xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus : ควีนเอลิซาเบธครองราชย์ครบ 70 ปี ประกาศหนุน ‘คามิลลา’ เป็น ‘ว่าที่ราชินี’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งสำหรับอังกฤษ เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองสิริราชสมบัติยืนยาวครบ 70 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา สร้างสถิติเป็นองค์พระประมุขหญิงที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ท่ามกลางมรสุมข่าวฉาวที่ทำให้ความรักความศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษเสื่อมถอยลงทุกขณะ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 เมษายน ปี 1926 ณ บ้านเลขที่ 17 ถนนบรูตัน เมย์แฟร์ กรุงลอนดอน และได้รับการตั้งพระนามว่า “เอลิซาเบธ” ตามพระราชมารดา

เจ้าหญิงเอลิซาเบธในวัย 21 พรรษา ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเรือโทฟิลลิปส์ เมานต์แบตเทน (ต่อมาคือเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ปี 1947 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และในอีก 5 ปีถัดมาได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษ ภายหลังการสวรรคตของพระราชบิดา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ปี 1952 ในขณะที่พระองค์และเจ้าชายฟิลิปอยู่ระหว่างเสด็จฯ เยือนเคนยา

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกถูกจัดขึ้นในวันที่ 2 มิ.ย. ปี 1953 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ท่ามกลางแขกเหรื่อที่ร่วมเป็นสักขีพยานกว่า 8,500 คน โดยพระราชพิธีซึ่งถูกถ่ายทอดไปทั่วโลกยังมีส่วนทำให้ยอดจำหน่ายโทรทัศน์ในปีนั้นเพิ่มขึ้นสูงอย่างมาก

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธทรงดำรงสถานะพระประมุขที่คอยค้ำจุนเสถียรภาพของชาติ ในขณะที่อังกฤษต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ มากมายทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะการสิ้นสุดลงของยุคจักรวรรดิ (British Empire)

ในเดือน ก.ย. ปี 2015 พระองค์ทรงกลายเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ แซงหน้าสถิติการครองราชย์ 63 ปี กับอีก 7 เดือนของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย


ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายฟิลิป พระสวามี ในเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ สืบมาเหมือนเช่นเคย กระทั่งในเดือน ต.ค. ทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และแพทย์ประจำพระองค์ได้ถวายคำแนะนำให้ทรงงดพระราชกรณียกิจต่างๆ ชั่วคราว ซึ่งข่าวนี้ทำให้ประชาชนชาวอังกฤษพากันวิตกกังวลไม่น้อย

หลังจากนั้น สมเด็จพระราชินีนาถทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ และแทบไม่ได้เสด็จฯ ออกงานใดๆ เลย จนกระทั่งวันเสาร์ที่แล้ว (5 ก.พ.) ที่ได้ทรงพระราชทานเลี้ยงที่พระตำหนักซานดริงแฮมเนื่องในโอกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ซึ่งถือเป็นการออกงานครั้งใหญ่ที่สุดของพระองค์ในรอบหลายเดือน

พิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี จะถูกจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1953 โดยรัฐบาลอังกฤษจะจัดให้พิธีสวนสนามกองทัพ การแสดงดนตรี รวมไปถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองตามท้องถนน

ปฏิเสธไม่ได้ว่างานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หรือ Platinum Jubilee ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ มีขึ้นในเวลาที่ราชวงศ์อังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำขาลงสุดๆ ทั้งจากคดีความของเจ้าชายแอนดรูว์ พระราชโอรสองค์ที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องร้องคดีล่วงละเมิดทางเพศในสหรัฐฯ รวมไปถึงข้อครหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติภายในราชวงศ์ที่เจ้าชายแฮร์รี พระราชนัดดา และเมแกน มาร์เคิล พระชายาอดีตนักแสดงอเมริกันลูกครึ่งผิวสี ออกมาตีแผ่จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวระดับโลก

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงตัดเค้กฉลองเนื่องในวันครบรอบการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ณ พระตำหนักซานดริงแฮม มณฑลนอร์ฟอร์ก เมื่อวันที่ 5 ก.พ.
ล่าสุด ยังมีกระแส “ดรามา” เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถทรงมีพระราชสาส์นเผยแพร่เนื่องในวันที่ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี โดยทรงแสดงพระราชประสงค์อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า ทรงสนับสนุนให้ “คามิลลา” ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น “สมเด็จพระราชินี” ภายหลังจากที่สมเด็จเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์

