ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลุดนิยาม “แยกกันเดิน รวมกันตี” ไปไกลแล้ว สำหรับ “พี่น้อง 2 ป.” เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่ใส่ “คอนเวิร์ส” แยกย้ายกันสร้างดาวคนละดวง
เพราะหลังจากที่ “น้องตู่” ไปเปิดตัวเริ่มต้นกับนั่งร้านใหม่ “ค่ายรวมไทยสร้างชาติ” ทิ้งให้ “พี่ป้อม” อยู่โยงเฝ้านั่งร้านเก่า “ค่ายพลังประชารัฐ” ไม่ทันไร กลิ่นความเป็น “คู่แข่ง” ก็คละคลุ้งกระจายไปทั่ว
แจ่มแจ้งสุดๆ กับ “จดหมายเปิดใจ” ของ “พี่ป้อม” ที่ร่อนออกมา เนื้อหาตัดพ้อการตัดสินใจทางการเมืองของ “น้องตู่” ไม่พอ ยังสาธยายให้เห็นว่า ที่ผ่านมาถูกยกให้เป็น “พี่ใหญ่ คสช.” แต่ขอ “ลอยตัว” ไม่รู้เห็นเรื่องรัฐประหาร 2557 และยังไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ 1-2
อ่านไม่ยากว่า เป็นการตัดสายสะดือ “น้องเลิฟ” ส่งสัญญาณตั้งแต่บัดนี้ไป “ทางใครทางมัน”
และในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ โดย “เสี่ยตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และ “เลขาฯขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ยังมะงุมมะงาหรา ออกแบบอีเวนต์หาเสียงให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่เสร็จดี ฝั่ง “ทีมลุงป้อม” ก็จัดแจงอีเวนต์ให้ “พล.อ.ประวิตร” หัวหน้า และว่าที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ แบบเต็มคาราเบล
ตั้งแต่การลงพื้นที่ จ.ลำปาง-พะเยา ที่วางไฮไลท์สำคัญที่รอมกว๊านพะเยา กับฉากสุดซึ้ง ที่ “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย คุกเข่าประเคนมาลัยกรคล้องแขน “นายป้อม” เพื่อขอกลับมาช่วยงานที่พรรคพลังประชารัฐ
รู้กันดีว่า “ธรรมนัส” อยู่บนสุดของบัญชีดำตึกไทยคู่ฟ้า จากเหตุก่อการ “กบฏผู้กอง” จนเกือบสอย “นายกฯ ตู่” ร่วงคาสภาฯ ได้เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2564 เมื่อไม่สำเร็จก็ถูกอัปเปหิออกจากวงจรอำนาจ เก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ หลุดลอย
ยังดีที่บารมี “นายป้อม” ยังคุ้มครอง จนอยู่รอดปลอดภัยถึงวันนี้
การที่ “พ่อป้อม” เจาะจงไปลงพื้นที่ จ.พะเยา ก็เป็นไปเพื่อจัดฉากพา “ลูกธรรมนัส” และทีมงาน กลับบ้าน ตามคำที่ “เสี่ยยักษ์” วิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้า และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ บรรยายคลอไปกับฉากที่ว่า
ให้หลังทริปเยือนพะเยา “บิ๊กป้อม” ยังสร้างความฮือฮาด้วยการลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.66 ที่ตอนแรกเข้าใจกันว่า เป็นคิว “ป่วยการเมือง” เลี่ยงที่จะต้องพบ “บิ๊กตู่” หลังจากเหตุจดหมาย “ฆ่าน้อง-ฟ้องนาย” แล้วยังมีกรณีรับ “ธรรมนัส” กลับพรรคอีกด้วย
ปรากฎ “รองฯ ประวิตร” ไม่ได้ป่วยไข้ หรืออ่อนเพลีย อย่างที่คาด แต่กลับไปปรากฎตัวที่ “เมืองโอ่ง” จ.ราชบุรี ด้วยหมายการเมืองล้วนๆ แบบไม่แอบแฝง ใส่แจ๊กเก็ตสีขาวของพรรคพลังประชารัฐ ปักหมุดตรงไปที่บ้าน “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ราชบุรี สามี “แม่บุญยิ่ง” บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งอยู่ต้อนรับทั้งคู่
