xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] : SONDHI TALK : 3 ป. สภาพพพ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันที่ 10 ก.ย.64 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยในวันนี้จะมาไล่เรียงจุดเริ่มต้น - จนมาถึงวันนี้ของทั้ง 3 ป. พี่น้องบูรพาพยัคฆ์กัน ทำไมถึงมีคำพูดจากน้องเล็กที่ว่า "ไม่ว่าจะตีผมอย่างไร ผมก็ไม่มีเเตกกันอยู่เเล้ว รักกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน" ออกมา เเละการเมืองตอนนี้จะเดินไปทางไหนติดตามได้ใน SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่องEp.102



คำต่อคำ SONDHI TALK [10 ก.ย. 64] : 3 ป. สภาพพพ!!

ช่องทางการรับชมรับฟัง "คุยทุกเรื่องกับสนธิ"หรือ SONDHI TALK
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : คุยทุกเรื่องกับสนธิ
YouTube : Sondhitalk
เว็บไซต์ : www.sondhitalk.com
Podcast หรือ podbean : SONDHI TALK


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564 ก็เหมือนเช่นเคยนะครับ เรากลับมาพบกัน ยังไม่ทันเลยนี่ก็จะเข้ากลางเดือนกันยายนแล้ว อีก 2 ตอน ในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ก็จะครบ 104 ตอน สองปีเต็มๆ ที่มีการจัดรายการนี้โดยที่ผมไม่เคยหยุดเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากในบรรดาทีมงานผม ทุกคนพากันทึ่ง อึ้ง ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น


ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่จะเข้ารายการนี้ ก็คุยกันเล็กน้อย สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ จนถึงวันที่ 10 กันยายน คือวันนี้ เรามาอัปเดตกันนิดหนึ่ง มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ได้ระดมสรรพกำลังนำ ฟทจ. และขิงผงไปให้องค์กรต่างๆ ที่ต้องการ และขาดแคลน และร้องขอมา เราให้สำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร วัดบวรนิเวศวรวิหาร วัดคันธารมย์นิวาส จ.สุรินทร์ ที่อำเภอบัวลาย จ.นครราชสีมา บางปู จ.สมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลโพธาราม โรงเรียนไพฑูรย์วิทยา จ.สระบุรี บ้านราษฎรพัฒนา จ.นราธิวาส เทศบาลตำบลแม่ขรี จ.พัทลุง ชุมชนบ้านสันดาบ จ.สมุทรสาคร ศูนย์ปฏิบัติธรรมวิเวกทรงธรรม จ.ชัยภูมิ ส่งโรงพยาบาลบ้านหาดสำราญ จ.ราชบุรี วัดโพธิ์หนองยาว จ.นครสวรรค์ อำเภอสะเดา จ.สงขลา เทศบาลตำบลห้วยน้ำขาว จ.กระบี่ ศูนย์ CI ผู้ป่วยสีเขียว เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย วัดแม่ขรีประชาราม จ.พัทลุง อบต.ภูเขาทอง จ.อยุธยา เรือนจำกลางนครสวรรค์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งน้อย จ.นครปฐม


ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมรู้หรือไม่ว่า มาถึงวันนี้แล้วเราแจก ฟทจ. ไปแล้ว 250,000 กระปุก คิดเป็น 20 ล้านแคปซูล เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านผู้ชมบริจาคมาเพื่อร่วมทำบุญทำกุศล เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราเพิ่งทำไปเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ เราแจกเครื่องช่วยหายใจ ท่านผู้ชมจำได้ไหมที่เราเคยเอามาออกรายการ ที่เขาเรียกว่า Oxygen High Flow รุ่น AIRVO2 เครื่องช่วยหายใจ เราสั่งซื้อมา 20 เครื่อง เครื่องละ 2 แสนบาท = 4 ล้านบาท สัปดาห์นี้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจนช่วยหายใจ High Flow จำนวน 4 เครื่อง ให้กับโรงพยาบาลกระทุ่มแบน สมุทรสาคร พร้อมด้วย ฟทจ. ให้กับ จ.สมุทรสาคร อีกจำนวน 5,000 กระปุก


ท่านผู้ชมครับ คุณวณี คงสกุลถาวร พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ที่โรงพยาบาลฯ มีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 200 คน ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่อีกราว 40 ราย ไม่นับรวมผู้ป่วยทั่วไป คุณพยาบาลคนนี้บอกว่า โรงพยาบาลกระทุ่มแบน ได้ใช้ ฟทจ. ในการรักษาผู้ป่วยสีเขียวที่ไม่มีอาการ หรือกลุ่ม Home Isolation / Community Isolation โดยที่ผ่านมาเคยเก็บข้อมูลการใช้ ฟทจ. ในกลุ่มผู้ป่วยไม่มีอาการ ปรากฏว่าได้ผลดีมาก หายขาดหมด ส่วนเครื่องช่วยหายใจ High Flow ถือว่าเป็นพระเอกในการช่วยชีวิตผู้ป่วยเลย เพราะหากไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง ทรุดตัวลงเร็วมาก

ท่านผู้ชมครับ นี่คือการช่วยชีวิตคน เรากำลังเตรียมการที่จะส่งเครื่องช่วยหายใจอีก 4 เครื่อง ไป จ.สงขลา เพื่อกระจายไปยังโรงพยาบาลที่ขาดแคลน ท่านผู้ชมครับ โรงพยาบาลรัฐในกรุงเทพมหานครมีเงินมีทอง มีแหล่งช่องทางที่จะเอาเครื่องช่วยหายใจเข้ามาได้ แต่โรงพยาบาลต่างจังหวัดนั้นลำบาก งบประมาณก็ไม่มี จะสั่งซื้อก็ต้องผ่านมายังหน่วยกลาง คือกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบบราชการก็จะไม่ทันการณ์

ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ สิ่งที่ผมบอกว่า การบริจาคครั้งนี้ของท่านผู้ชมเป็นอานิสงส์ เมื่อใดก็ตามที่ท่านผู้ชมช่วยชีวิตคน อานิสงส์นั้นยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีอานิสงส์ใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตคน ทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านผู้ชมให้มาที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งผมจะขึ้นเบอร์บัญชีให้ดู และก็อยู่บนแบนเนอร์ของเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ท่านผู้ชมครับ จะเป็น 100 บาท จะเป็น 50 บาท จะเป็น 500 หรือ 1,000 บาท สุดแล้วแต่ ก่อนที่จะโอนเงิน เอามือจบเหนือศีรษะตั้งจิตอธิษฐานขอให้กุศลผลบุญที่ท่านผู้ชมทำนี้จงส่งผลให้ทุกๆ คน รวมทั้งตัวข้าพเจ้า ครอบครัวของข้าพเจ้า เพื่อนฝูงของข้าพเจ้า ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า จงมีความสุขความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ขอให้ชีวิตจงมีแต่ความเป็นสิริมงคล

ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่จะเข้าไปเล่าให้ท่านผู้ชมฟังว่าวันนี้ผมจะพูดเรื่องอะไร ก็มีเรื่องเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะขอชี้แจงนิดหนึ่ง รายการคราวที่แล้วผมก็วิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปพอสมควร และก็แน่นอนที่สุดครับ เป็นปกติธรรมดา พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีคนที่รัก รวมทั้ง IO ของท่าน ก็ส่งข้อความมาตอบโต้ โต้เถียง ก็ยังดีที่ใช้คำสุภาพ เรียบร้อย ไม่ได้ใช้คำหยาบคาย ใช้ตรรกะ ซึ่งหลายๆ ตรรกะก็ย้อนแย้งกันเอง แต่ไม่เป็นไร ผมถือว่าผมเฉยๆ แต่มีความเห็นอันหนึ่งผมอยากจะชี้แจง ท่านผู้ชมที่คอมเมนต์มา ท่านพูดอย่างนี้ครับ "อย่าเดา อย่าคาดการณ์ ท่านไม่มีธุรกิจฟอกเงินอะไรที่จะโอนเงินเข้าบริษัทที่ท่านว่ามา" แสดงว่าท่านผู้ชมที่คอมเมนต์มานี้ท่านไม่ได้อ่าน หรือไม่ได้ฟังรายละเอียดที่ผมพูด ผมไม่ได้บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ท่านโอนเงินเข้ามา ผมเพียงแต่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคยขายที่ดิน แล้วที่ดินที่ขาย เป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้น หรือเป็นบริษัทที่อยู่ในหมู่เกาะฟอกเงิน เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็ตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเองว่า ถ้าสมมุติว่าโปร่งใส หรือบริสุทธิ์ใจจริงๆ ก็ไม่ควรที่จะใช้บริษัทนี้ให้เข้ามาซื้อ น่าจะบอกเจ้าของ คนที่ซื้อมา ว่า คุณใช้บริษัทอื่นที่อยู่ในประเทศไทยได้ไหม


ผมจะขอตอบท่านผู้ชมท่านนี้ที่คอมเมนต์มา ว่า ปี 2556 พล.อ.ประยุทธ์ กับครอบครัว ขายที่ดิน 9 แปลง เนื้อที่ 50 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา ริมถนนบางบอน 3 ติดกับคลองหนามแดง แขวงบางบอน เขตบางบอน ให้กับบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มูลค่า 600 ล้านบาท เมื่อค้นข้อมูลดูจะเห็นว่าบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งรับซื้อที่ดินมา ผู้ถือหุ้นคือใคร ? กลับกลายเป็นว่าเป็นทรัสต์ ที่ชื่อ วินเทค โปรฟิท คอมปะนี ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ ทรัส (บี.วี.ไอ.) ลิมิเต็ด ไทรเด้นท์ แชมเบอร์ ซึ่งบริษัทนี้ตั้งอยู่บนเกาะบริติชเวอร์จิน ไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นเกาะฟอกเงิน ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยจากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในวันที่ 4 กันยายน 2557


แล้วก็ต่อเรื่องนี้ไป ต้องชี้แจงกันหน่อยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2557 กำหนดให้เปิดเผยทรัพย์สินจนถึงปัจจุบัน 2564 เจ็ดปีแล้ว ยังไม่มีการเปิดเผยทรัพย์สินอีกเลย เหตุผลก็เพราะว่ามีการเขียนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ล็อกเอาไว้ในมาตรา 105 วรรคสี่ ล็อกไว้อย่างไร ? ล็อกไว้ว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดพ้นตำแหน่ง แต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งใหม่ ภายใน 1 เดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน นั่นก็คือว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นตำแหน่งจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นประธาน คสช. และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังจากมีการเลือกตั้ง ภายในไม่เกิน 1 เดือน เพราะฉะนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่ ท่านผู้ชมครับ มีประโยคปิดท้ายว่า "แต่ไม่ต้องห้ามที่ผู้นั้นจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน" ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้บังคับให้ยื่น แต่เพื่อความบริสุทธิ์ใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถจะยื่นได้ แต่ว่าไม่ยื่น เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือที่มาของท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ส.ว. จำนวนมาก ที่กลับมาเป็น ส.ว. ในวุฒิสภา เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง เจ็ดปีที่ผ่านมาไม่มีใครรู้ว่าทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร เพราะว่ากฎหมายอนุญาตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องแจงบัญชีทรัพย์สินฯ ประเด็นผมไม่ได้ติดใจอะไร ผมเพียงแต่ตั้งคำถามเฉยๆ ว่า เพื่อความโปร่งใส ผมคิดว่าถ้าไม่มีอะไร ก็น่าที่จะแจงทรัพย์สินออกมา เพราะว่าถ้าทุกคนเขาแจงอยู่แล้ว ตัวเองก็ควรจะแจงได้บ้าง ไม่น่าจะมีอภิสิทธิ์อะไรเพียงเพราะว่ากฎหมายบัญญัติเอาไว้ และในข้อเท็จจริงเราก็รู้ว่า กฎหมายนี้บัญญัตเอาไว้เพื่อช่วยใคร คนที่ไม่ต้องแจงทรัพย์สิน คือบุคคลต่างๆ ที่กฎหมายนี้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อเอามาช่วย เท่านั้นเองล่ะครับท่านผู้ชม ผมอยากจะให้ท่านผู้ชมที่คอมเมนต์มาทำความเข้าใจกับเรื่องตรงนี้ว่า ผมไม่ได้มโน และผมเข้าใจว่าคุณรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมไม่ได้มีอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ผมเป็นเพียงคนเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วเรื่องของผมแต่ละเรื่องนั้นมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น เราเข้าใจตรงกันนะครับ


ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่มีอยู่เรื่องเดียว คือจากเหตุการณ์ของการที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจรองบ๊วย 264 เสียง ในขณะที่บ๊วยเลยก็คือ คุณสุชาติ ชมกลิ่น ได้ 263 เสียง ผมก็เลยมีความรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องมาเล่าเรื่องให้ท่านผู้ชมฟังว่า พี่น้อง 3 ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รอง และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ ที่มาที่ไปมันเริ่มมากันอย่างไร แล้วพัฒนามาถึงตอนนี้ ผมคิดว่ายังไม่เคยมีใครพูดเรื่องนี้เป็นรูปธรรม แล้วก็เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนมีการยึดอำนาจปี 2557 ก่อนหน้านั้นอีก 


ผมจะเล่าเรื่องตั้งแต่สมัยที่ พล.อ.ประวิตร ยังไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบกเสียด้วยซ้ำ แล้วขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก แล้วสร้างเครือข่ายเกิดขึ้นมาอย่างไร เพราะคำพูดๆ หนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดในที่สาธารณะ บอกว่า 3 ป. เป็นพี่น้องกัน เหมือนกับฆ่ากันไม่ตาย ไม่มีใครทำลายได้ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นก็ยังรักกันอยู่เหมือนเดิม ผมก็เลยต้องสืบสาวราวเรื่องให้ว่า ที่เขารักกันอยู่เหมือนเดิมนั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

ท่านผู้ชมครับ 16 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ผมจัดรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" ครั้่งแรกในปี พ.ศ. 2548 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งจัดกันที่สวนลุมพินี แล้วหลังจากนั้นผมก็เลยลงมาเป็นหนึ่งในแกนนำมวลชนที่มีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งหมด 5 คน จนกระทั่งมาจนถึงสองปีที่ผ่านมานี้ รวมเบ็ดเสร็จ 16 ปี


16 ปีที่ผ่านมา ผมมีสัจธรรมอยู่ 2 ข้อ ที่ผมอยากจะฝากให้ท่านผู้ชมได้รับทราบเอาไว้ ข้อแรก คือ ประสบการณ์ในชีวิตผมและการเห็นอะไรมามากเหลือเกิน ทำให้ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว การเมืองคือการต่อรองผลประโยชน์ เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ข้อที่สอง คือวลีอมตะของท่านประธานเหมา เจ๋อตง ที่ท่านบอกว่า "อำนาจรัฐเกิดจากปลายกระบอกปืน" ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว และสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็เห็นการต่อรองของกลุ่มการเมืองต่างๆ ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยสปอตไลต์และไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการครองอำนาจอยู่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย ประมาณ 7 ปีกว่าๆ อันดับแรก คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ครองอำนาจอยู่ 8 ปี 5 เดือน

จากข้อมูลข่าวสารของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ก็จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ความไว้วางใจอันดับ 2 จากด้านล่าง อันดับแรกที่บ๊วย โหล่สุดก็คือ คุณสุชาติ ชมกลิ่น ได้ 263 เสียง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ 264 เสียง ชนะสุชาติ ชมกลิ่น แค่เสียงเดียว ขณะที่รัฐมนตรีอีก 4 คน ที่ได้คะแนนไว้วางใจมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีคุณเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 270 เสียง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 269 เสียง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เท่ากับนายอนุทิน 269 เสียง ที่สำคัญคือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ 267 เสียง ทั้งๆ ที่เป็นรัฐมนตรีมือใหม่ เพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่เดือนนี้เอง

