xs
xsm
sm
md
lg

อดีตบิ๊ก ตร.ผนึกกำลังชู 5 ประเด็นปฏิรูปตำรวจ ประธาน ก.ตร.มาจากการเลือกตั้ง ขจัดปัญหาการเมืองครอบงำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีตบิ๊กตำรวจ ผนึกกำลังปฏิรูปตำรวจ หวังฟื้นวิกฤตศรัทธา ชู 5 ประเด็นสำคัญ ก.ตร.มาจากการเลือกตั้ง ขจัดการเมืองครอบงำ ฟื้นแท่งสอบสวน ดันปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับงาน แก้ปัญหาขาดแคลนงบประมาณและอุปกรณ์ในการทำงาน

วันนี้ (16 พ.ค.) ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ประธานชมรมพนักงานสอบสวน พร้อมด้วย พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษาชมรมพนักงานสอบสวน รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล รองอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา ม.รังสิต ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ก่อตั้ง สำนักวิจัย Superpoll และ นายยิ่งชีพ อัชฌาสัย ผู้จัดการ ILaw ร่วมแถลงแนวทางการปฏิรูปตำรวจ

พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ ประธานชมรมพนักงานสอบสวน
พล.ต.อ.วุฑฒิชัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปตำรวจในครั้งนี้ สำหรับประเด็นที่จะเสนอเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในการบริหารงานบุคคล ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน คือ แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. โดยไม่ต้องกำหนดให้มี “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธาน ก.ตร. แต่ให้ประธาน ก.ตร. มาจากการเลือกตั้งของข้าราชการตำรวจ ขณะที่เสนอให้มี ก.ตร.โดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำ และ ก.ตร.ที่มาจากการเลือกตั้งในจำนวนที่เท่ากัน ปรับลดจำนวน ก.ตร.จากเดิม 16 คน เหลือ 14 คน, ปรับปรุงกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) โดยให้มีการจัดตั้ง สำนักงาน ก.พ.ค.ตร.ขี้น เพื่อรองรับการทำงานของ ก.พ.ค.ตร. แทนจากเดิมที่ใช้ สง.ก.ตร.เป็นหน่วยสนับสนุนการทำงาน, ปรับปรุงกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) โดยแก้ไขที่มาและองค์ประกอบของ ก.ร.ตร. ให้มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการพิจารณาคดีวินัย การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เพื่อให้ตรงกับภารกิจหน้าที่ของ ก.ร.ตร.

"ฟื้นแท่งงานสอบสวน เพื่อแก้ไขปัญหาความการบริหารงานบุคคลสายงานสอบสวน ที่ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า โดยให้พนักงานสอบสวนมีเส้นทางการเจริญเติบโตได้โดยการประเมิน ทำตำแหน่งควบเลื่อนไหลในตัวเอง เติบหน้าได้จนถึงระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ"

พล.ต.อ.วุฑฒิชัย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเป็นงานกระบวนการยุติธรรม ต้องสั่งสมประสบการณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่เป็นกรมตำรวจเราดำเนินการเอาพนักงานสอบสวน เข้ามาดำเนินการเจริญก้าวหน้า เพื่อให้เขาได้เติบโตสุดท้ายแล้วประชาชนก็จะได้รับประโยชน์

"การเป็นพนักงานสอบสวนต้องมีประสบการณ์ ปี 2559 เกิดการทำลายแท่งพนักงานสอบสวน มีการยกเลิกแท่งพลังงานสอบสวนที่เคยมีไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2547 พนักงานสอบสวนแทนที่จะเป็นมืออาชีพ ก็กลายเป็นคนที่อยู่ในสายงานปกติ ต้องวิ่งเต้นเท่านั้นที่จะเข้าไปทำงานได้"

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลตำรวจของ Super poll เรื่องการปฏิรูปองค์กร ที่ผ่านมา เราเคยทำการสำรวจเสียงของประชาชนเรื่องการปฏิรูปแล้ว แต่อย่าลืมว่าเสียงของตำรวจก็สำคัญ ซึ่งการสำรวจที่เกิดขึ้นนี้สำรวจจากตำรวจทุกสายงาน คือ สถานีตำรวจ, สายงานด้านป้องกัน, สายงานปราบปราม, สายงานด้านสืบสวนสอบสวน และ สายงานด้านจราจร

Super poll ทำการสำรวจ 3 ด้าน ด้านแรก คือ เรื่องความรู้สึกของตำรวจ ร้อยละ 79.8 มองว่า ตำรวจปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการดูแลจประชาชนทั้งประชาชนในภูมิลำเนา และประชากรแฝง