พร้อมด้วยผู้แทนฯ เมืองโอ่ง ทั้ง “สาวแคมป์” กุลวดี นพอมรวดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ และ 2 ส.ส.ราชบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง “เสี่ยมุ่ง” อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และ “ส.จ.เส็ง” ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ตลอดจนนักการเมืองท้องถิ่นทั้งระดับ อบจ., เทศบาล, องค์การบริหารส่วนตำบล, กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน มาร่วมต้อนรับ “นายใหญ่พลังประชารัฐ” ด้วย
ถึงจะเป็น “หมายลับ” ที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่ก็มีปล่อยภาพออกมาแบบไม่มีปิดบัง โชว์กลเกม “ปาดหน้า” กันซึ่งๆ หน้า ตามคิวที่ “นายกฯ ประยุทธ์” กำลังจะลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อร่วมงานเทศกาลตรุษจีน ในวันที่ 19 ม.ค.66
ด้วยรู้กันในแวดวงการเมืองว่า การลงพื้นที่เมืองโอ่งของ “บิ๊กตู่” ก็หมายตาจะไป “ตกเขียว” ผู้แทนฯ ราชบุรีให้ไปร่วมหัวจมท้ายที่พรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะรายของ “ส.ส.แคมป์-กุลวดี” อยู่เหมือนกัน
ไม่เท่านั้น หลังกลับจาก จ.ราชบุรี “หัวหน้าป้อม” ยังฟิตปั๋ง นัดแนะจัดคิวแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ โดยเลือกเล่นที่ประเด็นเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” เป็น 700 บาทต่อเดือน ที่ไม่เพียงงัดตัวเลขเกทับนโยบายพรรคเพื่อไทย ที่ชูเรื่องค่าแรง 600 บาทภายในปี 2570 เท่านั้น
ยังเป็นการจงใจ “ปาดหน้า” ฟากของ “บิ๊กตู่” ไปอีกดอกเน้นๆ ด้วยจับทางไม่ยากว่า หนึ่งในนโยบายที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะเล่นก็คงไม่พ้น “บัตรคนจน” ที่ถือเป็นกลุ่มโหวตเตอร์ใหญ่มีผู้ถือบัตรอยู่ถึง 18 ล้านคน
ทำเอา “เสี่ยแด๊ก” ธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกฯ ที่เป็นกระบี่มือหนึ่งในฐานะ “องครักษ์นายกฯ” ที่ออกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ต้องออกมาโหวกเหวกขอเคลมว่า “บัตรคนจน” เป็นผลงานที่ริเริ่มโดย “นายกฯตู่” ซึ่งก็เป็นการตอกย้ำว่า “ค่ายลุงตู่” เดือดร้อนไม่น้อยเมื่อถูกปาดหน้านำนโยบายบัตรคนจนไปใช้ก่อน
ตามประสาเปิดก่อนได้เปรียบ ถือเป็นการสกัดไม่ให้ “ทีมลุงตู่” งัดทีเด็ดเล่นเรื่อง “บัตรคนจน” ได้อีก เพราะ “ทีมลุงป้อม” จัดไปแบบเต็มกราฟที่ 700 บาท ครั้นจะไปเกทับบลัฟไปอีกก็เสียเหลี่ยมการเมืองไม่น้อย
ที่น่าสนใจกว่านั้น ในทุกๆ ความเคลื่อนไหวของ “ลุงป้อม” ระยะหลัง ชัดเจนถึงเป้าหมาย เมื่อทีมงานต่างโหมประโคมตำแหน่ง “นายกฯ คนที่ 30” แบบไม่ต้องไว้หน้าไว้ตา “นายกฯ ตู่” ที่ตั้งเป้าเป็นนายกฯ สมัยที่ 3 กันอีกต่อไป
ซึ่ง “บิ๊กป้อม” เองก็ไม่ขวยเขินอะไรที่ถูกอวยยศเป็นนายกฯ คนที่ 30 ล่วงหน้า กลับกันยังท้าทายด้วยว่า “ก็เลือกมาดิ” อีกต่างหาก
เท่ากับเป็นการวางสถานะผู้ชิงเก้าอี้นายกฯแบบเต็มตัว ควบคู่กับกลยุทธ์ “ปาดหน้า” กับการวางคิวให้ “พล.อ.ประวิตร” บุก จ.พิษณุโลก-นครสวรรค์ ในวันที่ 20 ม.ค.66 ก่อนที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จะมีคิวไปเยือนพื้นที่เดียวกันในวันที่ 30 ม.ค.66
พร้อมเปิดเกมรุกเต็มรูปแบบ วางอีเวนต์พรรคพลังประชารัฐแบบไม่พัก ทั้งการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อจัดทัพทดแทนกลุ่มคนที่ออกไป ในวันที่ 27 ม.ค.66 และงานระดมทุนในวันที่ 30 ม.ค.66 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ห้องบางกอก คอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 22 โรงแรมเซนทาราแกรนด์ แอท เซนทรัลเวิล์ด ในรูปแบบดินเนอร์ทอล์ค
สะท้อนให้เห็นถึงความกระชุ่มกระชวยของ “ค่ายลุงป้อม” ที่สับเกียร์ 5 ใส่กันเต็มสตรีม ต่างจากช่วงที่ยังติดกึกติดกักในสถานะของ “บิ๊กตู่” อย่างเห็นได้ชัด เป็นกลเกมการเมืองที่ขับเคลื่อนโดย “มือเก๋า” อย่าง “เสี่ยยักษ์-วิรัช” ร่วมด้วย “มาดามแหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และ “ทีมงานผู้กอง” ที่มี “ป.น้องในไส้” เป็นแบ็กอัพใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหล่า “บริวาร” ที่เชียร์ให้ “นายป้อม” เลือกเดิน “แตกหัก” กับ “บิ๊กตู่” ไม่ต้องปราณีปราศรัยกับความสัมพันธ์ Forever อะไรอีกต่อไป
เห็นได้ชัดเจนว่า บรรยากาศวันนี้ของ “ค่ายลุงป้อม” คึกคักขึ้นถนัดตา ทั้งที่สภาพร่างกาย “หัวหน้าพรรค” จะไม่ได้ปึ๋งปั๋งก็ตาม ต่างจาก “ค่ายลุงตู่” ที่หลังจากวันที่ 9 ม.ค.66 อีเวนต์เปิดตัว “พล.อ.ประยุทธ์” ที่จัดเว่อร์วังอลังการงานสร้าง แต่ไม่ปังอย่างที่หวัง ก็ไร้อีเวนต์ หรือคอนเทนต์เลี้ยงกระแส
และยังคงวนลูปอยู่กับการไหลเข้าของ “นักการเมือง-นักเลือกตั้ง” ที่ก็ไม่ได้มี “บิ๊กเนม” ให้เป็นกระแสแต่อย่างใด
กว่าจะมีอีเวนต์แรกในนามสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติของ “ลุงตู่” ก็ปาเข้าไปวันที่ 28 ม.ค.66 ที่มีคิวลงพื้นที่ จ.ชุมพร ที่เป็นฐานเสียงใหญ่ของ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร ที่ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ค่อนข้างแบเบอร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ พออนุมานได้ว่า การเลือกลงพื้นที่ของ “พล.อ.ประยุทธ์” เลือกใน “พื้นที่ปลอดภัย” เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวของ 2 ลุงที่ดูต่างกัน และเป็น “ลุงป้อม” ที่นำไปก่อนหลายก้าว สะท้อนให้เห็นว่า “มืองานการเมือง” ของ “พรรค 2 ลุง” ฝีมือคนละชั้น จนทำให้จังหวะก้าวของ “ลุงตู่” ยังเป็นรอง “ลุงป้อม” อยู่หลายขุม
จริงอยู่วันนี้ทางการเมืองมองว่า “บิ๊กป้อม” ไม่ได้ถึงขั้นแตกหักกับ “บิ๊กตู่” แต่กำลังถูกชักใยโดย “แก๊งออฟโฟร์” อันประกอบไปด้วย “น้องในไส้-ผู้กองคนดัง-มาดามตาโต-ขาใหญ่โคราช” จนเกิดภาพการแข่งขันกันรุนแรงระหว่าง “พี่ป้อม-น้องตู่” ห่างไกลคำว่า “พี่น้อง” และเข็นไปสู่สถานะ “ศัตรู” ขึ้นทุกขณะ