ท่านผู้ชมครับ ประเด็นของการได้คะแนนไว้วางใจอันดับรองบ๊วย หรือจะเรียกว่าบ๊วยเลยก็ได้ เพราะว่าชนะสุชาติ ชมกลิ่น แค่เสียงเดียว ก็คือว่าต่ำสุด ปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะได้คะแนนเสียงสูงสุดในบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย แต่กลับได้ เทียบได้ว่าชนะบ๊วยแค่ 1 เสียง เท่านั้นเอง

ผมพูดไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในภาวการณ์สติแตก ซึ่งมีคนที่เชียร์ท่านนายกฯ ตลอดจนกลุ่ม IO ของท่าน ก็ออกมาคอมเมนต์และตอบโต้หลายๆ เรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่วันนี้ผมจะพูดให้ทุกคนเข้าใจก็คือว่า พล.อ.ประยุทธ์ ท่านได้ส่งไลน์ (LINE) ไปหา พล.อ.ประวิตร ก่อนจะมีการลงคะแนนเสียง โดยถามง่ายๆ ว่า ทำไม ส.ส. ถึงไม่สนับสนุนผม มีเหตุผลอะไร ผมผิดอะไร แล้วถ้าไม่สนับสนุนจะหาใครมาเป็นนายกฯ ผมเหนื่อยขนาดนี้แล้วจะให้ใครมาเป็น ท่าน พล.อ.ประวิตร ท่านก็เปิดข้อความนี้ให้แกนนำ ส.ส. และ ส.ส. บางส่วนฟัง ซึ่งสำหรับผมแล้วต้องถือว่าผิดปกติมาก เพราะว่าเป็นการส่งข้อความให้ พล.อ.ประวิตร แต่ พล.อ.ประวิตร ก็เอาไปให้ลูกน้องใกล้ชิดดู


ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงว่า 3 ป. ก็คือ ประยุทธ์ ประวิตร และป๊อก ป๊อก ก็คือ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่มีใครทำลายผมได้ พูดอย่างชัดเจน คือพูดง่ายๆ ว่า กำลังพูดว่า 3 ป. นี่คือคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ "ไม่มีใครมาทำลายผมได้ ทุกคนอาจจะไม่รู้และทุกคนอาจจะไม่รักคน รักเพื่อน รักคนอื่น เหมือนผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนผมก็อยู่ ท่ามกลางสนามรบผมก็อยู่ด้วยกัน และท่านก็เป็นผู้บังคับบัญชาผม (หมายถึง พล.อ.ประวิตร) ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกัน กินนอนด้วยกัน สั่งสอนกัน อบรมด้วยกัน แม้โตขึ้นมาก็ยังเคารพ ยังคบกันอยู่ ทุกอย่าง ผมมีวันนี้ได้เพราะพี่ทั้งสองคนท่านสั่งสอนผมมา และผมจำได้ว่าพี่ทั้งสองคนจะสอนมาให้ผมทุจริตโกง ไม่มี"


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "จะตีผมกันอย่างไร ผมไม่มีวันแตกอยู่แล้ว รักกัน เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน จำคำพูดผมไว้แล้วกัน"

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมน่าจะจัดรายการสักอาทิตย์หนึ่งที่จะพูดถึงเรื่องที่มาที่ไปของ 3 ป. เพราะว่าคนที่อยู่ในพี่น้อง 3 ป. นี้ ก็คือ ประวิตร ประยุทธ์ และป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั้น มีส่วนในการทำให้ประเทศชาติเป็นไปอย่างทุกวันนี้ หลังจากที่ยึดครองอำนาจมาร่วมสิบกว่าปี

กลุ่มคนพวกนี้เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ หลังจากที่ทักษิณ ชินวัตร หมดอำนาจไป แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายคำว่า "อำนาจใหม่" เป็นอย่างไร

วันนี้จะเป็นการเล่าตำนานหลายเรื่อง ก็จะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์อะไร แต่เล่าหลายๆ เรื่องที่ท่านผู้ชมอาจจะไม่รู้ ไม่ทราบ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหลายอย่างที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องพูด เพื่อท่านผู้ชมจะได้เห็นภาพรวมของการเมืองในเมืองไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง


กลุ่ม 3 ป. นั้น เป็นพี่น้องคนละท้องแห่งบูรพาพยัคฆ์ พี่ใหญ่คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่รอง คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และน้องเล็ก คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาของคำว่า "บูรพาพยัคฆ์" มาอย่างไร ?

บูรพาพยัคฆ์ เป็นชื่อค่าย ชื่อฉายาของกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ อยู่ที่ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี เป็นหน่วยที่ขึ้นตรงต่อ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์


คำกล่าวเรื่อง 3 ป. ของบูรพาพยัคฆ์ ที่มาที่ไปก็คือว่า พล.อ.ประวิตร นั้น ท่านเป็นพี่ใหญ่สุด แล้วก็ความที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างจะพิเศษ ดีกว่าทุกๆ คน ก็มีบ้านอยู่หลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านที่ชุมนุมของคน 3 คนนี้ พล.อ.ประวิตร ก็จะเป็นพี่ใหญ่ แล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็เป็นน้อง และ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเริ่มเข้ารับราชการก็มาชุมนุมหรือพำนัก กินนอนอยู่ที่นี่ รักใคร่กัน ในที่สุดแล้วทุกคนก็เชื่อตามกฎอาวุโส และฟังคำพูด พล.อ.อนุพงษ์ ฟังคำพูด ฟังคำสั่งสอน และคำแนะนำหรือคำสั่งของ พล.อ.ประวิตร ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ก็ต้องฟังทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประวิตร

พล.อ.ประวิตร ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ระหว่าง 1 ตุลาคม 2547 - 30 กันยายน 2548 หนึ่งปี ต่อจาก พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ที่หลังจากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.สนธิ ก็เป็นผู้กระทำการปฏิวัตินายทักษิณ ชินวัตร

พล.อ.ประวิตร เข้าสู่เส้นทางที่จะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2545 ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งต่อมาภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เช่นกัน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อจาก พล.อ.พรชัย เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา

ปี 2546 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก นั้น เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิ์ เพราะว่าในตำแหน่งของทหารนั้น ที่เขาเรียกกันว่า "5 เสือ" มีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก มีรองผู้บัญชาการทหารบก และมีเสนาธิการทหารบก ทั้งห้าคนนี้มีสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนใดคนหนึ่งก็ได้ โดยที่ไม่สำคัญในเรื่องของการที่จะต้องดูอาวุโส

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34 ทำให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายทหารที่รับราชการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ คนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

ในการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกนั้น ทักษิณ เคยเปิดเผยถึงเบื้องหลังในครบรอบ 12 ปี ของการทำรัฐประหารในปี 2549 ว่า ท่าทีในปัจจุบันของ พล.อ.ประวิตร แตกต่างไปจากเดิมที่เคยมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. ในอดีต วันที่ 18 กันยายน 2561 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ครบรอบ 12 ปี ของเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 โพสต์ว่า ประเทศไทยเจริญขึ้นแล้วหรือยัง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังถูกมองแย่ลงในสายตาคนทั้งโลก และตอนนี้ควรจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อบ้านเมืองดีกว่า


พล.อ.ประวิตร วันที่ 19 กันยายน ก็คือวันรุ่งขึ้น พล.อ.ประวิตร ก็เลยให้สัมภาษณ์สวนตอบกลับมาว่า ตนถามว่าบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะใคร ไม่ใช่ คสช. แน่นอน เพราะพวกเราไม่ได้เกี่ยวข้อง เราออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ระบุว่า พร้อมพูดคุยปรองดองนั้น เขายังมีเรื่องที่ทำผิดกฎหมายอยู่ ขอให้ไปเคลียร์ตรงนั้นก่อนให้ได้

ก่อนที่ในวันเดียวกันนั้น ทักษิณ ชินวัตร ทวีตตอบโต้ พล.อ.ประวิตร ผ่านทวิตเตอร์ ระบุคำพูดที่ค่อนข้างจะเจ็บ "ท่าทีและน้ำเสียงขึงขังน่ากลัวจัง ไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนมาเกาะโต๊ะขอเป็น ผบ.ทบ. เลย" นั่นก็คือกำลังจะบอกว่า ตอนที่อยากจะเป็น ผบ.ทบ. ตอนผมเป็นนายกฯ นั้น อ่อนหวาน นุ่มนวล มาเกาะโต๊ะ โค้งคำนับ

ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นทักษิณ ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เป็นนายกรัฐมนตรี มีทหารเดินเข้ามาที่บ้านจันทร์ส่องหล้าบ่อยครั้ง สมัยนั้นมีการจับคู่บิ๊กทหารคนใกล้ชิดของภรรยาคุณทักษิณ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ โดยหนึ่งในเป้านั้นคือ พล.อ.ประวิตร นายทหารโสดจากบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังโสดอยู่นะครับ เป็นรุ่นพี่เตรียมทหารรุ่น 6 ของนายทักษิณ ก็คือก่อนนายทักษิณ 4 รุ่น ที่้ถือว่าเป็นดาวรุ่งคนเก่ง แต่ยังไม่มีตำแหน่งใหญ่ เพราะว่า พล.อ.ประวิตร นั้น มีความขัดแย้งที่คนข้างนอกไม่รู้ กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ก็เลยจับ พล.อ.ประวิตร ดองเอาไว้ และความขัดแย้ง ความไม่พอใจของคนสองคนนี้ ก็ยาวนานมาตั้งแต่สมัยนั้น จนกระทั่งมาถึงสมัยนี้ ปัจจุบัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านเป็นประธานองคมนตรี


พอทักษิณ ชินวัตร ไฟเขียวให้เด้ง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร หรือที่เรียกว่า บิ๊กตุ้ย เป็นญาติผู้พี่ เป็น ผบ.ทบ. มา 1 ปี แล้วส่งขึ้นไปแขวนที่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดทางให้ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. 1 ปี ก่อนเกษียณ ตรงนี้ทำให้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ กับ พล.อ.ประวิตร ไม่มองหน้ากันเลย มีเรื่องคาใจกันมาจนทุกวันนี้ และการแต่งตั้งครั้งนี้ก็เลยเป็นการที่นายทักษิณ เอาเบื้องหน้าเบื้องหลังทวีตออกมาผ่านทวิตเตอร์ เล่าให้ฟังว่าที่ให้ก็เพราะอะไร อธิบายให้ฟังถึงการยืนเกาะโต๊ะของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มาเกาะโต๊ะทักษิณ ก็คือมาวิ่งเต้นขอร้องเพื่อที่จะขึ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ.

ในส่วนคอนเนกชันนั้น พอ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แล้ว ทางการเมือง พล.อ.ประวิตร มีความคุ้นเคยสนิทสนมกับกลุ่มทางการเมืองในพรรค ขณะนั้นชื่อว่าพรรคไทยรักไทย มีกลุ่มของคุณเสนาะ เทียนทอง กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์


เสนาะ เทียนทอง นั้นสนิทสนมกับสายบูรพาพยัคฆ์ ไม่ว่าจะเป็นสาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหตุผลเพราะว่าค่ายทหารของบูรพาพยัคฆ์อยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี แล้วเสนาะ เทียนทอง ก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลใน จ.ปราจีนบุรี ค่ายบูรพาพยัคฆ์ เป็นค่ายที่ดูแลพรมแดนระหว่างเขมรกับไทย อยู่ด้านนั้น แล้วก็ธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่ผิดกฎหมายนั้น การลักลอบนำคนเข้ามา การขนของหนีภาษี การขโมยรถจากเมืองไทยเข้าไปทางเขมรนั้น ล้วนแล้วแต่จะต้องผ่านด่านป้องกันของค่ายบูรพาพยัคฆ์ทั้งสิ้น แล้วคุณเสนาะ เทียนทอง เอง ท่านก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดที่ จ.ปราจีนบุรี ทางการเมือง เพราะฉะนั้นความเข้าใจและความใกล้ชิดสนิทสนม การรู้ซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา

พล.อ.ประวิตร ผ่านการดำรงตำแหน่งคุมกำลังรบในกองพลทหารราบที่ 2 มาแล้ว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นแม่ทัพภาค 1 ปัจจัยทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้ทักษิณ ชินวัตร ให้ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้กับ พล.อ.ประวิตร

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ พี่น้องแท้ๆ มีน้องชายอยู่ 4 คน คนแรก คือ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ที่มามีส่วนอยู่ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ในยุคที่นายบอส - วรยุทธ อยู่วิทยา ถูกกล่าวหา และคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้พยายามที่จะช่วยนายบอส อยู่วิทยา


คนที่สอง คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ หรือชื่อเล่นชื่อ ป๊อด คนที่สาม คือ นายพงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ อดีตเป็นผู้ฝึกสอนทีมทีโอที และคนสุดท้อง ก็คือ นายพันธุ์พงษ์ วงษ์สุวรรณ

ข่าวภายในว่ากันว่า คนที่สนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มากที่สุดก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพราะว่าคุณแม่ของ พล.อ.ประวิตร ได้ฝากฝัง พล.ต.อ.พัชรวาท ไว้กับ พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่ใหญ่ ให้ดูแล พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อย่างใกล้ชิด

ประวิตร วงษ์สุวรรณ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล หลังจากนั้นก็จบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 และต่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 17 สำเร็จการศึกษาในปี 2512

2521 เข้าศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรประจำ ชุดที่ 56

2540 วันที่ประเทศไทยล่มสลายเพราะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง สำเร็จหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 40 ปี 2556

เมื่อพูดถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แล้ว ก็มีความจำเป็นต้องพูดถึงเรื่อง เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน และพูดถึงมูลนิธิป่ารอยต่อฯ และนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เพื่อนรักร่วมรุ่นของเลือดน้ำเงิน-ขาว ก็คือเซนต์คาเบรียล อัสสัมชัญคือ แดง-ขาว เซนต์คาเบรียล คือ น้ำเงิน-ขาว ที่สื่อหลายสำนักเรียกกันว่า เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน เป็นที่รู้จักดี ก็คือว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับหม่ออุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายสมัย


และยังเชื่อมโยงไปจนถึงการตั้งรัฐบาลภายหลังที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ทำการรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ปรากฏว่าทั้งรัฐมนตรี นายกฯ และคณะรัฐมนตรีหลายคน ก็เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียลเช่นกัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีฯ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กเซนต์คาเบรียลทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน จึงเป็นที่โจษขานเรื่อยมา จนกระทั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สมัยคุณอภิสิทธิ์ ก็มีคนพูดถึงมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนี่คือที่ตั้งที่รวมพลของศูนย์รวมใจของกลุ่มเพื่อนประวิตร


ในรายชื่อกรรมการมูลนิธิฯ พล.อ.ประวิตร เป็นประธานกรรมการ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองประธานกรรมการ พร้อมกับนายทหารอย่างเช่น พล.อ.นพดล อินทปัญญา ซึ่งเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และน้องๆ จากบูรพาพยัคฆ์อีกหลายคน

นอกจากสายทหาร ยังมีกรรมการที่ชื่อ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ อดีตผู้บริหารองค์การโทรศัพท์ฯ และอดีตผู้บริหารคอม-ลิงค์ ซึ่งแหล่งข่าวว่ากันว่า นี่คือเจ้าของนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ที่แท้จริง


