เจ้าของโรงสีสิงห์โตทอง จ.พิจิตร ร้องสื่อถูกองค์การคลังสินค้าปล่อยข้าวเน่า 10 ปีค้างโกดัง แจ้งไปหลายครั้งยังเพิกเฉย ฟ้องศาลปกครองไปแล้ว 8 คดี เรียกค่าเสียหายกว่า 1 พันล้าน จี้รัฐตรวจสอบความเสียหาย เผยเคยร้องเรียน “ภูมิธรรม” สมัยเป็น รมว.พาณิชย์ไปแล้วแต่ยังเพิกเฉย
วันนี้ (5 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานกรรมการ บริษัท สิงห์โตทอง ไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือโรงสีสิงห์โตทอง จังหวัดพิจิตร ได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนในจังหวัดพิจิตร พร้อมกับพาดูกองข้าวที่บรรจุอยู่ในกระสอบป่านและถุงจัมโบ้ กองเรียงรายอยู่ด้านหน้าโกดัง A1 ความยาวกว่า 200 เมตร สภาพโดยรวมของข้าวกองข้าวดังกล่าวได้รับความเสียหายเสื่อมสภาพมองเห็นได้ชัดเจน มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท
นายมนต์ชัย เปิดเผยว่า โรงสีของตนได้รับความเสียหายจากการรับฝากข้าวที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) มาทำสัญญาเช่าคลังสินค้าไว้เมื่อปี 2557 มีปัญหาคาราคาซังกันยืดเยื้อมานานนับ 10 ปี อันอาจจะเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของภาครัฐบางคนที่มีอำนาจในขณะนี้ แม้ทางบริษัทฯ มีหนังสือถึง อคส.หลายฉบับ เพื่อให้มาดำเนินการขนย้ายข้าวที่เน่าเสียหายออกจากพื้นที่บริษัทก็ยังเพิกเฉย
โดยเรื่องราวเกิดขึ้น เมื่อปี 2557 อคส. เช่าคลังสินค้า ต่อมาเดือน พ.ค. 2558 มีเหตุไฟไหม้ในคลังหลัง A1 สร้างความเสียหายให้กับข้าวสารจำนวนหนึ่ง และทางเจ้าหน้าที่ อคส. พร้อมทั้งบริษัทประกันภัย ได้ร่วมกันตรวจสอบและขนย้ายข้าวออกมากองไว้ด้านนอกคลังประมาณ 6,000 ตัน ข้าวสารจำนวนที่เสียหายนั้น อคส.ได้เบิกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยไปแล้ว 10 กว่าล้านบาทเศษ ตามหนังสือที่ประกันภัยได้ทำหนังสือแจ้งมายัง อคส.
ต่อมา ปี 2563 อคส. ประมูลขายทั้งโกดังรวมทั้งซากกองข้าวหน้าโกดังที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ ให้เอกชนรายหนึ่ง ระบุเป็นข้าวชนิดเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ หรือเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ปุ๋ย ผู้ประมูลขนย้ายข้าวในคลังหมดแล้วได้ขนข้าวดีบางส่วนที่กองอยู่ด้านหน้าคลัง ที่ไม่ถูกไหม้ แต่ได้รับผลกระทบจากน้ำดับเพลิงบางส่วน ยังเหลืออีกประมาณ 2,000 ตัน ตามบัญชี เช็กสต็อกประจำปีของ อคส. ตามภาพที่ปรากฏอยู่ขณะนี้
นายมนต์ชัย กล่าวว่า แปลกใจมากหลังทราบว่า อคส. ตอนนี้ได้อนุมัติยกเลิกการซื้อขายให้กับบริษัทผู้ชนะการประมูลไปแล้ว ตนมองดูว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จึงออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบการทำงาน เพราะการทำสัญญาซื้อขายข้าวสารแล้ว ไม่สามารถที่จะยกเลิกให้กับภาคเอกชนได้ เพราะเมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้วก็ต้องขนสินค้าออกไปให้หมด ยิ่งเป็นกรณีที่ซื้อขายในรูปแบบอุตสาหกรรมพลังงานด้วยแล้ว ไม่มีทางที่จะยกเลิกได้เลย เพราะการประมูลซื้อเป็นชนิดใช้ทำพลังงาน จะถูกว่าทุกชนิดที่รัฐได้นำมาประมูลขายออก คือ ชนิดที่ประมูลเป็นอุตสาหกรรมพลังงาน ห้ามนำไปให้คนและสัตว์บริโภค จะเอาไปใช้ผลิตเป็นปุ๋ย ผลิตเป็นเอทานอล หรือนำไปเผาเป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะฉะนั้นจะไม่มีเหตุผลใดที่ยกเลิกให้กับผู้ประมูลได้ทุกกรณี จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ กรณีการยกเลิกสัญญาซื้อขายข้าวให้กับภาคเอกชนในครั้งนี้ ด้วยว่าผู้บริหารท่านใดเป็นผู้ลงนามในขณะนั้น ขอให้ไปตรวจสอบ