“เมื่อวันเวลาของข้าพเจ้าครบถ้วน และ ชาร์ลส์ บุตรชายของข้าพเจ้าได้เป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะให้การสนับสนุนแก่เขาและคามิลลา ภรรยาของเขา แบบเดียวกันกับที่ท่านได้มอบให้แก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าปรารถนาอย่างจริงใจว่า เมื่อถึงเวลานั้น คามิลลา จะได้รับการยอมรับในฐานะพระราชินีพระราชชายา (Queen Consort) ในขณะที่เธอยังคงปฏิบัติกรณียกิจต่างๆ ด้วยความสัตย์ซื่อต่อไป” ข้อความในพระราชสาส์น ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์ให้ความเห็นว่า พระราชดำรัสครั้งนี้สะท้อนถึง “การยอมรับ” ในตัว คามิลลา และช่วยค้ำจุนสถานะของเธอในราชวงศ์ให้มั่นคงแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็น อีกทั้งยังเป็นการยุติข้อถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงสมรสกับ คามิลลา ว่า เธอจะได้รับตำแหน่งใดแน่ในอนาคต

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทรงมีพระราชดำรัสเทิดทูนสมเด็จพระราชินีนาถที่ได้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พร้อมทั้งทรงขอบพระทัยพระราชมารดาที่พระราชทาน “ไฟเขียว” ให้ คามิลลา เป็นราชินีองค์ต่อไป โดยตรัสว่าทั้งพระองค์และคามิลลา “รู้สึกเป็นเกียรติ” และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งยังทรงเรียก คามิลลา ว่าเป็น “ภรรยาที่รักของข้าพเจ้า ที่คอยให้การสนับสนุนและอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าตลอดมา”

ตอนที่เจ้าชายแห่งเวลส์อภิเษกสมรสกับ คามิลลา ในปี 2005 สำนักพระราชวังอังกฤษออกประกาศชัดเจนว่าเธอจะดำรงอิสริยยศเป็นเพียง “เจ้าหญิงพระราชชายา (Princess Consort)” หากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้ขึ้นครองราชย์ เหตุผลก็เพราะว่าในตอนนั้น คามิลลา ไม่เป็นที่ปลาบปลื้มของคนอังกฤษเท่าไหร่ เนื่องจากถูกมองว่าเป็น “มือที่สาม” ที่ทำให้ชีวิตคู่ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับ “ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์” ต้องลงเอยด้วยการหย่าร้าง


เจ้าหญิงไดอานาเคยประทานสัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 1995 โดยหนึ่งในพระดำรัสซึ่งเป็นที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ “มีเราทั้งหมด 3 คนในการแต่งงานครั้งนี้” ซึ่งหมายถึงตัวพระองค์เอง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และคามิลลา ซึ่งเป็นคู่รักเก่าของเจ้าชาย

หลังจากเจ้าหญิงไดอานาสิ้นพระชนม์ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีสเมื่อปี 1997 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และคามิลลา ซึ่งหย่าขาดจาก “แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ โบว์ลส” อดีตสามีไปตั้งแต่ปี 1995 ก็ตัดสินใจกลับมาสานสัมพันธ์กันอย่างจริงจัง โดยเริ่มคบหากันเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ เปิดตัวให้สาธารณชนรับรู้มากขึ้น

แม้ช่วงแรกคนอังกฤษส่วนใหญ่จะยังทำใจยอมรับ คามิลลา ในฐานะ “ว่าที่พระราชินี” ไม่ได้ ทว่าหลายปีมานี้ เธอได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นพระวรชายาที่ซื่อสัตย์ และเป็นกำลังพระทัยให้แก่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้อย่างดีเยี่ยม จนแม้แต่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เองก็ยังทรงเปิดใจยอมรับในตัวพระสุณิสา

เมื่อไม่นานนี้ คามิลลา เพิ่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งแห่งการ์เตอร์ (Royal Lady of the Most Noble Order of the Garter) สำหรับการปฏิบัติกรณียกิจเป็นตัวแทนของราชวงศ์

พระราชดำรัสของควีนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สุดในเช้าวันอาทิตย์ที่ 6 ก.พ. โดยหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ขายดีที่สุดของอังกฤษอย่าง “เดลีเมล” ได้ลงข้อความพาดหัวบนหน้าหนึ่งว่า “คามิลลา จะได้เป็นพระราชินี” พร้อมระบุว่าพระราชดำรัสนี้ “ช่วยยุติข้อสงสัยที่มีมานานหลายปี” เกี่ยวกับบทบาทของเจ้าหญิงแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ อีกทั้งยังทำให้กระแสข่าวลือเรื่องการสละราชสมบัติต้องเป็นอันตกไป

