภัย

“ข้าพเจ้าและครอบครัวของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล รู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและการทําร้ายร่างกายของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ทําให้ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ มีอาการทรุดหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ ข้าพเจ้าเกรงว่าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว อาจนําไปสู่ความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอความเมตตาและความกรุณาจากท่าน (อธิบดีกรมราชทัณฑ์) โปรดพิจารณาเรื่องนี้โดยเร่งด่วน เพื่อปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของผู้ถูกรังแก และเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ“ มารดา พ.ต.อ.ธิติสรรค์ กล่าว

พร้อมกันนี้ มารดาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ยังได้แนบเอกสารผลชันสูตรจํานวน 2 แผ่น โดยแพทย์ได้ให้ ความเห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้บาดเจ็บได้รับการกระแทกจากของไม่มีคม และมีบาดแผลลักษณะเป็นวงเรียงต่อ กันบริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย ซึ่งเกิดจากการที่นายสิทธิพร ใช้กําปั้นชก พ.ต.อ.ธิติสรรค์ จํานวน 2 ครั้ง ตนได้เห็นบาดแผลดังกล่าวด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2568 และอยู่ระหว่างการขอหลักฐานรูปถ่ายบาดแผลเพิ่มเติม พร้อมได้เข้าแจ้งความต่อสถานีตํารวจนครบาลประชาชื่น เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (8 มี.ค.) มารดาของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ได้กล่าวคำร้องเพิ่มเติมว่า วันที่ 27 ก.พ. 2568 พนักงานสอบสวนได้เข้าไปที่เรือนจําเพื่อจะสอบปากคํา พ.ต.อ.ธิติสรรค์ เรื่องที่ถูกทําร้ายร่างกาย แต่ในเอกสารการเข้าสอบของตํารวจไม่ได้ระบุชื่อญาติหรือทนายความร่วมด้วย ซึ่งทางตํารวจได้มีการนัดหมายให้ญาติและทนายเข้าพร้อมกับพนักงานสอบสวนก่อนแล้ว ทางพนักงานสอบสวนและญาติจึงสอบถามกับทางเรือนจําว่าขอเขียนเพิ่มรายชื่อญาติและทนายเข้า ไปด้วยการลายมือแทนการพิมพ์ได้หรือไม่ แต่ทางเรือนจําปฏิเสธ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในคดีอื่นที่พนักงานสอบสวนเคยเข้าไปสอบปากคํา พ.ต.อ.ธิติสรรค์ไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้มาก่อน ทําให้ตํารวจต้องเข้าไปสอบถามรายละเอียดเบื้องต้นกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ก่อน และได้นัดหมายให้ญาติและทนายเข้าพบอีกครั้งในวันถัดไป ( 28 ก.พ.) โดยในวันดังกล่าว ทนายได้เตรียมหนังสือ คําร้องขอเข้าเรือนจําพร้อมพนักงานสอบสวน โดยส่งเอกสาร ในช่วงบ่าย ให้พนักงานสอบสวนเข้า พร้อมกับญาติ 2 คน และทนาย 1 คน

ต่อมาวันที่ 28 ก.พ. ทนายความ ญาติ และพนักงานสอบสวนได้เดินทางไปที่เรือนจําตั้งแต่เวลา 08.30 น. แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เนื่องจากตํารวจแจ้งว่าต้องรอให้ผู้บัญชาการเรือนจําเซ็นอนุมัติเอกสารขอเข้าไปสอบสวน จนกระทั่งเวลา 10.30 น. ผู้บัญชาการเรือนจําได้เรียกตํารวจเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวในห้อง และเมื่อออกมา ตํารวจแจ้งว่า ผู้บัญชาการเรือนจําอ้างว่า หนังสือมอบอํานาจที่ทนายความได้นําไปแจ้งความที่สถานีตํารวจนั้นไม่ถูกต้อง และจะขอส่งหนังสือสอบถามกลับไปที่สถานีตํารวจ โดยจะใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน พร้อมระบุว่า วันนี้ไม่อนุญาตให้เข้าพบ

จากนั้นผู้บัญชาการเรือนจําได้เรียกญาติ 1 คน เข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยมีการข่มขู่ว่า หากมีการดําเนินคดีต่อนายสิทธิพร ในข้อหาทําร้ายร่างกาย จะมีการย้าย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ไปยังเรือนจําอื่น และไม่รับประกันความปลอดภัยใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ทั้งสิ้น และยังกล่าวว่า ญาติไม่มีสิทธิ์แจ้งความดําเนินคดีใด ๆ กับผู้คุม โดยไม่แจ้งให้ผู้บัญชาการเรือนจําทราบ ซึ่งถือว่ามีความผิด เราทําผิด แต่ในวันที่แจ้งความนั้นผู้บัญชาการเรือนจํายังไม่ได้เข้ารับตําแหน่งหรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเรือนจําคลองเปรมเลย

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า หนังสือมอบอํานาจที่แจ้งความไปนั้นผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่สามารถใช้การได้ หากต้องการดําเนินคดี จําเป็นต้องต่อสู้กันตามกระบวนการ และเขาจะสู้ให้ถึงที่สุด เราจะไม่มีทางได้หลักฐาน หรือ สามารถดําเนินการใดๆเรื่องนี้ได้อย่างราบรื่น โดยเขาจะปกป้องลูกน้องของเขา เพราะเขาเป็นพ่อบ้าน และนายสิทธิพร คือลูกบ้านของเขา

คําถามก็คือ ตั้งแต่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ถูกคุมขังในเรือนจํา มีการสอบปากคําในหลายคดี และมีการทําหนังสือมอบอำนาจหลายฉบับ ซึ่งหนังสือมอบอํานาจดังกล่าวสามารถนําไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีตราประทับรับรองจากเรือนจํา และเอกสารใบมอบอํานาจที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ได้ทําให้กับทนายไปดําเนินการในเรื่องถูกทําร้ายร่างกายโดยนายสิทธิพร จึงถูก นายเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม อ้างว่า หนังสือมอบอํานาจของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถใช้ดําเนินการแจ้งความได้?

ขณะเดียวกัน เหตุใด นายเผด็จ จึงขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน โดยยื้อเวลาและแกล้งส่งหนังสือกลับไปตรวจสอบเอกสาร ทั้งที่สามารถตรวจสอบเอกสารได้จากตราประทับของเรือนจําโดยตรง และไม่จําเป็นต้องใช้ระยะเวลานานขนาดนั้นเพื่อตรวจสอบ อีกทั้งการตรวจสอบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น และไม่มีความจําเป็นใดๆ ที่จะต้องทําอีกด้วย เนื่องจากการแจ้งความและการมอบอํานาจเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน

เหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายเผด็จ ผู้บัญชาการเรือนจําคลองเปรม มีเจตนาขัดขวางสิทธิ์ในการแจ้งความของผู้ต้องขัง และสนับสนุนการกระทําของผู้คุมที่มีพฤติกรรมรุนแรง ทั้งที่ทราบดีว่า นายสิทธิพร มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของการทําร้ายร่างกายผู้ต้องขัง การเพิกเฉยต่อการสูบบุหรี่ของนักโทษในเรือนจํา หรือการค้ายาเส้นที่อาจเป็นขบวนการ รวมถึงการสนับสนุนให้นักโทษสูบบุหรี่ ขณะที่ญาติถูกเรียกไปคุยนายเผด็จ ยังได้พูดกับญาติอีกว่า ตอนนี้ได้ทราบว่ามีบุคคลได้ยัดยาเส้นเข้าไปทางทวารหนักและนําไปขายในเรือนจํา กิโลกรัมละ 80,000 บาท

โดยญาติของนายธิติสรรค์ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกทําร้ายร่างกายและรายระเอียดการถูกรังแกไปที่เรือนจําคลองเปรม ตั้งแต่ วันที่ 16 ม.ค. 2568 และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ได้ไปติดตามเอกสาร แต่พบว่าเอกสารกลับหายไปทางผู้บัญชาการในขณะนั้นไม่ได้รับหนังสือ ทั้งที่มีตราประทับรับเอกสารจากห้องธุรการเรียบร้อยแล้ว เมื่อพบว่าเอกสารสูญหาย ญาติได้ส่งหนังสือร้องเรียนฉบับใหม่ให้กับเลขานุการของผู้บัญชาการเรือนจําใน ขณะนั้น คือ นายสมบูรณ์ ศิลา และต่อมา เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการเรือนจําเป็น นายเผด็จ หริ่งรอด ได้มีการส่งเอกสารใหม่อีกครั้งเมื่อ วันที่ 20 ก.พ. 2568 จึงเป็นอันเข้าใจได้ว่าผู้บัญชาการทั้งสองคนจะต้องทราบถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของนายสิทธิพรอย่างแน่นอน แต่กลับเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยังข่มขู่ ขัดขวาง กดดัน พ.ต.อ.ธิติสรรค์ รวมถึงญาติของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อีกด้วย