ส่วนประเด็นที่สอง ที่เกิดความเสียหายในช่วงเวลานั้นกับผู้บริหารคนเดียวกัน ขณะนั้นบริษัทได้ทำหนังสือแจ้งขอให้ขนย้ายข้าวออกจากนอกคลังสินค้า ซึ่งกีดขวาง บริษัทขาดประโยชน์ในการใช้พื้นที่ และกองข้าวเน่ายังทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์ แต่ทำไมผู้บริหารคนดังกล่าวกลับทำหนังสือตอบกลับมาว่าไม่ใช่ข้าวขององค์การคลังสินค้า ข้าวอันนี้เป็นข้าวของบริษัท ที่บริษัทส่งคืนกรณีข้าวสารที่เหลือจากการบรรจุถุง คืนเข้าคลังแล้วเกิดเสื่อม กรณีรับคืนข้าวสารบรรจุถุงคืนเข้าคลังกลางนั้น จะมีบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ และหัวหน้าคลังของ อคส. เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพข้าว จำนวนและปริมาณข้าวทั้งหมด ซึ่งคลังหลัง A1 นี้เป็นคลังสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิ์ถือกุญแจประตูคลัง และไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหลังจากเซอร์เวย์เยอร์และหัวหน้าคลังได้รับมอบแล้ว
ขณะนี้ได้ทำหนังสือถามไปอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่ข้าวของ อคส. ก็ขอให้ตอบหนังสือยืนยันมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ อคส. ตอบกลับมาใหม่ ว่า ขอตรวจสอบอีกครั้ง จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้คำตอบว่าจะมาขนย้ายเมื่อไร ในขณะระหว่าง 9 ปีเศษนั้น อคส. จะมีการเช็กสต๊อกสินค้าคงเหลือประจำปี ปีละ 2 ครั้งในรอบเดือนเมษายน 1 ครั้ง และในรอบเดือนตุลาคม 1 ครั้ง ถ้าไม่ใช่ข้าวของ อคส. แล้วทำไมจึงต้องมาตรวจสอบสต๊อกคงเหลือถึงปีละ 2 ครั้งตามหนังสือการตรวจสอบสต๊อกคงเหลือ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ อคส. มาตรวจสอบสต๊อกคงเหลือตามบันทึกตรวจนับได้ประมาณ 20,000 กระสอบ มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท อันนี้เป็นความเสียหายของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่ายจึงขอวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาตรวจสอบความเสียหายซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐและตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย
กรณีทั้งหมดนี้ส่งผลต่อบริษัทขาดประโยชน์ในการใช้สอยพื้นที่ และยังเสียภาพลักษณ์ของบริษัทอึกด้วย เนื่องจากคู่ค้าจากต่างประเทศเดินทางมาเยี่ยมชมโรงงาน เห็นข้าวที่กองเน่าเสียหายอย่างนี้ ทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์อย่างยิ่ง ซึ่งได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลปกครองกลางไปแล้ว ปัจจุบันบริษัทสิงห์โตทอง ฯ ได้ยื่นฟ้อง อคส. ต่อศาลปกครองกลาง จำนวน 8 คดี มูลค่าความเสียหาย 1,030 ล้านบาทเศษ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายมนต์ชัย ทำหนังสือร้องถึง ป.ป.ช.ประจำจังหวัดกำแพงเพชรไปแล้ว 2 ครั้ง เพื่อขอให้ลงพื้นที่มาตรวจสอบความเสียหายในที่เกิดเหตุด้วย แต่เรื่องก็เงียบ จึงได้มีหนังสือยื่นถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ (ขณะนั้น) เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีได้รับความเสียหายจากดารกระทำของ อคส.