“นี่คือสัญญาณชัดเจนที่สุดว่า สมเด็จพระราชินีนาถไม่เพียงให้การสนับสนุนพระสุณิสาอย่างเต็มที่ แต่ยังทรงพร้อมที่จะมอบความรักแก่ผู้หญิงที่ทำให้พระราชโอรสองค์โตมีความสุข” เดลีเมล ระบุ

ด้านหนังสือพิมพ์ เดอะ ซันเดย์ เอ็กซ์เพรส ลงข้อความพาดหัวว่า สมเด็จพระราชินีนาถพระราชทาน “ของขวัญ Platinum Jubilee ให้แก่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์” ขณะที่ ซันเดย์ ไทม์ส ย้ำถึงความสำคัญของพระราชดำรัสนี้ว่าเป็นการประกาศ “แต่งตั้งควีนคามิลลา” ที่ช่วยยุติข้อถกเถียงและความสับสนที่มีมานาน


สำหรับคนอังกฤษทั่วๆ ไปยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันในประเด็นนี้ โดย แองเจลา โรเบิร์ต วัย 80 ปี ให้สัมภาษณ์กับสื่อเอเอฟพีว่า “รู้สึกดีใจ และคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม” ขณะที่ โทเบียส ฟ็อกซ์ หนุ่มวิศวกรซอฟต์แวร์วัย 24 ปี บอกว่า “ผมเกิดไม่ทันเรื่องพวกนี้ แต่คนส่วนใหญ่ที่เติบโตมาโดยเชื่อว่าเจ้าหญิงไดอานาจะได้เป็นควีน พวกเขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหญิงทรงถูกรังแกโดยสถาบัน”

“ผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่น่าจะแฮปปีที่ คามิลลา ได้รับตำแหน่งนี้”

โรเบิร์ต เลซีย์ นักประวัติศาสตร์ด้านราชวงศ์ ให้ความเห็นกับนิตยสาร PEOPLE ว่า พระราชสาส์นของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธสื่อให้เห็นว่า พระองค์ทรงตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของพระชนม์ชีพ และทรงเริ่มวางแผนสำหรับอนาคตที่จะมาถึง นอกจากนี้ เมื่อทรงระลึกถึงบทบาทที่พระราชมารดาเคยมีต่อสมเด็จพระราชบิดาในฐานะราชินีคู่บัลลังก์ รวมถึงการที่ทรงสูญเสียเจ้าชายฟิลิปไปในวัย 99 พรรษา หลังจากที่ครองคู่กันมา 73 ปี น่าจะมีส่วนทำให้ทรงเข้าพระทัยในความเสียสละของผู้ที่เป็นชายา หรือสวามีของกษัตริย์

สำหรับสตรีที่เคยดำรงตำแหน่ง Queen Consort ของอังกฤษก็เช่น สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธในพระเจ้าจอร์จที่ 6 ซึ่งเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 รวมไปถึงสมเด็จพระราชินีแมรีในรัชกาลพระเจ้าจอร์จที่ 5 ส่วนเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิเสธตำแหน่ง “เจ้าชายพระราชสวามี” ตั้งแต่ที่สมเด็จพระราชินีนาถทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดโดยหนังสือพิมพ์เดอะมิเรอร์พบว่า คนอังกฤษร้อยละ 55 “สนับสนุน” ให้ คามิลลา เป็นพระราชินีองค์ต่อไป มีเพียงร้อยละ 28 ที่ตอบว่า “ไม่เห็นด้วย” โดยคนกลุ่มนี้เชื่อว่าเจ้าหญิงไดอานาทรงมีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่า

ขณะเดียวกัน แม้คนอังกฤษรุ่นใหม่ๆ ที่อายุระหว่าง 18-44 ปี จะมองว่า คามิลลา ไม่เหมาะกับตำแหน่งควีนสักเท่าไหร่ และเชื่อว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะไม่สามารถ “ครองใจประชาชน” ได้อย่างที่พระราชมารดาทรงเป็นอยู่ แต่กระนั้นร้อยละ 51 ก็ “ไม่เห็นด้วย” หากเจ้าชายวิลเลียมจะทรงข้ามพระบิดาขึ้นไปเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ทันที หลังจากสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถ