xs
xsm
sm
md
lg

พี่ศรี vs ลุงศักดิ์ ศึกคนหิวแสง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รายงานการเมือง

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -
เป็น “ดรามาซ้อนดรามา” ขึ้นมาทันที

คิวที่ “พี่ศรี” ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เจ้าของสมญา “นักร้องแห่งยุค” เหตุเพราะมักยื่นร้องเรียนในทุกเรื่องทั้งที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับตัวเอง จนถูกตราหน้าวว่า “หิวแสง” ได้ตามตรวจสอบการแสดง “เดี่ยว 13” ของ โน๊ส-อุดม แต้พานิช นักพูดสแตนอัปคอมเมดี้ชื่อดัง โดยระบุ “ให้ท้ายม็อบก้าวล่วงหรืออย่างไร? พูดเอามัน เอาฮา ไร้เหตุผล และให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณชน..เดี๋ยวเจอกัน..!!”

คำว่า “เดี๋ยวเจอกัน” ของ “พี่ศรี” ก็คือการไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคราวนี้เป็นที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบการวิพากษ์จารณ์รัฐบาลของ “โน้ส-อุดม”

ทำให้เกิดกระแสก่นด่า “พี่ศรี” ว่า “รับงาน” ฝ่ายรัฐบาลมาหรือไม่อย่างไร เพราะว่ากันตามจริง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือ “นายกรัฐมนตรี” คือ “บุคคลสาธารณะ” ที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้

กระทั่งวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ที่ “พี่ศรี” เดินทางไปยื่นร้องเรียน โดยขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก็ได้ถูก “ลุงศักดิ์” วีรวิทย์ รุ่งเรืองสิริผล ที่ทราบภายหลังว่าเป็น “คนเสื้อแดง” และ “แนวร่วมม็อบราษฎร” ฝ่าวงล้อมเข้าไปทำร้านร่างกาย โดยการต่อยและเตะ พร้อมต่อว่า “นี่คือการสั่งสอน มึงร้องทุกเรื่อง” ขณะที่คนที่ติดตาม “ลุงศักดิ์” ที่ตามมาไลฟ์สด ก็กล่าวเสริมว่า “ร้องหมด ทีรัฐบาลชุดเก่ามึงไม่ร้อง ไอเ...ย มึงนั่นเลว” จนเกิดเหตุชุลมุน


เรื่องราวก็เลยเป็น “ดรามาซ้อนดรามา” อย่างที่ว่า เพราะจากเหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากคลิป และภาพที่ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ยังมีการแตกประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ออกไปอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสียงเชียร์การกระทำของ “ลุงศักดิ์” จากฝั่งของคนที่ชัง “พี่ศรี” หรือรองเท้าและเครื่องแต่งกายของ “ลุงศักดิ์” ที่ถูกนำมาขยายในภายหลัง

ขณะเดียวกันก็มีเสียงชื่นชม “พี่ศรี” เช่นกัน กับชั้นเชิงการตั้งรับไม่ไม้มวยไทยที่ถูกประเคนใส่ ที่ท่าทางไปละม้ายคล้ายตัวละคร “อาจารย์ยิปมัน” ในภาพยนตร์ดัง อีกทั้งยังชื่นชมที่ “พี่ศรี” เพียงแต่ปัดป้อง ไม่ตอบโต้กลับ แม้คะเนด้วยสายตาแล้วรูปร่างจะไม่ได้เสียเปรียบฝ่ายที่มาทำร้ายก็ตาม เรียกว่า “มีความเป็นผู้ใหญ่” ก็คงจะได้

โดย “พี่ศรี” เปิดเผยภายหลังถูกทำร้ายว่า มีอาการบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าจากการถูกต่อย โดยเฉพาะที่บริเวณปลายคาง แต่ไม่เจ็บอะไรมากเท่ากับเจ็บใจ ยืนยันไม่รู้จักกับคู่กรณี ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งหรือบาดหมางกันมาก่อน ก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าเขาเป็นสื่อมวลชนหรือเปล่า เห็นสอบถามก่อนจะเอียงตัวเดินเข้ามาใกล้ จึงผิดสังเกตป้องกันตัวได้ทัน

ส่วนเรื่องคดีได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วที่กองปราบปราม หลังจากนี้จะเดินทางไป สน.พหลโยธิน เพื่อขอใบส่งตัวตรวจร่างกายยังโรงพยาบาล นำมาประกอบพยานหลักฐานแจ้งความเอาผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย

อย่างไรก็ดี กล่าวสำหรับ “พี่ศรี” เอง แม้การร้องหลายครั้งที่ผ่านมาจะก่อให้เกิดกับประเทศชาติและบ้านเมือง แต่ก็อาจจำต้องทบทวนตัวเองเหมือนกัน เพราะการร้องหลายกรณีก็มีคำถามดังๆ จากสังคมออกมาเช่นกันว่า ทำเพื่ออะไรกันแน่ แม้จะเป็นสิทธิอันชอบธรรมซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมายก็ตาม

ฝ่าย “ลุงศักดิ์” ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ไม่พอใจ “พี่ศรี” ที่หลังจากศาลรัฐธรรมนูญกรณีวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ครบ 8 ปีแล้ว ใครชุมนุมแจ้งจับหมด ซึ่งตนเป็นคนหนึ่งที่ร่วมชุมนุม จึงตั้งใจมาตบเพื่อสั่งสอน โดยยอมทิ้งงานมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

“ผมตบเพื่อสั่งสอนให้มันรู้ว่า คนเห็นต่างก็มี อย่าเลียจนเกินไป ผมอายุ 62 ปี จะเป็นอะไรผมไม่มายด์ ผมไม่แคร์ ผมอยากให้เห็นว่า คำว่าประชาธิปไตย ทุกคนต้องยอมรับความเห็นต่าง แต่มึงอย่าเกินเลยจนเกินไป มาเพื่อตบไอ้นักร้อง ให้มันหยุดร้องสักที หรือมันร้องก็ร้องสิ่งที่ควรจะร้อง ไม่ใช่ว่าร้องคนเห็นต่างจนเกินไป เหตุผลก็แค่นี้แหละครับ” ลุงศักดิ์ บอก


แล้วยังเปิดเผยด้วยว่า เคยก่อเหตุพยายามตบ “แรมโบ้” เสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี มาแล้ว และเป็นเจ้าของยูทูปช่อง “ศักดินาเสื้อแดง ต่อต้านเผด็จการ”

ภายหลังเกิดเหตุก็มีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญ “ลุงศักดิ์” อย่างกว้างขวาง โดยยกให้เป็น “ตัวแทนหมู่บ้าน” ที่กระทำการแทนใจคนอื่น ด้วยต้องยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ไม่พอใจการเคลื่อนไหวของ “ศรีสุวรรณ” เป็นทุนอยู่แล้ว

มีการโพสต์คำว่า “สะใจ” เต็มสังคมโลกออนไลน์ หลายคน “พร้อมโอน” เพื่อเป็น “กำลังใจ” ให้กับ “ตัวแทนหมู่บ้าน” ด้วย

บางรายฉุกคิดได้ก็โพสต์ในทำนองว่า “ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง…แต่…”

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ก็เกิด “กระแสตีกลับ” เริ่มมี “เสียงแตก” หันไปทาง “ไม่สนับสนุนความรุนแรง” ด้วยไม่ใช่การแสดงออกที่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย เพราะแม้จะ “เห็นต่าง” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไปทำร้ายร่างกายคนที่เห็นต่างได้

ที่สำคัญคือเอาเข้าจริง “ลุงศักดิ์” ไม่ถือเป็นบุคคลโนเนม เป็นที่คุ้นหน้าตากันดีในสายม็อบและผู้ร่วมกิจกรรมชุมนุมทางการเมือง เพราะเป็น “คนเสื้อแดง” ที่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2549 กระทั่งการชุมนุมหลายครั้งของ “ม็อบสามนิ้ว” กลุ่มราษฎร “ลุงศักดิ์” ก็ต้องถือว่าเป็นขาประจำ

และเมื่อคนเสื้อแดงเริ่มเข้ามาร่วมขบวนกับกลุ่มเด็กและเยาวชน “ลุงศักดิ์” ก็ได้มาร่วมในนามกลุ่มเสื้อแดงประชาธิปไตย (Red Democracy) และกลุ่มแดงก้าวหน้า โดยมีบทบาทเป็นผู้ขึ้นรถเครื่องเสียงปราศรัยตามสถานที่ชุมนุมต่างๆ ทั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกราชประสงค์ และแยกดินแดง

รวมทั้งเคยต้องคดีเกี่ยวกับการชุมนุมมากถึง 13 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยคดีหนึ่งศาลแขวงดุสิตได้พิพากษา “ยกฟ้อง” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 จากข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง) ในเขตพื้นที่ กทม. จากการเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องจากเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิเสรีภาพที่ถูกรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งยังเคลื่อนไหวผ่านช่องยูทูบ “ศักดินาเสื้อแดง” โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง มีผู้ติดตามกว่า 1.5 หมื่นคน มีคนเข้าชมทุกคลิปรวมเกือบ 3 ล้านครั้ง

อีกทั้งยังมีการนำคลิปวีรกรรมครั้งที่บุกทำร้าย “แรมโบ้” ชื่อตอนว่า “ลุงศักดินาทำตามสัญญาแล้วตบไอ้โบ้วันนี้” มาเผยแพร่ด้วย

โดยเป็นเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ที่มีการชุมนุมของกลุ่มแรงงานโรงงานผลิตชุดชั้นใน ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน พร้อมด้วย “แรมโบ้-เสกสกล” ได้เชิญแกนนำมาร่วมพูดคุยหาทางออก

ในคลิป “เฮียศักดิ์” บอกผู้ชุมนุมว่า “ขอให้รอดู ถ้าเจอแรมโบ้ จะตบให้ดู เพราะทำให้คนอีสานต้องเสื่อมเสีย จากพฤติกรรมเป็นคนเสื้อแดงกลับใจ” เมื่อ “แรมโบ้” มาถึง จึงได้เรียกมาหาแล้วตบศีรษะไป 4 ครั้ง ก่อนที่ “แรมโบ้” จะต่อยกลับจนเกิดเหตุชุลมุน

ทั้งนี้ “ลุงศักดิ์” ยังเคยเปิดเผยความในใจถึงความไม่ชอบ “รัฐบาลประยุทธ์” ที่ไม่ได้มาจากแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว แต่มี “ปมส่วนตัว” ที่ประสบปัญหาด้านธุรกิจ จากหัวหน้าครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงพอสมควร โดยประกอบอาชีพเป็นดีไซเนอร์ ทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าและส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่เมื่อรัฐบาลประยุทธ์เข้ามาบริหาร และไม่สามารถจัดการกับโรคระบาดโควิด-19 ได้ กระทบไปถึงธุรกิจส่วนตัวที่ถูกฟ้องล้มละลาย โดยประเมินเป็นความเสียหายมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

“ลุงศักดิ์” มองด้วยว่า การที่ตัวเองถูกดำเนินคดีนั้นเป็นเพราะ “ฝ่ายรัฐ” ต้องการบั่นทอน “ศัตรูของรัฐบาล” ให้อ่อนล้าไปในวังวนของกระบวนการยุติธรรม และทำให้เขาเสียเวลาไปนานกว่า 2 ปีโดยไร้ค่า นำมาซึ่งปัญหานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ความไม่เข้าใจกันในครอบครัว หรือการสูญเสียรายได้ที่ส่งผลให้ธุรกิจต้องล้มละลายด้วย และแม้ศาลจะยกฟ้อง แต่รัฐก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบและมีมาตรการเยียวยาใดๆ เลย


ด้วยแนวคิดด้านประชาธิปไตย ผนวกกับปัญหาต่างๆ บ่มเพาะเป็น “ความเกลียดชัง” ในรัฐบาล จนก่อเหตุกับ “แรมโบ้” จนมาถึงรายของ “ศรีสุวรรณ” ในครั้งนี้

ในมุมของ “ลุงศักดิ์” คงคิดว่าการทำร้ายฝ่ายตรงข้ามเป็นไปเพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านรัฐบาล แต่ก็ถือว่าเป็นกระกระทำที่ “ย้อนแย้ง” กับจุดยืนของตัวเขาเอง ด้วยมีการแชร์โค้ดคำพูดของ “ลุงศักดิ์” ที่ไม่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่าง ในช่วงที่ร่วมชุมนุมทางการเมืองในอดีต

ยิ่งขยายให้เห็นภาพ “ย้อนแย้ง” ระหว่างพฤติกรรมและคำพูดของตัว “ลุงศักดิ์” เองเป็นอย่างดี

อีกทั้งพฤติกรรม “หิวแสง” ที่กล่าวหาตัว “พี่ศรี” นั้น เมื่อพิเคราะห์อย่างถ่องแท้แล้ว “ลุงศักดิ์” เองก็ “หิวแสง” ไม่ต่างกัน เพราะก่อนก่อเหตุ ก็ได้มีการตระเตรียมวางแผนมาเป็นอย่างดี มีทีมมาไลฟ์สดระหว่างก่อเหตุ

และหลังเกิดเหตุก็กลับไปไลฟ์สด โดยระบุว่า “สัญญาลุงทำตามสัญญา” พร้อมสาธยายว่า ทนไม่ได้ที่ “พี่ศรี” เที่ยวร้องเรียนไปเรื่อย ไม่รู้จักแยกแยะ ไม่มีมโนธรรมจริยสำนึก โดยได้กำลังใจจากแฟนคลับที่โทรให้กำลังใจ

ยิ่งไปกล่านั้น “ลุงศักดิ์” ยังไม่ปฏิเสธ “กำลังใจ” ที่มีการส่งเข้ามาอย่างล้นหลาม เพื่อเป็นทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดี

มีตัวเลขออกมาว่า ได้รับการบริจาคเกินกว่า 6.5 ล้านบาทภายในวันเดียว แต่เจ้าตัวก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ถึง 6.5 ล้านบาท พร้อมระบุว่า จะเปิดเผยยอดได้รับบริจาคในภายหลัง

“กูไม่ได้หาแ...กแบบนี้ พี่น้องกูให้กูไม่ได้ถึงขนาดนั้น ไอ้ ... 6 ล้าน เดี๋ยวให้มันเบ็ดเสร็จเรียบร้อยผมเปิดเผยแน่ ไม่ต้องกลัว ไม่บอกเพราะผมเปิดไม่เป็น ผมเปิดดูย้อนหลังไม่ได้ ผมแก่แล้ว ทำไมต้องอยากดูยอดด้วย เออ ถามกลับซิ ไอ้เพจไหน เอาแบบนี้ดีกว่าคุณไปตบแรมโบ้ บัญชีทั้งหมดผมให้คุณนะ” ลุงศักดิ์ ระบุ

ที่น่าสนใจไม่เพียงแต่ 2 ตัวละครเอกตามท้องเรื่องเท่านั้น ฝ่ายสนับสนุนเองก็ประจาน “ความย้อนแย้ง” ในตัวเองออกมาเช่นกัน โดยเฉพาะฝ่ายกองเชียร์ “ลุงศักดิ์” ที่เรียกขานตัวเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย”

ไม่ว่าจะเป็น “เจ๊เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ภาพของ “ลุงศักดิ์” พร้อมระบุข้อความว่า "ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ (วีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล ไทยพาณิชย์ เลขที่ XXXXXXXXXX)" และโพสต์เพิ่มเติมว่า “จากเหตุการณ์วันนี้ขอยอมรับกับตัวเองและกับทุกคน พี่รู้พี่มันเลว”

เช่นเดียวกับ “เฮียบุ๊ง” ปกรณ์ พรชีวางกูร อดีตท่อน้ำเลี้ยงของม็อบคณะราษฎร ก็โพสต์ข้อความระบุว่า "ได้เลขบัญชีลุงมาละ ใครสะดวกพร้อมช่วยค่าปรับ หรือจะให้กำลังใจอะไรบลาๆ ก็เอาที่ตามสะดวกเลย ให้กำลังใจลุงศักดิ์กันโว้ยยยย ไทยพาณิชย์ XXXXXXXXXX วีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล"

ไม่ต่างจากการลอกคราบ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่มักเต้นแร้งเต้นกายามที่ “ม็อบเด็ก” เป็นผู้ถูกกระทำ พูดจาหล่อสวยต่อว่าฝ่ายรัฐ ให้เห็นตัวตนที่แท้จริงที่นิยมความรุนแรงอย่างไรอย่างนั้น

ส่วน “เหยื่อ” อย่าง “พี่ศรี” ก็โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก เป็นภาพพร้อมข้อความของ จตุพล ชมภูนิช นักพูดชื่อดัง ที่ระบุว่า “ทำดี” แล้วไม่มี “ใครชอบ” ยังไม่หนักใจเท่ากับ “ทำชั่ว” แล้วมีแต่ “คนเชียร์” เพราะคนที่ยิ่งเห็น “คนทำเลว” แล้ว “ยิ่งยินดี” ก็มีแต่ “คนเลวด้วยกัน” เท่านั้นเอง

ซึ่งก็จริงอย่างที่ “พี่ศรี” หยิบยกขึ้นมา เพราะการบริจาคเงินให้ ก็ไม่ต่างจากการสนับสนุนความรุนแรง และสนับสนุนให้คนทำความผิดนั่นเอง แล้วยังน่ากลัวว่า จะมีพฤติกรรมเลียนแบบที่บานปลายไปในอนาคตด้วย ที่ซ้ำคืออาจเกิดเหตุทำนองนี้กับฝ่ายไหนก็ได้

กรณีศึกคนหิวแสงระหว่าง “พี่ศรี-ลุงศักดิ์” ยังเป็นการถ่างขยายความขัดแย้งแตกแยกในสังคมมากขึ้นไปอีก บรรยากาศบ้านเมืองห่างไกลความสงบสุข ความสามัคคีปรองดอง ทั้งที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วเกือบ 4 ปี และกำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2566 ที่กำลังจะมาถึง

แน่นอนเป็นการตอกย้ำผลงานการสร้างความปรองดอง ตลอดจนมอตโต้อย่าง “รักสงบ จบที่ลุงตู่” นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าตลอด 4 ปี หรือ 8 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของรัฐบาลประยุทธ์ ทั้งยังพาลให้คิดได้อีกว่า ในอนาคตอันใกล้เหตุการณ์จะทวีความรุนแรงหนักข้อขึ้นไปอีก


อีกทั้งมูลเหตุของการทำร้ายร่างกายในครั้งนี้ ก็ยังมาจากเรื่องที่ไม่น่าจะถือเป็นเรื่องราวใหญ่โตอย่างการแสดง “เดี่ยว 13” ของศิลปิน “โน้ส-อุดม” ที่ต้องมีจุดขายในการ “ขายขำ” รวมทั้งบูลลี่ด้อยค่าผู้อื่นเป็น “มุกตลก” ที่สำคัญรัฐบาลทุกรัฐบาลก็เป็นเป้าใหญ่ที่สามารถหยิบจับเรื่องราวมาพูด เพราะผลงาน และนโยบายรัฐบาล เป็นเรื่องกระทบคนหมู่มากอยู่แล้ว

แม้จะหลงไปกับดรามา “พี่ศรี-ลุงศักดิ์” แต่ต้องไม่หลงลืม “สาระสำคัญ” ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ และการแสดงออก ตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องแบบนี้ “ฝ่ายผู้มีอำนาจ” ในฐานะ “บุคคลสาธารณะ” ต้องเปิดใจกว้าง ไม่จ้องแต่ตั้งแง่ยัดเยียดความเป็น “ศัตรู” ไล่จับขึ้นโรงขึ้นศาลลูกเดียว หากแต่ต้องนำกลับมาทบทวนและปรับปรุงตัวเองเพื่อการทำงานที่ดีขึ้น ด้วยต้องยอมรับว่า เสียงประชาชนที่เห็นด้วยกับ “เดี่ยว 13” มีจำนวนมากโขเช่นกัน

คงต้องให้เครดิต“ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่า “ติดตามดู คุณโน้ส มาตลอด ชื่นชมในความสามารถ ส่วนเรื่องวิจารณ์รัฐบาลเขาก็พูดมาทุกการแสดงเดี่ยว ในความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่าเขาพูดเพื่อความบันเทิง คนดูก็มีวิจารณญาณในการฟังอยู่แล้ว ไม่ควรนำมาเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไร”

เป็นการแสดง “วุฒิภาวะ” ของฝ่ายรัฐ ที่ควรจะออกมาจากปาก “นายกฯ ตู่” ในทำนองเดียวกัน

และเอาเข้าจริง เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของ “โน้ส-อุดม” นอกจากเป็น “วาระปกติ” แล้ว อาจเป็นเพียงแค่กลยุทธ์โปรโมท “เดี่ยว 13” ที่เพิ่งเข้าฉายทางช่องสตรีมเมอร์ดังเท่านั้น กลายเป็น “ฝ่ายรัฐ-ลิ่วล้อ” ที่ไปตระครุบเหยื่อ ช่วยโปรโมทให้ดังพลุแตกขึ้นไปอีก

สรุปเรื่องนี้ฝ่ายประชาธิปไตยก็โดนลอกคราบ ส่วนฝ่ายรัฐก็กลายเป็นเหยื่อ

ส่วน “พี่ศรี” กับ “ลุงศักดิ์” ก็คือการปะทะกันของมวลหมู่ของ “คนหิวแสง” เท่านั้นเอง.