ถ้าพูดถึงเรื่องคอม-ลิงค์ แล้ว ก็ยังมีผูกพันถึง เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน อีก 2 คน คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กับนายศิริธัช โรจนพฤกษ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท คอม-ลิงค์

ท่านผู้ชมครับ คุณศิริธัช เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล เป็นเพื่อนร่วมสถาบันที่อยู่ในแวดวงการเมืองและนักธุรกิจ รวมทั้งคุณปัฐวาท สุขศรีวงศ์

ปัฐวาท เป็นใคร ? เขาก็เป็นมือขวาของนายไพบูลย์ ลิมปพยอม อดีตผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ฯ และเป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายพ้อง ชีวานันท์ คนใกล้ชิดของนายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่สำคัญคือ ปัฐวาท ยังเป็นเพื่อนรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในแวดวงคนใกล้ชิดบ้านป่ารอยต่อฯ รู้ดีว่าเพื่อนสายเซนต์คาเบรียลสองคนนี้รักกันมากน้อยแค่ไหน


เพื่อเป็นการเสริมข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ยังมีศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียลระดับมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่ง คือ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย และคุณสันติ ภิรมย์ภักดี หุ้นส่วนใหญ่ เจ้าของเบียร์สิงห์ ร่วมลงทุนด้วยในคอม-ลิงค์

ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้ผมกำลังจะพูดถึงอำนาจจากเซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน และอำนาจจากปลายกระบอกปืน จาก "ป้อม" ไปสู่ "ป๊อก" หรือจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปสู่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา


หลังการรัฐประหารในปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และหัวหน้า คมช. เกษียณอายุ ตำแหน่ง ผบ.ทบ. แม้จะถูกถ่ายโอนให้กับ "พี่รองแห่งบูรพาพยัคฆ์" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. คนที่ 35 แม้ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชน ในเครือข่ายทักษิณ นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช จะได้รับชัยชนะ สามารถจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาแตะต้องตำแหน่ง ผบ.ทบ. ของบูรพาพยัคฆ์ แม้แต่นายกฯ สายตรงทักษิณ อย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์


อย่างไรก็ตาม พี่รองบูรพาพยัคฆ์ ก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็สามารถกุมสภาพกองทัพจนผ่านเหตุการณ์ "ตุลาการภิวัฒน์"

ตุลการภิวัฒน์ คือ การใช้ศาลในการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ท่ามกลางแรงกดดันจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ในขณะที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลพลังประชาชน ในเงื้อมมือของทักษิณ สู่พรรคร่วม นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีคีย์แมนอยู่ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์


การตั้งรัฐบาลครั้งนั้นเป็นช่วงของการที่เมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดออกจากตำแหน่ง พรรคพลังประชาชน ถูกยึดอำนาจไป ถูกล้มล้างไป ก็ได้มีการเจรจากันระหว่างฝ่ายทหาร ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตลอดจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งในขณะนั้นน่าจะได้เพิ่งได้เป็นเสนาธิการทหารบก ยศขณะนั้นคือ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ากันว่ามีการเข้าไปเจรจาในค่ายทหาร ก็คือ ราบ 1 ตรงถนนวิภาวดีรังสิต และการตั้งรัฐบาลครั้งนั้นที่ตั้งได้สำเร็จ เพราะว่า คุณเนวิน ชิดชอบ ได้ดึงเอา ส.ส. จำนวนหนึ่งหลุดออกมาเพื่อมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือการตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี


รางวัลที่ได้ก็คือ มีการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนฝ่ายชิดชอบ หรือพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น ก็ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

หลังจากนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เกษียณอายุเมื่อ 30 กันยายน 2553 ก็ส่งไม้ต่อตำแหน่งให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ให้กับน้องเล็กแห่งบูรพาพยัคฆ์ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบก ต่อไป

มีตำนานเล่าให้ฟัง มีเรื่องเล่าให้ฟังว่า ในยุคที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กำลังจะเกษียณอายุนั้น คนที่เป็นแคนดิเดตคนหนึ่ง แต่มีอายุราชการได้เพียง 1 ปี ก็คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร


ในขณะนั้นหลายคนก็คาดหวังให้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ขึ้นมาที่จะประสานงานและทำงานต่อ เพราะว่าหลายฝ่ายเห็นว่า พล.อ.สพรั่ง เป็นคนที่ทำงานอย่างเด็ดขาด และไม่เอาเครือข่ายทักษิณิ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามไม่ทราบ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็พยายาม จนกระทั่งในที่สุด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตัดสินใจที่จะเสนอชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก คนต่อไป ซึ่งในขณะนั้น เวลานั้น ณ เวลานั้น ที่เสนอชื่อไปนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ก็ยังเป็นบูรพาพยัคฆ์ และถือว่าเป็นทหารเสือพระราชินี และเป็นคนที่ใกล้ชิดกับวังอย่างมาก ซึ่งต่างกับปัจจุบันนี้อย่างมหาศาล

ด้วยเหตุนี้ ในราชสำนักก็ไม่มีใครที่จะขัดขวาง คัดค้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เพราะเห็นว่าเป็นคนที่สนิทสนมและมีความจงรักภักดีกับวังอย่างสูงส่ง

ท่านผู้ชมครับ ในปี 2547 กลุ่มพี่น้อง 3 ป. แห่งบูรพาพยัคฆ์ ก็เลยใช้หลักการของประธานเหมา เจ๋อตง ก็คือว่า อำนาจรัฐเกิดจากปลายกระบอกปืน ส่งไม้ต่อจากรุ่นไปสู่รุ่น แล้วยังมีการขยายเครือข่ายในแนวกว้าง แทรกซึมผ่านทางเซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน ขยายเครือข่ายในแนวกว้าง แทรกซึมไปสู่นักธุรกิจ นักการเมือง ที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์และสวามิภักดิ์ ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำเตือนให้ตัวเองและพี่ๆ ในกลุ่ม 3 ป. เมื่อวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ว่า 3 ป. ทุกคนอาจจะไม่รู้และทุกคนอาจจะไม่รักคน รักเพื่อน รักคนอื่น เหมือนผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนผมก็อยู่ ท่ามกลางสนามรบผมก็อยู่ด้วยกัน และท่าน (พล.อ.ประวิตร) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาผม ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกัน กินนอนด้วยกัน สั่งสอนอบรมด้วยกัน แม้โตขึ้นมายังเคารพ ยังคบหากันอยู่ ผมเป็นวันนี้ได้เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมา และผมจำได้ว่าพี่ทั้งสองคนไม่เคยสอนให้ผมทุจริตโกง ไม่มี"


ท่านผู้ชมครับ ความแนบแน่นระหว่าง 3 ป. ไม่เพียงพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์ทางการเมือง แต่ยังรวมไปถึงหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างบ้านพัก 2 ไร่ ปัจจุบันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งอยู่ในค่ายทหาร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ หรือ ร.1 รอ. ซึ่งด้านหนึ่งอยู่ติดกับถนนวิภาวดีรังสิต และเป็นเป้าหมายที่ม็อบสามนิ้วใฝ่ฝันจะไปเยือน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จะด้วยเหตุใดก็ตามไม่ทราบ บ้านพักของผู้บัญชาการทหารบกนั้น เมื่อเกษียณอายุแล้ว แต่ละคนก็ใช้พื้นที่ของตัวเองให้อยู่ต่อไป จนกระทั่งมีเรื่องมีราวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และศาลรัฐธรรมนูญก็เลยตีความว่า เป็นอำนาจของกองทัพบกที่สามารถจะให้ที่อยู่อาศัยให้กับคนที่มีคุณูปการต่อกองทัพได้

แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นผู้บัญชาการทหารบกในพื้นที่ ร.1 รอ. หรือกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ นั้น ก็จะมีพื้นที่อยู่ 2 พื้นที่ พื้นที่แรกเป็นบ้านพักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ใช้เป็นที่ตั้งของมูลนิธิป่ารอยต่อฯ อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้เอาพื้นที่ของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร 1 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับบ้านพักของตัวเอง ขยายออกไป หลังจากที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ต้องย้ายตัวเองออกไปจาก ร.1 รอ. ซึ่งความขัดแย้งตรงนี้จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทำให้ทั้งสองคนไม่มองหน้ากันจนกระทั่งบัดนี้ ระหว่าง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เลยได้บ้านพักหลังนี้ มีเนื้อที่ 2 ไร่ ก็สร้างกันใหญ่โตมโหฬาร มีห้องใต้ดิน มีห้องประชุม มีวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่สามารถจะประชุมได้


ทั้ง 3 ป ทั้ง ป.ป้อม ป.ป๊อก และ ป.ประยุทธ์ มีบ้านอยู่ใน ร.1 รอ. ด้วยกันทั้งหมด มักใช้บ้านหลวงเป็นที่ประชุมพบปะทางการเมืองมาตลอด ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในค่ายทหาร ก็มีนักการเมืองเป็นอาคันตุกะมาที่บ้านทั้ง 3 หลัง ของ 3 ป. อยู่เนืองๆ เป็นที่ประชุมลับกันมาตลอด แถมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลายเป็นแขกขาประจำ ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และเป็น ผอ.ศอฉ. หรือตอนที่เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. สุราษฎร์ธานี ไม่นับรวมทั้งนักการเมืองอีกหลายคน

ท่านผู้ชมครับ จะเห็นได้ชัดว่า การที่มีนักการเมืองหลายคนเข้าไปประชุมลับ ไปพูดคุยกันนั้น มันหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะพูดถึงอนาคตของประเทศไทย ซึ่งคนที่มีบทบาทมากที่สุดกลับไม่ใช่คนอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนักการเมืองต่างๆ กลับกลายเป็นพี่น้อง 3 ป. ที่ร่วมจับมือวางแผนกันที่จะก้าวเดินหน้าต่อไปโดยใช้สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือพวกนักการเมืองทั้งหลาย เป็นเครื่องมือในการก้าวสู่อำนาจ เพื่อสร้างให้ 3 ป. นั้นเป็นกลุ่มอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้น


ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลให้บ้านพักหลังใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นวอร์รูมปฏิบัติการลับ ตลอดเวลา 4 ปี ที่เป็น ผบ.ทบ. หรืออาจจะอยู่ยาวนานกว่านั้น เป็นบ้านที่กว้างขวาง ถูกหลักฮวงจุ้ย ที่สำคัญ วงในเขาบอกว่า มีการวัดระยะแล้วว่าที่ตั้งของบ้านใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ปลอดภัยจากระยะยิงของปืน M79 ที่เคยเกิดเหตุมาแล้ว แต่แค่ตกหน้าหน่วย ซึ่งไกลจากบ้านหลังใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ มาก แม้เวลานี้มือยิง M79 อย่าง เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จะลาโลกไปแล้วก็ตาม

ท่านผู้ชมครับ มีการมองว่าการสร้างบ้านหลังนี้เป็นการสะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีแผนที่จะอยู่ในอำนาจยาวนาน และรู้ด้วยว่าจะต้องพบเจอภารกิจใดบ้าง เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องของจุดเริ่มต้นของ 3 ป. นั้น เฉพาะตอนนี้ก็จะจบลงที่บ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ ในราบ 1 รักษาพระองค์ นี่เอง ถือได้ว่าเป็นกองบัญชาการ 3 ป. ได้ เป็นรังบูรพาพยัคฆ์ในการยึดครองอำนาจและชี้ชะตากรรมทางการเมืองของประเทศอย่างเหนียวแน่น มาตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ได้มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน และในที่สุดแล้ว เมื่อตุลาการภิวัฒน์ได้โค่นล้มพลังทางการเมืองของฝ่ายทักษิณ ไปหมด ก็เลยกลายเป็นยุคของอำนาจใหม่ที่ 3 ป. อยู่เบื้องหลัง

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้นี้ผมโหมโรงเล่าเรื่องการกำเนิดของ 3 ป. และเหตุการณ์ทางการเมือง และสิ่งแวดล้อมองค์ประกอบที่ทำให้กลุ่ม 3 ป. มารวมตัวกัน แล้วเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางทางการเมือง รอบนี้ผมจะเล่าเรื่องของการกำเนิดขั้วอำนาจใหม่ และการเกิดรัฐประหารเมื่อปี 2557

ท่านผู้ชมครับ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า วันนี้เป็นเรื่องของการเล่าเรื่อง ที่มาที่ไป ผิดชอบชั่วดีอย่างไร ท่านผู้ชมตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน ผมมีหน้าที่เล่าเรื่องจากหลักฐานต่างๆ ข้อมูลต่างๆ แล้วก็การที่ได้รับทราบหลายเรื่องที่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังซึ่งผมจะทยอยเล่ามาประกอบให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกัน เพื่อที่จะได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นแฟนของลุงตู่ หรือว่าไม่ชอบลุงตู่ หรือไม่ชอบผม หรือว่าเกลียดคนโน้นเกลียดคนนี้ แต่ว่าตั้งใจฟังเรื่องราวต่างๆ นี้ด้วยใจที่เป็นธรรมว่าผมกำลังเล่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นให้ฟัง

ท่านผู้ชมครับ หลังเกิดปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ ในช่วงปลายปี 2551 จากการยุบพรรคพลังประชาชน แล้วแรงกระตุ้นและการเสียสละชีวิตจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงหน้ารัฐสภาด้วยแก๊สน้ำตา จนเสียชีวิตไปร่วมสิบคน บาดเจ็บนับร้อย ก็ได้มีการจัดตั้ง เราได้มีการเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมือง ช่วงนั้นก็มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มักจะกล่าวอ้างตลอดเวลาว่าเป็นคนสร้างนายอภิสิทธิ์ ขึ้นมาให้เป็นนายกฯ

นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ ผนึกกำลังกับฝ่ายคุณเนวิน ชิดชอบ ที่แยกตัวออกมาจากฝั่งทักษิณ โดยรัฐบาลใหม่มีการผสมผสานกันระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ ก็คือ 3 ป. อันเป็นการผนึกกำลังแบบพึ่งพาระหว่างทหาร นักการเมือง และกลุ่มนายทุน ที่แยกตัวออกมาจากอำนาจเก่า เพราะอำนาจเก่าคืออำนาจของทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้น การยุบพรรคพลังประชาชน เหมือนกับเป็นบริบทที่จบในช่วงอำนาจเก่า และอำนาจใหม่กำลังเกิดขึ้นมา

เมื่ออำนาจใหม่กำลังเกิดขึ้นมา ก็เลยต้องกำหนดพื้นที่ต่างๆ ที่กลุ่มนี้ ก็คือ ทหาร นักการเมือง และนายทุน จะรุกคืบเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทย การวางรากฐานอำมาตย์ใหม่ทางด้านความมั่นคง คือกุมอำนาจปืนไว้ ทั้งอำนาจทางทหาร ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. แล้วก็ส่งไม้ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อำนาจตำรวจ ก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กุมอำนาจนี้ไว้กับกลุ่มตัวเอง แทรกซึมไปยังเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนที่ตัวเองวางไว้ล่วงหน้า เครือข่ายทุกอย่างนี้ก็ปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด ใช้ทุกวิถีทางและทุกวิธีการในการสยบกลุ่มต่างๆ ให้อยู่ภายใต้การปกครองของตัวเอง


มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจว่าคงหาไม่ได้แล้ว ผมจะเอาขึ้นจอให้ดู ชื่อ "อำนาจใหม่ อำมาตย์ใหม่ อำมหิต" โดยกองบรรณาธิการ ASTV ผู้จัดการ เป็นคนเขียน ขนาดผมเองจะหา ยังหาแทบไม่ได้ หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาในปี 2552-2553 ภายหลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ถูกก่อตั้งขึ้นมา ฝ่ายทักษิณ ในขณะนั้นให้กำเนิดกลุ่มเสื้อแดง เพื่อเป็นฐานกำลังต่อต้านรัฐบาลของอภิสิทธิ์ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้น มีเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง คือกลุ่มอำนาจใหม่พวกนี้ ครอบคลุมอยู่เบื้องหลัง ประกอบด้วย กลุ่ม 3 ป. สุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มคุณเนวิน ชิดชอบ ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการก่อเหตุจลาจลของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงเดือนเมษายน 2552 ระหว่างวันที่ 7-24 เมษายน โดยแนวร่วมขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็น นปช. หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ มีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้น ที่จำเป็นต้องมาเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง


วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552 คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปป่วนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก (ASEAN Summit) ที่พัทยา จนทำให้การประชุมล่ม และผู้นำชาติต่างๆ ต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์หลบหนีกันหัวซุกหัวซุน

วันที่ 12 เมษายน 2552 การที่กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย และเพื่อตามหาตัวนายอภิสิทธิ์ ปิดกั้นรถยนต์ที่นายอภิสิทธิ์ โดยสาร เกิดความวุ่นวายกันขึ้นมา เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ชุมนุมใช้ท่อนไม้ ของแข็ง ทุบไปยังรถยนต์คันที่ผู้ชุมนุมเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ นั่งอยู่ภายใน


จนรถคันนั้นต้องวิ่งไปรอบภายในบริเวณกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ผู้ชุมนุมติดตามทุบรถอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีการทุบรถยนต์ที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการของนายอภิสิทธิ์ โดยสารอยู่ด้วย คุณนิพนธ์ ก็ได้รับบาดเจ็บ ส่งโรงพยาบาล ในที่สุดรถของอภิสิทธิ์ ซึ่งเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ นั่งอยู่ในนั้น ก็หาทางออกไปจนได้

ท่านผู้ชมครับ เหตุการณ์นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์ ยังติดอยู่ในวงล้อมของผู้ชุมนุม จึงวกกลับมาเพื่อมาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์

หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่พัทยา และกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งอยู่ในกำมือของ 3 ป. จึงกระชับอำนาจ เดินหน้าสลายการชุมนุม นปก. อย่างเต็มสูบ

13 เมษายน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ดำเนินการจัดตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเรียกตัวย่อว่า กอฉ. ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการ ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

หลังจากนั้นเพียง 1 วัน วันที่ 14 เมษายน แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศยุติการชุมนุมบนถนนรอบทำเนียบรัฐบาล ท่านผู้ชมครับ อีก 4 วันให้หลัง มีการชุมนุมก่อนหน้าที่จะถึงวันที่ 17 เมษายน ได้มีการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง และกลุ่มเสื้อแดงได้เอารถแก๊สมา เป็นที่สะพรึงกลัวมาก


แต่ในที่สุดก็ถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาดลงไป จนกระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นแตกกระจายกระเซ็นกระสาย จนเป็นที่เชื่อว่ากลุ่มเสื้อแดงน่าจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาตอบโต้อะไรแล้ว และน่าจะจบสิ้นกันที

วันที่ 17 เมษายน 2552 ตัวผมเอง ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มมือปืนที่ยืนยันได้ว่าเป็นหน่วยรบพิเศษของทหาร ยิงถล่มรถบริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช สี่แยกบางขุนพรหม ถนนสามเสน เขตพระนคร ท่านผู้ชมคงได้เห็นข่าวมาแล้ว ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ แต่วันนี้มาเล่าให้ฟังเพื่อโยงร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ ให้เข้าใจ เพราะขณะนั้นกลุ่มอำนาจใหม่ ตลอดจนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแทบจะไม่มีความสำคัญเลย นอกจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนเดียว ซึ่งแตะมือและผูกพันกับกลุ่มอำนาจใหม่อย่างเต็มที่ เมื่อสลายอำนาจกลุ่มเสื้อแดงและคนเสื้อแดงแล้ว ก็ต้องหาทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะกำจัดคนสำคัญของกลุ่มเสื้อเหลือง ก็คือผม ขั้วอำนาจใหม่ซึ่งในขณะนั้นประกอบด้วย ทหาร นักการเมือง นายทุน ก็รู้ดีว่าตัวเองขาดกลุ่มมวลชนสนับสนุน ถ้าหากผมยังอยู่ ผมก็จะเป็นตัวที่ไปขัดขวางกลุ่มอำนาจใหม่นี้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องกำจัดตัวผมออกไป ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่า เหมือนนิยายเรื่องเดิมที่เราเคยฟังกัน กล้องวงจรปิดแถวสี่แยกบางขุนพรหม ที่เกิดเหตุเวลาตีห้าครึ่ง ดันทะลึ่งเสียหมดทั้งแผง จับมือใครดมไม่ได้


ผมยังจำเหตุการณ์นั้นได้ว่า มีการจับปลอกกระสุนได้ แล้วก็บอกว่าเป็นปลอกกระสุนปืน M16 ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ท่านก็น่ารักมาก ท่านออกมาให้สัมภาษณ์สวยเลยว่า ใครๆ ก็มีได้ ปลอกกระสุน M16

ด้วยความรู้เห็นเป็นใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และการรับทราบถึงการลอบสังหารผมในขณะนั้น ซึ่งก็มีหลักฐานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นเป็น พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเป็นเสนาธิการทหารบก ท่านได้เซ็นคำสั่งย้ายทหารจากหน่วยศูนย์สงครามพิเศษ หน่วยเฉพาะกิจ 4 คน ออกจากหน่วยนั้น ไปประจำอยู่ทางภาคใต้ จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ หรือจะด้วยเหตุผลที่ว่า 4 คนนี้ไม่เกี่ยวนะ ถูกย้ายไปแล้ว ไปอยู่ทางภาคใต้ ไม่เกี่ยว แต่ในที่สุดแล้วก็มีการสืบเสาะ ค้นหา โดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ และผู้ช่วยก็คือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ในยุคนั้น ค้นหาข้อมูลจนกระทั่งสามารถจะโยงใยได้ว่า เป็นทหารทั้งสิ้นที่เข้ามาร่วม และมีตำรวจดีอีเอสอยู่ 1-2 คน ที่ชำนาญในเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งตำรวจดีเอสไอตอนนั้น คนที่เป็นอธิบดี ก็คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกับสายของทักษิณ ชินวัตร

 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ว่ากันว่า วันที่ลอบสังหารผมนั้นเป็นวันกฐินสามัคคี เพราะกลุ่มอำนาจใหม่ก็กลัวว่าผมจะมาขัดขวางการสืบทอดอำนาจ ซึ่งกำลังเริ่มก่อตัว ส่วนกลุ่มของคุณทักษิณ นั้นก็มีแค้นเก่าที่ต้องชำระ

จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถจะสืบเสาะเรื่องราวต่อไปได้ เพราะว่ามีการออกหมายจับคนที่เข้าร่วมยิงผม มีอยู่คนหนึ่งเป็นมะเร็งตาย ที่เหลือก็ยังหลบหนีอยู่ หลายคนยังยืนยันว่า หลายๆ คนที่อยู่ในหมายจับนั้นก็ยังอาศัยอยู่ในค่ายทหารอยู่เหมือนเดิม

ท่านผู้ชมครับ พอมาปี 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ ภายใต้การค้ำชูของขั้วอำนาจใหม่ ที่กุมหัวใจด้านความมั่นคงของประเทศ ต้องผ่านบททดสอบครั้งใหญ่ นั่นคือการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กินเวลายาวนานถึง 2 เดือน ตั้งแต่ 12 มีนาคม - 19 พฤษภาคม 2553 บทสรุปของการสลายการชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 99 คน บาดเจ็บหลายพันคน สถานที่สำคัญหลายแห่งถูกวางเพลิงและปล้นทรัพย์ ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ และศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง ท่านผู้ชมดูภาพที่ผมเอาขึ้นให้ดูก็แล้วกัน เป็นภาพเก่าๆ ที่จะเตือนความทรงจำหลายๆ ท่าน




ในการจัดการการชุมนุมและการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ผู้ที่ควบคุมสถานการณ์ก็คือ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือที่เรียกว่า ศอฉ. ถูกจัดตั้งขึ้นมาในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ถนนพหลโยธิน ใช้เป็นกองบัญชาการของรัฐบาล มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้อำนวยการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองผู้อำนวยการ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมด้วยกรรมการอีก 28 นาย

เมื่อมีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 หลังจากมีการสลายการชุมนุมแล้วทำให้กลุ่มเสื้อแดงมีการเสียชีวิตถึง 99 คน ผู้คนบาดเจ็บนับร้อยๆ คน การเลือกตั้ง 2554 เป็นการพ่ายแพ้ของกลุ่มอำนาจใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจใหม่ ในที่สุดแล้ว คนที่ต้องปรับตัวใหม่เอี่ยมเลย ก็คือน้องเล็กของบูรพาพยัคฆ์ นั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก


การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนสุดท้องของทักษิณ พี่ๆ 2 ป. ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ต้องหลุดออกจากขั้วอำนาจ เหลือแต่เพียง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังเกาะเกี่ยวตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ไว้ได้อยู่ต่อ


แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ปรับตัวให้เข้ากับกระแสลมทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนทิศ มีหลักฐานหนึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าน้องเล็กแห่งบูรพาพยัคฆ์ สามารถปรับตัวได้แนบเนียนมาก คือบทสนทนาคลิปถั่งเช่า

ท่านผู้ชมครับ คลิปถั่งเช่า นั้น เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2556 ได้เปิดเผยคลิปถั่งเช่าขึ้นมาในเว็บไซต์ เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว จำนวนคนที่เข้ามาดูและฟังคลิปถั่งเช่านั้นมีเป็นล้านคน สมัยนั้นคนที่เข้ามาในเว็บไซต์มีเป็นล้านกว่าคนไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เป็นเรื่องใหญ่มาก


เป็นคลิปสนทนาระหว่างชายสองคน คนหนึ่งก็คือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกคนหนึ่งก็คือ นายทักษิณ ชินวัตร ในคลิปถั่งเช่านั้น เป็นการสนทนากันระหว่าง พล.อ.ยุทธศักดิ์ กับนายทักษิณ ในยุคที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนหนึ่งได้กล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ.

พล.อ.ยุทธศักดิ์ บอกว่า ผมก็บอกมันนะครับ ผบ.สูงสุด กับ ผบ.ทบ. ผมเพิ่งบอกว่า เฮ้ย ปี 57 อย่างอั๊วเลิกทำงานนะ อั๊วคิดว่าอั๊วทำงานเสร็จแล้ว เอาเจ้านายอั๊วกลับมาแล้ว ตอนนี้ต้องตาลื้อบ้างสิ (คำว่า "เอาเจ้านายอั๊วกลับมาแล้ว" ก็คงหมายถึงเอาทักษิณ ชินวัตร กลับมาแล้ว) เพราะฉะนั้นลื้อต้องแสดงฝีมือให้ท่านเห็น ตั้งแต่วันนี้ลื้อต้องแสดงฝีมือให้ท่านเห็น แล้วพอปี 57 เอ็งจะได้มีงานทำต่อ (ก็คือยังคงเป็น ผบ.ทบ. ต่อ) ไม่ต้องอยู่แก่เหมือนคนอื่นเขา เพราะมันว่าผมไม่แก่ ผมบอก จะได้ทำงานอย่างนี้ต่อ มันก็แฮปปี้นะครับ มันไม่ได้บอกว่า No เลย มันก็เออๆ มันก็เริ่มมองเห็นว่าหลังจากเกษียณไปแล้ว มันอาจจะมีอนาคตที่สำคัญ (นี่หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คำว่า "มัน" ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา


ทักษิณ ก็ตอบว่า ไว้ใจ ไว้ใจไอ้ตู่มาก (นี่คือคำพูดจากคลิป) พล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็พูด ไอ้ตู่เขาให้ความจริงใจนะครับ จริงใจมากเลย ตอนแรกกับผมมันก็ระวังมากเลย แต่หลังจาก ... เรียกมันไป แล้วเรียกผมไปให้รักกันนะครับ ให้ทำงานด้วยกัน ทุกอย่างมันก็เลยเรียบร้อยหมด วันที่ 16 นี้ ผบ.สูงสุด จะเลี้ยงนายกฯ ครับ ที่ บก.กองทัพไทย และจะเชิญ ผบ.รอง เสธ.ทบ. ทุกเหล่าทัพมาร่วมรับประทานข้าว คุยกันเป็นส่วนตังวกับท่านนายกฯ ด้วย (คือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

ท่านผู้ชมครับ จากบทสนทนาคลิปถั่งเช่าดังกล่าว เชื่อว่าทั้งทักษิณ และ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ต่างไม่มีใครคาดคิดว่าอีกไม่ถึง 1 ปีต่อมา ไอ้ตู่ ผบ.ทบ. ที่ทุกคนไว้ใจ รวมทั้งทักษิณ ก่อนเกษียณอายุ จะเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง ผบ.ทบ. ไปเลยทีเดียว


แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การปูเส้นทางบ่มเพาะสถานการณ์ปี 2556 ไปสู่การรัฐประหารในปี 2557 นั้น จำเป็นต้องมีการสร้างเงื่อนไขเพื่อหาเหตุในการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ซึ่งผู้ที่จะรับงานสร้างสถานการณ์นี้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นบุคคลในเครือข่ายที่เข้านอกออกในรัง 3 ป. ณ ร.1 พัน 1 รอ. อยู่เป็นประจำ นักการเมืองคนนั้นมีชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเอง

มันมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ จากคลิปถั่งเช่า ปี 2556 คือ พล.อ.ยุทธศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พูดว่า ผบ.สูงสุด (ตอนนั้นคือ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร) ก็สารภาพตรงๆ กับนายกฯ ในการประชุมกัน ว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ยังค้างใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ผมสนับสนุนหมดทุกเรื่อง ผมก็ชื่นใจ พา ผบ.สูงสุด มาพบกับนายกฯ ได้เรื่องนี้ด้วย


คุณทักษิณ ตอบว่า มันหูเบานะ ไอ้หมอนี่ ชอบติดฟังเรื่องแม่บ้าอะไร บ้าบอ พล.อ.ยุทธศักดิ์ พูดต่อ ครับ ตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจอะไรต่างๆ ที่ผมพูดกับมันตรงๆ ทักษิณ ก็ตอบว่า มีนักเรียนนายร้อยที่ไหนแม่... ไม่จงรักภักดี ใช่ไหม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ตอบว่า ขอบคุณครับ ไม่มีฮะ ปฏิญาณทุกเช้าทุกเย็น ทักษิณ ก็ตอบคำนี้ออกมา ปรากฏว่าไอ้เจ๊กแม่... จงรักภักดีมากกว่านักเรียนนายร้อยอีก ไม่มีหรอก ไอ้เจ๊กลิ้มน่ะ จงรักภักดีกว่านักเรียนนายร้อยอีก (เหมือนกับประชดประชัน) นี่คือหลักฐานที่อยู่ในคลิปถั่งเช่า ปฏิเสธไม่ได้

ท่านผู้ชมครับ คล้อยหลังไปไม่นาน จากบทสนทนาคลิปลับจากแดนไกล ระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีช่วยฯ กลาโหม ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2556 มีประโยคคีย์เวิร์ดหนึ่งของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ระบุว่า อั๊วคิดว่า อั๊วทำงานเสร็จแล้ว เอาเจ้านายอั๊วกลับมาแล้ว คำว่า "ทำงานเสร็จแล้ว เอาเจ้านายกลับมาแล้ว" คืออะไร ?

คืออย่างนี้ ท่านผู้ชม สิงหาคม 2556 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เร่งเดินเกมเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งจะนิรโทษกรรมความผิดของทุกฝ่ายย้อนหลัง ถึงปี 2547 มีชื่อฉายาทางการเมืองว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย หรือนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แต่ถูกหลายฝ่ายคัดค้าน ฝ่ายหนึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำ อีกฝ่ายหนึ่งคือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเสื้อแดงบางส่วน


ท่านผู้ชมครับ ในประเด็นนี้ คุณเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือที่มีฉายาว่า แรมโบ้ อดีตแกนนำเสื้อแดง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (พล.อ.ประยุทธ์) เคยออกมาเปิดเผยเบื้องหลังว่า ในเวลานั้น ปี 2556 ตัวเอง (คุณเสกสกล หรือแรมโบ้) เคยเข้าไปคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าอย่าเอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เข้าสู่สภาฯ เลย เพราะจะทำให้รัฐบาลพังเร็ว ด้วยความหวังดี แต่ก็ยังไม่เห็นเชื่อฟัง เสกสกล พูดต่อ แถมผมยังถูกนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ เจ๊แดง ได้ต่อว่าผมไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะจะพาทักษิณ กลับบ้าน ไล่ผมออกจากห้องไปเลย ผมจะมีอำนาจสั่งการอะไรได้ ดังเช่นสองเกลอหัวแข็ง คือ นายจตุพร และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้มีบารมีและอิทธิพลมากที่สุดในพรรคในยุคนั้น นายเสกสกล เล่าเบื้องหลังในปี 2564

ท่านผู้ชมครับ การเกิดขึ้นของ กปปส. เป็นการเกิดขึ้นเพราะว่าประชาชนทั่วประเทศไทย เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอย คนทุกสาขา ทุกอาชีพ ออกมาเพราะต้องการที่จะต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม และคนที่ออกมาในยุคนั้น เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่ยอมให้ความไม่ถูกต้องเข้ามา มีตั้งแต่ท่านผู้พิพากษาลงชื่อกัน หมอลงชื่อกัน ทุกฝ่ายลงชื่อกันหมด


จนในที่สุดแล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้านกระแสมวลชนไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจถอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้ววุฒิสภา ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่การชุมนุมที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหัวหน้า ยังดำเนินต่อไป เปลี่ยนเงื่อนไขกลายเป็นต่อต้านรัฐบาลแทน

ท่านผู้ชมครับ มันมีเกร็ดนิดหนึ่ง ก่อนหน้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินลงท้องถนน พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยส่งคนมาทาบทามให้ผมนำกลุ่มพันธมิตรฯ ลงถนน ส่งคุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัย์ มานัดกินข้าวกับอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ที่ห้องอาหารจีนปริ๊นเซส หลานหลวง เพื่อให้พันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ แต่ผมปฏิเสธไป จนในที่สุด คุณสุเทพ ไม่มีทางเลือก ก็เลยแสดงตัวด้วยการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วมาเป็นแกนนำ ซึ่งขณะนั้นกระแสกำลังเริ่มขึ้นมา


การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยกลุ่ม กปปส. ยาวถึง 6 เกือบๆ 7 เดือน ข้ามปี ตั้งแต่ 31 ตุลาคม 2556 ถึง 22 พฤษภาคม 2557

ในที่สุดแล้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ใช้มาตรการคืนอำนาจสู่ประชาชนเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ประกาศยุบสภา ให้มีการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่สุเทพ และแกนนำ กปปส. ก็ปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมปฏิเสธ รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้จัดตั้งสภาประชาชนเสียก่อน ตอนนั้นคุณสุเทพ ชูคำขวัญว่า "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง"

ท่านผู้ชมครับ ที่ผมเล่าเหตุการณ์เรียงร้อยกันมาแต่ละเรื่องนั้น ผมไม่ได้ใส่สีตีไข่ ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันจะอธิบายความในตัวของมันเอง เช่น วันนี้ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าการชูเรื่องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เป็นเพียงวาทกรรมของนายสุเทพ และแกนนำ กปปส. ในการกำจัดกลุ่มทักษิณ ออกไป เพื่อปูทางให้มีการรัฐประหารและยึดอำนาจให้กับกลุ่มพวกเดียวกันเอง นั่นคือกลุ่ม 3 ป. ที่กุมไพ่ทางด้านความมั่นคงเอาไว้ทั้งหมด

วันนี้ประเทศไทยก็ไม่มีการปฏิรูป และล้มเหลวทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปตำรวจ ตัวอย่างเยอะแยะไปหมด คดีผู้กำกับโจ้ คดียาไอซ์ 1.5 ตัน คดีบ่อนระยอง ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็ไม่มี คดีบอส กระทิงแดง เห็นได้ชัดที่สุด ครอบคลุมทุกระดับของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ปฏิรูปการเมืองก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะ คสช. ก็ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจตัวเอง ที่เห็นได้ชัดคือการผ่าน ส.ว. 250 คน จนก่อให้เกิดม็อบล้มเจ้า ม็อบสามนิ้ว กลุ่มปลดแอก ลุกลามระคายเคืองและสร้างความสั่นคลอนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจนั้น แทบไม่เกิดอะไรขึ้นเลย นอกจากการประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ทั้งหลาย เพราะมีค่าคอมมิชชัน ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็มาบ่มเพาะ สร้างฐานอำนาจให้กับรัฐราชการให้ใหญ่ขึ้นๆ ยกตัวอย่างที่ผมพูดมาหลายครั้ง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กลับมามีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดทิศทางและอนาคตของประเทศไทย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีศักยภาพในเรื่องนี้เลย


การปฏิรูปการศึกษา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนในที่สุด คุณภาพการศึกษาต่ำลงๆ ไม่มีการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ มิหนำซ้ำเด็กๆ ยังต่อต้านการปกครองของ คสช. ปัจจุบันกลายเป็นหอกข้างแคร่ กลายเป็นประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ยากจะแก้ตกได้อีกต่อไป

ท่านผู้ชมครับ การชุมนุมของ กปปส. กินเวลายาวนานถึง 204 วัน ในที่สุดก็นำมาสู่การปฏิวัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ท่านผู้ชมครับ หลายท่านอาจจะรู้ถึงเบื้องหลังของการรัฐประหาร ระหว่างหัวหน้า คสช. กับเลขาธิการ กปปส. หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ เพื่อเตือนความจำ เราเอาหลักฐานมาดูกัน

หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ยึดอำนาจ แกนนำกลุ่ม กปปส. จัดงานฉลองวันเกิดให้แกนนำในธีมทหาร แต่งชุดทหาร จนทำให้คนในสังคมส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง


29 พฤษภาคม 2557 อินสตาแกรมของ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร แกนนำ กปปส. เผยแพร่รูปภาพงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 48 ปี ของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำ กปปส. ที่ร้านอาหารฝรั่งเศส ซอยทองหล่อ 13 กทม. โดยภายในงานมีแกนนำ กปปส. ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ใส่เสื้อลายพรางมาอย่างพร้อมเพรียง เช่น ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาณัฏฐพล สกลธี ภัททิยกุล นายชุมพล จุลใส ณัฏฐพล ใส่เสื้อดำ


ขณะที่เอกณัฐ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ใส่เสื้อสีเขียวเข้ม เขียนคำว่า "ชัยชนะ" ด้านเสื้อของ น.ส.จิตภัสร์ ด้านหลังพิมพ์คำว่า "บูรพาพยัคฆ์" พร้อมคล้องนกหวีดที่คอด้วย นอกจากนี้ ยังมีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี และผู้สนับสนุน กปปส. จำนวนหนึ่งด้วย


เพื่อยืนยันเรื่องราวต่างๆ ที่ผมพูดถึง 23 มิถุนายน 2557 หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์บางกอกโพสต์ รายงานข่าวว่า สุเทพ เผยเบื้องหลังการรัฐประหาร คุยกับประยุทธ์ ไว้ตั้งแต่ปี 2553 คุยกันมา 4 ปีก่อนล่วงหน้าแล้ว เนื้อหาข่าวของบางกอกโพสต์ระบุว่า วันที่ 22 มิถุนายน 2557 หลังการรัฐประหาร สุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อระดมทุนของกลุ่ม กปปส. ที่แปซิฟิกคลับ คลับ VIP โดยคุณสุเทพ ได้เปิดเผยต่อผู้ร่วมงานเลี้ยงว่า ได้ติดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อวางแผนล้มระบอบทักษิณมาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว ในงานเลี้ยงอาหารค่ำระดมทุนของกลุ่ม กปปส. ดังกล่าวใช้ชื่องานว่า "รับประทานอาหารเย็นกับลุงกำนัน" จัดขึ้นที่แปซิฟิกคลับ ซึ่งเป็นคลับ VIP ตั้งอยู่อาคารชั้นที่ 28-30 อาคาร Two Pacific Place ใกล้กับสถานีบีทีเอส นานา และโรงแรมแลนด์มาร์ก


นายสุเทพ พูดชัดเจน การติดต่อของนายสุเทพ กับ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อจัดการกับระบอบทักษิณนั้น มีมาตั้งแต่ปี 2553 วิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างนายสุเทพ กับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงทีมงาน ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) ส่วนการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 สุเทพ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ บอกผมว่า คุณสุเทพ กับมวลมหาประชาชน กปปส. อ่อนล้ามากเกินไปแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่กองทัพจะเข้ามาทำหน้าที่เอง

ทุกอย่างที่ผมพูดมามีการบันทึกไว้หมด เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เผยแพร่ข่าวนี้ เอารูปต่างๆ ในงานมาลง ดูกันเองก็แล้วกันนะครับ

แล้วสิ่งที่คุณสุเทพ ได้รับการตอบแทนมาจากรัฐบาลทหารก็คือ คุณสุเทพ ส่งคนของตัวเองสอดแทรกเข้าไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ยกตัวอย่างเช่น ปี 2561-2562 ก่อนการเลือกตั้ง คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก็ได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกฯ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เข้าไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ


หลังเลือกตั้ง คุณตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส คุณถาวร เสนเนียม ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในโควตาพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนั้นแล้ว ตั้งแต่ปี 2561 คุณสกลธี ภัททิยกุล ลูกชายของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาฯ คมช. ยังได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. จนถึงปัจจุบัน ส่วนคุณตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร ก็ได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการตำรวจ

ท่านผู้ชมครับ แต่พอถึงวันๆ หนึ่งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 กลุ่มคนพวกนี้ก็รู้ว่าตัวเองเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกคนที่กุมอำนาจปืน กลุ่ม 3 ป. หลอกใช้


เพราะวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ศาลอาญาพิพากษาจำคุกแกนนำกลุ่ม กปปส. คุณณัฏฐพล คุณพุทธิพงษ์ คุณถาวร ตำแหน่งรัฐมนตรีก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะกลุ่มที่กุมอำนาจปืน 3 ป. พร้อมที่จะถีบคนพวกนี้ทิ้งไปหมด เอาบ่วงมา เอาเชือกมาคล้องคอแกนนำ กปปส. รวมทั้งนายสุเทพ เอาไว้แบบไม่ปล่อยให้ดิ้นหลุดออกไปอีกด้วย เพราะว่านายสุเทพ ก็ถูกคดีเรื่องการถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบในการสร้างโรงพัก และ ป.ป.ช. ก็ส่งเรื่องสั่งฟ้องไปยังอัยการ

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ท่านผู้ชมเริ่มเห็นภาพชัดเจนหรือยัง ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นอย่างไร ไปเรื่อยๆ มา ตอนนี้เข้ามากลางเรื่องแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าเรื่องราวนี้คือประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ท่านผู้ชมอ่านหนังสือพิมพ์จะไม่เข้าใจ ผมมีหน้าที่เรียงร้อยแต่ละเรื่องให้ฟัง ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ผมให้ท่านผู้ชมฟังเรื่อง พิจารณาเรื่องราวของตัวเองขึ้นมา แล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ เข้าใจเรื่องหรือยัง

ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนที่เข้ามาตอนนั้น เข้ามาโดยใช้ความชอบธรรมโดยการอ้างว่าเพื่อป้องกันการนองเลือด ซึ่งคนที่สนใจในข้อมูลตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สามารถจะกลับไปเช็กได้ว่านี่ก็เป็นความชอบธรรมที่ค่อนข้างจะเลื่อนลอย เป็นเพียงแต่การคาดการณ์เฉยๆ เรื่องที่สองที่อ้างก็คือ เพื่อป้องกันความแตกแยกในสังคม และเรื่องที่สาม คือการทุจริตในการจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ทั้งหมดที่เข้ามา ผมยังจำได้ว่า สิ่งแรกที่เข้ามาก็คือ พวกผู้ที่นำการรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกทหาร กวาดต้อนผู้คน ทุกคนที่คิดว่าอยู่ในเสื้อสีนั้นสีนี้ และเป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม แม้กระทั่งคนอย่างผมซึ่งไม่ได้ยุ่งอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่ลาออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นปีแล้ว ก็ยังถูกเรียกตัวเข้าไปปรับทัศนคติ ผมถูกส่งตัวไปที่กองบังคับการกองบัญชาการทหารช่าง ที่ จ.ราชบุรี ในขณะเดียวกัน มีทุกคน แม้กระทั่งคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ถูกส่งตัวไปที่กองพลที่ 1 แต่ว่าน่าจะมีเส้นสาย อยู่แค่วันเดียวก็ได้กลับบ้าน ผมต้องอยู่ถึง 14 วัน ไม่มีอะไรทำ เข้าไปก็ไปนั่งเฉยๆ มีข้อดีหน่อยก็คือ มีการเอาทหารรับใช้มาบอกว่า อยากทานอะไรตอนเที่ยง เอาเมนูให้ดู คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็เข้าไปด้วย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ก็เข้าไปด้วย หลายๆ คนที่คิดไม่ถึง ก็ได้เข้าไปด้วย

การที่ทำเช่นนั้น ท่านผู้ชมจำได้ไหมว่า หลังจากวันนั้นมาแล้วรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามที่จะสร้างภาพว่าทหารเท่านั้นที่สามารถจะปรองดองได้ คือมีการเร่งระดมขู่เข็ญ บังคับ ขอร้องให้แกนนำต่างๆ ของเสื้อแต่ละสีเข้าไปร่วมประชุมกัน โดยมีนายทหารระดับพลเอก หรือพลโท นั่งหัวโต๊ะ แล้วให้แต่ละคนเล่าความในใจ มันเป็นลิเกโรงใหญ่ที่พอผมมองย้อนหลังไปแล้ว 2557-2564 เจ็ดปีที่ผ่านมา สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องตลกร้ายและขำขัน เพราะว่ามันก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ไม่มีใครเปลี่ยนใจอะไรทั้งสิ้น ความเชื่อทางการเมืองก็ไม่แตกต่างกัน แต่ว่ารัฐบาลพยายามทำให้เห็นว่า ต้องสร้างความปรองดองให้ได้ ผมยังจำได้เลย ช่วงนั้น ใครออกอากาศอะไร หรือออกสื่ออะไรที่ไปในช่วงที่เขาไม่พอใจ เขาก็จะบอกว่านี่คือการสร้างความแตกแยก ให้ระงับเสีย ไม่ให้พูด คือจริงจังมาก จนกระทั่งวันนี้มันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ที่ฟิตทำกันเหลือเกิน เหตุผลที่ทำเช่นนั้นก็เพราะว่าในขณะนั้นต้องการที่จะให้คนเห็นว่า สังคมแตกแยก เพราะฉะนั้นทหารต้องเข้ามา เมื่อทหารเข้ามาแล้ว ทหารต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ทุกคนลืมคิดถึงข้อเท็จจริงไปว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นได้รับความยุติธรรม ถึงจะไม่เท่าเทียมกัน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่มีการเสียเปรียบอะไรกันมากมายนัก แต่เขาจะไม่พูดเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ท่านผู้ชมครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า คสช. ในช่วง 2557 และ 2557 เน้นมากที่สุดคือเรื่องการปรองดอง ทีนี้ ท่านผู้ชมครับ ได้มีการตั้ง สนช. ขึ้นมา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ


ทำไมต้องตั้ง สนช. ? การตั้ง สนช. นั้น เพื่อสร้างความชอบธรรม โดยให้ สนช. เลือกคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดก็เลือกตามโผ ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีทหารทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเข้ามาดูแลกรม กอง กระทรวงต่างๆ ยกเว้นพลเรือนซึ่งจะต้องดูแลทางเศรษฐกิจ ช่วงนั้นก็เป็นหม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้เข้ามา


ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้น ก็เป็นหนึ่งในเซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน และสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างมาก พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจอะไรเลยทั้งสิ้น และอีกอย่างหนึ่ง เป็นที่เข้าใจได้ว่า ในช่วงปีแรกของการปกครองประเทศไทยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ไว้ใจใคร ก็เลยต้องใช้ทหารทั้งสิ้น เพื่อมาดูแล ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ เข้ามาดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอกคนโน้น พลเอกคนนี้ เข้ามาดูแลตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งแต่ละคนไม่รู้เรื่องและทำงานไม่เป็นกันสักคนเลย แต่เนื่องจากว่าเป็นเพื่อน เป็นทหาร เป็นคนรุ่นเดียว เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง นั่นคือความไว้ใจที่เกิดขึ้นมา นั่นคือจุดเริ่มแรกที่เราเห็นกัน

หม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้น ปีนี้อายุ 74 เกิด พ.ศ. 2490 วันที่ 15 กรกฎาคม ปีเดียวกับผม ผมอ่อนเดือนกว่า ผมเกิดเดือนพฤศจิกายน หม่อมอุ๋ย อายุอ่อนกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ 2 ปี เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกิดปี 2488 หม่อมอุ๋ย เกิด 2490 ก็เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ใกล้ชิดกัน สนิทสนมกัน แต่ในขณะเดียวกัน การตั้งหม่อมอุ๋ย ขึ้นมานั้น ความที่ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านเป็นคนที่ไม่ไว้วางใจใคร ท่านก็เกรงท่านก็กลัว ท่านก็เลยยอมรับคำแนะนำของภาคเอกชน องค์กรใหญ่ๆ ที่เสนอให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทีมเศรษฐกิจก็เลยมีทีมเศรษฐกิจที่ทำงานจริงอย่างเป็นทางการ คือ หม่อมอุ๋ย และทีมเศรษฐกิจที่เป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลังนายกรัฐมนตรี ก็คือ สมคิด


หน้าที่สมคิด ก็ต้องดูว่าหม่อมอุ๋ย ทำอะไร แล้วมารายงานกับนายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่หม่อมอุ๋ย ทำนั้นถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร

ท่านผู้ชมครับ ทำไมผมต้องเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับ 3 ป. ? สิ่งที่ผมเล่าให้ฟัง ผมเล่าให้ฟังตอนแรกของความเป็นมาของ 3 ป. ความเป็นหนี้บุญคุณกัน ซึ่งส่งไม้ต่อระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อมาที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แล้วต่อมาที่น้องเล็ก ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วใช้น้องเล็กเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ เมื่อตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว มันก็จะนำมาสู่ความขัดแย้งภายในที่เริ่มปะทุกันขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีชุดแรกแล้ว

ลักษณะหม่อมอุ๋ย ต้องถือว่าเป็นรุ่นพี่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หม่อมอุ๋ย รู้จัก พล.อ.ประวิตร มาตั้งนานแล้ว เป็นเด็กนักเรียนเซนต์คาเบรียล เพราะฉะนั้นแล้ว ก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากที่หม่อมอุ๋ย ไม่ได้เกรงกลัว พล.อ.ประยุทธ์


และมีความรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือรุ่นน้องรุ่นหลัง จะเป็นก็แค่นายกรัฐมนตรี เพราะหม่อมอุ๋ย ถือว่าเขามาสาย พล.อ.ประวิตร และเขาก็เห็นว่า พล.อ.ประวิตร นั้นคือพี่ใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงจะต้องฟังพี่ใหญ่ แต่สไตล์การทำงานของหม่อมอุ๋ย กับสมคิด เป็นคนละสไตล์กัน

หม่อมอุ๋ย โตมาในเส้นทางการเงิน เป็นนายธนาคารมา ถึงแม้ว่าจะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พักหนึ่ง แล้วไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ไปเป็นผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แต่ก็เป็นสายการเงิน เพราะฉะนั้นแล้วมุมมองของหม่อมอุ๋ย ในเรื่องเศรษฐกิจ คือมุมมองออกไปในแง่ของการบริหารงานชาติบ้านเมืองในกระบวนทัศน์และปรัชญาทางการเงิน ก็คือพูดง่ายๆ ว่า นายธนาคารก็จะบริหารเศรษฐกิจในปรัชญาและแนวความคิดของนายธนาคารนั่นเอง ท่านผู้ชมจำเอาไว้ให้ดีๆ นะครับ

ส่วนสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จบธรรมศาสตร์ พบจบมาแล้วไปเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ต่างประเทศ กลับมาก็มาเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ หลังสุดก็เป็นอาจารย์ที่นิด้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และเป็นอาจารย์รุ่นพี่ของคุณนฤมล ที่แต่ก่อนก็เป็นอาจารย์นิด้า เผอิญสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นคนที่เขียนหนังสือแนวทางเรื่องการตลาด แล้วก็มีลูกศิษย์เอกหลายคน อย่างเช่น สุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ร่วมมือกับกูรูทางการตลาดของต่างประเทศ ที่ชื่อ ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler)


สมคิด ก็เลยมีชื่อเสียงขึ้นมาในเรื่องการตลาด และสมคิด ก็เลยได้รับการว่าจ้างไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ICC ของเครือสหพัฒน์ฯ ไปเป็นที่ปรึกษาโน่น ที่ปรึกษานี่ เพราะฉะนั้นแล้ว มุมมองของสมคิด ก็มองจากทฤษฎีและการเรียนหนังสือมา ตลอดจนการได้ไปสัมผัสข้อเท็จจริงในการทำมาหากิน ทำธุรกิจของบรรดาเจ้าสัวต่างๆ ก็ว่ากันได้ว่ามุมมองทางเศรษฐกิจของสมคิด นั้น กว้างกว่าหม่อมอุ๋ย เยอะ หม่อมอุ๋ย จะมองเป็นถนนเส้นตรง แต่สมคิด จะใช้ ถ้าเป็นกล้องเขาว่าใช้เลนส์มุมกว้าง 28 มิลลิเมตร แต่ว่าหม่อมอุ๋ย จะใช้เลนส์ 50 มิลลิเมตร สมคิด จะใช้ 28 มิลลิเมตร เพราะฉะนั้นการมองก็จะเลยจะกว้างกว่ากัน

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นอะไรที่น่าประหลาดใจ สิ่งที่หม่อมอุ๋ย พยายามแก้เศรษฐกิจ และปัญหาจังหวะ 2558 เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจตกต่ำมาก เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำมากแล้ว สิ่งหนึ่งที่หม่อมอุ๋ย พยายามทำก็คือ จะแก้ตามลักษณะวิธีการแก้แบบเดิมๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ สมคิด ก็เลยไปพูดให้ พล.อ.ประยุทธ์ ฟัง หรือถ้าชาวบ้านพวกคนที่ไม่ชอบกันก็บอกว่าไปใส่ไฟหม่อมอุ๋ย ซึ่งก็คงไม่ใช่ใส่ไฟหรอกครับ แต่ลักษณะก็คือไปชี้แจงให้เห็นว่านโยบายนี้มันผิดนะท่าน มันต้องทำอย่างนี้ๆๆ

ท่านผู้ชมครับ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเล่าที่มีเกร็ดซึ่งผมรับรู้มา ผมไม่ได้บอกว่าใครถูก ใครผิด ผมกำลังเล่าเรื่องให้ฟัง ท่านผู้ชมก็จำเอาไว้ เผอิญ โดยพื้นฐาน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า หม่อมอุ๋ย หรือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้น ไม่ได้กลัว พล.อ.ประยุทธ์ เพราะฉะนั้นแล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เวลามีความคิดอะไรก็จะให้สัมภาษณ์ไปตรงๆ โผงผาง ไม่ว่าเวลาจะทำอะไรก็จะออกประกาศว่าตัวเองทำอันนี้ๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสมัยสมคิด มาเป็นทีหลัง เพราะว่าสมคิด เล่นเกมเป็น


สมคิด ทำอะไร สมคิด จะไม่บอกว่าสมคิด ทำ สมคิด จะโยนบอกว่านายกฯ เป็นคนทำ เพราะสมคิด อ่านทะลุปรุโปร่งถึงนิสัยคนว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเป็นคนที่รักษาหน้า ต้องเป็นคนเก่งอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น หม่อมอุ๋ย ก็เลยทำผิดจรรยาบรรณของความเป็นลูกน้องกับเจ้านาย ไม่ได้ให้เกียรติเจ้านาย

ท่านผู้ชมยังจำได้ไหม ก่อนที่หม่อมอุ๋ย จะลาออก หม่อมอุ๋ย ได้แถลงข่าวหรือเสนอข่าวที่มันเหมือนระเบิดเวลาเลย ระเบิดตูมไปเลย กล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเป็นคนที่ไม่ฟังใคร เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเองเก่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพูดง่ายๆ ว่า เวลาหม่อมอุ๋ย เสนออะไรไป ประยุทธ์ จะไม่เอา เหตุที่ไม่เอาก็เพราะว่าประยุทธ์ มีสมคิด อยู่ข้างหลัง ก็เลยไม่เอา ท่านผู้ชม นั่นคือที่มาของการแตกแยก

ปี 2558 เป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ก็เป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังกลุ้มใจ เพราะว่าเพิ่งจะเข้ามายึดอำนาจการปกครองได้แค่ปีกว่าๆ นิดหน่อย เมื่อเศรษฐกิจมันตกต่ำแบบนี้ และมีความรู้สึกไม่ชอบหม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็เลยต้องเข้าไปคุยกับ พล.อ.ประวิตร ว่าขอเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจ พล.อ.ประวิตร นั้น ถ้าจับอาการในการให้สัมภาษณ์ หรือการแสดงออก ในยุคนั้น ผมยังจำได้ พล.อ.ประวิตร พูดในทำนองว่า เอ้า เปลี่ยนก็เปลี่ยน แต่จะจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะว่า พล.อ.ประวิตร ก็คิดแบบ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนกันว่า เอาเถอะ ให้เศรษฐกิจมันดีขึ้นมาก็แล้วกัน ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้อง 3 ป. ก็จะดูดีขึ้น ในที่สุดแล้วก็เลยมีการเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจ และเป็นจุดเริ่มต้นของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และสี่กุมาร ที่ทยอยกันเข้ามาในรัฐบาล ในการปรับ ครม. น่าจะเป็นครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3


สมคิด เป็นคนที่เชี่ยวชาญทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง คนที่เคยอยู่กับทักษิณ ชินวัตร มาแล้วผ่านร้อนผ่านหนาวมาในยุคนั้น ที่ทักษิณ ชินวัตร แวดล้อมด้วยคนต่างๆ หลายประเภท ที่เป็นคนที่เวลาเดินเข้าฝูงชนแล้ว ฝูงชนจะวิ่งหนีกันหมด ด้วยความเกรงกลัว หรือด้วยความขยาดแขยง สมคิด เอาตัวรอดมาได้ เพราะฉะนั้นแล้ว สมคิด จะเป็นคนอ่านทะลุนิสัยใจคอคนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

สมคิด รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการให้ใครแสดงออกที่เหนือกว่าตนเอง ในช่วงที่สี่กุมาร และสมคิด บริหารเศรษฐกิจอยู่นั้นก็จะเอาเรื่องราวใหญ่ๆ โตๆ ที่กลุ่มตัวเองคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง EEC หรือเรื่องการออกแอปฯ เป๋าตัง แอปฯ ยุคแรกๆ นั้นเป็นแอปฯ ที่สมคิด และทีมงานเป็นคนคิดขึ้นมา ก็จะยกให้เป็นเครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์ การแสดงออกทางสาธารณะของสมคิด และทีมงาน ที่จำเป็นต้องแสดงออก ก็จะโยงว่าความคิดนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนมอบหมายให้


ในช่วงที่สมคิด อยู่ ความที่ พล.อ.ประยุทธ์ รับฟังคำแนะนำของสมคิด และไม่ขัดขวาง ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคนั้น ในยุคที่ คสช. ยังมีอำนาจอยู่ ยังไม่มีการเลือกตั้ง การทำงานของทีมเศรษฐกิจของสมคิด ก็เลยทำงานกันอย่างมีเอกภาพ ตั้งแต่ปลายปี 2558 เป็นต้นมา มีการผลักดันเศรษฐกิจออกไปอย่างมีเอกภาพ ภาวะเศรษฐกิจที่ทีมสมคิด และสี่กุมาร ทำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยถึงแม้ว่าจะถูกบอยคอตอย่างไม่เป็นทางการจากต่างชาติหลายๆ ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอียู และทางสหรัฐอเมริกา ก็สามารถเจริญเติบโตได้อย่างน่าทึ่ง ระเบียงเศรษฐกิจ EEC ที่สมคิด และกลุ่มคิดขึ้นมา ก็ยกให้เป็นเครดิตของ พล.อ.ประยุทธ์

ท่านผู้ชมครับ ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี เพราะว่าสมคิด เล่นเกมเป็น และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความสุขกับการได้ไปเปิดงาน การแสดงออก ปาฐกถา รวมทั้งความชื่นชมในความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เบื้องหลังจริงๆ แล้วสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นคนที่ทำงานให้


ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นตอนไหน ? ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเพราะว่าได้มีการพยายามร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา รัฐธรรมนูญ 2560 นี่ล่ะ เพื่อที่จะให้มีการเลือกตั้ง เพราะว่าความกดดันจากต่างประเทศมีแรงมาก คนแรกที่ถูกกำหนดให้มาเป็นประธานกรรมาธิการในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ


ดร.บวรศักดิ์ นั้น เป็นเครือข่ายเดียวกับวิษณุ เครืองาม และมีชัย ฤชุพันธุ์ จะเรียกได้ว่าทั้งหมดนี้่อาจจะคิดคล้ายๆ กัน คือทั้งหมดนี้เป็นนิติกรบริการ เพียงแต่บวรศักดิ์ นั้น ขอบเขตการบริการของบวรศักดิ์ นั้น ไม่กว้างขวางและลึกซึ้งเท่ากับวิษณุ เครืองาม หรือ มีชัย ฤชุพันธุ์ เพราะว่าบวรศักดิ์ นั้น จะดีๆ ชั่วๆ เท่าที่ผมรู้จัก เป็นคนที่มีหลักการพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อบวรศักดิ์ ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา รัฐธรรมนูญที่ร่างออกมานั้นไม่ได้มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าสามารถจะทำให้เป็นกติกาในการต่อยอดอำนาจของ 3 ป. ได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านออกมา ผ่านเข้าไปใน สนช. ก็เลยพ่ายแพ้คะแนนเสียง 135 ต่อ 104 มี 7 เสียง ที่ไม่ออกคะแนนเสียง เลยทำให้บวรศักดิ์ ต้องลาออกจากประธานกรรมาธิการในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เลยต้องโยนวิธีการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ให้กับขาใหญ่ ก็คือ มีชัย ฤชุพันธุ์

มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้น ถ้าจะเป็นร้านอาหาร ก็จะเป็นเสี่ยวเอ้อที่ถือสมุดโน้ต แล้วก็รับออร์เดอร์อาหาร เส้นเล็กน้ำยำไม่ใส่ถั่วงอก เส้นใหญ่แห้งใส่ถั่ว ฯลฯ ก็คือรับออร์เดอร์ว่าอยากจะให้มีรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาแล้วพอที่จะดูเป็นประชาธิปไตยบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ซ่อนเงื่อนไขหรือมีเงื่อนไขที่ทำให้ 3 ป. สามารถจะต่อยอดอำนาจได้ นั่นคือหน้าที่ของมีชัย ฤชุพันธุ์


มีชัย ฤชุพันธุ์ จะพูดอะไรก็ตามในทางสาธารณะ แก้ไขข้อกล่าวหานี้ แต่ในข้อเท็จจริงก็คือ มีชัย ฤชุพันธุ์ คือเสี่ยวเอ้อที่รับออร์เดอร์มา เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมาก แล้วก็ใช้ความสามารถของตัวเอง ถือออร์เดอร์ไปที่ข้างหลังแผงก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ปรุงก๋วยเตี๋ยวตามที่ลูกค้าต้องการ แล้วลูกค้านั้นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา 3 ป. นั่นคือที่มาของการถูกกล่าวหาว่า เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อต่อยอดอำนาจ

ท่านผู้ชมครับ ปัญหามันเริ่มเกิดตรงนี้แล้ว มันเกิดตรงไหน ? มันเกิดตรงที่ว่า พอร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผ่านประชามติเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ จะต้องมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเป็นนายกฯ ต่ออย่างแน่นอนที่สุด แม้กระทั่งวันนี้ก็ยังอยากเป็นนายกฯ ต่อไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย แต่ในขณะนั้นการจะเป็นนายกฯ นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นจะต้องมีฐานรองรับ นั่นก็คือ ต้องมีพรรคการเมืองรองรับ

ความที่ทั้ง พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เป็นทหาร จู่ๆ จะเอาคนใดลงไปตั้งพรรคแล้วตั้งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วภารกิจตรงนี้ก็เลยตกมาที่สมคิด และสี่กุมาร เพราะสมคิด และสี่กุมาร ก็มองว่าถ้ามีพรรคการเมืองแล้วเลือกตั้งเข้ามา ชู พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ทั้งสี่กุมาร และสมคิด ก็สามารถที่จะเข้ามาทำงานและดำเนินการต่อตามนโยบายที่ตัวเองคิดว่าน่าจะนำประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ นั่นคือที่มาว่า ในที่สุดแล้ว อุตตม สาวนายน ก็เลยกลายเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ


ทำไมต้องเป็นพรรคพลังประชารัฐ ? เพราะว่ายุคสมคิด อยู่ สมคิด เป็นคนคิดนโยบาย "ประชารัฐ" ขึ้นมา คือการรวมใจนักธุรกิจ นายทุน เจ้าสัว ข้าราชการ ประชาชน เข้ามาร่วมทำโครงการด้วยกัน เขาเรียกว่า "โครงการประชารัฐ" เติมคำว่า "พลัง" เข้าไปตัวหนึ่ง ก็คือ พปชร. พลังประชารัฐ มันก็เท่ากับไปสั่นกระดิ่งในความจำของประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการประชารัฐ ซึ่งไม่มีอะไรผิด เป็นหลักการตลาดที่เฉียบคม เฉียบแหลม ถูกต้องมากที่สุด

เมื่ออุตตมา เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค คนที่จะมาเป็นเลขาฯ พรรค ก็กลายเป็น สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเข้ามาแล้ว สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีในขณะนั้นก็คือ ต้องมี ส.ส. ในยุคนั้น ส.ส. ทุกคนในประเทศไทยอ่านเกมออกแล้วว่า ด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ด้วย ส.ว. 250 เสียงตรงนี้ อย่างไรเสีย พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องเป็นนายกฯ ต่ออย่างแน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้นแล้ว เท่ากับเป็นวันเปิดประตูให้ผีออก เหมือนคนจีน คนจีนจะมีวันที่เปิดฟ้า เปิดทุกอย่าง เพื่อให้ผีออกมารับการเซ่นไหว้ ก็เลยมี ส.ส. อดีต ส.ส. เยอะเลยที่หลั่งไหลกันเข้ามาเพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

ในกระบวนการที่มาแบบนี้มันก็เลยจะกลายเป็นกลุ่มแก๊ง กลุ่มนี้มีหัวหน้าแก๊งอยู่ที่นี่ กลุ่มนั้นมีหัวหน้าแก๊งอยู่ที่นี่ ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มสามมิตร ที่มีสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นหัวหน้า สมศักดิ์ ตั้งกลุ่มสามมิตรขึ้นมาก่อนที่พรรคพลังประชารัฐจะเกิด แต่สมศักดิ์ เป็นประเภทชอบเต้นชะชะช่าเหมือนกัน เดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 3 ก้าว รอดูเหตุการณ์ว่าจะไปทางไหน แต่พอเห็นพลังประชารัฐเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แล้วชูประยุทธ์ แน่นอน สมศักดิ์ ก็เลยยกทั้งก๊วนเข้ามาใส่พลังประชารัฐ ก็เลยกลายเป็นก๊วนอีกก๊วนหนึ่งที่มีอำนาจต่อรองสูง


แล้วกลุ่มของสมศักดิ์ ก็เป็นกลุ่มที่เข้าไปร่วมกับกลุ่มอื่นในการที่เตะทีมงานสมคิด และสี่กุมาร ให้พ้นจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง เพียงเพราะว่าคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มสามมิตร ไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กลับไปตกอยู่ในมือของสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาฯ พรรคพลังประชารัฐ

ท่านผู้ชมครับ ทีนี้ภาพพรรคการเมืองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพรรคการเมืองเกิดขึ้นแล้ว พลังประชารัฐ มีอำนาจรัฐ มีเงินมีทองแน่นอนที่สุด ท่านผู้ชมจำไม่ได้หรือ การจัดเลี้ยงเพื่อระดมเงินเข้าหาพรรคพลังประชารัฐ ที่มีคนไปฟ้อง กกต. แล้ว กกต. ก็กลายเป็นใบ้ขึ้นมา หูหนวก ตาบอด พูดอะไรไม่ออก เพราะว่า กกต. ชุดนี้ก็เป็น กกต. ที่ 3 ป. เป็นคนกำหนดตั้งขึ้นมาให้

ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เลยมีฐานรองรับแล้ว แต่การมีฐานรองรับนั้น ตรงกันข้ามกับนิสัย พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะเข้าไปเสวนาหรือไปร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งหมดนี้มีอยู่เพียงครั้งเดียว

การบริหารจัดการทางการเมืองนั้นไม่ได้ง่ายเหมือนการสั่งการในฐานะที่เป็น ผบ.ทบ. ตามหลักวินัยทหาร เพราะวินัยการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ระบบอาวุโส หรือระบบความจงรักภักดี กลับไม่มีความหมาย ความวุ่นวายทำท่าจะเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มสามมิตร ของสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มของวิรัช รัตนเศรษฐ กลุ่มของทางภาคตะวันออก และอีกหลายๆ กลุ่มย่อย ในที่สุดแล้ว ป.ประวิตร พี่ใหญ่ ซึ่งเป็นคนที่คลุกคลีทางการเมืองมาตั้งแต่ยังไม่เป็น ผบ.ทบ. ก็จำเป็นต้องเข้ามาสู่ทางการเมืองอย่างเต็มตัว ในยุคที่เป็นรัฐมนตรีฯ กลาโหมของรัฐบาลชุดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเล่นการเมืองมาตั้งแต่สมัยนั้น

พี่ป้อม หรือ ป.ใหญ่ เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดของน้องรอง คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และของน้องเล็ก ที่ต้องการรักษาเนื้อรักษาตัว ไม่ต้องการจะแปดเปื้อนกับแวดวงการเมือง เพื่อให้ตัวเองนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องเสมอ แต่ต้องการให้คนอื่นทำงานเพื่อให้ตัวเองเป็นนายกฯ พล.อ.ประวิตร เลยต้องลงมาเป็นที่ปรึกษาพรรคฯ อีกประการหนึ่ง ถ้าลงมาเป็นหัวหน้าพรรคเองจะเอาอุตตมา หัวหน้าพรรค ไปไว้ที่ไหน


อีกประการหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ คนที่มาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ในยุคแรกนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส. เก่า มาจากพรรคอื่นหลายๆ พรรค มากที่สุดคือมาจากพรรคเพื่อไทย รวมแม้กระทั่ง ส.ส. เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์ การมาเข้าพรรคนั้นก็มีเหตุผลอยู่ 2 ข้อ ที่ทำให้คนพวกนี้ตัดสินใจกระโดดเข้ามา ข้อแรกเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ทุกคนดูออกและอ่านออกว่า พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ 3 ป. ใช้อุตตมา เป็นคนออกหน้า หรืออีกนัยหนึ่ง พรรคนี้เป็นของ 3 ป. นั่นเอง จึงเข้ามา

ประการที่สอง การที่พรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกฯ ชูนายกฯ คือ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถทำได้ในรัฐธรรมนูญ ปี 60 ที่อนุญาตให้เอาคนนอกมาเป็นนายกฯ ได้ ทุกคนรู้ทันทีเลยว่าพรรคพลังประชารัฐ ต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เพะราะมี ส.ว. 250 เสียง เป็นต้นทุนอยู่ในกระเป๋าตัวเอง

ท่านผู้ชมครับ ก่อนการเลือกตั้ง ทุกคนในพรรคพลังประชารัฐ ที่จะลง ส.ส. รวมทั้งหัวหน้าแก๊ง หัวหน้ากลุ่มทั้งหลาย มีความฮึกเหิมมาก เพราะมีทั้งอำนาจรัฐอยู่ในมือ การหาเสียงก็ง่ายขึ้น ใครอยู่พรรคพลังประชารัฐ คดีความต่างๆ ที่เป็นชนักปักหลังก็จะถูกละเลย หรือเฉยเมย ใครอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคพลังประชารัฐ ก็จะถูกเช็กบิลตามระเบียบและตามขั้นตอน

ได้มีการวางคนของตัวเองไว้เป็นประธาน ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ซึ่งอดีตเป็นนายตำรวจมือขวาคนสนิทของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของพี่ใหญ่ ป.ประวิตร เรียกว่าช่องทางการตรวจสอบและการดำเนินคดีนั้นจะอยู่ในทิศทางที่สามารถกำหนดได้ว่า จะละเว้นใคร และจะเล่นงานใคร ซึ่งเกมการเมืองเช่นนี้ได้ทำการค่อนข้างโจ่งแจ้ง เพราะว่าทุกอย่างอยู่ในวลีเด็ดยอดฮิตที่ว่า "ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย" แต่ท่านผู้ชมครับ กฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับผู้นำมาใช้ ใช้อย่างไร และใช้กับใครต่างหาก


ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมพอจะเห็นรูปร่างหรือยัง ในที่สุดพรรคพลังประชารัฐ ก็เกิดขึ้น แต่ความผิดพลาดของทีมสมคิด และสี่กุมาร ก็ตรงที่ว่า เนื่องจากว่าทั้ง 4 คนนี้ยึดกระทรวงต่างๆ ไว้ถึง 4 กระทรวง สมคิด เป็นรองนายกฯ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหลายกลุ่มต้องการที่จะแย่งอย่างมาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ กระทรวง อว. อุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ อุตตม กระทรวงการคลัง ขุมเงินขุมทอง เพราะฉะนั้นขบวนการโค่นสี่กุมารก็เลยเกิดขึ้น ด้วยการป่วนภายใน และพี่ใหญ่ ก็คือ ป.ประวิตร ก็อยู่ในนั้นด้วยที่จะแบ็กคนพวกนี้

ท่านผู้ชมครับ อธิบายตรงนี้นิดหนึ่งเพื่อความถูกต้อง ระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น จะรักกันมากน้อยแค่ไหน จะเชื่อตามคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ หรือเปล่า ก็แล้วแต่ แต่ข้อเท็จจริงมีว่า คนที่รอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ชอบ พล.อ.ประวิตร คนที่รอบตัว พล.อ.ประวิตร ก็จะไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ คนที่รอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบ พล.อ.ประวิตร ก็ตรงที่ว่า จะกล่าวหาว่า พล.อ.ประวิตร นั้น อยู่สายดาร์ก ทำอะไรโฉ่งฉ่าง มีผลประโยชน์ในโครงการโน้นนี้ นี่นั่น เต็มไปหมด แม้กระทั่งว่ากันว่าในครอบครัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ก็มีเสียงหลุดออกมาว่า เหตุผลหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานได้ไม่สะดวกก็เพราะว่ามี พล.อ.ประวิตร เป็นคนที่ขวาง เป็นจระเข้ขวางคลอง แน่นอนที่สุดครับ นี่คือข้อเท็จจริง เป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้น เพียงแต่ไม่มีใครพูดเท่านั้นเอง

ลับหลัง พล.อ.ประวิตร คนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะติฉินนินทาด่าว่า พล.อ.ประวิตร อย่างเสียผู้เสียคน คนที่รอบตัว พล.อ.ประวิตร ก็ด่า พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นคนตีนลอย ไม่มีฐาน ต้องมาพึ่งนาย ก็คือ พล.อ.ประวิตร เป็นคนค้ำจุนบัลลังก์ให้ และในขณะเดียวกัน นอกจากค้ำจุนบัลลังก์ให้แล้ว ยังละเลย ไม่เข้ามาเสวนาสังสรรค์กับ ส.ส. ให้สัมภาษณ์แต่ละที ด่า ส.ส. เหมือนโจร ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นใหญ่ขึ้นมาได้ก็เพราะว่ามี ส.ส. ที่ตัวเองว่าเป็นโจรนั้น เป็นคนหนุนหลัง ท่านผู้ชมครับ ความขัดแย้งตรงนี้มันเริ่มมีมาตั้งแต่มีการเลือกตั้งเสร็จ และตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว และพอเลือกรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมา คนที่ไม่ได้ก็ไปเกาะ พล.อ.ประวิตร เอาอกเอาใจ พล.อ.ประวิตร


พล.อ.ประวิตร ท่านเป็นคนที่ พูดตรงๆ นะท่านผู้ชม พูดถึงความใจถึงแล้ว พล.อ.ประวิตร ใจถึงกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เยอะมาก เด็ดขาด คำไหนคำนั้น เป็นคนที่มีแต่คนรัก แต่เป็นไปได้ไหมท่านผู้ชมว่า คนที่รอบตัว พล.อ.ประวิตร นั้น มีอยู่หลายคนที่มีมลภาวะที่ค่อนข้างจะไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก โดยส่วนตัวแล้ว พล.อ.ประวิตร ถ้าขาดซึ่งมลภาวะที่ไม่ดีนี้ ... นี่ความเห็นส่วนตัวของผมนะท่านผู้ชม ตัดเรื่องนาฬิกาไปเสีย ตัดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเสีย พล.อ.ประวิตร จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือความคิดของผมนะครับ แต่เมื่อเอาเรื่องนาฬิกาเข้ามาเกี่ยวข้อง เอาเรื่องมูลนิธิป่ารอยต่อฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง พล.อ.ประวิตร ถึงจำเป็นต้องพูดตลอดเวลาว่า ผมไม่เป็นนายกฯ เพราะรู้ว่าเป็นไม่ได้ และนั่นคือจุดอ่อนของ พล.อ.ประวิตร และกลายเป็นจุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังบอกว่า เฮ้ย พวกคุณ มีทางเลือกไหม ถ้าไม่ใช่ผม แล้วใคร ? ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง นี่คือที่มาของคำว่า ถ้าไม่ใช่ผม แล้วใคร ? (คุณจะเอา พล.อ.ประวิตร หรือ ?) นี่ผมพูดแทน

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อทีมสี่กุมาร ออกไป บทบาทของ พล.อ.ประวิตร ก็ยิ่งมากขึ้น ยิ่งใกล้ๆ จะเลือกตั้งเร็วๆ นี้แล้ว ปีหน้า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ค่อนข้างที่จะสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เหตุผลก็เพราะว่า มีความไม่พอใจในบรรดา ส.ส. ที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมาก ถึงมีข่าวว่าพยายามที่จะล้ม พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยการยกมือ มันก็มีข้อมูลอะไรบางอย่างซึ่งผมคิดว่าเดี๋ยวผมจะต้องเอามาพูดให้ฟัง แต่ผมไม่ยืนยันนะครับว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่เป็นข้อมูลที่มาค่อนข้างที่จะแน่ชัด มาจากหลายๆ ฝ่าย


อีกเรื่องหนึ่งคือการบริหารงานเรื่องโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ พลาดหลายๆ ครั้ง เหตุผลเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนที่โลเล ในวันหนึ่งก็บอกว่าตัวเองสั่งให้ใช้ ฟทจ. รักษา สั่งลงไปเรียบร้อย พอไปคุยกับหมอ หมอที่เป็นที่ปรึกษาบอกไม่ให้ใช้ ก็เลยกลับคำสั่งให้มาใช้ยาฟาฯ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ ตามผมมาเรื่องนี้ แล้วจะเริ่มเห็นชัดเจนว่าสิ่งที่ผมจะสรุปในตอนจบนั้น ผมจะสรุปว่าอย่างนี้

ผมจะสรุปว่า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า 3 คนนี้ฆ่าไม่ตาย รักกัน ไม่มีวันแตกสลายนั้น ผมไม่เชื่อ ทำไมผมถึงไม่เชื่อ ? ที่ผมไม่เชื่อก็เพราะว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร จริง รักกันจริงเหมือนพี่สั่งสอนผมมา โน่นนี่นั่น ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไลน์ไปบอก พล.อ.ประวิตร ว่าได้ข่าวว่าจะมีคนล้มผม ใช่หรือไม่ ทำไมต้องมาทำกับผมอย่างนี้ ผมทำอะไรผิด คนถ้ารักกัน เป็นพี่เป็นน้องกัน รักกันจริงๆ ตามที่อ้าง ไม่ต้องไปพบกันก็ได้ แค่ยกหูโทรศัพท์ไป พี่ป้อม ผมีข่าวมาอย่างนี้นะ ว่าอย่างนี้ๆ นะ ว่าธรรมนัส มันเดินอย่างนี้ๆ นะ โน่นนี่นั่น แค่นี้ ระหว่างพี่ใหญ่ กับน้องเล็ก ก็คุยกันได้แล้ว แต่ไม่ทำ กลับส่งไลน์ไปให้ แล้วที่น่ารักอีก ก็คือ พล.อ.ประวิตร แทนที่จะเก็บไลน์ไว้กับตัวเองแล้วโทรศัพท์กลับไปหา พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ก็เปิดไลน์นี้ให้กับพวกพรรคพลังประชารัฐ และคนสนิทดู เฮ้ย ดูสิ ไอ้ตู่มันส่งมาอย่างนี้

ท่านผู้ชมครับ เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าขบวนการ 3 ป. ตั้งแต่ต้น มาจนถึงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำตัวลอยเหนือความขัดแย้ง ไม่ต้องการไปมั่วสุมกับพวกนักการเมือง ให้ พล.อ.ประวิตร รับความเหน็ดเหนื่อย รับความสกปรกพวกนั้นไป


แต่ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ก็มองย้อนกลับ (ขอประทานโทษครับ ต้องใช้คำพูดนี้ ทหารเขาพูดกัน) แล้วเวลากูจะได้อะไร กูขออะไร กูได้บ้างไหม กูไม่เคยได้เลย นั่นก็เป็นจุดหนึ่งที่ IO ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนที่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกโค่นด้วยวิธีนี้ ก็ปล่อยข่าวออกมาเป็นหน้า IO ว่าทางสาย พล.อ.ประวิตร เป็นคนที่ลูกน้องใกล้ชิด อยู่สายดาร์ก ต้องการขอโน่นขอนี่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขวางโน่นขวางนี่ คือพูดง่าย พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นเทวดา เป็นเทพ แล้ว พล.อ.ประวิตร เป็นมาร แต่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็มาบอกว่า ผมเป็นเทพ แต่พี่ใหญ่ผมเป็นมาร แต่ผม เทพกับมารรักกันดีมาก ท่านผู้ชมว่ามันเป็นตลกร้ายไหม จะเชื่อใครดี

คำถามมีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ถ้ามาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน ออกพร้อมกัน ท่านผู้ชมถามผมสิว่า วันนี้ 3 ป. หลังจากที่สร้างอำนาจมาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไล่มาเรื่อย แล้วมีอำนาจเต็มตัว เต็มสูบ ตั้งแต่ 2557 มาจนถึง 2564 เจ็ดปีแล้ว เหนื่อยบ้างไหม ? ท่านผู้ชมเชื่อผมสิ เหนื่อย ผมเชื่อว่าที่บ้าน พล.อ.ประยุทธ์ ก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เช้า-เย็น ไม่คุ้ม


พล.อ.ประวิตร ปีนี้ท่าน 76 พล.อ.ประยุทธ์ 67 แต่ดูหน้าตาท่านวันนี้ หน้าตาท่านแก่กว่า พล.อ.ประวิตร อีก เพียงเพราะว่าลาภ เพียงเพราะว่ายศ เพียงเพราะว่าคำสรรเสริญ อยากจะอยู่ต่อเพื่อสู้ให้แผ่นดิน

ท่านผู้ชมครับ เชื่อผมไหม ทั้ง 3 คน ทั้งพี่ใหญ่ พี่รอง และน้องเล็ก อยากจะล้างมือลงจากหลังเสือใจแทบขาด แต่กลัว ไม่รู้ว่าใครจะมาขี่หลังเสือนี้ต่อ แล้วจะระวังหลังคน 3 คนนี้ได้อย่างไร กลัวมาก ทุกวันนี้ถ้าเป็นไปได้ทั้งสามคนนี้อาจจะคิด ต่างคนต่างคิดว่าจะลงอย่างไร ถ้ามีการเลือกตั้งงวดหน้า แล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง คำถามคือ พรรคพลังประชารัฐ ยังจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกต่อไปหรือเปล่า วันนี้คนรัก พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมีอยู่ แต่คนที่เกลียด พล.อ.ประยุทธ์ ณ วันนี้ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเลือกตั้ง กรณีใช้บัตร 2 ใบ ท่านผู้ชมจะเห็นชัดว่ามีความขัดแย้งกันเรียบร้อยแล้ว หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ พูดไม่ทันขาดคำ ว่ารักกันดี พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการแก้รัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งให้ใช้บัตร 2 ใบ เพราะจะเป็นประโยชน์กับพรรคใหญ่ จะได้ปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น


ส่วนพรรคขนาดกลาง อย่างเช่น ภูมิใจไทย หรือพรรคขนาดเล็ก ต่ำสิบ หรือประเภทคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ อย่างนายเต้ ต่อต้านคัดค้าน หรือพรรคก้าวไกล วัตถุประสงค์ที่ไพบูลย์ นิติตะวัน คิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะต้องการบล็อกพรรคก้าวไกลไม่ให้เจริญเติบโต แต่การที่บล็อกพรรคก้าวไกลไม่ให้เจริญเติบโตนั้น มันก็ต้องยอมเสียบางอย่างไป ก็คือจะทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งการเลือกตั้งคราวที่แล้ว พรรคเพื่อไทย ชนะพรรคพลังประชารัฐ ได้ 136 เสียง กับพรรคพลังประชารัฐ 110 กว่าเสียง

การที่ทำเช่นนี้จะทำให้ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย โตไปพร้อมๆ กัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น ยังหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองยังมีปาร์ตี้ลิสต์ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ทิศทางที่พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ จะเอาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ นั้น เป็นทิศทางที่ส่อให้เห็นว่าอาจจะมีการคุยกันเรียบร้อยแล้ว ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคพลังประชารัฐ

ท่านผู้ชมครับ ในการเมืองไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ พล.อ.ประวิตร จะพูดบอกว่า ไม่ได้คุยกับทางเพื่อไทย และไม่มีทางที่เพื่อไทยจะมาอยู่ร่วมด้วย ท่านผู้ชมครับ นั่นคือภาษาทางการเมือง พอถึงเวลาแล้ว อะไรๆ ก็เป็นไปได้

ส่วนสายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็บอกว่าไม่เอาบัตร 2 ใบ เพราะไม่ต้องการให้เพื่อไทยใหญ่ และเพื่อไทย มาจับมือกับพลังประชารัฐ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนตรงไหน จะไม่มีที่ยืน พล.อ.ประยุทธ์ ชอบมากกว่าที่จะมีพรรคเล็กพรรคน้อยขึ้นมา นี่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ยังไม่พูดถึงเรื่องการประท้วงนะ งานนี้การประท้วงของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็คือทำตามคำสั่งของทักษิณ ชินวัตร ตลอดเวลา


เกมทุกเกมเดินหน้าไปเรื่อยๆ เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคของทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ไปแล้ว จากการที่เตะคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออก เอาคุณภูมิธรรม เวชยชัย ตลอดจนหมอมิ้ง หมอพรหมินทร์ หลายๆ คนเข้ามาเสียบ ซึ่งเป็นคนของคุณหญิงอ้อ แต่คนที่สั่งได้ในที่สุดว่าเกมจะต้องเป็นไปอย่างไร ก็จะอยู่ที่สองคน อดีตผัว-เมีย ก็คือทักษิณ และพจมาน


ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะเห็นได้ชัดว่าการเมืองระหว่างนี้ เป็นการเมืองที่ต่อสู้กัน พล.อ.ประยุทธ์ กำลังต่อสู้เพื่อให้ตนเองได้เป็นนายกฯ ต่ออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าตำแหน่งนี้่มันน่าพิสมัยตรงไหน ความล้มเหลวของโควิด-19 การแก้โควิด-19 เศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นคืนตัว หลายต่อหลายอย่าง ทั้งหมดนี้ที่ผมเล่าให้ฟัง เริ่มมาตั้งแต่ก่อนที่ 3 ป. จะมีอำนาจ สานถักทอเครือข่ายต่างๆ เข้ามา พึ่งพา กปปส. และสุเทพ เทือกสุบรรณ ในการมีข้ออ้างเพื่อเข้ามามีอำนาจ แล้วร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อต่อยอดอำนาจตัวเอง อยู่จนใกล้จะครบ 4 ปีแล้ว คือปีหน้า แล้วกำลังพิจารณาที่จะต่อยอดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่เผอิญมันมี accident

accident ตรงที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ท่านยังทำตัวตีนไม่ติดดิน ท่านทำตัวเป็นคนที่บริสุทธิ์ ท่านเป็นเทพ ส.ส. ต่างๆ เป็นมาร ท่านไม่อยากไปมั่วสุม คุณมีหน้าที่อย่างเดียว คือคุณต้องช่วยสนับสนุนผม วันนี้รัฐมนตรีทุกกระทรวง ยกเว้นกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ล้วนแล้วแต่มีคนของ พล.อ.ประยุทธ์ ประกบรัฐมนตรีอยู่ เพื่อดูว่าทำงานอะไร ป้องกันการทุจริต เป็นข้อคิดที่ดี แต่คำถามมีว่า แล้วทำไมไม่ประกบกระทรวงมหาดไทยล่ะ เพราะกระทรวงมหาดไทยนั้น คือพี่รอง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบนะ กฎหมายมี แต่จะใช้กับใคร จะใช้เมื่อไร จะใช้อย่างไร เท่านั้นเอง


ท่านผู้ชมครับ ผมจะจบเรื่องนี้ด้วยการชี้ให้เห็นว่า เมื่อถึงวินาทีสุดท้ายแล้ว การเมืองไม่มีเทพ ไม่มีมาร มีแต่ใครทำอะไร ก็ต้องทำกันสุดซอยเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์

ข่าวที่ผมได้มา มีการแจกกล้วย ท่านผู้ชมครับ ผมไม่ยืนยันข่าวนี้นะครับ ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ยืนยันนะครับ

ที่คุณสันติ พร้อมพัฒน์ แวะเข้าไปหาลุงตู่ บอกว่าให้อัดฉีด ส.ส. และพรรคเล็กก่อนโหวต นัดหมายรับเงินกันที่เซฟเฮาส์บนดาดฟ้า ททบ.5 เสธ. 2 เสธ. ที่เป็นคนสนิทของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนดูแลตัวกลาง แบ่งเป็น คุณชัยวุฒิ 11 คน คนละ 2 ล้าน คุณสุชาติ เสี่ยเฮ้ง 16 คน คนละ 2 ล้าน คุณสันติ 30 คน คนละ 2 ล้าน รวม 57 คน 114 ล้าน บวก ส.ว. ที่มาช่วยประสาน ส.ส. อีก 3 คน พรรคเล็ก พรรคกลาง มารับ ชัช เตาปูน หมอระวี นำไปจ่ายต่อ สถานที่รับเงิน สภาชั้น 3 ห้องของสามมิตร สุริยะ อนุชา ยกเว้นสันติ ไม่มีห้อง ไปจ่ายกันที่ทำการพรรค

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่ยืนยันข้อมูลนี้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่เล่าให้ฟังว่า นี่คือสิ่งที่เขาพูดกัน อาจจะไม่จริงก็ได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะผมไม่อยากให้มันจริง แต่ผมมีหน้าที่เล่าสิ่งที่คนเขาพูดกัน และไม่มีใครกล้ารายงาน ท่านผู้ชมดูรายการผมมาตลอดก็ต้องรู้ว่ารายการนี้ไม่มีการกั๊ก เป็นเพียงแต่ว่า ข้อมูลที่พูดเมื่อกี้นี้ ผมไม่ยืนยันว่าเป็นความจริง หรือไม่จริง ผมแค่ได้ข่าวมาเช่นนี้

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เป็นเรื่องของตำนานของ 3 ป. มาจนกระทั่งวันนี้ กำลังเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแล้ว จากนี้เกมที่เดินต่อไป จะเป็นเกมที่ชี้ชะตาอย่างชัดเจนว่า 3 ป. ยังจะแพ็กอยู่ด้วยกันเหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูด ต่อไปอีกหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ แต่ผมเรียนท่านผู้ชมได้คำหนึ่งว่า ในทางการเมือง ในทางการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจนั้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร วันนี้เอาเพียงเท่านี้ก่อนก็แล้วกันท่านผู้ชม สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...