ร้อยละ 72.6 ระบุว่า กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน พนักงานสอบสวน ระบุว่า กฎหมายใหม่ที่ออกมาที่ทำให้ตำรวจต้องทำงานเชื่อมประสานกับศาล มีความซับซ้อนขึ้น รวมไปถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ปัจจุบันมีเรื่องพ.ร.บ.อุ้มหายฯ ร้อยละ 67.5 รู้สึกว่ารายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ตำรวจมีหนี้สิน ร้อยละ 65.3 ตำรวจรู้สึกว่าประชาชนมีอคติต่อตำรวจ ร้อยละ 64.4 ประชาชนผู้เสียหายใช้ อินฟลูเอนเซอร์ สื่อโซเชียล กดดันให้ตำรวจทำงานเกินขอบเขตของกฎหมาย ร้อยละ 59 ประชาชนคาดหวังต่อตำรวจสูงเกินหน้าที่ของตำรวจเอง ร้อยละ 57 การแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ส่วนในคำตอบอื่นๆ อีกร้อยละ 24.8 ระบุว่า ระบบคุณธรรมไม่มีอยู่จริง ผู้บังคับบัญชานำภาระงานอื่นมาให้ที่ไม่เกี่ยวกับการดูแลไม่เกี่ยวกับงานตำรวจหน้าที่ของตำรวจตามกฎหมาย

แต่เมื่อถามถึงความรู้สึกในการเป็นตำรวจ ความภูมิใจและความรักในอาชีพ ร้อยละ 82.9 ระบุว่า ยังมีมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 11.7 อยู่ที่ระดับปานกลาง และร้อยละ 5.4 น้อยถึงน้อยที่สุด

ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า เมื่อได้สอบถามความคิดเห็น และความหวังของตำรวจต่อการปฏิรูปตำรวจ อันดับ 1 ร้อยละ 96.5 ระบุว่า ปฏิรูปแล้ว ขอให้ตำรวจมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร้อยละ 96.1 ให้ปลอดการแทรกแซงจากการเมือง ร้อยละ 93.4 ขอให้เพิ่มตำรวจสายตรวจ สายป้องกันและปราบปรามดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ปฏิรูปแล้วต้องคืนตำรวจให้ประชาชนไม่เอาตำรวจไปเดินตามนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 92.6 ให้ตำรวจที่เชี่ยวชาญเติบโตในหน่วยงานของตนเอง
ร้อยละ 90.5 แก้ไขการคัดเลือกคนมาเป็นตำรวจให้มีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ตำรวจต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน ร้อยละ 80.9 ปฏิรูปแล้วต้องสามารถกู้คืนศักดิ์ศรีให้กับตำรวจได้อย่างแท้จริง

ด้าน พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ภาพลักษณ์ของตำรวจตกต่ำถึงขีดสุด ผลสำรวจเห็นว่ามีพี่น้องประชาชน ถึงร้อยละ 93 หรือแม้แต่ตำรวจที่ทั้งรับราชการและเกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้เรียกร้องให้ต้องปฏิรูปตำรวจ ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ ต้องมีความศรัทธาว่าปฏิรูปแล้วองค์กรตำรวจจะต้องดีขึ้น โดยได้กำหนดไว้ 4 หัวข้อ คือ 1. ปฏิรูปตำรวจแล้วประชาชนได้อะไร
2. พฤติกรรมตำรวจที่ไม่ถูกต้องต้องได้รับการแก้ไข 3. ความขาดแคลนของตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ  4. การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 ยังมีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องพนักงานสอบสวน

ทั้งนี้ ตนขอกล่าวในส่วนของงบประมาณ เครื่องมือ สวัสดิการ และเบี้ยเลี้ยง ในโรงพักที่ขาดแคลน ตัวอย่าง งบสืบสวนการติดตามจับกุมคนร้ายขณะนี้ตำรวจมีไม่เพียงพอ สังคมเองต้องการให้จัดการจับกุมคนร้ายให้รวดเร็ว ซึ่งการเดินทางของตำรวจเพื่อลงพื้นที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณ จากที่เคยของบไป 100% ตำรวจกลับได้งบเพียง 40% ค่าน้ำมันรถยนต์ ให้เดือนละ 3,000 บาท จักรยานยนต์ 1,000 บาทต่อเดือน สะท้อนว่างบประมาณ สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ

พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตำรวจต้องทำคดีเองและดูแลค่าใช้จ่ายเอง ตนต้องเรียนตามตรงว่า “ของดีราคาถูกไม่มีในโลกท่านต้องลงทุน” การที่คณะมาเรียกร้องในครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้ตำรวจ แต่เราเรียกร้องขอให้งบประมาณเพียงพอต่อการทำงาน ไม่ได้เรียกร้องมากเกินความจำเป็นเราเรียกร้องให้ตำรวจทุกคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ให้ดูแล ครอบครัวได้

รศ.ดร.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์
ด้าน รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าวถึงการประเมินหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา คะแนนดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมของประเทศไทยได้คะแนน 0.49 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1 ซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและมีคะแนนลดลงมาอย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อคะแนนดัชนีดังกล่าวไม่ดีการคอร์รัปชันก็จะไม่ดีตามไปด้วย

“หลักสากล ระบบบริหารงานตำรวจมีแบบรวมศูนย์อำนาจ, กระจายอำนาจและผสมผสาน ประเทศไทยใช้แบบรวมศูนย์อำนาจมาเป็นร้อยปีมีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษแต่ปัจจุบันประเทศอังกฤษเองได้เปลี่ยนเป็นแบบกระจายอำนาจไปแล้ว” รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ระบุ

รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ตร. มีอำนาจในการเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อมโยงการเมืองกับตำรวจ ซึ่งองค์กรตำรวจยังอยู่กับการเมืองตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงยุคปัจจุบัน ฉะนัั้น ตนและประชาชน รวมทั้งข้าราชการตำรวจอยากเห็น พรรคการเมืองใดก็ตามประกาศมาว่าจะทำให้ตำรวจดีขึ้นไม่ใช่เพื่อการเมืองแต่เพื่อคนในประเทศนี้เพื่ออาชญากรรมที่ลดลง

เพราะต้องยอมรับว่า การพัฒนาองค์กรตำรวจ การปฏิรูปตำรวจจะส่งผลต่อสถิติอาชญากรรมที่ลดลง เมืองไทยมีนักท่องเที่ยวมาประมาณ 30 กว่าล้านคน เรากระตุ้นการท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้ดูมิติด้านความปลอดภัย ถ้านักท่องเที่ยวมาเที่ยวและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม หรือมาก่อเหตุอาชญากรรม ใครจะมาเที่ยวเมืองไทย หลัก 3P ความสำเร็จของตำรวจ Police ตำรวจ People ประชาชน และ Political will เจตจำนงทางการเมือง ที่ผ่านมา ตัวตำรวจและประชาชน มีการเรียกร้องเรื่องการปฏิรูป มาต่อเนื่องแล้วแต่ยังไม่ปรากฏ เจตจำนงทางการเมือง

“ตำรวจถ้าทำงานอย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพร้อม ประชาชนก็จะอยู่ดีมีสุข ถ้าตำรวจได้รับความเป็นธรรมเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย การปฏิบัติต่อประชาชนก็จะได้รับความเป็นธรรม ประการสำคัญ คือ ผู้นำที่มีอำนาจในการปฏิรูปตำรวจต้องมีภาวะผู้นำ เสียสละ ตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งสำคัญที่สุดกว่านั้นคือ ต้องปฏิรูปที่ใจของผู้มีอำนาจที่จะปฏิรูป” รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าว

พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร
ขณะที่ พล.ต.อ.ศักดา กล่าวว่า จุดมุ่งหมายที่สำคัญเรื่องการปฏิรูปตำรวจคือการให้ความสำคัญ กับสถานีตำรวจการจะสัมผัสเข้าถึงใจของประชาชนได้ คือ การให้บริการไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยโรงพักก็ได้รับการดูแลที่น้อยเกินไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉะนั้น เวลาที่ผ่านมามีการปฏิรูป สิ่งที่ได้คือตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น มีตำแหน่งแจกจ่ายกัน มีการเจริญเติบโตโดยสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้หลงลืมการดูแลการปฏิบัติงานประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของโรงพัก

“แต่ทั้งนี้ ตำรวจก็จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภาพพจน์ในสายตาประชาชนสื่อมวลชนด้วย ตำรวจไม่ดีเรามีมากพอสมควร แต่กลับไม่ได้โดนลงโทษอะไรเลย ตนหมายถึงคนที่ไปเก็บส่วยเดินสายหาเงิน ตำรวจพวกนี้กลับเจริญเติบโตขณะที่ตำรวจที่ตั้งใจทำงาน ดูแลหน้าที่อย่างดี ไม่ได้รับการดูแลอย่างดี นายพลบางคนแทบไม่รู้จักงานสอบสวนสืบสวน แต่มาออกนโยบายแปลกๆ ให้โรงพัก โดยไม่ได้รู้จักสถานีตำรวจอย่างแท้จริง” พล.ต.อ.ศักดา กล่าว

