xs
xsm
sm
md
lg

งามหน้าไม่พัก! ป.ป.ช.โดนศาลสั่งปรับฐานหมกสำนวนนาฬิกาบิ๊กป้อม-ดองคดี “อิทธิพล คุณปลื้ม” จนขาดอายุความ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



องค์กรปราบโกงแต่กลับก่อเรื่องฉาวโฉ่เสียเองแบบไม่พัก ล่าสุด ป.ป.ช.ถูกศาลปกครองสั่งลงโทษปรับเงิน ฐานไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนคดีนาฬิกา “บิ๊กป้อม”ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไปก่อนแล้ว ซ้ำยังทำคดี “อิทธิพล คุณปลื้ม” ล่าช้าเกิน 15 ปี จนศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะขาดอายุความ แม้มีพฤติการณ์กระทำผิดกรณีอนุมัติสร้างคอนโดหรูริมหาดพัทยาโดยมิชอบ



ในรายการ  “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก”เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการได้กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 กรณีที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชันได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสองไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลสำนวนการไต่สวนคดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมในขณะนั้น จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลแก่นายวีระ สมความคิด ไปแล้วก่อนน้านี้


ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งให้ สำนักงาน ป.ป.ช.ชำระค่าปรับเป็นเงินจำนวน 5,000 บาทและให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชำระค่าปรับเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล หากไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนด ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

คำสั่งของศาลปกครองบางตอนระบุว่า“พฤติการณ์ทั้งหมดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามิได้มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 จึงเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง(คือ สำนักงาน ป.ป.ช. และ กรรมการ ป.ป.ช.)มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนและล่าช้าเกินสมควร โดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลปกครองจึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องคดีทั้งสองชำระค่าปรับต่อศาล …

“จึงมีคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักงาน ป.ป.ช.) ชำระค่าปรับเป็นเงินจำนวนห้าพันบาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ชำระค่าปรับเป็นเงินจำนวนห้าพันบาท โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระค่าปรับต่อศาลภายในกำหนด ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าของรัฐ ต่อไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566 ให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งนี้”


นอกจากนี้ นายวีระยังระบุด้วยว่า จากนี้ไปตนจะยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตเพื่อนำผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไปรับโทษต่อไป เพราะคำสั่งศาลปกครองกลางในวันนี้ คือหลักฐานที่ยืนยันว่าสำนักงาน ป.ป.ช.และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้กระทำความผิดจริงตามที่ตนเองยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองรีบบังคับคดีกับผู้ถูกฟ้องทั้งสอง กรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทั้ง ๆ ที่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ ป.ป.ช.ไม่ยอมให้เอกสารที่เกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีนาฬิกา 22 เรือน ของ พล.อ.เอกประวิตร ทั้ง 3 รายการ กับนายวีระ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี

โดยก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางได้เรียกคู่ความทั้งสองมาทำการไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 จนในที่สุดศาลปกครองกลาง ก็มีคำสั่งลง วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ดังกล่าว

ต่อมา วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา นายวีระ ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ป.ป.ช. แพ้คดีซ้ำซาก อย่าบังอาจลองดี ท้าทายอำนาจศาลอีกเลย โดยระบุว่าหลังจาก ป.ป.ช. ได้รับคำสั่งศาลปกครองกลางลง วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองดังกล่าวก็ต้องรีบปฏิบัติตามในทันที คือ ต้องรีบจัดส่งเอกสารทั้ง 3 รายการตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายได้มีคำวินิจฉัย ที่ สค 333/2562 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1(สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่ง เลขาธิการ ป.ป.ช. นายนิวัติไชย เกษมมงคล เป็นผู้รับผิดชอบ)ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทั้งสามรายการ พร้อมทั้งให้สำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องครบถ้วนแก่ผู้ฟ้องคดี (นายวีระ สมความคิด) แต่จนถึงบัดนี้ ป.ป.ช. ก็ยังไม่ปฏิบัติตามการบังคับของสำนักงานข้อมูลข่าวสาร และตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ 224/2566