เป็นอีกหนึ่งกลเกมการวางตัวไม่ซ้าย-ไม่ขวาของ “ค่ายลุงป้อม” ในการที่จะมีอิสระเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วไหนก็ได้หลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสข่าวหนาหูถึง ดีลร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย-พลังประชารัฐ” ที่นับวันยิ่งดูไม่เกินเลยความจริง
และหากพรรคพลังประชารัฐมี ส.ส.มากพอ บวกกับพรรค ส.ว.ที่รออยู่ การที่ “นายป้อม” จะได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 ก็ไม่ใช่ฝันลมๆ แล้งๆ
ต่างจาก “ค่ายลุงตู่” ที่มีโจทย์หินที่ต้องชนะเลือกตั้ง หรือต้องมี ส.ส.มากพอจะดันให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ อีกสมัยเท่านั้น
และด้วยข้อจำกัดของ 2 พรรค “พลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ” ที่มีฐานเสียงจำกัดอยู่ในซีกของ “ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ก็ทำให้ขั้วตรงข้ามที่้นำโดย “ค่ายดูไบ” พรรคเพื่อไทย ยิ้มกริ่มไม่น้อย
ด้วยเพราะการต่อสู่กับพรรคที่เข็น “2 ลุง” ซึ่งเข้าขั้น “หมดสภาพ” มาเป็นตัวชูโรง ดูจะไม่ใช่คู่แข่งในสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พรรค 2 ลุง ไม่มีศักยภาพพอจะไปคุกคาม พรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ได้เลย
ถือเป็นความได้เปรียบของ “ค่ายดูไบ” ที่ใครต่างก็ยกให้เป็น “เต็งหนึ่ง” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถึงขั้นที่ว่า “ทีมงานห้องแอร์” ประเมินไปไกลแล้วว่า จะได้ 290+ ที่นั่ง ตามเป้าหมายแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน
ว่ากันไปถึงขนาดที่ว่า “ทีมงานห้องแอร์” แบ่งกระทรวงกันนั่งเสร็จสรรพแล้วด้วยซ้ำ
จากความมั่นใจเกินเบอร์ที่ว่า ก็อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” กลับมาทำร้ายตัวเองก็เป็นได้ เพราะทำไปทำมา “ค่ายดูไบ” ยังสลัดไม่หลุดกับดักตัวเอง ติดหล่มกับภารกิจ “พาทักษิณกลับบ้าน” จนน่าเป็นห่วงว่า เป้าหมาย “แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน” จะสำเร็จตามที่คุยเขื่องไว้หรือไม่
ล่าสุดบนเวที ปราศรัยใหญ่ “อีสานยามใด๋ เพื่อไทยทอนั่น” ที่ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี ไฮไลท์การปราศรัยของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แทนที่จะเป็นเรื่องนโยบายพรรค โดยเฉพาะเรื่องค่าแรง 600 บาท ภายในปี 2570 ค่าแรง กลับกลายเป็นท่อนที่ว่า
“พรรคเพื่อไทยมาแล้ว มาเพื่อบอกว่าเรามาสร้างความฝัน มาเพื่อสร้างความหวัง และต้องไม่ใช่แค่ความฝันแต่ต้องเป็นความจริง เอาลุงกลับไป เพื่อไทยมาแล้ว เอาลุงกลับไปเลี้ยงหลาน ลุงโทนี่จะได้กลับมาเลี้ยงหลานบ้าง รับเงินหมา กาเพื่อไทย ขอให้ชาวอุดรฯ เลือกทั้งคนและพรรคทั้ง 9 เขต”
กลายเป็นว่าหลักใหญ่ใจความของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเดิมพันสำคัญในการพลิกขั้วอำนาจ หากแต่ไม่ใช่เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หรือการกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งกลายเป็น “เรื่องรอง” ไปซะแล้ว
ด้วย “เรื่องหลัก” ยังอยู่ที่การพา “เฮียโทนี่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หนีคดี กลับบ้าน
เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นเพียง “บริษัทลูก” ของเครือข่ายตระกูลชินวัตร เท่านั้น
ตั้งแต่การอวยยศ “คุณหนูอิ๊ง” ที่เป็นเพียง “อนุบาลการเมือง” สถาปนาตำแหน่งใหม่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ขึ้นมายืนตระหง่านหัวหงอกหัวแก่ในพรรค ไม่ให้ความสลักสำคัญกับตำแหน่งแห่งที่ในพรรคอย่างเป็นทางการ
ย้อนไปเมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ พรรคเพื่อไทย ปูพรมติดป้ายหาเสียงทั่วประเทศ ปรากฎมีแต่รูป “แพทองธาร” ที่ว่ากันว่าการันตีหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ไม่มีรูป นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค แต่อย่างใด
เหตุที่ใช้รูป “อุ๊งอิ๊ง” ก็เพื่อตอกย้ำความเป็นชินวัตรให้ชัดที่สุด อีกทั้งยังมองว่า หน้าตาลูกสาวคนเล็ก “พาทักษิณกลับบ้าน” มีความละท้ายคล้าย “ทักษิณ” ด้วย
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า “หมอชลน่าน” ที่เป็นหัวหน้าพรรคไม่ติดโผ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯข องพรรคเพื่อไทยเสียด้วย โดยอีก 1 รายที่การันตี ก็เป็น “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
ส่วน “หมอชลน่าน” ต้องไปวัดกับ “ชัยเกษม นิติสิริ” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยเมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งตามรูปการณ์รายหลังภาษีดีกว่า
และแน่นอนว่า ทั้ง 3 รายชื่อว่าที่แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ก็มีการกดปุ่มมาจากแดนไกลทั้งสิ้น
ทำให้สิ่งที่ “คนเพื่อไทย” เคยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายก้าวข้าม “ทักษิณ” กลับกลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทย เองที่ก้าวไม่ข้าม “นายใหญ่” ที่บัดนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ยังไม่วางมือทางการเมือง
มีเสียงเตือนจาก “อดีตคนกันเอง” อย่าง “เสี่ยตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ที่วันนี้เคลื่อนไหวในนาม คณะหลอมรวมประชาชน ออกมาว่า “ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริงร่ากับการหาเสียงที่จะครองเสียงเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนทุกครั้ง แต่ถ้าเอาแค่ชัยชนะแบบเดิมๆ แล้ว ก็จะจบแบบเดิมๆ เช่นกัน ผลสุดท้ายก็ไม่เคยเอาตัวรอดได้สักครั้งเดียว แล้วยังพาประเทศไปฉิบหาย 8-9 ปีมานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากตัวเองด้วย”
