ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “บิ๊กเต่า” ชี้คดีเรือน้ำมันเถื่อนหายในครั้งนี้เหมือนตบหน้าตำรวจสอบสวนกลาง เผยสอบสวนลูกเรือพบมีการวางแผนเตรียมการมาอย่างดี ย้ำต้องตามจับให้ได้พร้อมสาวให้ถึงผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ยันต้องมีผู้รับผิดชอบ
วันนี้ (18 มิ.ย.) คืบหน้าคดีเรือน้ำมันเถื่อนที่หลบหนีจากท่าเรือตำรวจน้ำสัตหีบ และสามารถจับกุมได้เมื่อวานนี้ ล่าสุด ที่กองกำกับการตำรวจน้ำสงขลา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เรือหลบหนีทางตำรวจสอบสวนกลางได้กดดันอย่างหนัก โดยมีการประสานไปยังประเทศเพื่อบ้านเพื่อติดตามเรือกลับมา จนสามารถจับกุมได้ห่างจากชายฝั่ง จ.สงขลา ประมาณ 90 ไมล์ทะเล ทั้ง 3 ลำ และลูกเรือจำนวน 8 คน ได้แก่
1.นายสุนทร เขียวสุวรรณ อายุ 62 ปี เป็นชาวสงขลา 2.นายธานินทร์ ชลประดับ อายุ 52 ปี ชาวสงขลา 3.นายจำปี เยาวกุล อายุ 62 ปี ชาวสงขลา 4.นายบุญใจ เอียดถนอม อายุ 53 ปี ชาวนครศรีฯ เป็นลูกเรือเจพี 5.นายศิริพงษ์ ทองขวัญ อายุ 51 ปี ชาวราชบุรี 6.นายอุดร แสนใหม่ อายุ 48 ปี ชาว จ.เลย 7.นายสมชาย กองโอสถ อายุ 63 ปี ชาวสมุทรปราการ เป็นลูกเรือกำไรเงิน และ 8.นายเดชา จรรยาลักษณ์ อายุ 66 ปี ชาวจังหวัดประจวบฯ ลูกเรือดาวรุ่ง และผู้ต้องหาที่หนีหายไปอีก 7 ราย ซึ่งทั้ง 8 รายถูกสอบสวนอย่างละเอียด
จากการสอบสวนผุ้ต้องหาทั้ง 8 ราย ให้การเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยมีไต้ก๋งเรือคนหนึ่งบอกว่า ได้มีคำสั่งจากเจ้าของเรือให้นำเรือออกจากท่าเรือ และมีการวางแผนการหลบหนีเอาไว้แล้วหลายวันแต่ไม่สบโอกาส จนถึงวันที่เรือทอดสมออยู่นอกชายฝั่งประจวบฯ กับคืนวันเกิดเหตุคลื่นลมสงบ ไต้ก๋งเรือจึงนำเรือออกจากท่า โดยมี ‘เรือเจพี’ เป็นเรือนำ เนื่องจากไต้ก๋งเรือบอกว่า ‘เรือเจพี’ มีเจพีเอสสำรองอยู่ที่แอบไว้ใต้เตียง ซึ่งเล็ดลอดสายตาของเจ้าที่ที่เข้าจับกุม
ซึ่งการออกจากท่าเรือสัตหีบนั้นช่วงแรกจะใช้ความเร็วประมาณ 2 นอต เพื่อลดเสียงดังจนพ้นแนวอ่าวจึงได้เร่งความเร็ว โดยมีคำสั่งให้ล่องเรือไปประเทศกัมพูชา และให้ถ่ายน้ำมันทั้งหมดลงเรือใหญ่ที่มีการนัดหมายเอาไว้แล้ว และลูกเรือจำนวน 7 คนได้ขึ้นเรือใหญ่ไปด้วย หลังจากนั้นได้มีคำสั่งจากเจ้าของเรือให้เรือทั้ง 3 ลำ เดินทางลงมาทางใต้
จากการสอบสวนลูกเรือเปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งให้เดินเรือไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษ AEC ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจเฉพาะ 3 ประเทศ คือ เวียดนาม กัมพูชา และไทย แต่เมื่อมาถึงเขตชายฝั่งสงขลา ‘เรือดาวรุ่ง’ ได้เกิดเสีย ทำให้ต้องลากไปจนเกิดความล่าช้าจนเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมได้
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเรื่อทั้ง 3 ลำ มีการดัดแปลงสภาพโดยเฉพาะ ‘เรือซีฮอท’ หรือ ‘กำไรเงิน’ นั้นมีการพยายามทาสีเรือใหม่จากสีน้ำเงินเป็นสีเขียว
สำหรับการสอบสวนลูกเรือยังทราบอีกว่า ลูกเรือทั้งหมดจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้เพียงว่าไต้ก๋งเรือสั่งให้ไปทางไหนก็ต้องไปตามคำสั่ง มีเพียงไต้ก๋งเรือเท่านั้นที่จะติดต่อกับเจ้าของเรือ โดยผ่านโทรศัพท์ดาวเทียม
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยอีกว่า การสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจสัตหีบทั้ง 4 นาย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตหรือไม่ อยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งจะเสร็จภายใน 7 วัน ยอมรับว่าวงการค้าน้ำมันเถื่อนมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นขบวนการที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง แต่ยืนยันถ้าหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่บุคคลอื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระทำผิดชัดเจนจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
ในส่วนของความเสียหายเสียที่เกิดขึ้นต่อรัฐทาง ปช.ก. ทางตำรวจจะมีการฟ้องละเมิด จะต้องมีการฟ้องแพ่งกับบุคคลที่มีการกระทำความผิด เอาเงินไปชดใช้เพื่อนำเงินไปชดใช้ให้รัฐ
ด้านตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เปิดเผยว่า น้ำมันที่หายไปคือน้ำมันดีเซลสีเหลือง โดยไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าน้ำมันที่เหลืออยู่เหลือกี่ลิตร จะต้องรอทางตำรวจน้ำดูดน้ำมันขึ้นมาถึงจะให้ความชัดเจนได้ ส่วนน้ำมันที่อยู่ในเรือและน้ำมันที่ถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม จะเป็นน้ำมันชนิดเดียวกันหรือไม่ จะต้องนำผลการตรวจครั้งเก่าและครั้งล่าสุดนี้มาเทียบเคียงกันจึงจะสามารถทราบได้
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยอีกว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการจัดฉากหรือสร้างภาพ หรือมีการประสานกับทางผู้บงการเพื่อส่งมอบเรือคืนให้ทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามยุทธวิธีของตำรวจน้ำ เรือที่มีเรือใหญ่ที่เป็นศูนย์บัญชาการคอยกำกับดูแล ก่อนจะส่งชุดปฏิบัติการพิเศษซึ่งเป็นเรือเล็กพร้อมกำลังคน และอาวุธครบมือเข้าจับกุมทันทีเมื่อพบเรือทั้ง 3 ลำ ซึ่งลอยลำต่อกันเป็นแพอยู่กลางทะเลเนื่องจาก ‘เรือดาวรุ่ง’ เครื่องยนต์เสีย จึงทำให้อีก 2 ลำต้องเข้ามาช่วยลากจูง พอผู้ต้องหาเห็นเจ้าหน้าที่ยอมจำนนโดยให้ความร่วมมือกับตำรวจชุดจับกุม
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังเผยถึงขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนกลางทะเลว่าการซื้อขายนั้น เจ้าของเรือหรือผู้บริหารจะทำการซื้อขายจ่ายเงินกันบนฝั่ง หลังจากนั้นจะแจ้งพิกัดไปให้ลูกน้องที่อยู่ของทั้งคู่ให้ไปตามพิกัดและขนถ่ายน้ำมันกัน
สำหรับเรือของกลางทั้งหมดจะจอดไว้ที่ท่าเรือตำรวจน้ำสงขลาก่อน และจะมีมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หากเกิดขึ้นอีกจะถือเป็นความรับผิดชอบของตำรวจน้ำสงขลา

