ตำรวจ ปคบ.คุมตัว "แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์" ส่งฝากขัง ยันไม่มีผู้ต้องหา VIP นอนคุกเหมือนผู้ต้องหาทั่วไป เตรียมเรียกสอบ ดารา-นักร้อง-อินฟลูฯ ร่วมไลฟ์สด
วันนี้ (1 ต.ค.)ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)เมื่อเวลา 09.20 น. พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก. (สอบสวน) กก.1 บก. ปคบ. เบิกตัว น.ส.กรกนก สุวรรณบุตร แม่ตั๊ก และ นายกานต์ เรื่องอร่าม ป๋าเบียร์ ออกจากห้องคุมขัง เพื่อนำตัวส่งฝากขังยังศาลอาญาผัดแรก หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการสอบปากคำในชั้นสอบสวน
ทั้งนี้ระหว่างนี้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายเดินออกจากประตูเพื่อพาไปยังรถเพื่อไปศาลนั้น เผยให้เห็นสภาพร่างกายของคู่ที่มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดย ป๋าเบียร์ ตอบผู้สื่อข่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า "ขอให้ทุกคนเข้าใจ รายละเอียดทั้งหมดให้การกับเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียหายขุ่นเคืองใจ ขอสาบานจะไม่ทิ้งใครไปไหน อยากให้เห็นความตั้งใจที่จะเยียวยาผู้เสียหาย เราไม่หนี ไม่หายไปไหน อยากดูแลทุกคน ผมเองเกิดเป็นพ่อค้าแม่ค้าหากทำไรให้ไม่พอใจยินดีที่จะยอมรับ สุดท้ายขอโอกาสให้ได้พิสูจน์ความจริง ส่วนการประกันตัวในชั้นศาลก็ว่ากันต่อไป"
ด้าน พ.ต.ท.ปริญญา กล่าวว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่หน้าห้องขังทราบว่า แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์ มีอาการเครียดนอนไม่หลับ อีกทั้งตัวแม่ตั๊กเองยังมีอาการหอบหืดขอยาทาน จึงอนุญาตให้เลขาเอายามาให้ ยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ได้ให้สิทธิพิเศษ หรือ VIP เหนือผู้ต้องหาทั่วไป ทั้งเรื่องกินข้าว การดูแลระหว่างถูกควบคุม ทุกอย่างเป็นไปตามกฎและสิทธิของผู้ต้องหา ซึ่งทางตำรวจมีระเบียบอย่างเข้มงวด เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร เนื่องจากหวั่นจะถูกทำร้ายร่างกาย ส่วนเจ้าตัวมีประวัติหรืออาการป่วยโรคประจำตัวหรือไม่ ในส่วนนี้ไม่ทราบข้อมูลเพราะยังไม่ได้มีการตรวจสอบ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวานระหว่างสอบปากคำ ในห้องสอบสวน แม่ตั๊กมีการสแกนหน้าโอนเงิน ทางโทรศัพท์มือถือ นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นการโอนเงินคืนให้ผู้เสียหาย ซึ่งมีการโอนออกทุกวัน ส่วนข้อกังวลที่จะมีการโยกย้ายเงินออกนั้น ชี้แจงว่า เนื่องจากเขาประกอบธุรกิจหลายอย่าง จึงต้องมีการพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าทรัพย์สินไหนมาจากการฉ้อโกง จะมีการอายัดเงินเป็นส่วน ๆ ไป ไม่ต้องห่วง และตำรวจได้แจ้ง ปปง. รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการในการสืบทรัพย์แล้ว
ส่วนเรื่อง นักร้องชื่อดัง ดารา อินฟลูเอ็นเซอร์คนดัง ร่วมไลฟ์สดขายทองออนไลน์ นั้นพ.ต.ท.ปริญญา กล่าวว่า หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวน จะมีการเรียกตัวมาสอบปากคำเพื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลว่า มีพฤติการณ์ร่วมเจตนาโฆษณาสินค้าที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่