ทั้งนี้เอกสารทั้ง 3 รายการประกอบไปด้วย
1.รายการการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี
2.ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้
3.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง


ดังนั้น หากนายวีระ ผู้ฟ้องคดี ยังไม่ได้รับเอกสารทั้ง 3 รายการดังกล่าวอย่างถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่ ป.ป.ช. ได้รับทราบคำสั่งของศาลปกครองกลาง ลง วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นายวีระก็บอกว่าจำเป็นต้องยื่นคำร้องขอให้ศาล“ออกหมายจับ” ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เลขาธิการ ป.ป.ช.) และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรรมการ ป.ป.ช. ที่กระทำความผิดร่วมลงมติไม่ให้เอกสารทั้งสามรายการแก่นายวีระ) มาขังไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามคำบังคับของศาลอย่างถูกต้องครบถ้วน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจะพ้นจากหน้าที่ทันที และอาจต้องติดคุกยาวตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน ณ ปัจจุบันที่ละเมิดคำสั่งของศาลปกครอง โดยปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นมีอยู่ 6 คน คือ
1. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
2. นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ
3. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ
4. นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ
5. นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ
6. นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ


ทั้งนี้ กรรมการ ป.ป.ช. สองคนหลัง คือ คุณเอกวิทย์ และ คุณแมนรัตน์ เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. ในปี 2567 นี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

นอกจากนี้ หากย้อนไปดูในรายละเอียดแล้วก็จะพบว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงเมื่อปลายปีที่แล้วเมื่อ วันที่ 6 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมกัน 5 คน ประกอบไปด้วย
1. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ
2. นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ
3. นางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ
4. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ
5. นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ



ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ในวันนั้นมีมติ 3 ต่อ 2 เสียง ให้เปิดเผยข้อมูลสอบคดี นาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้แก่นายวีระแต่มีเงื่อนไขให้ปิดทับชื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อย 2 เสียง ที่มีความเห็นให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ก็คือ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันอย่าง นางสุวณา และนายสุชาติ จึงจะพ้นจากข้อหาละเมิดคำสั่งศาล อย่างไรก็ตาม อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยกตัวอย่างเช่น นางสุภา ปิยะจิตติ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อาจเข้าข่ายว่ากระทำการละเมิดอำนาจศาลไปด้วย และน่าจะถูกติดอยู่ในร่างแหในการฟ้องในครั้งนี้ของนายวีระไปด้วย


นอกจากนี้นายวีระยังเตรียมยื่นเรื่องเพื่อส่งศาลฎีกาฯ ให้พิจารณาตามรัฐธรมนูญ มาตรา 237 ต่อไป ซึ่งหากศาลรับเรื่องไว้พิจารณา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กระทำความผิด ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที !

คำสั่งศาลปกครองกลางลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นั้น ต้องถือว่าเป็นคำสั่งประวัติศาสตร์ที่ หน่วยราชการด้านการปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่าง ป.ป.ช. ถูกศาลสั่งปรับ แบ่งเป็นปรับสำนักงาน ป.ป.ช. 5,000 บาท และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. อีก 5,000 บาทนั้น แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวเหมือนกับเป็นการพิพากษาลงโทษทางอาญากลาย ๆ ว่า สำนักงาน ป.ป.ช.และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขัดคำสั่งไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่จะส่งผลกระทบกว้างไกล และมหาศาลมาก โดยอาจทำให้ เลขาธิการ ป.ป.ช. และ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมลทินกันทั้งชุด เนื่องจาก
-ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่หน่วยราชการของรัฐเอง กลับฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และคำบังคับของศาล จนศาลต้องออกคำสั่งบังคับ