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์
ด้าน พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจครั้งแรกเกิดสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งการปฏิรูปครั้งที่ 2 สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมาถึงการปฏิรูปตำรวจครั้งที่ 3 ที่ประสบความสำเร็จ คือ ยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยังไม่ตอบโจทย์ จะเห็นได้ว่าผ่านมากว่า 1 ปี เกิดปัญหาการแต่งตั้งผบ.ตร. เรื่องปัญหาความขัดแย้งจนเกิดวิกฤติศรัทธา จึงนำมาสู่การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปตำรวจ (เพิ่มเติม) 

ทั้งนี้ มองว่าที่ผ่านมาการปฏิรูปดำเนินการโดยคนนอก เป็นลักษณะท็อปดาวน์ นายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมการมาจากบุคคลภายนอก ซึ่งหากจะให้ประสบความสำเร็จต้องมาจากคนในที่รับรู้ปัญหาภายใน เรามีประสบการณ์ แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างในการปฏิรูปครั้งที่ผ่านมา มีการตั้งพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน แม้จะมีตำรวจด้วยแต่ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ เพราะฉะนั้นผลของการปฏิรูปจึงออกมาทำให้เกิดประเด็นที่ต้องปฏิรูปในครั้งนี้ 

ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ต้องมีการปฏิรูปตำรวจ คือ 1. เรื่องโครงสร้างการบริหารศูนย์รวมอำนาจมีการเมืองแทรกแซง การสอบสวนไม่พัฒนา
2. การบริหารงานบุคคลหัวใจคือต้องพัฒนาตำรวจ ที่ผ่านมามีการละเลยเรื่องระบบคุณธรรมมีการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งก็ต้องหาเงินมาจากการทุจริต และ 3. การมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกในการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ อยากให้มีการปฏิรูปเพื่อให้การบริหารบุคคลเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีความธรรมาภิบาล หากนายกฯ มาเป็นประธานก.ตร. ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ไม่ได้เรื่องการแทรกแซง จึงเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้าง ก.ตร. โดยให้ประธาน ก.ตร. มาจากการเลือกตั้ง สัดส่วน ก.ตร. โดยตำแหน่งกับการเลือกตั้งมีจำนวนเท่ากัน เพราะปัจจุบันก.ตร.โดยตำแหน่งมีจำนวน 10 คน ขณะที่ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งมีเพียง 6 คนเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ระบบคุณธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้ตำรวจตกอยู่ในอาณัติของใคร มันไม่สามารถเป็นไปได้

ขณะที่ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า กระแสที่ประชาชนเรียกร้องอยากให้ปฏิรูปตำรวจมีมานานแล้ว ตนเห็นด้วย กับ รศ.ดร.พ.ต.ท.กฤษณะพงษ์ แบบแผนตำรวจที่เป็นแบบปัจจุบัน ใครเข้าสู่อำนาจทางการเมืองตำรวจก็พร้อมจะทำงานให้ และเมื่อตำรวจทำงานให้เพื่อการรักษา อำนาจทางการเมือง อาทิการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม การดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามไม่ดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ที่มีอำนาจในการเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเร่งที่จะต้องปฏิรูปการตำรวจ เพราะได้ประโยชน์

ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอหากต้องการจะแก้ไขพระราชบัญญัติ เพียงแค่ 10,000 รายชื่อ ลงชื่อร่วมกัน ยุคนี้ตนต้องบอกว่าเป็นยุคทองของการลงชื่อให้ประชาชนสามารถเข้าร่วม เสนอแก้ไขกฎหมายได้ ลงชื่อทางออนไลน์ก็ได้ แต่นอกเหนือการตอบรับจากประชาชน ตนก็อยากเห็นภาพจากตำรวจหรืออดีตตำรวจที่ชูธงการปฏิรูปองค์กรภายใน 10,000 รายชื่อ

“ผมเชื่อว่า พลังจากภายในของตำรวจเอง รัฐบาลปฏิเสธได้ยาก ถ้าทุกท่านลงมือช่วยกันจริงก็น่าจะเป็นจริงได้ ฉะนั้นหวังว่ากระบวนการนี้ จะเห็นว่าขับเคลื่อนในรัฐบาลชุดนี้ ถ้ารัฐบาลตอบรับหรือไม่ตอบรับ เราก็สามารถผลักดันในกระบวนการรัฐธรรมนูญและสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต และหวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปนอกจากการปฏิรูปกองทัพการศึกษาการปฏิรูปตำรวจน่าจะเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียง” นายยิ่งชีพ กล่าว