อดีตขุนพลระบอบทักษิณอย่าง “จตุพร” กระแทกไปตรงๆถึง “ทักษิณ” แม้จะไม่เอ่ยชื่อด้วยว่า “ในโลกการเมืองไม่มีใครใหญ่จริงหรอก สิ่งสำคัญที่จะบอก คือ คุณชนะ (เลือกตั้ง) อยู่แล้ว ถ้าทำตัวเหมือนเดิม ก็จะจบแบบเดิมอีก ส่วนชนะแล้วเป็นผู้ปกครองหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าเป็นผู้ปกครอง ทำนิสัยแบบเดิมก็จะจบแบบเดิม และคนที่หนักที่สุดจากต้นเหตุของคุณ ก็คือ ประชาชน คุณเอาชีวิตเลือดเนื้อประชาชนไปละเลงเล่นได้อย่างไร เอาชัยชนะที่แลกมาทั้งชีวิต แต่ท้ายที่สุดใครก็ไม่รู้ หน้านวลทั้งหลายก็มากอบโกยเอา แล้วไม่รักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้ วันนี้ก็มาอีหรอบเดิม”
เป็นเสียงเตือนที่ถอดรหัสได้ว่า หากชนะเลือกตั้ง แต่ยังหมกมุ่นกับการ “พาทักษิณกลับบ้าน” ซึ่งไม่พ้นต้องออก “พ.ร.บ.สุดซอย” ที่เคยนำพาให้มทีการรัฐประหาร 2557 มาแล้ว จุดจบของ “ระบอบทักษิณ” ก็คงไม่ต่างจากเดิม แล้วคนที่รับกรรมก็คือ “ประชาชน” นั่นเอง
ซึ่งก็เชื่อว่า “ค่ายดูไบ” คงไม่ได้ให้ความสลักสำคัญกับคำเตือนของ “จตุพร” เพราะอย่างที่ว่าไว้ข้างต้นว่า มั่นใจขั้นสุดว่าจะชนะเลือกตั้ง
การนำเรื่อง “พาทักษิณกลับบ้าน” ไปป่าวประกาศตามเวทีต่างๆ นั้น ก็เพื่อใช้ “เคลม” กรณีชนะเลือกตั้งจริงว่า เป็นฉันทมติจากประชาชนในการ “พาทักษิณกลับบ้าน” นั่นเอง เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถชูเป็นนโยบายหาเสียงได้
กลายเป็นเรื่องวุ่นวายของ “มวยหลัก” ทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าจะความสัมพันธ์ “พี่ป้อม-น้องตู่” ที่ยิ่งนับวันจะยิ่งขุ่น ไม่ Forever อย่างปากว่า
หรือจะเป็นรายของ “คุณหนูอิ๊ง” ที่หมกมุ่นอยู่กับธุระ “พ่อทักษิณ” ยังไม่ทันเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ก็สุมไฟความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว
เป็นสภาพการณ์ของ “มวยหลัก” ที่ไม่ทันไรก็ชุลมุนวุ่นวาย จนอาจส่งให้ “พรรคมวยรอง” น่าจะตอบโจทย์การเมืองไทย พ.ศ.นี้มากกว่า
ซึ่งพรรคมวยรองที่สปอตไลท์จับจ้องคงไม่พ้น “ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รู้กันทั้งวงการว่าพรั่งพร้อมทั้ง “ขุนพล” และ “กระสุนดินดำ” จนวันนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 120 ที่นั่ง เพียงพอสำหรับการเป็นพรรคเบอร์ 1 ของขั้วอำนาจปัจจุบัน
เป็นเป้าหมายที่ดูมีแววมากกว่า “พรรค 2 ลุง” ที่พอแยกกันเดิน ก็ขาดแรงหนุนซึ่งกันและกัน แล้วยังมาตั้งแต่เป็นคู่แข่งกันอีก จนถูกมองว่า เป็นได้เพียง “พรรคเอสเอ็มอี” เป้าหมายของ “พรรคพลังลุง” ทั้ง 2 พรรค คงไม่เกิน 30-40 ที่นั่งเท่านั้น
สำคัญที่พื้นที่เป้าหมายของ “ค่ายเซราะกราว” ส่วนใหญ่ต้องต่อกรกับ “ค่ายดูไบ” โดยตรง ดดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่หาก พรรคภูมิใจไทย เข้าป้ายได้เท่าไร ก็เท่ากับลดเก้าอี้ พรรคเพื่อไทย ไปมากเท่านั้น
พูดกันว่า พรรคเพื่อไทย จะแลนด์สไลด์ หรือ แลนด์ไถล ก็อยู่ที่ “พรรคเสี่ยหนู” นี่แหละ
ตามสภาพการณ์ “มวยรอง” แต่ดูพร้อมกว่า “พรรค 2 ลุง” อีกทั้งยังเป็นตัวตัดแต้มเต็งหนึ่งอย่าง พรรคเพื่อไทย โดยตรง หากหลังเลือกตั้ง “ค่ายภูมิใจไทย” จะเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล แล้วนายกฯคนที่ 30 ก็อาจชื่อ “อนุทิน” ก็เป็นได้.