-การที่ศาลมีคำสั่งปรับคือการลงโทษทางอาญาอย่างหนึ่ง เท่ากับขณะนี้ป.ป.ช. ถูกศาลปกครองมีคำสั่งลงโทษทางอาญาแล้ว แต่เป็นโทษปรับ

-ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่ปฏิบัติตามคำบังคับนั้น โจทก์คือ นายวีระ สมความคิด อาจขอต่อศาล ให้ออกหมายจับ เลขาฯ ป.ป.ช. และ กรรมการ ป.ป.ช. ที่กระทำละเมิด ไปขังไว้ ในเรือนจำ จนกว่าจะยอมปฏิบัติตามคำบังคับก็ได้(โดยระยะเวลา 15 วัน นั้นน่าจะครบในวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 หรือในวันพฤหัสบดีหน้านี้) ซึ่งมีบทบังคับในเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเพียงแค่ประชาชนธรรมดาไม่ทำตามคำสั่งศาล หรือ ละเมิดอำนาจศาลก็มีความผิดอยู่แล้ว แต่นี่เป็น หน่วยงานราชการ และคณะกรรมการของหน่วยงานราชการนั้นเลยทีเดียว

-นอกจากนี้ การไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดทางอาญา และคุณวีระอาจดำเนินคดีอาญาได้อีกสถานหนึ่ง

-การที่ ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานเป็นองค์กรอิสระเกี่ยวกับความยุติธรรมและการปราบปรามทุจริต และไม่ปฏิบัติในเรื่องนี้ จึงมีความผิด ฐานละเมิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง อาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองได้ตลอดชีวิตอีกด้วย


เรื่องนี้กำลังเป็นเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่องค์กรหนึ่งพังพินาศทั้งองค์กรเพียงเพราะต้องการปกปิดความชั่วร้าย และไม่ชอบมาพากลของคนเดียวคนเดียวอย่างที่ผมเคยเปรียบเทียบไปแล้วว่า “พล.อ.ประวิตร นั้นแท้จริงแล้วก็คือสารตั้งต้นความพังพินาศของระบบยุติธรรมของประเทศไทย”

โพลล์ชี้ประชาชนไม่เชื่อ ป.ป.ช.ปราบโกง ลั่นถึงเวลาปฏิรูป

ภายใต้การบริหาร และครอบงำของ พล.ต.อ.วัชรพล และ พล.อ.ประวิตรในช่วง 9 ปีกว่าที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2558 ภายหลังการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 มาถึงทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของ ป.ป.ช. ตกต่ำลงไปแค่ไหนแล้ว

ล่าสุดผลการวิจัยของซูเปอร์โพลที่ออกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมาเรื่อง “ปฏิรูปการทำงาน ป.ป.ช.” ที่สำรวจประชาชน กลุ่มตัวอย่างจากทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ชัดเจนเลยว่าประชาชนกว่า 85% สูญเสียความเชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช. ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด !


โดยผลของซูเปอร์โพลใน 2 หัวข้อนั้นระบุชัดเจนครับ คือ
หนึ่งความรู้สึกเศร้าใจของประชาชนต่อข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของ ป.ป.ช.
ผลวิจัยบอกว่าประชาชน79.2% รู้สึกเศร้าใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ต่อข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของ ป.ป.ช.

ที่หนักกว่านั้นคือสอง เมื่อสอบถามถึง ความรู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช.ในการทำหน้าที่เป็นเสาหลักปราบโกง พบว่า ประชาชนผู้ตอบมากถึง85% รู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

แต่พอถามถึง "การรับรู้ผลงานโดดเด่นของ ป.ป.ช. ในยุคของ อ.วิชา มหาคุณ และนาย กล้านรงค์ จันทิก (อดีต กรรมการ ป.ป.ช.) ทำงานด้วยความซื่อตรง" พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เกินครึ่งหรือ 53.8% รับรู้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด


นอกจากนี้ เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช. ผลของซูเปอร์โพลระบุว่า
-ประชาชน58.5% เชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช. ค่อนข้างน้อย ถึง น้อยที่สุด
-ประชาชน95.4% เห็นด้วยค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุดว่า ถึงเวลาแล้วที่ ป.ป.ช. ต้องปฏิรูปตนเอง

รายงานของซูเปอร์โพลยังระบุถึงข้อเสนอแนะจากประชาชน ถึงสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วย โดยสิ่งที่ประชาชนฝากไว้ 5 อันดับแรกคือ
1.กรรมการ ป.ป.ช. และ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคน ทำงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ไม่ทุจริตเสียเอง
2.ควรลาออก ถ้าอยู่ต่อ ควรกวาดบ้านตนเอง มากกว่าไปตรวจสอบหน่วยงานอื่นเขา ขจัดระบบอุปถัมภ์
3. เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้มากขึ้น ให้มีองค์กรอิสระ กลไกรัฐอื่น ๆ ตามกฎหมายเข้าคานอำนาจ และตรวจสอบดำเนินคดีคนใน ป.ป.ช. ได้
4.ปิดบัง และ คุ้มครอง ผู้ให้ข้อมูล
5.ปรับปรุงเรื่องการสื่อสารให้ชัดเจน ลดความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน

“จากผลโพลข้างต้นของซูเปอร์โพล ผมขออนุญาตเห็นต่างครับ อาจเป็นเพราะความที่ผมรู้เบื้องลึกของ ป.ป.ช. มากเกินไป ผมจึงเห็นว่า ณ วันนี้ ป.ป.ช. ไม่สามารถและไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิรูปตัวเองแล้ว เนื่องจากช่วงเวลา 9-10 ปีที่ผ่านมา สารตั้งต้นจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้สืบทอดแตกหน่อกลายเป็นสิ่งที่กัดกร่อนระบบยุติธรรมในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ นายนิวัติไชย เกษมมงคล พล.ต.ต.อรุณ อมรวิริยะกุล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเด็กในคาถาของท่านประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบัน คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ

“ท่านผู้ชมครับ เราไล่ไปถึงระดับเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น นายสมบัติ ธรธรรม นายจัตุรงค์ พานิจเจริญ น.ส.อารยา งามล้วน ที่ล้วนแต่มีส่วนกระทำทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และคดีความต่างๆ ที่ขึ้นไปถึง ป.ป.ช.

“สายสัมพันธ์และผลประโยชน์ของคนเหล่านี้ที่เกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้น และพัวพันกันอย่างลึกซึ้ง เป็นเรื่องยากจะแกะออกได้ มีทางเดียวที่จะจัดการเรื่องนี้ได้คือ ล้างบางให้หมดสิ้นแล้วเริ่มสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ทั้งกระบวนการเลย”
นายนธิกล่าว

งามหน้า ป.ป.ช. แช่แข็งคดี “อิทธิพล คุณปลื้ม” จนขาดอายุความ



เรื่องงามหน้าอีกเรื่องหนึ่งของ ป.ป.ช.ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง คือ กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จ.ระยอง อ่านคำพิพากษาเมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในคดีที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม และพวก ถูกอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรณีการออกใบอนุญาตสร้างโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ หาดพัทยา จ.ชลบุรี โดยไม่ถูกต้อง

สำหรับ“โครงการวอร์เตอร์ฟรอนด์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์”เป็นโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสุดหรู ตั้งตระหง่านริมอ่าวพัทยา บริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นโครงการที่มีขนาดความสูง 53 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา บริหารงานโดยบริษัท บาลีฮาย จำกัด ที่ได้ยื่นขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างจากเมืองพัทยาใน ปี พ.ศ.2551 จากจำนวนห้องพัก 312 ห้อง ซึ่งในครั้งนั้นมีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเช่าซื้อในราคาตั้งแต่ 4-12 ล้านบาท


ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น นายอิทธิพล คุณปลื้ม ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา กับ พวกได้พิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (แบบ อ.1) เลขที่ 700/2551 ลง วันที่ 10 กันยายน 2551 ให้แก่ บริษัท บาลี ฮาย จำกัด เพื่อก่อสร้างอาคารโครงการวอเตอร์ ฟร้อนท์ เป็นการพิจารณาอนุญาตอย่างถูกต้องหลังทางโครงการได้ยื่นเอกสารสำคัญประกอบการพิจารณา ทั้งเรื่องกรรมสิทธิ์เอกสารการครอบครองที่ดิน แบบแปลนอาคาร รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และข้อมูลอื่นๆ ประกอบร่วมเพื่อให้เมืองพัทยาตรวจสอบ โดยขณะนั้นยังไม่มีเรื่องของการพิจารณาหรือคำสั่งในเรื่องของที่ดินว่ามีที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่แต่อย่างใด

กระทั่งใน ช่วงปลายปี 2551 นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างโครงการ โดยระบุว่า เมืองพัทยา ไม่สามารถต่อใบอนุญาตก่อสร้างในรอบที่ 3 ให้ได้เนื่องจากตรวจพบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบตั้งแต่ฐานราก เช่นเดียวกับตำแหน่งช่องลิฟต์และบันไดหนีไฟ และยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักการช่าง เข้าตรวจสอบสภาพตัวอาคารเพื่อให้แก้ไขรายละเอียดแบบแปลนรวม 42 จุด และในช่วงปลายปี 2559 เจ้าของโครงการได้แจ้งต่อ เมืองพัทยา ว่าพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดตามกฎหมาย รวมทั้งการลดระดับความสูงของอาคารลง 8 ชั้นเพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนที่กำลังต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากโครงการบดบังภูมิทัศน์และตั้งขวางแนวอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บนเขา สทร.5 พัทยา


เรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เพราะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาทในแถบพัทยา ส่วนผู้ที่ถูกฟ้องร้องก็เป็นคนในตระกูลคุณปลื้ม ตระกูลผู้มีอิทธิพลในแถบภาคตะวันออก

สำหรับ นายอิทธิพล คุณปลื้ม นั้นปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของ “กำนันเป๊าะ” อดีตผู้กว้างขวางแห่งภาคตะวันออก และ เป็นน้องชายของสนธยา คุณปลื้ม อดีตนายกฯ เมืองพัทยา และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงเช่น รมว.ท่องเที่ยว โดยหลังจากที่ นายอิทธิพลหลุดจากตำแหน่งนายกฯ เมืองพัทยาแล้ว ก็ยังเคยดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรมจากโควตาพรรคพลังประชารัฐ ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกด้วย

จากปี 2551 เวลาผ่านไปเกือบ 15 ปี ในเดือนกรกฎาคม 2566 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงมีมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยเสั่งให้นายอิทธิพลพ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และ ป.ป.ช. ก็มีการส่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 2


กระทั่งวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เมื่อ นายอิทธิพล คุณปลื้ม ได้เดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวทว่า ศาลได้ยกประเด็นการขาดอายุความ ยกฟ้องคดีในส่วนของนายอิทธิพล คุณปลื้ม แต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมีความผิด ซึ่งเมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว นายอิทธิพลได้เดินทางกลับ

ประเด็นของเรื่องนี้ คือศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะคดีขาดอายุความ เพราะ ป.ป.ช.ดองคดี โดยใช้เวลาทำคดีนี้นานถึง 15 ปี จนคดีขาดอายุความ

ผู้ต้องหารอด เพราะคดีขาดอายุความ งานนี้ถามว่าใครผิด?

คำตอบชี้ชัด ๆ อยู่แล้วว่า งานต้องมีคนในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ต้องรับผิดชอบ กับความผิดพลาดครั้งสำคัญที่สั่นคลอนความเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.อย่างรุนแรงอีกครั้ง

โดยเหตุที่ศาลยกฟ้องก็เพราะศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีการยื่นฟ้องเกินระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดทำให้คดีขาดอายุความ


คำพิพากษาดังกล่าวทำเอาหน่วยงานรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ทั้ง “ป.ป.ช. ต้นเรื่อง” ไปจนถึง “อัยการ ที่รับสำนวนต่อมาจาก ป.ป.ช.” หน้าแหกกันไปหมด เพราะมีความเห็นให้ยื่นฟ้อง นายอิทธิพลกับพวก รวม 10 ราย ที่รวมถึง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการวอเตอร์ฟร้อนท์ด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้วก็จะพบว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว นายอิทธิพล อดีตนายกฯ เมืองพัทยา นั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อย่างชัดเจน ศาลระบุว่า “เมื่อเป็นนายกฯ เมืองพัทยา จึงย่อมต้องทราบสภาพแวดล้อมในพื้นที่เมืองพัทยาเมื่ออาคารที่ขออนุญาตก่อสร้างเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้บดบังเขาพัทยาที่จัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของเมืองพัทยาอีกทั้ง บริษัทเจ้าของโครงการ มีการก่อสร้างอาคารโดยมีพื้นที่ใช้สอยมากเกินกว่าที่จะมีสิทธิยื่นคำขอโดยชอบตามกฎหมายควบคุมอาคารและกฎกระทรวง

“ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของนายอิทธิพล และเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้อง กับการออกใบอนุญาตดังกล่าว มีเจตนาให้เมืองพัทยาได้รับความเสียหาย

“ความผิดดังกล่าวของนายอิทธิพล ในฐานะอดีตนายกเมืองพัทยา ซึ่งควรต้องได้รับการลงโทษ ตามกระบวนการยุติธรรม เพราะพฤติการณ์จากคำตัดสินคดีของศาล เห็นชัดว่าเรื่องนี้จำเลยในคดี มีเจตนาและพฤติการณ์มิชอบ”


อย่างไรก็ตาม สุดท้าย คำพิพากษาดังกล่าว กลับกลายเป็นคำตัดสินที่ว่างเปล่า เพราะ ในประเด็นที่ 2 ที่ศาลต้องวินิจฉัย ศาลชี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นต้นเรื่องคดีนี้มีพฤติการณ์ไม่ได้มุ่งหมายให้การดำเนินคดีอยู่ภายในกรอบเวลาการฟ้องคดีภายในวันที่ 10 กันยายน 2566 เพราะยื่นฟ้องนายอิทธิพล (จำเลยที่ 10) กับพวก เกินระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความ !

งานนี้ ไม่อยากเรียกว่า ทั้งป.ป.ช.และอัยการ ตายน้ำตื้น เพราะ ก่อนที่จะมีการนำคดีขึ้นศาล มันก็มีอะไรร่องรอยอะไรแปลก ๆ ให้เห็นอยู่ก่อนแล้ว จนตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้

เช่น การพิจารณาไต่สวนคดีที่ล่าช้าของ ป.ป.ช. จนสุดท้าย คดีขาดอายุความ ซึ่งจริง ๆ ขาดอายุความตั้งแต่ก่อนส่งสำนวนให้อัยการเสียด้วยซ้ำ ต้องบอกว่า ป.ป.ช.ดองคดีให้เต็มที่

ด้วยที่ตระกูลคุณปลื้มเป็นฐานการเมืองให้พรรคพลังประชารัฐ สมัย “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และ พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ เป็นประธาน ป.ป.ช.มันเลยง่ายที่จะแช่แข็งคดีให้นายอิทธิพล

ลำดับเวลาของกระบวนการเอาผิด นายอิทธิพลนั้น เริ่มต้นเมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2551 ขณะที่บทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี

เมื่อนับอายุความคดีตั้งแต่วันกระทำความผิด คือ วันที่ 10 กันยายน 2551 จึงทำให้คดีนี้ครบกำหนดอายุความ ใน วันที่ 10 กันยายน 2566

สำหรับ คดีดังกล่าว ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการเมื่อ วันที่ 3 สิงหาคม 2566 ต่อมา อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อ วันที่ 30 สิงหาคม 2566

เท่ากับว่า สำนวนคดีอยู่ที่อัยการไม่ถึงเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัยการเร่งคดีให้แล้วเพราะรู้ว่าใกล้ครบกำหนดเส้นตาย คดีขาดอายุความ วันที่ 10 กันยายน 2566


แต่นายอิทธิพล ได้หลบหนีไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการเพื่อส่งตัวฟ้องคดี ตามที่อัยการนัดใน วันที่ 4 กันยายน 2566 โดยถูกมองว่า เพราะนายอิทธิพลกับทนายความ คงรู้ดีว่า คดีจะหมดอายุความ ในวันที่ 10 กันยายน 2566 เลย ไม่ไปรายงานตัวต่ออัยการ เพื่อต้องการถ่วงคดี

จนเมื่อเลยวันที่ 10 กันยายน 2566 ไปราวประมาณ 1 เดือนนายอิทธิพล จึงเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย จากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวตามหมายจับที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อช่วง วันที่ 9 ตุลาคม 2566 โดยเจ้าตัวอ้างว่า ไม่มีเจตนาหลบหนีคดีแต่พอดี ไปทำภารกิจส่วนตัว ที่กัมพูชา แต่ติดเชื้อโควิดอาการหนักจึงต้องเข้ารักษาตัว จนกลับมาสู้คดี และศาลให้ประกันตัว

เรื่องนี้ การหาตัวคนที่ต้องรับผิดชอบ กับการทำให้คนที่ศาลมีคำตัดสินว่ากระทำความผิด แต่ลงโทษไม่ได้เพราะคดีขาดอายุความ ดูแล้ว “ไม่ยาก” แค่ไปไล่ตรวจสอบย้อนหลังไปว่า
1.ป.ป.ช.เริ่มเข้ามาพิจารณาคดีตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
2.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนตั้งแต่เมื่อใด ใครเป็นอนุกรรมการไต่สวนบ้าง
3.ทำไมพิจารณาล่าช้ามากหลายปี เป็นสิบปี จนสุดท้าย ส่งสำนวนให้อัยการ และต่อมาส่งฟ้องคดีต่อศาลไป ก็ไม่มีผล เพราะคดีขาดอายุความ

ประเด็นคือ กรณี ป.ป.ช.แช่แข็งคดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม ไว้ 15 ปีจนเกือบขาดอายุความ หรือก่อนหน้า 1 เดือนจะขาดอายุความจึงค่อยส่งคดีให้อัยการนี้เป็นเรื่องร้ายแรงมาก และสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลก็ออกมาชัดเจนว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นต้นเรื่องคดีนี้มีพฤติการณ์ไม่ได้มุ่งหมายให้การดำเนินคดีอยู่ภายในกรอบเวลาการฟ้องคดีภายในวันที่ 10 กันยายน 2566 เพราะยื่นฟ้องนายอิทธิพล (จำเลยที่ 10) กับพวก เกินระยะเวลา 15 ปี”


"หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (เอาอีกแล้ว) ประธาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีเลขาธิการ ชื่อ นายนิวัติไชย เกษมมงคล ไม่รีบหาคนออกมารับผิดชอบ อย่าคิดว่าคนในสังคมนี้เขาจะอดทนกับพวกคุณต่อไป พวกคุณนี่มันเลวจริงๆ

"คุณนิวัติไชย จำคำพูดผมได้ไหม ถ้าคุณคิดว่าผมหมิ่นประมาทคุณ คุณฟ้องผมเลย ผมยินดีสู้คดีกับคุณในศาล ว่าการกระทำของพวกคุณนี่มันเลวจริงๆ"
นายสนธิ กล่าว