พล.ต.อ.วินัย ทองสอง
ในตอนท้ายของการแถลงข่าว พล.ต.อ.วินัย กล่าวสรุปว่า เรามาเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจ ต้องปฏิรูปพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องเข้มงวดกวดขันสิ่งเหล่านี้ เราได้สะท้อนไปแล้วว่าประชาชนต้องการหรือไม่ต้องการอะไรบ้าง ตนอยากเห็นสถานีตำรวจมีงบประมาณเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรืออุปกรณ์ต่างๆ อยากเห็นหัวหน้าสถานีตำรวจเป็นคนดีมีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ได้รับการแต่งตั้งจากผลงานไม่ใช่การฝากฝัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในสถานีต้องเป็นผู้ที่ smart police ทั้งร่างกายและจิตใจเห็นทุกข์สุขพี่น้องประชาชนเหมือนทุกข์สุขของตัวเองมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่เราเรียกร้อง คือ ให้เพียงพอต่อให้ตำรวจทำงาน ไม่ได้เรียกร้องให้มากเกินไป

เมื่อถามว่าสิ่งที่จะเป็นรูปธรรมบันไดขั้นแรกของการปฏิรูปตำรวจคือสิ่งใด พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า คือ เรามีข้อมูล ว่ากำลังพลของแต่ละโรงพักมีเท่าใด เราก็จะต้องไปเรียกร้องให้มีจำนวนกำลังพลเพียงพอ และเราจะไปเรียกร้อง การดูแลงบประมาณ ในเรื่องสาธารณูปโภค วิงวอนไปถึงทุกส่วน ไปถึงรัฐบาลฝ่ายค้านทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง

“แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการปฏิรูปตำรวจ คือ การที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมปล่อยอำนาจ” พล.ต.อ.วินัย กล่าว

พล.ต.อ.เอก กล่าวเสริมว่า ตราบใดที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ทั้งที่ท่านยืนอยู่ 2 ขา คือ เป็นผู้บังคับบัญชาของฝั่งการเมืองด้วยก็จะมีการครอบงำของการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่อถามว่า ประเด็นพนักงานสอบสวนที่จะมีการปรับปรุงเรื่องการเติบโตทางหน้าที่ จากการปฏิรูปครั้งนี้จะจัดการผู้ที่เคยล้มล้างระบอบที่มีมาอยู่ก่อนนี้อย่างไร จะต้องมีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.วินัย ปัดตอบในคำถามดังกล่าวพร้อมระบุว่าขอให้เรื่องนี้เป็นการพูดคุยกันนอกรอบการแถลง ขณะที่พล.ต.อ.เอก กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แก้ไขเรื่องนี้

เมื่อถามว่า การปฏิรูปตำรวจในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาคอรัปชั่นในองค์กรหรือไม่ พล.ต.อ.วินัย ระบุว่า ตนพูดตั้งแต่แรกแล้วว่า เราต้องมีศรัทธาว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เมื่อถามย้ำว่า ท่านยอมรับหรือไม่ว่าในองค์กรตำรวจมีการคอร์รัปชัน ผศ.ดร. นพดล กล่าวว่า ทุกองค์กรมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น แต่องค์กรตำรวจ เป็นองค์กรที่ถูกเพ่งเล็งเพราะทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

รศ.ดร.พ.ต.ท. กฤษณพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ระยะเร่งด่วนทำได้ทันที ผู้กำหนดนโยบายอย่างนายกรัฐมนตรีวันนี้ท่านทราบข้อมูลแล้วว่าตำรวจทำงานบนพื้นฐานความขาดแคลนขอให้ท่านได้สำรวจไว้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดขาดแคลนอะไรบ้าง การที่ตำรวจทำงานบนพื้นฐานความขาดแคลนจะนำมาซึ่งปัญหาคอร์รัปชัน

และขอให้ตัวตำรวจกลับมาทบทวนตัวเองว่าทำงานตอบโจทย์ประชาชนแล้วหรือไม่ เคารพในตัวกฎหมาย กฎระเบียบหรือไม่ ก่อนจะอยากเปลี่ยนแปลง ส่วนในระยะยาว ส่วนท้องถิ่นก็จะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมกับองค์กรตำรวจเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง