xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : "ปฏิรูป" หรือต้อง "ปฏิวัติ" วงการตำรวจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันที่ 3 ก.ย.64 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ โดยในวันนี้พูดถึงเรื่องของตำรวจที่ยังไม่จบ ตั๋วช้างก็ยังอาละวาดอยู่ มาถึงตอนนี้เเค่ปฎิรูปคงไม่พอ อาจจะต้องปฎิวัติวงการสีกากีเลย จะเป็นอย่างไร ต่อด้วยศึกซักฟอกครั้งนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมา เพราะมีเรื่องทั้งในเเละนอกสภาถาถมเข้ามาทำให้ลุงตู่ออกอาการหลายครั้ง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้น

เรื่องที่ 2 เศรษฐกิจไทยหลังจากคลายล็อกแล้วจะเป็นอย่างไร มีความเห็นจากนายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาทางการเงินของธนาคารเกียรตินาคิน และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่ได้อธิบายว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

และเรื่องสุดท้ายหลังจากที่ทาง ผบ.ตร.แถลงข่าวการจับ ผกก.โจ้ ทำไมหลายๆ คนในโซเชียลบอกว่ามีข้อพิรุธหลายอย่าง "มาถอดรหัส คำต่อคำกัน"เรื่องนี้กัน ติดตามได้ใน SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep.101



คำต่อคำ SONDHI TALK [3 ก.ย. 64] : "ปฏิรูป" หรือต้อง "ปฏิวัติ" วงการตำรวจ

ช่องทางการรับชมรับฟัง "คุยทุกเรื่องกับสนธิ"หรือ SONDHI TALK
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : คุยทุกเรื่องกับสนธิ
YouTube : Sondhitalk
เว็บไซต์ : www.sondhitalk.com
Podcast หรือ podbean : SONDHI TALK


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564 หลังจากศุกร์ที่แล้วที่มีการพูดเรื่อง ผู้กำกับโจ้ วันนี้ก็จะมีเรื่องราวที่จะต้องตามมา แต่ว่าสัปดาห์นี้มี 3 เรื่องใหญ่ๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่า ท่านผู้ชมจะมองว่าเรื่องที่ผมนำมาเสนอนั้นเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ใหญ่ เรื่องแรกคือ ผมจะพูดถึงเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง ณ เวลานี้ที่ผมออกรายการ ก็ยังอภิปรายกันอยู่ ยังไม่จบ แต่เผอิญผมมีข้อสังเกตที่อาจจะไม่เหมือนคนอื่นเขา ลองฟังความคิดเห็นของผมดูก็แล้วกันนะครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้อสังเกตของผมครั้งนี้จะเน้นไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งน่าสนใจอย่างหนึ่ง ข้อสังเกตของผมเป็นเรื่องราวที่ผมเคยพูดมาแล้วทั้งสิ้น แล้ววันนี้ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็ได้หลุดออกมา สะท้อนในสิ่งที่ผมเคยพูดถึงตัวท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายๆ เรื่อง ผมคิดว่าท่านผู้ชมคงจะไม่ได้คิด ผมอยากจะฝากมิติในมุมมองในเรื่องนี้ เพื่อเป็นการอธิบายเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งผมไม่ค่อยอยากพูดถึงพรรคฝ่ายค้านเท่าไรนัก เพราะว่าไม่มีสาระอะไรทั้งสิ้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผมอยากจะพูดถึงปฏิกิริยาที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีต่อคำอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และเหตุการณ์ทางการเมืองที่ภายในพรรคพลังประชารัฐไม่ค่อยสงบ และผมอาจจะขออนุญาตทำนายทายทักต่อไป ว่าหลังจากมีการยุบสภาปีหน้า ซึ่งถ้าไม่มีการยุบก่อนล่วงหน้า หลังจากกลางปีหน้าแล้ว พลังประชารัฐจะยังคงชูใครเป็นนายกฯ ต่อ จะยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปอีกหรือไม่

ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่สองที่ผมจะพูด คือ ตอนนี้เขาคลายล็อกแล้ว 1 กันยายน ถึงขนาดที่เรียกว่ามีการยืนยันแล้วว่าจะเปิดประเทศภายในเดือนตุลาคม ยังยืนอยู่ตรงนี้ ผมจะเอาเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องหลังจากที่เขาคลายล็อกแล้ว ภาพมันจะเป็นอย่างไร อยากจะมาเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง ซึ่งจะมีบุคคลภายนอกซึ่งมีความเห็นในเรื่องนี้อยู่ 2 ท่าน ท่านแรกคือ คุณศุภวุฒิ สายเชื้อ ท่านเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของธนาคารเกียรตินาคิน และท่านก็เป็นผู้รู้คนหนึ่งในวงการเศรษฐกิจของบ้านเรา ส่วนจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ก็อีกเรื่องหนึ่ง อีกท่านหนึ่งคือ คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วผมก็จะมีความเห็นของผมเองเข้ามาสอดแทรก และอธิบายว่า เศรษฐกิจหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

เรื่องสุดท้าย เรื่องที่สาม แน่นอนที่สุด ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องของผู้กำกับโจ้ หรือ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ที่เป็นเรื่องดรามามาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากที่ถูกจับตัวได้ แล้วก็มีการอธิบายความให้ฟังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันแถลงข่าวนั้น ในมิติมุมมองของผมมันเป็นอย่างไร และผมก็จะเล่า "ตั๋วช้าง" ภาคที่ 2 ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตั๋วช้างก็ได้ แต่ลักษณะมันเหมือนตั๋วช้าง อาละวาดอีกครั้งหนึ่งแล้ว มีตัวอย่างให้ดูถึงการที่ตำรวจจะปฏิรูปตัวเองได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เรื่องหลายเรื่องที่ตำรวจทำเอาไว้นั้นเป็นการลูบหน้าปะจมูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยกย้ายตำรวจที่มีมลทินในการปฏิบัติงานเข้ากรุ ที่เขาเรียกว่า ศปก. ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ และผมมีตัวอย่างให้ดูชัดเจนเลยว่า ผลที่ตามมาก็คือ มันเป็นเรื่องที่ลูบหน้าปะจมูกทั้งหมด แล้วผมก็จะพูดเกริ่นคร่าวๆ ถึงเรื่องตำรวจนั้นควรจะปฏิรูป หรือควรจะปฏิวัติ ผมคิดว่าต้องทั้งปฏิวัติและปฏิรูป และผมก็มีความเห็นส่วนตัวของผมว่า ทิศทางของตำรวจ การปฏิรูปที่มีกฎหมายในสภาฯ นั้น ในความเห็นของผม ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เดี๋ยวตามผมมาเลยครับ


ท่านผู้ชมครับ เมื่อสัปดาห์ที่ 30 สิงหาคม จนถึง 3 กันยายน ก็คือวันนี้ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ได้นำ ฟทจ. และขิงผง เอาไปให้หน่วยงาน องค์กร และชุมชนต่างๆ จัดส่งให้โรงพยาบาลสนามตามชุมชนต่างๆ ที่แสดงเจตจำนงของรับ ฟทจ. และขิงผง เต็มไปหมด ผมจะไล่ให้ดูสั้นๆ ก็แล้วกันนะครับ มีเทศบาลบางปู จ.สมุทรปราการ โรงพยาบาลบ้านโป่ง จ.ราชบุรี โรงพยาบาลบาเจาะ จ.นราธิวาส โรงพยาบาลน่าน ชุมชนรุ่งเรืองตอนปลาย ห้วขวาง คลินิกยาเสพติด ศูนย์บริการสาธารณสุข 29 กทม. ชุมชนบ้านสวนวัดไทร จอมทอง วัดป่ามะค่างาม จ.นครราชสีมา เทศบาลตำบลบ้านนา จ.ระยอง กองร้อยทหารพรานที่ 4704 จ.ยะลา อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา อำเภอพระพุทธบาท จ.สระบุรี อำเภอบางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา อำเภอเมือง จ.นครปฐม อำเภอยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ บ้านตำบลคลอง 7 จ.ปทุมธานี สำนักวัดเขมาภิรตาราม จ.นนทบุรี ที่พักสงฆ์หนองบั๋ว คำสัจจะ จ.ยโสธร กลุ่มเกษตรกรคลองดำเนินสะดวก วัดโคกหมัก จ.ปัตตานี และอำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

ท่านผู้ชมครับ ถึงวันนี้เราแจก ฟทจ. ไปแล้ว 2 แสนกระปุก หรือประมาณ 16 ล้านแคปซูล ส่วนขิงผง แจกไปแล้ว 380,000 ซอง เริ่มอาทิตย์หน้า เราจะเอาเครื่องช่วยหายใจที่เราสั่งซื้อมา 20 เครื่อง ทยอยเอาไปให้โรงพยาบาลที่อยู่ต่างจังหวัด ที่มีความจำเป็นต้องมี แต่ไม่สามารถจะมีได้


เอาไว้ได้ข่าวอะไรมาแล้วผมค่อยเรียนรายงานให้ท่านผู้ชมฟังอีกทีหนึ่ง แต่ว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านผู้ชมบริจาคเข้ามานั้น เป็นอานิสงส์สำหรับท่านผู้ชมที่เสียสละเงินส่วนตัวเพื่อที่จะช่วยชีวิตคน อานิสงส์สูงส่ง ถ้าท่านคิดว่ายังอยากจะทำบุญต่อไป ก็เชิญบริจาคได้ บนแบนเนอร์ของเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" มีชื่อมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเบอร์บัญชี ไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านจะให้มา 100 บาท 500 บาท 1,000 บาท ได้ทั้งนั้น ก่อนที่จะบริจาค ก่อนที่จะโอนเงิน จบเสียนิดหนึ่ง พูดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ภาวนาตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยเงินกุศลที่ท่านผู้ชมได้บริจาคมาให้เพื่อช่วยชีวิตคนนั้น ขอให้อานิสงส์นี้จงดลบันดาลให้ท่านผู้ชม ครอบครัว และญาติพี่น้อง จงมีความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ อุบัติภัยทั้งปวง นานๆ ถึงจะมีโอกาสได้ทำบุญเพื่อช่วยชีวิตคน จะ 100 บาท จะ 500 บาท มีค่าทั้งสิ้น

ท่านผู้ชมครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เมื่อสองวันที่แล้ว จนกระทั่งมาถึงวันนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด ผมจะอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังในอีกมิติหนึ่ง ผมคิดว่าการอภิปรายฯ ครั้งนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากพอสมควร เพราะว่าก่อนที่จะมีการเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีคนปล่อยข่าวออกไปหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นจะไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็จะลงคะแนนเสียงเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


หลายๆ เป้าก็โยนไปที่หลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ถูกข่าวลือว่าเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังนี้ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ก็ออกมายืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันเป็นเรื่องของคนที่ห้อยโหน พล.อ.ประยุทธ์ หรือห้อยโหน พล.อ.ประวิตร

ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่า เป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีความหวั่นไหวในเรื่องนี้ ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีมา ผมไม่เคยเห็นท่านหวั่นไหวในเรื่องประเภทนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ถึงขนาดท่านต้องส่งไลน์ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าเรื่องราวอย่างนี้ๆ มีจริงหรือเปล่า พล.อ.ประวิตร ท่านก็บอกว่าไม่มี เดี๋ยวจะตรวจสอบให้ แล้วมิหนำซ้ำยังมีการปล่อยข่าวออกมาอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ไว้วางใจ จะเปลี่ยนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็เลยฟาดงวงฟาดงาออกมา พูดจา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก จะทำให้คนแปลความหมายผิด

(นี่คือคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ นะ) ท่านบอกว่า "การแอบอ้างเบื้องสูง ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถือว่าผิดอย่างร้ายแรง ผมคนเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสถวายข้อราชการ คนอื่นไม่มี ชัดเจนมั้ย" เอาตรงนี้ก่อน ก่อนที่เราจะเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ สติแตก เรื่องแบบนี้เป็นการสะท้อนความไม่ไว้วางใจสิ่งแวดล้อมที่ล้อมอยู่รอบตัวเอง ถึงกับต้องถาม พล.อ.ประวิตร และถึงกับออกมาตอบโต้ในเรื่องนี้ การตอบโต้เช่นนี้มันทำให้คนแปลความหมายผิดได้หลายประการ ประการแรก การพูดเช่นนี้ว่า มีการเข้าไปเข้าเฝ้าฯ รายงานข้อราชการ คนอื่นไม่มี ชัดเจนมั้ย ซึ่งผมคิดว่านี่ไม่น่าจะเป็นคำพูดที่ถูกต้อง เพราะว่าทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์บ้านเมืองนั้น สามารถจะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอเข้าไปพบเพื่อรายงานได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานศาลฎีกา หรือว่าประธานศาลปกครอง ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะทำ แม้กระทั่งท่านอัยการสูงสุด ก็มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นได้


การที่ทำเช่นนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเช่นนี้ มันทำให้คนมองได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังโหนพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อแสดง สะท้อนให้เห็นว่าตัวเองนั้นได้รับความไว้วางใจแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นซึ่งเป็นข้าราชการในประเทศไทย คนที่ทำงานให้ชาติบ้านเมือง ไม่มีความไว้วางใจเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ ตรงนี้เป็นอันตราย ผมเสียดายที่ท่านหลุดปากออกมาตรงนี้ การหลุดปากออกมาตรงนี้มีแต่เป็นผลลบ ไม่ได้เป็นผลบวก และอีกอย่างหนึ่ง การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปจริงจับกับคำว่า "การแอบอ้างเบื้องสูงว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถือว่าผิดอย่างร้ายแรง" ซึ่งในข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มายุ่งเลย เรื่องเกี่ยวกับการบริหารชาติบ้านเมือง เป็นบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปรายงานพระองค์ท่าน ซึ่งก็ต้องตั้งข้อสงสัยคำถามต่อว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ รายงานนั้น จริง หรือ ไม่จริง เรื่องราวอาจจะไม่ได้ดี หรือไม่ได้เป็นอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะพูดความจริงได้ไม่หมด ก็เป็นไปได้ใช่ไหม ? แต่การที่มาโยงแบบนี้ทำให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สวยเลยแม้แต่นิดเดียว

ความจริงเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องพูดเลยแม้แต่นิดเดียว การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดออกมาเช่นนี้ แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ หวั่นไหวมาก และผมก็ไม่เคยเห็น พล.อ.ประยุทธ์ หวั่นไหวแบบนี้มาก่อนเลย ถึงขนาดท่านพูดออกมาว่าท่านทำงานหนัก ท่านก็บอกว่าใครเชื่อก็โง่ล่ะ โง่จริงๆ ก็ท่านก็รู้ว่าไม่ควรจะมีใครเชื่อ เพราะมันโง่จริงๆ แล้วท่านมาเดือดร้อนอะไรล่ะ ผมถึงบอกว่างานนี้ท่านพลาดไปแล้ว ท่านไม่ควรจะพูดในทำนองนี้อีกเลย แล้วผมจะเตือนสติท่านนิดหนึ่ง อย่าได้อวดอ้างว่าท่านเป็นคนที่ได้เข้าไปถวายงานให้กับพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงผู้เดียว เพราะว่าการอ้างเช่นนี้มันแปลได้หลายอย่าง แปลในทางบวกก็ดี แปลไปในทางลบ คนที่จะเสียก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะจะกลายเป็นว่าพระองค์ท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่เช่นนี้ ผมก็เลยต้องขออนุญาตเตือน พล.อ.ประยุทธ์ ออกมา นั่นคือข้อแรกที่ผมตั้งข้อสังเกต


ข้อที่สองที่ผมตั้งข้อสังเกต ก็คือว่า ในที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ก็โยนปัญหาต่างๆ ของการที่ท่านทำงานช้า ไปที่นักการเมือง เช่นเดิม ว่านักการเมืองทำงานเห็นแก่ตัว เอาประโยชน์ มีโครงการอะไรก็จะเอาลงในพื้นที่ของตัวเอง ตลอดจนท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านได้พูดถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน บอกว่าในยุคท่านนั้นไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน มีหลักฐานก็เอามาให้ดู

ผมอยากจะอธิบายเรื่องบางเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านเข้าใจนิดหนึ่ง ผมวิพากษ์วิจารณ์ท่านมาหลายครั้ง ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริง ด้วยตรรกะ และด้วยสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ที่ท่านได้ทำ แต่ผมไม่เคยไล่ท่าน ท่านผู้ชมรู้ไหมทำไมผมไม่เคยไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ออกไปเสีย ? ที่ผมไม่เคยไล่ เพราะผมรู้ว่าระบบการเมืองที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ มันไม่มีประโยชน์หรอก สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าไม่ให้หลงตัวเอง และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า อย่าไปข่มคนอื่นเขา การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มันสะท้อนให้เห็นจากคำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าท่านก็ยังข่มคืนอื่นและหลงตัวเองอยู่เหมือนเดิม ไม่มีผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าการแสดงออกของพรรคฝ่ายค้านในหลายๆ กรณีก็เป็นการแสดงออกที่ไม่ยุติธรรมกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในฐานะที่ท่านเป็นนายกฯ ท่านขาดซึ่งคำว่า "ขันติ" คนยิ่งทำงานใหญ่ ยิ่งต้องมีขันติมากขึ้น

ท่านพูดเหมือนคนสติแตก ยิ่งท่านมาเอาเรื่องราวว่ามีคนจะไปโค่นล้มท่าน ในพรรคพลังประชารัฐเอง ยิ่งทำให้เขาเห็นความอ่อนแอที่แท้จริงในตัวท่าน ว่าจริงๆ แล้วท่านเป็นคนที่อ่อนแอมาก ท่านกลัว ถึงขนาดที่ผมได้ข่าวจากวงในออกมาว่ามีนักการเมืองบางคนใช้ชื่อ ช. เอาเงิน 10 ล้านบาท ให้พรรคเล็กพรรคน้อย พรรคละ 10 ล้าน เพื่อให้รวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อยลงคะแนนเสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ตอนนี้เป็นเรื่องหน้าตาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องได้รับเสียงไว้วางใจอย่างท่วมท้น จะขาดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยมีการเอาเงินเอาทองไปซื้อพรรคเล็ก พรรคที่มี 1 เสียงบ้าง 2 เสียงบ้าง แล้วแต่ เพื่อให้ลงคะแนนเสียงให้ พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องนี้ก็ว่ากันไป แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งแวดล้อมพวกนี้ มันพิสูจน์ได้ชัดเจน และประสบการณ์ของผมที่อยู่ในวงการการเมืองและการข่าวมา ผมรู้ เมื่อใดก็ตามที่บอกว่า "ไม่มีหรอก" เมื่อนั้นล่ะ "มี" แต่ไม่มีใครยอมพูด ผมเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร บอกว่า ไม่มีหรอก งานนี้ คำถามมีอยู่ว่า จริงๆ แล้วมันไม่มี จริงหรือเปล่า ?


ทีนี้มาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ผมต้องชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ นิดหนึ่ง เวลาอภิปรายในสภาฯ หรือการให้สัมภาษณ์ มุกเก่าๆ มุกเดิมๆ จะโผล่ขึ้นมาทุกทีเลย มีใบเสร็จไหม ? มีหลักฐานการโกงก็เอามาสิ ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมลองวิเคราะห์ตามผมมานิดหนึ่ง ยุคนี้สมัยนี้ไม่ใช่เป็นการปล้นกลางแดด สมัยหนึ่งพ่อค้าเอาเงินไปให้ทหารที่ยึดอำนาจ นานมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาเอาเงินใส่ตู้เย็น แล้วยกตู้เย็นไปให้คุณนายที่หลังบ้าน ท่านนายพล ท่านจอมพล ท่านพลเอก ท่านแม่ทัพอะไรหลายคน ที่บ้าน แม่บ้านจะมีตู้เย็นเป็นสิบๆ ตู้ สมัยนั้นยังไม่มีแบงก์พันนะท่านผู้ชม แบงก์ห้าร้อยก็ไม่มี มีแต่แบงก์ร้อย เพราะฉะนั้นเงิน 1 ล้านบาท มันเยอะกว่าสมัยนี้เยอะ เงิน 1 ล้านบาท สมัยนี้มันแค่ 1 กิโลกรัม (1 กิโลกรัม = 1 ล้านบาท) แต่สมัยแบงก์ใบละร้อย 10 กิโลกรัม ถึงจะเท่ากับ 1 ล้านบาท เพราะฉะนั้นตู้เย็นตู้หนึ่งก็อาจจะใส่ได้อย่างมากก็แค่ 2 ล้านบาท เท่านั้นเอง

แต่พอมันมีวิวัฒนาการ การโกงมันเริ่มลึกซึ้งขึ้น แนบเนียนขึ้น มันก็ไม่ได้เป็นการขนเงินขนทองมาให้แล้ว และก็ไม่ได้เป็นการของานชิ้นหนึ่ง กินเปอร์เซ็นต์กัน ได้เงินส่วนต่างมา ก็ต้องหิ้วเป็นเงินสดมาให้ สมัยนี้ถ้าโกงกันสัก 300-400 ล้านบาท ค่าคอมมิชชัน จะหิ้วมาได้อย่างไร 200 ล้านบาท ก็ 200 กิโลกรัม ท่านผู้ชมลองหลับตาวาดภาพสิครับ สมัยนี้เขาใช้วิธีโอนเงินเข้าต่างประเทศ เดี๋ยวนี้เป็นที่ทำกันเป็นประจำ ท่านผู้ชมครับ พล.อ.ประยุทธ์ ครับ ด้วยความกรุณา ขอความชัดเจนกับท่านนิดหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจตรงกันนะครับ แม้กระทั่งตอนที่ท่านขายที่ดินของท่าน ที่ดินของคุณพ่อที่ให้ท่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจน ท่านเป็นคนพูดเองว่ามีการโอนเงินค่าที่ดินที่หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) ผมจำได้แม่น คนก็จะถามกลับว่า เอ๊ะ ถ้าโปร่งใส ทำไมโอนเงินที่หมู่เกาะเคย์แมน นั่นคือเกาะฟอกเงิน คำถามนี้ไม่เคยมีใครตามถาม ไม่เคยมีใครติดตาม เอาล่ะ ไม่เป็นไร คำถามก็มีต่อไป

ท่านยืนยันในความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน ผมเชื่อ แต่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคฝ่ายค้าน และหลายๆ คนที่ไม่ชอบขี้หน้าท่าน เขาก็จะถามกลับเหมือนกัน เขาบอกว่าท่านถึงไม่ยอมทำความโปร่งใส เปิดเผยทรัพย์สินที่ท่านมี ถึงแม้กฎหมายจะระบุว่าท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผย แต่ถ้าท่านจริงใจ ท่านก็เปิดเผยสิว่าท่านมีเงินเท่าไร ท่านควรจะแสดงออกด้วยความจริงใจโดยการไปยื่น ป.ป.ช. แล้วบอกว่า ถึงแม้ว่ากฎหมายไม่ได้บังคับให้ท่านเปิด เพราะว่ามีข้อกฎหมายว่าท่านไม่จำเป็นต้องเปิด แต่ท่านพร้อมจะเปิดเพื่อความโปร่งใสว่าท่านมีเงินสดเท่านี้ ท่านมีที่ดินอยู่เท่านี้ ภรรยาท่านมีเงินเท่านี้ ลูกท่านมีเงินเท่านี้ ท่านมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ผมคิดว่าประชาชนและสังคมไทยจะปรบมือให้ท่าน แต่ในขณะซึ่งท่านเองยังไม่ยอมเปิดเผยทรัพย์สินของท่าน แล้วท่านบอกว่าท่านบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนั้น ผมเชื่อว่ามีประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่น้อยเลย ที่ไม่เชื่อท่าน ผมเชื่อท่านว่าท่านไม่มีอะไรหรอก เพราะว่าท่านไม่ได้เป็นคนที่ลึกซึ้ง ท่านเป็นคนขวานผ่าซาก แต่การกระทำของท่าน ท่านต้องคำนึงให้ดีๆ ว่ามันก่อให้เกิดปัญหา

ท่านผู้ชมครับ การคดโกงสมัยนี้ ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมา ผมยังไม่เคยเห็นจับใครได้เลยแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีใบเสร็จที่จะมาเช็กบิลกันได้ แต่ท่านผู้ชมครับ ในการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาจะพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบต่างๆ ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัด ก็จะมีคำพิพากษาในลักษณะเช่นนี้ออกมาว่า "เชื่อได้ว่า" ที่เชื่อได้ว่าอย่างนี้ ก็เพราะว่ามันมีอย่างนี้ๆๆ ก็เลยทำให้เชื่อได้ว่า ..


ก็เหมือนกับกรณีหน้ากากหายเกือบ 100 ล้านอัน ในยุคที่โรคระบาดเริ่มระบาดใหม่ๆ คนไม่มีหน้ากากใช้กัน สิ่งแวดล้อมก็บอกได้ว่า คนที่รับผิดชอบนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกนี้แน่ นั่นคือพฤติกรรมของคนที่บริหารงานในหน่วยนั้น กับสิ่งที่เกิดขึ้นในหน่วยนั้น ก็เชื่อได้ว่า ... เป็นเพียงแต่ว่าสมัยนี้เขาไม่ได้เอาเงินจ่ายกัน เขาไม่ได้จ่ายกันเป็นเช็คเข้าบัญชีหรอก เขามีข้อตกลงกันได้นี่ โอนเงินเข้าบริษัทผมที่เมืองนอก จะเป็นฮ่องกง หรือที่สิงคโปร์ก็ได้ สิงคโปร์อาจจะดีกว่า เพราะกฎหมายสิงคโปร์ชัดเจนว่า ไม่สามารถจะตรวจสอบบัญชีส่วนบุคคลของใครก็ตาม กฎหมายห้าม แม้กระทั่งธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ สำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถที่จะไปเช็กกับผู้จัดการสาขาได้ว่ามีบัญชีของคนๆ นี้ พลเอกคนนี้ พลตรีคนนี้ อยู่ในธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ ไหม ทำไม่ได้

นักการเมือง ทหาร ของมาเลเซีย และของอินโดนีเซีย ล้วนแล้วแต่ฝากเงินในสิงคโปร์ ตลอดจนนักการเมือง และทหารในประเทศไทยเช่นกัน มีอยู่พักหนึ่งในสมัยที่ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ญาติพี่น้องของทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปสิงคโปร์ทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2 วัน ไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเบ้อเริ่มเลย เพราะว่าสิงคโปร์รับฝากเงินบาทด้วย

ท่านผู้ชมตามผมมา สิ่งแวดล้อมมันบอก เหมือนการสั่งยาฟาวิพิราเวียร์ครั้งล่าสุด ยอดสั่ง 14,000 ล้าน สั่งมาเพื่อให้คนที่ติดเชื้อ 8 ล้านคน ในขณะที่คนติดเชื้อในประเทศไทย สะสมมาตลอด แค่ 1 ล้านคน แสดงว่าต้องการสั่งเผื่อไว้ 8 เท่าตัวของคนติดเชื้อ สิ่งแวดล้อมก็บอกว่า ทำไมต้องสั่งเยอะขนาดนั้น ทำไมไม่สั่งแค่ 1 ล้านเม็ด 1 ล้านคน ไม่จำเป็นต้องสั่งถึงจำนวน 14,000 ล้าน สำหรับคนติดเชื้อ 8 ล้านคน


นี่คือสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมว่า การสั่งเยอะเช่นนี้ อุปมาอุปไมยเหมือนหน่วยงานราชการที่ชอบสั่งอะไหล่ สั่งมาเยอะๆ เลย สั่งมาอะไหล่นี้ใช้ได้ถึง 20 ปี ทำไมต้องสั่งเยอะ เพราะว่ายิ่งสั่งเยอะ ยิ่งได้ค่าคอมมิชชันเยอะไง นี่คือพฤติกรรมที่ส่อเจตนา ส่อให้เห็นว่ามันจะมีช่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านนายกฯ ครับ ตรงนี้ต่างหาก ท่านดูบ้างหรือเปล่าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกัน แม้กระทั่งยาที่สั่งไปตั้ง 14,000 ล้าน ท่านเคยคิดไหมว่าคนเขาจะตั้งข้อสงสัยกันว่าทำไมท่านสั่งเยอะขนาดนั้น นี่คือคำถามที่ต้องมีคำตอบ

อ๋อ แน่นอน ถ้าท่านใช้มุกเดิม มีหลักฐานก็เอามาดูสิ ถ้าคนมันจะคอร์รัปชัน ใครมันจะเซ็นเช็คให้ท่านล่ะ ใครจะไปมีใบเสร็จให้ท่านล่ะ มันก็ตกลงกันได้นี่ หน้ากากเอย ยาเอย ชุดตรวจ ATK เอย มันได้ทั้งนั้น แล้วเดี๋ยวนี้ท่านก็ต้องรู้ว่าวิธีการคอร์รัปชัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็มีหลายวิธี โครงการบางโครงการ คนที่จะได้รับค่าคอมมิชชันก็คือผู้มีอำนาจ ก็จะตั้งบริษัทขึ้นมาบริษัทหนึ่ง เรียกว่าเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการ มีสัญญาว่า ถ้าหากโครงการนี้สำเร็จแล้ว คนที่ได้รับโครงการสัมปทานไปก็จะจ่ายเป็นค่าที่ปรึกษาให้กับบริษัทที่ปรึกษา นั่นคือคอมมิชชันนั่นเอง นั่นคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง แล้วบริษัทนี้อยู่ที่ไหนล่ะ ? ไม่ได้อยู่เมืองไทย มันก็ไปตั้งบริษัทนอมินีอยู่ที่สิงคโปร์ หรือฮ่องกง แล้วบริษัทนี้ก็ทำสัญญากับเจ้าของโครงการ เมื่อได้สัมปทานเรียบร้อยแล้ว เจ้าของโครงการก็เอาเงินจากบริษัทจ่ายให้กับบริษัทที่ปรึกษาในสิงคโปร์ หรือในฮ่องกง ตามสัญญาที่มีอยู่ คือค่าที่ปรึกษา ก็เข้ากระเป๋าคนที่มีอำนาจในการอนุมัติโครงการ

ท่านนายกฯ ครับ ท่านตื่นเสียทีเถอะครับ ท่านอย่าใช้มุกนี้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านทำอะไร ท่านบอกว่าท่านโปร่งใส ซื่อสัตย์ ผมไม่คิดว่าท่านโปร่งใสในเรื่องบางเรื่อง อย่างเช่นหน้ากาก ตอนนั้นท่านก็ขึงขัง ท่านจะเอาจริงเอาจัง แต่ปรากฏว่าไม่มีหมาสักตัวหนึ่ง แล้วหน้ากากมันหายไปไหน ประมาณ 100 ล้านชิ้น ทั้งๆ ที่บอกมาแล้วว่ามีของอยู่ แต่ไปเช็กอีกทีของไม่มีแล้ว นี่คือการเช็กบิลที่ชัดเจน สั่งยา 14,000 ล้าน เพื่อคนติดเชื้อ 8 ล้านคน ท่านสั่งได้อย่างไร


ผมพูดตลอดเวลา ท่านนายกฯ จำได้ไหม ทำไมกระทรวงสาธารณสุขถึงไม่ใช้ ฟทจ. ? ไม่สนับสนุน ฟทจ. ก็เพราะว่า ฟทจ. มันเป็นยาชาวบ้านที่ทำได้จากต้น ฟทจ. ไม่มีค่าคอมมิชชัน แต่ยาฟาบ้าฟาบอนี่ ท่านนายกฯ ครับ โดยตรรกะ ผมพูดไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ยา คือบริษัทญี่ปุ่น อย. ญี่ปุ่นยังไม่ให้ใช้เลย เพราะว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่เมืองไทยเสือกใช้ (ขอประทานโทษที่ใช้คำว่าเสือก) ภาษาวัยรุ่นเขาบอกว่าเรื่องนี้มันเป็น "เรื่องมังคุด" (มังคุด ภาษาอังกฤษคือ แมงโกสตีน - mangosteen) เพราะฉะนั้นแล้วท่านนายกฯ อย่าเอามุกเรื่องนี้มาใช้อีกต่อไป

ท่านเชื่อผมสิ คนที่เขารู้ว่าพรรคพวกของท่านมีใครบ้าง บางทีท่านก็หลับตาข้างหนึ่ง ท่านไม่สนใจ แต่ผมเชื่อว่าตัวท่านไม่มีอะไร แต่การกระทำของท่าน การแสดงออกของท่าน การตัดสินใจของท่าน มันทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีเรื่องแบบนี้ขึ้นมา

หลายๆ กรณีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดของคนทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไม่ได้เป็นเพราะมีหลักฐาน แต่ว่ามีสิ่งแวดล้อมประกอบ เชื่อได้ว่า ... เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านนายกฯ ครับ ตรงนี้ท่านพลาด

ท่านบอกว่า "มาว่าผมทุจริตโน่นทุจริตนี่ ไปตรวจสอบมาแล้วกัน พูดเอาสนุก เอามัน ตรงนี้ผมคิดว่าประชาชนเข้าใจมากขึ้น" ก็ใช่ไง กรณีหน้ากาก กรณียา 14,000 ล้านบาท ที่ซื้อ ไม่เคยมีคำชี้แจงเลยว่าทำไมต้องซื้อ ไม่เคยมีคำชี้แจงเลยว่าในเมื่อประเทศผู้ผลิตยานี้ อย. เขาไม่ให้ใช้ ทำไมเมืองไทยเอามาใช้ ไม่มี งุบงิบกัน ท่านนายกฯ ครับ การงุบงิบกันเช่นนี้ก็คือสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าปรากฏในการไต่สวนในศาล คำพิพากษาก็จะออกมาได้ว่า "เชื่อได้ว่า ..." ผมขอประทานโทษที่ต้องพูดแบบนี้

อีกประการหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ ท่านนายกฯ ครับ ท่านบอกว่าในประวัติศาสตร์ไทยไม่มีนายกฯ คนไหนช่วยประชาชนได้ขนาดนี้ สาธุ! ท่านหลงตัวเองมากจริงๆ นายกฯ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคุณบรรหาร ศิลปอาชา หรือทักษิณ ชินวัตร แม้กระทั่งคนอย่างทักษิณ ทักษิณ ได้สร้างคุณูปการออกมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมไม่ชอบเขา ผมยังต้องยอมรับ "30 บาท รักษาทุกโรค" นั่นคือฝีมือของพวกเขา ถึงจะจากหมอสงวน แต่ถ้าทักษิณ ไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีวันเกิด 30 บาท รักษาทุกโรค ทุกวันนี้ ถ้าถามย้อนกลับว่าเป็นคุณูปการของทักษิณ หรือเปล่า ? ก็เป็นเช่นกัน ท่านนายกฯ ท่านอย่าหลงคิดว่าท่านเก่งอยู่คนเดียว ท่านไม่ได้เก่งหรอกท่านนายกฯ ถ้าพูดตรงๆ ท่านจำได้ไหมสมัยหนึ่งที่เศรษฐกิจเมืองไทยดี อย่างโน้นอย่างนี้


ท่านผู้ชมครับ คนที่ทำให้มันดีก็คือทีมของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อุตตม สาวนายน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ คนพวกนี้เป็นคนซึ่งทำงานให้ท่านนายกฯ เพียงแต่ว่าเขาไม่เอาตัวเขามารับรางวัล เขาโยนความดีให้กับท่านนายกฯ ท่านนายกฯ ไม่ได้รู้เรื่องเศรษฐกิจหรอกครับ ท่านนายกฯ รู้เรื่องระบบราชการ ผมเห็นใจท่านที่ท่านโดนพวกพรรคฝ่ายค้านเล่นงานในสภา ผมก็อดเห็นใจไม่ได้ บางครั้งผมยังเสียดายและเสียใจที่เขาพูดจาแรงไป แต่ท่านเองไม่ได้ด้อยกว่าฝ่ายค้านนะครับ ในเรื่องการหลงตัวเองและข่มคนอื่นเขา ว่าท่านเก่งอยู่คนเดียว

นี่คือการวิพากษ์วิจารณ์ที่ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ท่านมาก่อนหน้าที่ท่านจะมาตอบคำถามในสภาฯ และคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ก็ไม่ผิด ท่านยังคงรักษาระดับการหลงตัวเองและการข่มคนอื่นอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว

คำถามผมมีกับพรรคพลังประชารัฐ ดังนี้ ให้กับ พล.อ.ประวิตร ด้วย ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมถามว่า วันข้างหน้าเวลามีการยุบสภาฯ ปีหน้า และเลือกตั้งใหม่ เมื่อถึงเวลาแล้ว พวกคุณยังจะชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ต่อหรือเปล่า ? ผมจะทำนายไว้นะ ถ้าคุณยังชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะได้เสียงข้างมากอันดับ 1 จะมีน้อยลงมาก


ท่านนายกฯ ครับ ถึงแม้ว่าท่านจะมีแฟนเยอะ แต่ช่วงหลังนี่คนเกลียดท่านก็เยอะเช่นกัน เผลอๆ เยอะมากกว่าคนที่รักท่านเสียด้วยซ้ำ ผมไม่มีอะไรจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ผมเป็นเพียงแต่พูด ชี้ให้เห็น และอธิบายข้อบกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายๆ เรื่องที่ผมพูดไป

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ศบค. ได้มีการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ ท่านผู้ชมคงพอจะรับทราบแล้ว เช่น เปิดให้ทานอาหารกันได้ มีที่นั่ง ถ้าอยู่นอกสถานที่ก็นั่งได้ 75 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ อยู่ในสถานที่ที่มีห้องแอร์ นั่งได้ 50 เปอร์เซ็นต์ มีบอกเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้าไปทำผม จะทำได้ มีนัดหมายก่อนเท่านั้นเท่านี้ แต่มันมีหลายประการที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ศบค. เหมือนกับคนที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างจริงๆ ออกมาตรการใดๆ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิบัติตาม หรือถ้าปฏิบัติตามก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องร้านอาหาร ร้านอาหารให้นั่งทานได้ไม่เกินสองทุ่ม ก็สรุปแล้ว ร้านอาหารนั้นไม่สามารถที่จะบริการอาหารเย็นได้ ใครจะเข้าไปทานอาหารเย็น สองทุ่มต้องกลับแล้ว


เพราะฉะนั้นแล้ว เจ้าของร้านอาหารก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้นทุนเขาก็สูงมาก คือสรุปง่ายๆ ว่า ถึงจะนั่งได้ถึงสองทุ่ม แต่อาาหารเย็นเขาก็ขายไม่ได้แน่นอน เขาก็เลยขายได้เฉพาะตอนเที่ยง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีการผ่อนคลาย คลายล็อก อนุญาตให้มีการเดินทางได้แล้ว ข้ามจังหวัดได้ สายการบินก็เริ่มที่จะบินไปตามที่ต่างๆ ได้

ท่านผู้ชมครับ แม้ว่ารัฐบาล กับ ศบค. จะประกาศคลายล็อกให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการได้ต่อไปในวันที่ 1 กันยายน แต่ก็ยังมีอยู่มากที่ยังไม่ไว้ใจและหวาดระแวง หลายร้านไม่กล้าเรียกคนที่ทำงานในร้านกลับมาทำการเปิดอย่างปกติ ผมเคยพูดมาแล้ว ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้มันอยู่ในภาวการณ์ที่อันตรายมาก คือประชาชนเขาไม่ไว้ใจรัฐบาล และ ศบค. เลย ซึ่งผมไม่สนใจล่ะว่าท่านนายกฯ จะพูดอย่างไรในการอภิปรายฯ แต่ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ เขาไม่ไว้ใจท่านนายกฯ อันนี้จะถือว่าเป็นการสะท้อนภาพของการบริหารงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความไว้วางใจกับประชาชนได้หรือไม่

เขากลัวว่ามันจะเหมือนตอนช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ออกมาคลายล็อกให้ประชาชนสามารถนั่งทานอาหารในร้านได้ ปูทางให้ในวันที่ 16 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์ว่าจะต้องเปิดประเทศภายใน 120 วัน ท่านผู้ชมครับ หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน กลางดึกวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน ก็มีคำสั่งที่้เขาเรียกกันว่า "คำสั่งลักหลับ" ล็อกดาวน์ ตั้งแต่ 28 มิถุนายน จนกระทั่งยาวกว่า 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ที่สำคัญ นับจากนี้ไปรัฐบาล และ ศบค. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รายได้ หนี้สิน และปัญหาปากท้องประชาชนอย่างไร

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ ในประเด็นนี้ มีผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจหลายท่านออกมาให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ คนแรกที่ผมจะเอาข้อคิดของเขามาพูด คือ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ


ท่านได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสื่อ รวมทั้งช่อง NEWS1 ด้วย มีประเด็นหนึ่ง ดร.ศุภวุฒิ ให้สัมภาษณ์ได้สักพักหนึ่งแล้ว ประมาณเดือนตุลาคม ปี 2563 แต่เผอิญมีประเด็นน่าสนใจและประเด็นในเรื่องการปรับโครงสร้างนี้ภายหลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาดนี้ซาลง

ดร.ศุภวุฒิ พูดอย่างนี้ครับท่านผู้ชม เขาบอกว่า "สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นเรื่องที่อันตราย ก็คือ ธนาคารจะถูกมอบหมายโดยปริยายให้เป็นคนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้โดยไม่รู้ตัว" ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำพูดของ ดร.ศุภวุฒิ ผมอยากให้ท่านผู้ชมตั้งใจฟังนิดหนึ่ง

ดร.ศุภวุฒิ พูดว่า เขารวบอำนาจศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เข้ามาอยู่ใน ศบค. แล้วนายกฯ ก็บอกว่า เฮ้ย มันดีนี่ ศบค. รวบอำนาจ มันดีก็เลยรวบอำนาจ ศบศ. มาด้วยไง ศบศ. ก็คือ ศบค. ด้านเศรษฐกิจ คือ ศบค. ตอนนี้มี 2 ด้าน สาธารณสุข และเศรษฐกิจ เหตุผลที่มีเศรษฐกิจเพราะนายกฯ ให้รวบอำนาจ ศบศ. เข้ามา ทีนี้ใครจะเป็นหัวหน้า ศบศ. ล่ะ ? ทุกอย่างที่ ดร.ศุภวุฒิ เห็น มันชี้ไปสู่การซึมหมด ท่านผู้ชมครับ ดร.ศุภวุฒิ พูดอย่างนี้ "ประเทศไทยนี่เป็นประเทศพิเศษ ทำตัวเหมือนกับอยากจะอยู่โดยปลอดโควิด คนอื่นเขาอยู่กับโควิดนะครับ นักระบาดวิทยาที่คนเขาให้ความเชื่อถือมากที่สุดเขาบอก เฮ้ย อเมริกาบอกขอติดวันละหมื่น แฮปปี้ ถ้าเป็นประเทศไทย ติดวันละ 2 พัน แฮปปี้นะ อย่าว่าแต่ติด 2 พันเลย ลองมันติด 10 คนเท่านั้นล่ะ โวยวายกันทั้งประเทศ แล้วแนวคิดของเราตอนนี้คือจะอยู่อย่างปลอดโควิดได้ แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจจะสูงมาก"

ดร.ศุภวุฒิ พูดต่อว่า "ทุกอย่างที่ผมพูดเมื่อกี้นี้ 5 sector นั้น พอดีมันตัวเลขที่มาฟ้อง ก็คือตัวเลขคนที่ขอผ่อนปรนหนี้ 7.2 ล้านล้าน แต่ทีนี้ทุกอย่างที่ผมพูด มันมากองอยู่ตรงนี้ เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศ Bank Based ก็คือพึ่งแบงก์เป็นหลัก 7.2 ล้านล้านนี่ คิดเร็วๆ เกินกว่า 1 ใน 3 ของการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบ ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร แล้วก็ทำเปาะแปะๆ อย่างที่เราว่านี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลัง 150 วันอันตราย คือ ธนาคารจะถูกมอบหมายโดยปริยายให้เป็นคนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ โดยไม่รู้ตัว"

ท่านผู้ชมครับ ดร.ศุภวุฒิ พูดต่อ "ถ้าหนี้มันใหญ่เสียจนเกินกว่า 1 ใน 3 แล้วหนี้พวกนี้เป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างหนี้ ก็คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จริงหรือเปล่า ? ปัญหาคือแบงก์ต่างคนต่างปรับโครงสร้างหนี้ของตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้ถือหุ้นตัวเอง พนักงานตัวเอง ผู้ฝากเงินตัวเอง ใช่หรืเปล่า และลูกหนี้ที่ดีของตัวเอง จริงไหม ? นั่นคือผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ของพวกเรา แต่ปัญหาคือ 4 กลุ่มนี้ (ผู้ถือหุ้น ธนาคาร พนักงาน ผู้ฝากเงิน) กับผลประโยชน์แห่งชาติ มันไม่เหมือนกัน ในความเห็นของผม


คุณกำลังปล่อยให้แบงก์พาณิชย์เป็นคนปรับโครงสร้างประเทศ แล้วแบงก์พาณิชย์ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองได้รับหน้าที่อันนี้ไปแล้ว แล้วแบงก์ชาติก็พูดคร่าวๆ ว่า เฮ้ย ไปช่วยดูแลลูกหนี้เขาเถอะ ไปช่วยลดหนี้ ลดดอกเบี้ยให้เขาหน่อย ยืดๆ นั่น ยืดๆ นี่ไปเถอะ แต่มันไม่ใช่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่โลกหลังโควิดนี่ครับ"

ดร.ศุภวุฒิ พูดต่อว่า "พวกเราจะกลายเป็นว่าอยู่ภายใต้การชี้นำของแบงก์ว่าเศรษฐกิจจะออกมาเป็นมังกุเป็นมังกร อะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีทางอื่น มันต้องไปทางนี้ครับ"

ทีนี้ผลกระทบต่อมนุษย์เงินเดือน คนที่ยังมีงานทำอยู่ จะมีอะไรบ้าง ? แล้วคนหาเช้ากินค่ำล่ะ จะโดนอะไรบ้าง ? ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า "ผมคิดว่า 4 ล้าน 5 ล้านคน ตกงานน่ะ เป็นไปได้ ซึ่งพอคนอื่นเห็นว่าคนตกงาน ก็จะมีผลอย่างที่คุณว่า ก็คือคนก็จะเริ่มตกใจว่า เออ เฮ้ย ผมก็ตกงานได้ เมื่อผมจะตกงานได้ ผมจะต้องเก็บเงินฝาก เดิมทีผมมีเงินเท่าไร เงินเดือนผม 2 หมื่น ผมก็ใช้ 2 หมื่น เพราะผมมั่นใจว่าผมไม่ตกงาน คราวนี้พอผมรู้ว่า เฮ้ย เพื่อนผมตกงาน ผมจะต้องพยายามเก็บเงินไว้ 6 หมื่น ระหว่างที่ผมพยายามเก็บเงิน 6 หมื่น ผมใช้เงินน้อยลงไงครับ ถึงแม้ผมจะไม่ตกงานนะ หรืออีกด้านหนึ่งก็คือ เป็นคนที่เฉียบแหลมมาก แล้วคิดเลยว่า เฮ้ย ในโลกหลังโควิด reinvent ตัวเองอย่างไร ทำอาชีพใหม่อย่างไร สร้างธุรกิจใหม่อย่างไร ซึ่งมันยาก สถานการณ์อันนี้เป็นสถานการณ์ที่คนรวยเขาสบายที่สุดเมื่อเทียบกัน เขาไม่มี pressure เลย แล้วตรงกันข้าม เขากลัวโควิด เพราะส่วนใหญ่เขาจะแก่ แล้วคนแก่คือ Thymus Gland มันฝ่อไปแล้ว ฉะนั้นคนแก่จะบอก ปิดประเทศต่อไป ผมไม่ลำบาก"

ท่านผู้ชมครับ ดร.ศุภวุฒิ พูดต่อ ปลดล็อกการท่องเที่ยวอย่างไรดี ? ดร.ศุภวุฒิ พูดว่า "mindset (วิธีคิด) มันต้องเปลี่ยน ว่าเราต้องอยู่กับโควิด ผมก็เข้าใจว่าคนกลัวก็กลัวจริงๆ เพราะว่ารัฐบาลขู่คุณทุกวัน คุณก็กลัว แนวคิดของผมคืออย่างนี้ คุณต้องสร้างระบบซึ่งใช้การเจรจากับประเทศที่สอง ที่สาม ที่คุณจะทำ agreement ด้วย คือยกตัวอย่าง คุณมีผู้ช่วยทูตสาธารณสุขไปอยู่ที่ปักกิ่ง บอกว่า คนจีนคนไหนอยากจะมาประเทศไทย คุณกักตัวหรือใช้ระบบ certify คุณที่โน่น หรือมีระบบให้ชัวร์ว่า COVID Free คือเทสต์ก่อนเลยนะ วันที่ 14 วันที่ 7 เทสต์ อีกทีก็ได้ สมมุตินะครับ แล้วก็วันก่อนขึ้นเครื่องบินที่ปักกิ่ง เทสต์อีกทีก็ได้ ถ้า positive หมายถึงมาเมืองไทยไม่ต้องกักเลย ระหว่างทางเกิดติดโควิดขึ้นมา ไม่โทษกัน เรามี insurance ให้อยู่แล้ว ทั้่งไทย ถ้าติดที่ไทย ติดที่จีน เราดูแลกันเองหมดเลย ในกระบวนการตรงนี้ทั้งหมด แล้วการท่องเที่ยวมันจะเดินได้ ย้ำนะครับ ไม่ต้องมาออกข่าวใหญ่ ใครอยากรู้เข้าเว็บไซต์ มีให้ เป็นกระบวนการที่ทั้งสองรัฐบาลทำร่วมกัน ทำกับสิงคโปร์ ทำกับไต้หวัน ทำกับทุกคน ดีไม่ดีทำเป็นทั้ง region เลย อาเซียนทำแบบนี้เลย แล้วคุณก็จะมีกระบวนการ"

ท่านผู้ชมครับ นี่คือความเห็นของ ดร.ศุภวุฒิ ในเรื่องนี้ แต่ความเห็นของผมในเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตอนนี้เราไปหวังว่าจะมีการท่องเที่ยวกลับคืนมา ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เป็นตัวอย่างที่ดี


ปรากฏว่าปริมาณคนที่มา น้อยยิ่งกว่าน้อย แทบจะไม่มีผลเลย แล้วมันจะได้ประโยชน์กับเจ้าใหญ่ๆ อย่างเช่น โรงแรมใหญ่ๆ ผู้ประกอบการที่มีโรงแรมเล็กๆ มีเกสต์เฮาส์ มีร้านอาหารนอกโรงแรม ไม่ได้รับอานิสงส์จากตรงนี้เลย

เรื่องที่สอง ท่านผู้ชมครับ วันนี้พวกเรายังเพ้อฝันอยู่ และเพ้อเจ้อ ว่าเราจะมีนักท่องเที่ยวจีนกลับมา เหมือนเดิม บางคนเพ้อเจ้อขนาดหนัก บอกว่าเหมือนเดิม เอาล่ะ ไม่ต้องเหมือนเดิม เอาแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ ก็พอ จากนักท่องเที่ยวจีนที่เคยเข้ามาเกือบ 20 ล้านคน เอาเข้ามาสัก 7-8 ล้านคน ท่านผู้ชมครับ นี่คือความฝัน มันไม่มีวันเป็นจริงได้ เพราะเท่าที่ผมเช็กข่าวมาตลอดเวลา จีนเขาปิดพรมแดนของเขาเรียบร้อยหมดแล้ว แม้กระทั่งทุกวันนี้เนื่องจากว่าสายพันธุ์เดลตาก็ระบาดในจีน


จีนตอนนี้กำหนดไม่ให้เดินทางทางเครื่องบิน อุตสาหกรรมการบินในประเทศของจีนกำลังลำบาก ไตรมาสแรกที่ผ่านมา สายการบินใหญ่ๆ 3 สายการบิน เช่น เซาเทิร์นแอร์ไลน์ อีสเทิร์นแอร์ไลน์ และแอร์ไชน่า ขาดทุนไปแล้ว 2.2 หมื่นล้านหยวน ก็ประมาณแสนกว่าล้านบาท ไตรมาสที่ 2 ยังจะต้องขาดทุนอีกมาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่เขาจะเปิดประเทศให้คนจีนออกไปเที่ยวเมืองนอก และกลับมาอีกทีน่ะ ยาก เพราะถ้าเขายังปิดประเทศของเขาอยู่ภายใน เขาไม่ให้คนเที่ยวมากถึงขนาดนี้ เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาตัวนี้ โอกาสที่คนจีนจะออกมานอกประเทศจะไม่มี ไม่มีเลยครับ ยากเย็นมากๆ เลย

ผมพยายามเตือนคนในวงการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ หรือจะเป็นภูเก็ต ที่ผมรู้จัก ผมบอก เฮ้ย ช่วงนี้ลำบาก ทุกคนลำบาก แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำ คือเพ้อฝัน กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ว่าจากนี้ไป จนถึงปีหน้า หรืออาจจะพ้นกลางปีหน้า นักท่องเที่ยวจะไม่มา ถ้ามาก็มาแบบกะปริบกะปรอย จากนักท่องเที่ยวที่มาเป็นสิบๆ ล้านคน หรือภูเก็ต ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเป็นล้านๆ คน วันนี้เข้ามาไม่กี่พันคน และเผลอๆ จะมีแต่นับวันที่จะลดน้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราเลิกเพ้อฝันกันได้แล้ว ขออย่างเดียว ทำอย่างไรที่จะให้เราพ้นในการถูกล็อกดาวน์ แล้วเราต้องอยู่กับโรคนี้ให้ได้

ท่านผู้ชมครับ สิงคโปร์ กับอังกฤษ มี 2 แนวทาง ไม่เหมือนกัน อังกฤษบอกว่า เฮ้ย เราต้องยอมรับว่าโรคนี้มันมีจริง เพราะฉะนั้นอังกฤษไม่คุมเลย แต่อังกฤษพยายามจะเร่งฉีดวัคซีน ที่ฉีดวัคซีน ก็เพื่อที่จะให้คนที่ติดเชื้อ ถึงแม้ว่าฉีดแล้วติดเชื้อ จะไม่มีอาการรุนแรง ท่านผู้ชมครับ ทุกวันนี้ยอดติดเชื้อของเราตามที่ ศบค. เสนอ ต่ำลงมาแล้ว แต่ท่านผู้ชมรู้ไหมว่ามีอะไรที่น่าเป็นห่วงมาก ? ยอดคนตายยังไม่ลด ยังสูงขึ้นอยู่เหมือนเดิม มันมีอะไรผิดปกติแล้ว ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ แล้วยอดคนติดเชื้อที่น้อยลง หลายคนก็บอกว่าคนเริ่มมีตัว Test คนที่เข้าไปทดสอบตรวจว่าติดโรคระบาดหรือไม่ เขาบอกว่าปริมาณน้อยลง ที่ปริมาณน้อยลงเพราะว่า หนึ่ง คนเริ่มจะซื้อชุด Antigen Test มาตรวจเอง


นั่นข้อแรก ทำให้เขารู้ว่าเขาไม่ติด เขาก็เลยไม่ต้องไปตรวจ ข้อที่สอง เมื่อเขาตรวจแล้ว เขาติด ที่ผมรู้แน่ๆ เขากิน ฟทจ. กัน เพราะว่าตอนนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้ยาอะไรมาโฆษณาชวนเชื่อ ยาที่มีลิขสิทธิ์ญี่ปุ่น ฟาอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่พูดชื่อเต็มดีกว่า เดี๋ยวจะโดนบล็อกอีก ยาพวกนี้ไม่ได้ช่วยเขาเลย แต่ ฟทจ. ช่วยเขา

ท่านผู้ชมครับ ยอดคนที่ขอ ฟทจ. มากับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มีแต่เพิ่มขึ้น ท่านผู้ชมเคยเจอที่ไหนไหม แจก ฟทจ. ไปแล้ว 2 แสนขวด มีที่เราที่เดียว แล้วทุกคน เกือบ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ พูดออกมาชัดเจนว่า พอใช้ ฟทจ. แล้วหาย ก็แสดงว่าคนที่ทดสอบด้วยตัวเองว่าเขาติด เขาก็กิน ฟทจ. ทันทีเลย 5 วัน 8 วัน เขาหายขาด นี่คือเหตุผลว่าทำไมยอดคนติดเชื้อลดน้อยลง ที่ลดน้อยลงไม่ใช่เพราะยาฟาบ้านั่น ยาฟาบ้านั่น วันหลังพอผมทำแอปฯ ใหม่แล้ว ผมจะอธิบายให้ฟังว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง


เราพลาดไปอย่างมหาศาล และเรื่องนี้ ท่านผู้ชมครับ ผมจะไม่ละทิ้งเรื่องนี้ เพราะว่านี่คือขบวนการพฤติกรรมการสั่งยาฟาฯ เข้ามา คือพฤติกรรมส่อให้เห็นว่าจะมีการฉ้อฉลและฉ้อราษฎร์บังหลวงจากการสั่งยามากจนเกินความจำเป็น

นี่คือความเห็นของ ดร.ศุภวุฒิ ซึ่ง ดร.ศุภวุฒิ ท่านพูดชัดเจน ดร.ศุภวุฒิ ถามว่า วันนี้รัฐบาลโยนไปให้สภาพัฒน์มาบอกว่าคุณจะพาประเทศไทยไปทางไหน คุณจะเอาประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนในโลกใหม่ ดร.ศุภวุฒิ ถามรัฐบาลว่า คุณบอกว่าคุณมียุทธศาสตร์ 20 ปี ยุทธศาสตร์ 20 ปี ท่านผู้ชมครับ ท่านนายกฯ ครับ ใช้ไม่ได้เลย เพราะยุทธศาสตร์ 20 ปี ของคุณบอกว่าสัดส่วนของการท่องเที่ยวต่อจีดีพีจะขึ้นจาก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ และ 30 เปอร์เซ็นต์ ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า แต่ตอนนี้มันเหลือแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ถึงดี เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ 20 ปี ของคุณ มันเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว


เห็นหรือยังครับ พวกที่ร่างยุทธศาสตร์ 20 ปี มันไม่ใช่แค่เพ้อเจ้ออย่างเดียว มันบ้า มีอะไรที่ไหนที่มันสามารถจะเก็งวางแผนได้ตั้ง 20 ปี คนที่เริ่มคิดเรื่องนี้ สติมันไม่สมบูรณ์ ท่านผู้ชมเชื่อผมสิ รัฐบาลก็สติไม่สมบูรณ์ คิดยุทธศาสตร์ 20 ปี ก็นี่ไงล่ะ 20 ปีที่คุณบอกว่าการท่องเที่ยวจะเพิ่ม 25 เปอร์เซ็นต์ และ 30 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้มีเหลืออยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับยุทธศาสตร์ 20 ปี คุณบอกผมมาซิ เพราะฉะนั้นแล้ว แผน 20 ปี ดร.ศุภวุฒิ ท่านบอกเหมือนที่ผมคิดเลย ฉีกมันทิ้งไปเลย ยังไม่เห็นทำใหม่เลย

ทีนี้คำถามมีอยู่ว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับไปเหมือนยุคก่อนโรคระบาดเมื่อไร ? ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ถ้ายังฟื้นตัวในลักษณะนี้ เศรษฐกิจน่าจะกลับไปอยู่ในระดับเดิมเมื่อปี 2562 อย่างเร็วที่สุด คือปี 2023 หรือปี 2566 อีกสองปี โดยในระยะเวลาดังกล่าวที่จะกลับไป เราต้องอยู่กับโรคระบาดนี้ให้ได้ ท่านผู้ชมครับ นี่คือความเห็นของ ดร.ศุภวุฒิ

อีกคนหนึ่งที่จะเอาความเห็นมาอธิบายให้ฟัง คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมากล่าวถึงการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจเช่นกัน


คุณกรณ์ บอกว่า ปัญหาใหญ่คือ ความพยายามในการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่ปัญหาอยู่ที่ระบบราชการ คุณกรณ์ บอกว่า เงิน 1 ล้านล้าน ก้อนใหม่ ยังไม่ต้องกู้ คุณเหลืออยู่ 5 แสนล้าน มีอยู่ ใช้ให้ได้ดีเสียก่อน แบงก์ชาติบอกว่าจะกู้ให้อีก 1 ล้านล้าน คุณกรณ์ บอกว่า การที่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติบอกว่า 1 ล้านล้าน กู้ได้ เป็นสัญญาณให้รัฐบาลว่าถ้าจำเป็นต้องกู้ก็เป็นความเสี่ยงที่รับได้ เหลืออยู่ว่าคุณจะกู้ตอนไหน กู้แล้วเอาไปทำอะไร คุณกรณ์ บอกว่า เท่าที่ดูสถานการณ์ปัจจุบัน ความจำเป็นยังไม่มี เพราะว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ คือ 1 แสนล้าน อีก 4 แสนล้านบาท ก็ควรมีแผนงานการประเมินผลการใช้เงินส่วนนี้ แล้วพิจารณาว่าต้องกู้หรือเปล่า

อีก 4 แสนล้านบาท ยังไม่ได้ใช้ ทุกอย่าง ส่วนใหญ่ไปติดอยู่ที่สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สภาพัฒน์เป็นคนกำหนด ท่านผู้ชมครับ ถ้าประเทศนี้มันเจ๊ง ผมกล้าฟันธงไปได้เลย ให้ฟันธงไปได้เลยว่าสภาพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศไทยเจ๊ง เพราะการทำงานระบบราชการ อืด ต่างคนต่างทำ ไปไม่รอดแน่ๆ ถ้ายังใช้ระบบราชการเป็นหัวจักรขบวนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

ท่านผู้ชมครับ คุณกรณ์ บอกว่า ถ้าเบิกจ่าย พ.ร.ก.ที่สอง คือ 5 แสนล้าน ครบถ้วนแล้ว จะดันหนี้สาธารณะเทียบจีดีพี ขึ้นไปเกือบๆ ชนเพดาน คือ 58 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับการกู้ยืมเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 65 ที่สภาฯ เพิ่งอนุมัติไป เทำให้หนี้สาธาระทะลุเพดานร้อยละ 60 อย่างแน่นอนที่สุด คุณกรณ์ ได้พูดว่า ที่สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการเบิกจ่าย คุณกรณ์ พูดว่า ในส่วนของเงิน 5 แสนล้าน ที่กู้เพิ่มรอบใหม่ ตอนนี้ใช้ไปแค่ 1 แสนล้าน อีก 4 แสนล้าน มีคำถามอยู่ว่า เงินจำนวนนี้จะเบิกจ่ายให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจเมื่อไร ? และหลังจากใช้เงินนั้นไปแล้ว จังหวะที่เศรษฐกิจของเราจะกลับมาเป็นปกติแล้วหรือยัง คุณกรณ์ บอกว่า เมื่อดูประสิทธิภาพในการใช้เงินกู้ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า เงินใดก็ตามที่ผันตรงให้ประชาชน จะเป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่โครงการไหนที่ต้องพึ่งระบบราชการ เราจะเห็นว่าประสิทธิภาพลดลงไปมาก รัฐบาลจำเป็นต้องมีการขันน็อตเพื่อปรับระบบการทำงานของระบบราชการอย่างหนักในภาวะวิกฤต


ทางออก คุณกรณ์ บอกว่า ต้องขันน็อตระบบราชการและใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ ก็คือ เงินในกระเป๋าประเทศไทยเราไม่ขาด แต่ใช้ให้เป็น ตรงเป้า และเข้าถึงคนที่เดือดร้อนมากที่สุด

ท่านผู้ชมครับ สำหรับผมแล้ว ความเห็นของผม ผมเอาความเห็นของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ และคุณกรณ์ จาติกวณิช ออกมาให้ฟังแล้ว ความเห็นของผม ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะเพิ่มขึ้นเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม เพราะหลายๆ ประเทศในโลกนี้ สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี หลายประเทศเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่านั้นคือ เงินที่คุณกู้ออกมา เอาไปใช้อะไร เบิกจ่ายหรือยัง นี่คือสำคัญที่สุด ติดปัญหาตรงไหน ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ไม่ใช่ทำอนุมัติเงินกู้มา 5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาด บรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่พอกระทรวงสาธารณสุขจะใช้งบไปสร้างห้องความดันลบเพื่อดูแลผู้ป่วย สภาพัฒน์กระโดดเข้ามาขวาง บอกว่าสร้างทำไม ฝนยังไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม แต่พอฝนตกมาจริงๆ โรคระบาดมาจริงๆ คนก็ตายเป็นเบือ แต่พอมีการขอซื้อยาฟาฯ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคระบาด ที่อ้างว่าใช้จำนวนมากถึง 420 ล้านเม็ด ใช้งบประมาณถึง 14,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ กลับระดมซื้อเข้ามาตุนเอาไว้ เพียงเพราะว่าการซื้อยาฟาฯ บ้านี้ มันมีค่าคอมมิชชันและมีเงินทอน

ตัวอย่างไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะท่านผู้ชม ยังครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รถเมล์ รถไฟรางคู่ รวมทั้งสาธารณูปโภคที่ผมล้วนแล้วแต่เคยพูดในรายการนี้ไปแล้วว่า มันติดอยู่ที่สภาพัฒน์ เพราะสภาพัฒน์ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง ฉุดดึง ฉุดรั้งเรื่องต่างๆ เอาไว้ ขัดขาคนโน้น เตะขาคนนี้


แล้วท่านนายกฯ ไม่พอใจพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่ดูแลคมนาคม ก็คงจะแอบกระซิบให้สภาพัฒน์ดึงเรื่องไว้นานๆ อย่าให้มันผ่านง่ายๆ แต่ผลมันเสียกับประเทศโดยส่วนรวม หน้าที่ตัวเองต้องรับผิดชอบกลับไม่ทำ เช่นว่า เร่งกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วขึ้น เงินค้างท่ออยู่ 4 แสนล้าน อย่างที่คุณกรณ์ จาติกวณิช พูด แก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ให้เอสเอ็มอี ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาพัฒน์เป็นตัววางแผน มาสเตอร์แพลนทางเศรษฐกิจ กลับทำตัวเป็นคนบ้าใบ้ยืนนิ่งอยู่ ไม่เสนอความเห็นว่าจะต้องช่วยเหลือธุรกิจ ผู้ประกอบการอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจรายเล็กรายน้อยใดๆ ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเอกชนต่างๆ แก้ไขปัญหาลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้เอาเอง ท่านผู้ชมครับ เราจะมีสภาพัฒน์ไว้ทำวรนุชเหรอ

ยังไม่นับรวมกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่ ดร.ศุภวุฒิ บอกว่าปัจจุบันคุณไม่สามารถพึ่งพาภาคท่องเที่ยวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เวลานี้มันเหลือแค่ 3-5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อโรคระบาดยังอยู่ เราจะปรับยุทธศาสตร์อย่างไร ?

ท่านผู้ชมครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่อยากจะพูด แต่จำเป็นต้องพูด ท่านผู้ชมรู้ไหม งบประมาณที่รัฐบาลต้องกู้มา คือประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่งบประมาณมันจะมีรายได้ และรายจ่าย รายจ่ายตอนนี้ชัดเจนแล้ว ต้องมีอะไรบ้าง ต้องกู้เพิ่ม ส่วนรายได้ คือเงินรายได้จากภาษีอากร จากภาษีสรรพสามิต จากโน่นจากนี่ ท่านผู้ชมครับ เขาประเมินรายได้ค่อนข้างที่จะเวอร์ไปนิด ในภาวการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ ใครจะมีเงินมาจ่ายภาษี ท่านผู้ชม ถามหน่อยสิ อย่าว่าแต่ภาษีนิติบุคคลเลย ภาษีส่วนตัว ภาษีส่วนบุคคล ก็ไม่มีปัญญาจ่ายแล้ว คนเคยมีงานแล้วตกงาน เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ การที่เขาประเมินรายได้ว่าเขาจะต้องได้เงินมาจากการเก็บภาษีประมาณสองล้านล้านบาท สองล้านกว่าล้านล้านบาท ก็คือขาดอีก 7 แสนล้านบาท ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า มันไม่ได้หรอก สองล้านกว่าล้านล้านบาท ที่เขาประเมินเอาไว้ โธ่ ใช้เด็กอมมือก็รู้ ภาวการณ์แบบนี้ แม้กระทั่งขอทานยังขาดทุนเลย ขาดทุนตรงไหน ? เพราะว่าไม่ต้องลงทุน แต่หวังที่จะมีคนบริจาคทานให้ คนยังไม่บริจาคทานเลย วัด เงินกฐินเอย กฐินปีนี้ เดือนตุลาคม จะเป็นกฐินที่เงียบเหงามาก เพราะไม่มีคนฝากเงินมาทำบุญ ไม่มีแล้ว พอแล้ว เก็บเอาไว้

อย่างที่ ดร.ศุภวุฒิ พูด ปัญหาจิตวิทยามันแรงมาก คนที่ไม่เคยตกงาน ต้องตกงาน คนที่ไม่ตกงานมันเห็น เฮ้ย เพื่อนกูก็ตกงาน กูเก็บเงินเอาไว้ดีกว่า มีเงินเดือนอยู่ 2-3 หมื่น เคยใช้หมด ตอนนี้ไม่แล้ว ใช้แค่ 15,000 เก็บอีก 15,000 ทั้งๆ ที่อีก 15,000 เขาเอาไปใช้ เขาไม่ใช้ เขาเผื่อเอาไว้ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเขาจะตกงานเมื่อไร เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลนี้ รายได้ที่มาจากภาษีอากรทุกประเภท ตามที่คาดคะเนเอาไว้ ท่านผู้ชมคำนวณไปได้เลย หายไปอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าหายไป 30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเงินกู้ที่กู้มาเพิ่มอีก 7 แสนล้าน เพื่อมาปิดหีบ

ปิดหีบ ก็คือว่า รายจ่ายมันมากกว่ารายได้ รายจ่ายเกินไป 7 แสนล้าน รัฐบาลต้องไปกู้มา 7 แสนล้าน เพื่อเอามาปิดหีบ

ทีนี้ ถ้ารายได้เรื่องภาษีมันเกิดน้อยลงกว่าที่ประเมินเอาไว้ แสดงว่า 7 แสนล้านบาท ที่กู้มา มันย่อมไม่พอ ใช่ไหม

ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ ทั้งหมดนี้คือความผิดพลาดของรัฐบาลชุดนี้ และก็ต้องรับไป ก็ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็น Single Command ท่านคุม ศบค. แล้วท่าน ศบศ. ทางเศรษฐกิจ เข้ามาอยู่ใน ศบค. แล้วท่านเป็นผู้บริหารสูงสุด Single Command ท่านจะไม่รับผิดชอบได้อย่างไร


ท่านผู้ชมครับ ผมเป็นคนที่ชอบทานน้ำด่าง นี่คือน้ำด่างของ manature Alkaline Water ยี่ห้อ manature มีความด่างสูงถึง 8.5 pH ผมทานมาตั้งนานแล้ว สิบๆ ปี แล้วน้ำด่างนั้นมีประโยชน์กับร่างกายมาก นอกจากจะลดความเป็นกรดแล้ว ก็ยังจะช่วยเสริมสร้างเซลล์ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ถ้าท่านผู้ชมสนใจ ไปซื้อได้ที่เซเว่น-อีเลฟเว่น มีวางขาย แต่ถ้าต้องการโปรโมชันอะไร ให้โทรศัพท์ไปที่คอลเซ็นเตอร์ 02-633-5353 ในช่วงนี้เขามีโปรโมชันพิเศษ ท่านผู้ชมซื้อน้ำ 4 แพ็ก ในราคา 900 บาท 8 แพ็ก 1,800 บาท แถมฟรี 2 แพ็ก และ 48 แพ็ก ราคา 9,999 บาท แถมฟรี 6 แพ็ก ส่งฟรีให้ทั่วประเทศ สามารถจะสอบถามตามช่องทางต่างๆ ได้เลยครับ

ท่านผู้ชมครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เรื่องราวของผู้กำกับโจ้ เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมพากันพูดถึงกันไปหมด เฉพาะรายการอาทิตย์ที่แล้ว มีคนเข้ามาชม 2 คลิป คลิปหนึ่งก็ 14 ล้านคน แล้วก็ Full Program กับ Live Program ทั้งหมดก็ 10 ล้านคน ทั้งหมด 24 ล้านคน เข้ามาดูเรื่องนี้ ท่านผู้ชมคงรู้ว่าเรื่องราวมันใหญ่โตขนาดไหน


วันนี้ผมจะเอาควันหลงของการแถลงข่าวของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เอามานั่งวิเคราะห์ให้ท่านผู้ชมดู ว่าปัญหาจากการแถลงข่าวนั้น ประเด็นมันอยู่ตรงไหน ที่ผมคิดว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านผิดพลาด หรือท่านละเลยไปอย่างชัดเจน

ประการแรก ท่านบอกเลยว่า นิ้วร้าย นิ้วไหนไม่ดี ก็ต้องตัดทิ้ง คำว่านิ้วไหนไม่ดีก็ต้องตัดทิ้ง ผมจะเอาการ์ตูนของบัญชี คามิน มาให้ดู เป็นตลกร้ายที่บัญชา คามิน ออกมา เป็นรูปท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เอามีดตัดนิ้วของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่นิ้วเดียว แต่ขณะเดียวกันนั้น หน้าตาของท่านก็ทรุดโทรม เน่าเปื่อย


นัยก็คงจะหมายถึงว่า จริงๆ แล้วท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องตัดคอท่านด้วย เพราะท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ไม่ได้ ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าหน่วย ไม่ใช่พอมีเรื่องที ท่านก็จะบอกว่านิ้วร้ายไหนตัดทิ้งก็ต้องตัดไป ถ้าเราคำนึงถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ที่ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนนี้ได้เข้ามารับตำแหน่ง เรื่องราวที่เลวร้ายเกิดขึ้นมามาก จนกระทั่ง อย่าว่าแต่นิ้วมือเลย นิ้วเท้าก็ตัดหมดแล้ว คำถามคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนนี้ ท่านอ่อนเกินไปหรือเปล่า ท่านไม่เด็ดขาดหรือเปล่า

ท่านบอกว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ต้องมีคนที่สูญเสียไป ท่านฝากอุทาหรณ์ให้กับข้าราชการตำรวจทุกคนดูไว้เป็นตัวอย่าง นี่ท่านพูดเองนะครับ แล้วเดี๋ยวตอนท้ายๆ ของเรื่องนี้ ผมจะให้ท่านผู้ชมได้เห็นหลักฐานและตัวอย่างว่า ที่ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านพูด ท่านคงไม่รู้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติของท่านคือแหล่งการปกปิด ลูบหน้าปะจมูก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมจะเอาตัวอย่างให้ดู มีตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดเลย

ท่านผู้ชมครับ วันนั้นที่เป็นวันแถลงข่าว นักข่าวก็ได้ถามะไรหลายอย่าง แล้วก็มีคลิปออกมาทีหลัง สังเกตอย่างหนึ่งไหมท่านผู้ชม ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านไปเน้นเรื่องกระบวนการ หลักการ ท่านบอกว่าท่านรอเรื่องธุรการ โน่นนี่นั่น ทั้งๆ ที่มีคลิปปรากฏชัด ท่านก็ยังล่าช้าอยู่เหมือนเดิม วิญญูชนทั่วไปสามารถจะตัดสินได้เลยเมื่อเห็นคลิป แต่ระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อเห็นคลิปท่านตัดสินใจไม่ได้ เด็ดขาดไม่ได้ ท่านยังเกรงใจใครอยู่

แล้วเวลาเกิดเรื่องใหม่ๆ ถึง ผบ.ตร. ท่านออกมาพูดเลย ท่านกำชับทั้ง ตชด. ทั้ง ตม. ตรวจคนเข้าเมือง ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมก็รู้ใช่ไหมว่าคนดีที่ไหนเขาจะออกทางช่องทางปกติ ที่ผ่านมาเวลาคนร้ายหลบหนีก็ใช้ช่องทางธรรมชาติทั้งนั้น แม้แต่นักการเมือง อย่างเช่นอดีตนายกรัฐมนตรี อย่างเช่น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือผู้ต้องหาคดี 112 ต่างใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีทั้งนั้น

ท่านผู้ชมครับ คำว่า นิ้วไหนไม่ดีต้องตัดทิ้ง กับผู้กำกับโจ้ ซึ่งมีตำรวจอายุน้อย ยังพอตัดทิ้งไปได้ แต่ในความเป็นจริงยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ยศใหญ่กว่าผู้กำกับโจ้ ยังไม่เคยมีใครถูกตัดทิ้งเลย มีแต่ปล่อยเกียร์ว่างให้เรื่องมันเงียบไป จะให้ผมยกตัวอย่างไหม บ่อนทางภาคตะวันออก บางคนพัวพันกับคดียายาไอซ์ แต่มีแบ็กดี มีบารมี ก็ยังไม่ถูกตัดทิ้ง เพราะฉะนั้นคำพูดนี้ ที่ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดมา เป็นคำพูดที่เชื่อถือไม่ดี และอันที่จริง สังคมไม่ได้ไว้ใจตำรวจที่ไม่ดีมานานแล้ว เป็นเพียงแต่ว่ามีมารยาท หรือเขากลัว ไม่อยากยุ่ง ทำให้เขาไม่พูดกัน

และอีกประการหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ ทำไมถึงเพิ่งจะขุดดูประวัติ เพราะที่ผ่านมา ผู้กำกับโจ้ มีประวัติเสื่อมเสียมาตั้งแต่ช่วงคบหากับคุณเมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร


มิหนำซ้ำยังส่ง SMS บอกเองว่าคนที่ชื่อเล็ก เป็นนอมินี ซุกเงินไว้ 230 ล้าน รวมไปจนถึงขบวนการฟอกรถหนีภาษี ท่านไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยหรือ แม้แต่นิดเดียว ชาวบ้านเขายังรู้กันเลย ทุกคน คนในวงการเขาก็รู้กัน ตำรวจระดับล่างลงไปก็รู้กันหมด ว่าคนนี้มันรวยเพราะทำมาหากินกับรถเลี่ยงภาษี ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งกำลังจะถูกตรวจสอบอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์


นี่คือปัญหาใหญ่ว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านทำตัวเหมือนท่านอินโนเซนส์มาก และการแถลงข่าวของท่านในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 การแถลงข่าวที่กองปราบฯ ผมมีข้อคิดอย่างนี้ท่านผู้ชม เป็นครั้งแรกที่มีการแถลงข่าวแล้วก็มีการเอาผู้ต้องหามานั่งอีกห้องหนึ่ง แล้วก็พูดผ่านโทรศัพท์เพื่อให้นักข่าวซักถาม ผมไม่อยากจะไปตำหนินักข่าวหรอก เพราะว่านักข่าวก็คือทำข่าว แต่เป็นที่เข้าใจได้หลายๆ เรื่อง ว่าไม่เคยมีหรอก ท่านเคยให้หลงจู๊สมชาย แถลงข่าวไหมล่ะ หรือเสี่ยโป้ ได้พูดบ้าง ? ไม่มี และยังมีการดรามา โดยเอาท่านรองผู้บัญชาการตำรวจภาค 6 พล.ต.ต.เอกรักษ์ ออกมาให้ข่าวดรามาว่า ผู้กำกับโจ้ พูดบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย นี่มันอะไรกัน ท่านผู้ชม เรามาดูข่าวหรือเรามาดูละครกัน


ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านคงไม่รู้หรอกว่าวันที่ 26 ที่ท่านแถลงข่าวไป ฮือฮากันทั้งประเทศ สมเพช สงสารประชาชนคนไทย สงสารมาก แล้วท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็บอกว่า "ที่ผ่านมาในนามขององค์กรตำรวจทุกคน เราก็ขอโทษกับพี่น้องประชาชนที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ แต่ผมยังยืนยันนะครับว่าองค์กรเราเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้"


ไม่จริงท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านเอาอะไรมาพูดว่าองค์กรท่านเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้ องค์กรท่านตรวจสอบไม่ได้หรอก เอาแค่โยกย้ายแต่งตั้งล่าสุด ซึ่งผมจะพูดตอนปลายรายการนี้ ท่านเอาเด็กอายุ 48 ปี รุ่น 50 ขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แค่ปีเดียว กระโดดข้ามหัวคนทั้งประเทศ ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นี่ตรวจสอบได้ไหมท่าน ผบ.ตร. ท่านหยุดโม้เสียทีได้ไหมว่าองค์กรท่านเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้

ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พูดบอกว่า เราไม่มีนโยบายในการเอาผู้ต้องหามาแถลงข่าว อย่างที่ทราบ แต่อาจจะใช้วิธีโฟนอิน มันต่างกันตรงไหนล่ะ นี่คือการแถลงข่าวไง หน้าที่ของท่าน เมื่อจับผู้กำกับโจ้ ได้แล้ว ท่านก็ต้องส่งผู้กำกับโจ้ ไป ไปเลย ไปที่นครสวรรค์ ไปที่ภาค 6 เข้าไปดำเนินคดีที่นั่น แล้วท่านก็ออกมาแถลงข่าวด้วยตัวท่านเองว่า พี่น้องครับ วันนี้เราจับผู้กำกับโจ้ ได้เรียบร้อยแล้ว ด้วยวิธีการที่รองผู้บัญชาการฯ ภาค 6 เป็นคนไปรับตัวมา ที่ จ.ชลบุรี ซึ่งก็มีพิรุธเต็มไปหมดเลย พิรุธนี้มันส่อได้อย่างเดียวก็คือว่า รู้เห็นเป็นใจ ช่วยเหลือผู้กำกับโจ้ กันตลอดเวลา อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช สุดลิ่มทิ่มประตู


ท่านแถลงเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว ท่านบอกว่า ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อใจได้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้กับสังคมไทย เรื่องแค่นี้ก็จบ พอ ทำไมท่านต้องไปสร้างดรามา มีผู้กำกับโจ้ อยู่อีกห้องหนึ่ง แล้วก็มีโฟนอินขึ้นมา และท่านยังมีหลุดปากออกมานะ ไมโครโฟนไม่ชัด ท่านก็บอกว่า อ้าว เทสต์กันมาแล้วไม่ใช่หรือ แสดงว่าท่านเตรียมมาแล้วใช่ไหม ? ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ครับ คุณสุวัฒน์ ครับ ผมไม่ได้จับผิดท่าน แต่ท่านทำปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง ผมนึกไม่ถึง อุปมาอุปไมยเหมือนที่คนโบราณเขาบอกว่านี่คือ กิ้งกือหกคะเมน

ท่านผู้ชมครับ เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละคร ทำไมต้องต่อสายโทรศัพท์ให้ผู้กำกับโจ้ ท่านผู้ชมรู้ไหม ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รู้ไหม พ.ศ. 2559 ได้เคยมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธาน ก.ตร. ปัจจุบันนี้ ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาแล้วว่า ไม่ให้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ถึงแม้จะอยู่คนละห้อง แต่พูดผ่านโทรศัพท์แล้วนักข่าวซักถาม นี่คือการแถลงข่าว เนื่องจากจะส่งผลทางคดี และอีกประการหนึ่ง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


สรุปง่ายๆ ว่าการแถลงข่าวโดยที่ขัดต่อคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี แท้ที่จริงแล้วคือการให้โอกาสผู้กำกับโจ้ มามโน ชี้แจง แก้ไข แก้ตัว มาอ้างถึงความซื่อสัตย์ของตัวเอง มาอ้างว่าการที่เอาถุงคลุมหน้าคลุมหัวนั้น ก็เพราะว่าตัวเองต้องการที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็บอกว่าผู้ต้องหานั้นเสียชีวิตไปเพราะว่าเสพยาเสพติดมาก ซึ่งต่อมาภายหลังก็ได้พิสูจน์ชัดเจน โดยอัยการร่วมแถลงข่าวด้วยว่า ผู้ต้องหานั้น (นายจิระพงศ์) เสียชีวิตไปเพราะขาดอากาศหายใจ แล้วเรื่องนี้จะพิสูจน์อย่างไร เรื่องนี้มันแปลว่าอะไร ? เรื่องนี้มันแปลว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านจะรู้หรือไม่รู้ ก็ไม่ทราบ แต่ท่านกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาอย่างผู้กำกับโจ้ ได้ออกมาชี้แจงว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

ผมถามกลับ คดีหลายคดีที่ท่านจับ คดีใหญ่ๆ ท่านเคยให้ผู้ต้องหามาชี้แจงเพื่อแถลงว่าตัวเองไม่ผิดบ้างไหม ? ไม่มี แล้วทำไมเกิดขึ้นกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้

ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ครับ ชาวบ้านเขาบอกว่าท่านเล่นละคร แล้วเขาก็ติงมาหน่อยว่า ไหนๆ จะเล่นละครทั้งที ฝึกบทให้มันคล่องกว่านี้หน่อย

ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมดูการแถลงข่าววันนั้น วันที่ 26 สิงหาคม ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีทีท่าที่อะลุ้มอล่วยกับจำเลย ผู้ต้องหา อย่างชนิดที่เห็นได้ชัด มีการพูดจ๊ะๆ จ๋าๆ แล้วก็ให้สื่อมวลชนเข้ามาสอบถาม เป็นห่วงเป็นใย มีทนายอยู่ด้วยไหม โน่นนี่นั่น


ผมไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นนะท่านผู้ชม แต่ผมติดใจว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านใช้มาตรฐานของท่านให้มันเท่าเทียมกันได้ไหม กับผู้ต้องหาคนอื่น ถ้าท่านไม่สามารถจะทำได้ ความยุติธรรมที่ตำรวจมอบให้ก็จะไม่เท่าเทียมกันสิครับ กับตำรวจซึ่งเป็นระดับผู้กำกับ แล้วก็มีเส้นสายใหญ่โต เป็นลูกน้องเก่า ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือรุ่น 36 ด้วยกัน


จนวันนี้ผมยังไม่เคยเห็นการเปิดโอกาสให้หลงจู๊สมชาย ได้พูดบ้าง หรือเสี่ยโป้ ได้พูดบ้าง หรือใครต่อใครหลายคนที่เป็นเรื่องเป็นราวได้พูดบ้าง ไม่มี ท่านผู้ชมดู/ฟังเหตุการณ์แล้ว ท่านก็รู้ว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้กำกับโจ้ พูดนั้น ก็คือการแก้ตัวให้ตัวเอง ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองนั้นดูดี ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้เลยแม้แต่นิดเดียว แล้วผู้สื่อข่าวเอง ผมก็ไม่ตำหนิ ก็ในเมื่อเปิดโอกาสให้ถาม เขาก็ถามแหลกเลย จนกระทั่ง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่ถูกตั้งขึ้นมา และดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงกับตัดบทว่าพอแล้วๆ ไม่ให้ถามมากกว่านี้ ซึ่ง พล.ต.อ.สุชาติ ก็เลยถูกตำหนิมาในสื่อมวลชน แต่ว่าเพื่อนๆ สื่อมวลชนครับ ต้องเข้าใจ พล.ต.อ.สุชาติ นั้นทำถูกต้องแล้ว เพราะว่าคำถามที่สื่อมวลชนถามไปทีละข้อๆ นั้น มันเข้าไปสู่กระบวนการพิจารณาการสอบสวน และมันจะทำให้เกิดมีปัญหาขึ้นมาในระหว่างที่สอบสวน


ท่านผู้ชม ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผู้กำกับโจ้ พูดอย่างไร ? ให้สัมภาษณ์ "ผมยอมรับครับว่าสิ่งที่ทำไปไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ทำไปต้องการเอาข้อมูลแล้วก็ทำลายยาเสพติดที่ทำลายพี่น้องประชาชนในนครสวรรค์ครับ ลูกน้องผมทุกคน ผมขอยอมรับผิด เพราะผมสั่งลูกน้องให้ทำเองครับ ผมทำเพื่อต้องการทำงานครับ เรื่องเงินไม่มี" ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำแก้ตัวหรือเปล่า ? คำแก้ตัวนี้ ผู้กำกับโจ้ ต้องไปให้การกับพนักงานสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนเขาจะถามคำถาม ถ้าผู้กำกับโจ้ ต้องการแก้ตัว ก็แก้ตัวตรงนั้นไป ไม่ใช่มาเปิดออกมาในสื่อมวลชนแล้วก็ให้รับทราบกันทั่วประเทศ มันก็เลยเกิดอาการ มีคนอยู่บางจำนวนบอกว่า ผู้กำกับโจ้ ทำไม่ผิด เพราะผู้กำกับโจ้ ต้องการจะปราบปรามยาเสพติด นี่คือมาจากคนซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เพียงเพราะว่าฟังคำพูดผู้กำกับโจ้ ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ท่านเข้าใจหรือยังว่าท่านทำพลาดตรงนี้ แล้วก็มีการพูดเลยว่า มันเสพยาเสพติดมากเกินไป มันก็เลยตาย ไม่ใช่ถูกรัดคอด้วยถุงดำ แต่พอหลังจากนั้นมาแล้วก็มีการแถลงข่าวของอัยการ ร่วมกับตำรวจ บอกว่าชันสูตรศพพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า นายจิระพงศ์ เสียชีวิตก็เพราะว่าขาดอากาศหายใจ อ้าว แล้วที่พูดบอกว่าตายเพราะว่าเสพยามากเกินไป มีคนเชื่อไปแล้ว เห็นหรือยังท่านผู้ชม ท่านสื่อมวลชนครับ ไม่ใช่ความผิดของท่าน ความผิดอยู่ที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข

จริงๆ การแถลงข่าวนั้น ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้ และผมก็เชื่อว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ก็จะพูดสั้นๆ ว่า ผู้กำกับโจ้ ได้มามอบตัวแล้ว โดยผ่าน พล.ต.ต.เอกรักษ์ รองผู้บัญชาการฯ ภาค 6 ซึ่งเป็นคนประสานงานและพูดคุยกันตลอดเวลา


ไปรับตัวที่ จ.ชลบุรี แล้วตรงนี้ถ้าท่านสื่อมวลชนจะถาม ท่านก็ถามได้ว่า ทำไมมามอบตัวที่ชลบุรีล่ะครับ แล้วรับทราบไหมว่ารถที่พาผู้กำกับโจ้ มา เป็นรถของใคร ใครพามา ก็เป็นหน้าที่ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ตอบ จบเรื่องเพียงแค่นั้น พล.ต.อ.สุชาติ ก็จะพูดต่อว่า จากนี้ไปผมก็มีหน้าที่ คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่ ต้องเอา พ.ต.อ.ธิติสรรค์ กลับไปนครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีต่อไป ขอแถลงข่าวเพียงแค่นี้่นะครับ จบข่าว จบ นี่ล่ะครับคือสิ่งที่ถูกต้องที่ควรจะทำตั้งแต่ต้น แต่ไม่ทำ อาจจะเป็นเพราะว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องการที่จะพูด หาโอกาสที่จะพูด บอกว่าถ้านิ้วไหนร้าย ผมจะตัดนิ้วนั้นทิ้ง ประชาชนก็ถามว่า แล้วท่านไม่ตัดคอท่านทิ้งบ้างหรือ ตัดแต่นิ้ว เพราะนิ้วตำรวจที่ร้าย ไม่มีนิ้วที่จะให้ตัดอีกต่อไปแล้ว

ท่านผู้ชมครับ ผมจะเอาคำพูดของ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ท่านพูดออกมาว่า "พอแล้วครับ ผมต้องกราบขออภัย คือหลายอย่างมันเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีนะครับ ผมก็คิดว่าแค่นี้มันก็เพียงพอแล้วนะครับ ไม่มีแล้วๆ ไม่ต้องแล้วครับ เดี๋ยวไว้ทีหลังนะครับ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายกับรูปคดี ถ้าคุณถามอย่างนี้กันหมด ก็เจ๊งนะครับ ไม่ต้องดำเนินคดี ส่งฟ้องตอนนี้เลย หรือไม่ส่งฟ้องเลย แล้วแต่คุณจะเอาอย่างไร ผมคิดว่าแค่นี้มันก็เกินพอแล้วนะครับ ก็ขอความกรุณาเพียงเท่านี้ ทุกอย่างรายละเอียดให้ไปอยู่ในสำนวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ย้ำแล้วว่า ทุกอย่างจะให้ความเป็นธรรมครับ"


ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำตอบที่ถูกต้อง และน่าจะเป็นคำตอบที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ต้องพูดในตอนต้น

ท่านผู้ชมครับ แล้วยังมีดรามาอีก ละครอีกตอนหนึ่ง ท่านผู้ชมสังเกตไหม พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ซึ่งเป็นคนสนิท มือขวาของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ก็คือ พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์เป็นดรามามากๆ บอกว่า ผู้กำกับโจ้ โทรหาเขา แล้วบอกว่า พี่เอกครับ ผมโจ้ ผมไม่ไหวแล้ว ผมจะฆ่าตัวตาย ผมก็บอกไปแล้วมึงตายแล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเหลืออะไร


มันฮามากท่านผู้ชม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มันจะเหลืออะไร พล.ต.ต.เอกรักษ์ ครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของคุณมันไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีอะไรเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าพวกคุณยังทำงานแบบมังคุดๆ แบบนี้ มีแต่ขิงตัวเองตลอดเวลา แต่พอเรื่องมังคุดแบบนี้ ไม่ยอมรับผิดชอบ

แล้วก็พูดต่อ ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริง กลับมารับผิดชอบสิ่งที่ทำ กลับมาชี้แจงต่อสังคม ถ้าคุณเป็นตำรวจ คุณต้องมีเกียรติ ผิดก็ต้องยอมรับผิด หนีไปไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่เลวร้าย เขาก็บอกผมว่า พรุ่งนี้พี่มารับผมที่ชลบุรี

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้นี้ผมใช้ศัพท์วัยรุ่นพูด ท่านผู้ชมอาจจะงง มังคุด มังคุดภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แมงโกสตีน (mangosteen) ขิง ก็คือว่า อวด

ท่านผู้ชมครับ แล้วผู้กำกับโจ้ ก็เลยมามอบตัวแบบมีเงื่อนงำ ทำไมต้องมามอบตัวที่ชลบุรี จนวันนี้ยังไม่มีใครวิสัชนาได้ แสดงว่าผู้กำกับโจ้ ไม่ได้ไปที่ไหนเลย ใช่ไหม ยังวนเวียนอยู่แถวรามอินทรา บ้านตัวเอง แล้วก็มีกล้องวงจรปิดเห็นชัดเจนว่าผู้กำกับโจ้ นั่งรถ ขับมินิคูเปอร์วนไปวนมาบนมอเตอร์เวย์


นี่มันอะไรกันท่านผู้ชม นี่มันโคตรดรามาเลยนะงานนี้ ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง แล้วรถสีขาวนั้นเป็นรถใคร ? คนอย่าง พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ เป็นถึงรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 จะไม่มีข้อสังเกตเลยหรือว่ารถที่มาจอดนั้น รถอะไร โดยสัญชาติญาณของตำรวจมันก็ต้องดูสิว่ารถอะไร ทะเบียนรถชื่ออะไร เบอร์อะไร และรถยี่ห้ออะไร ไม่มี นี่มันสมรู้ร่วมคิดกันหรือเปล่า ? ผมไม่รู้

ท่านผู้ชมครับ ผบ.ตร. ท่านพูดคำหนึ่ง หลายๆ คำ ท่านบอกว่า "ไม่เคยที่ตำรวจกระทำผิดแล้วพ้นโทษ หรือถ้าทำอะไรไม่ดี ทำผิด ก็ต้องถูกลงโทษ" ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ส่วนใหญ่มีแต่ถูกเด้งเข้ากรุ ตั้งกรรมการสอบ แล้วเรื่องก็เงียบ คดีผู้กำกับโจ้ นี้ ถ้ากระแสสังคมไม่ช่วยกันกดดัน ป่านนี้ก็ลอยนวลไปแล้ว

ท่านผู้ชมครับ จำตรงนี้เอาไว้ดีๆ นะครับ เด้งเข้ากรุ แล้วเดี๋ยวผมจะพูดเรื่องนี้ เอาตัวอย่างชัดๆ มาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดู มาให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ดู มาให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นประธาน ก.ตร. ดูและฟังว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า

ท่านผู้ชมครับ การที่ยอมเอาผู้ต้องหาอย่างเช่นผู้กำกับโจ้ ออกมาพูดดรามา ขอความเห็นใจ ด้วยตรรกะเดียวกัน ฝ่ายคู่กรณีที่ตายไป ทำไมไม่มีสิทธิ์ออกมาพูดแบบนั้นบ้างล่ะ แล้วที่จับผิดได้ชัดเจน ผมพูดไปแล้วเมื่อกี้ ท่าน ผบ.ตร. บอกว่ามีฝ่ายเทคโนโลยีมาเทสต์ทีหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ แสดงว่ามีการเตี๊ยมกันล่วงหน้าว่าผู้กำกับโจ้ จะต้องมีการโฟนอินเพื่อแก้ตัวต่อนักข่าวหรือไม่


ท่านผู้ชมครับ ผู้กำกับโจ้ ยอมรับว่าสิ่งที่ทำไปไม่ถูกต้อง แต่ต้องการเอาข้อมูลและทำลายยาเสพติดที่ทำลายชาวนครสวรรค์ โอ้โห เป็นคำพูดเดินในทุ่งลาเวนเดอร์เลยนะ ฟ้าสวยใส แต่พฤติกรรมที่ร่วมกับลูกน้องใช้ถุงพลาสติกคลุมถึง 6 ชั้น ท่านผู้ชมเคยสงสัยไหมว่าทำไมคุณถึงต้องใช้ถุงพลาสติกตั้ง 6 ใบ 6 ชั้น คลุม นี่คือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือเปล่า ? การกระทำแบบนี้เพียงเพราะสอบปากคำ ต้องการแค่สอบปากคำ สมเหตุสมผลหรือเปล่า ? หลายอย่างมันไม่สมเหตุสมผลเลย ผู้กำกับโจ้ อ้างว่าคนตายสลบไป พยายามทำ CPR แล้วส่งโรงพยาบาล มีหลักฐานยืนยันหรือเปล่า แล้วที่อ้างว่าถอดกล้องวงจรปิดเพราะตกใจ เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลหรือเปล่า ถ้าท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมท่านต้องสั่งให้ถอดกล้องวงจรปิด ?

ท่านผู้ชมครับ ผมสงสัยว่าใครเป็นคนเขียนบทแถลงข่าวนี้ โดยเฉพาะข้อที่อ้างว่ามีเจตนาตั้งใจที่จะทำงาน ทำงานเพื่อประชาชน ไม่อย่างนั้นลูกหลานประชาชนติดยาเสพติด หรือบทที่ว่า โจ้ไปไม่ไหวแล้ว โจ้จะฆ่าตัวตาย สาธุ! คนเขียนบทนี่มันจริงๆ นะ มันมังคุดมาก

ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ครับ ท่านเลิกดูละครไทยได้แล้ว เพราะท่านเอาดรามาละครไทยมาออกรายการนี้ ท่านต้องดูละคร/ซีรีส์เกาหลี ถ้าท่านยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ ไปดูซะ วินเชนโซ่ (Vincenzo) ท่านไปดูวินเชนโซ่นะ แล้วท่านจะรู้ว่าของจริงเขาพูดกันอย่างไร เขาทำกันอย่างไร


จริงๆ แล้วน่าสงสัยว่าที่ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 บอกว่า "มึงตายแล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเหลืออะไร" ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมฟังให้ดีๆ นี่มันละครหลังข่าวหรือเปล่า ?

เอาเข้าจริงตอนนั้นมีหมายจับอยู่แล้ว คุณเอกรักษ์ ครับ เพียงแต่เช็กสัญญาณโทรศัพท์ เช้าวันรุ่งขึ้นก็จับได้แล้ว ตำรวจมีทั่วประเทศ ทำไมท่านต้องใจดีกับผู้ต้องหาขนาดนั้น นี่คือควันหลงในการให้สัมภาษณ์ ผู้กำกับโจ้

โซเชียลมีเดียหลายๆ คนก็พยายามที่จะดรามาออกมา หรือลงข่าวมา วันนี้ผมก็เลยเอามาแจกแจงรายละเอียด แม้กระทั่งการตรวจค้นบ้านผู้กำกับโจ้ เกิดขึ้นหลังจากผู้กำกับโจ้ หลบหนีไปชลบุรีแล้ว 1 วัน


เป็นไปได้ถึงการตรวจค้นทรัพย์สินและเส้นทางการเงินมากกว่า ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้ฟันธงได้แล้วว่าผู้กำกับโจ้ หนีไปอยู่ชลบุรี คำถามคือ ใครช่วยเหลือผู้ต้องหา ? มีความผิดฐานซ่อนเร้นผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม หลังจากการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เว็บไซต์ข่าวหลายแห่งมีการเผยแพร่ภาพวงจรปิดหน้าโรงพักแสนสุข จับภาพเก๋งสีขาวส่งผู้กำกับโจ้ แม่ค้าที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า มีรถจอดก่อนมีตำรวจ ทหาร มากันเพียบ


แสดงว่ามีตำรวจ ทหาร มาคุ้มครองอารักขาผู้กำกับโจ้ ใช่ไหม ? ที่สำคัญที่สุด ที่ร้ายที่สุดก็คือว่า สภ.แสนสุข ตำรวจที่แสนสุข ไม่อนุญาตให้ตรวจดูภาพกล้องวงจรปิดของโรงพัก หากจะขอดูต้องมีหนังสือหรือต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาระดับสูงก่อน และมิหนำซ้ำยังแถมท้ายว่า ไม่ได้ตรวจสอบว่ามีประสิทธิภาพการใช้งานดีหรือไม่

ท่านผู้ชมครับ ในที่สุด สภ.แสนสุข ชี้แจงว่ากล้องวงจรปิดเสีย เสียตรงไหน ? เสียตรงจุดที่เก๋งสีขาวมาจอดส่งผู้กำกับโจ้ ท่านผู้ชมครับ นิทานเรื่องเก่าๆ เหมือนสมัยผมถูกยิง 17 เมษายน 2552 ผมถูกยิง กล้องวงจรปิดแถวแบงก์ชาติเกิดเสียกะทันหันทันทีเลย มันนิทานเรื่องเก่าๆ นะ พวกคุณ พวกตำรวจพวกนี้ที่สมรู้ร่วมคิดนี่ เลิกทำมังคุดเสียทีได้ไหม ไอ้มังคุด!

ท่านผู้ชมครับ ในการโยกย้ายแต่งตั้งครั้งนี้ มันมีลักษณะพิเศษอยู่ประมาณ 2 คน ที่ท่านผู้ชมอาจจะพูดก็ได้ว่า นี่ก็คือบัญชีรายชื่อของตั๋วช้างรอบที่ 2 ส่วนจะเป็นตั๋วช้าง หรือไม่ตั๋วช้าง ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ผมจำเป็นจะต้องเตือนสติ ก.ตร. โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรับมนตรี ซึ่งเป็นประธาน ก.ตร.


คือตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทั้งสองคนนี้เป็นคนที่เรียนนักเรียนนายร้อยรุ่น 50 ซึ่งรุ่น 50 ต้องถือว่าเด็กมาก เพราะว่าอายุปีนี้เพิ่งจะ 48 เอง ถ้าเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสัก 2 ปี ก็ 50 ก็ขึ้นต่อไปเป็นผู้ช่วย แล้วอีกสัก 2 ปี ขึ้นต่อไปเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็สรุปแล้ว ในอนาคตเราก็จะมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่อายุยังน้อย รวมทั้ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อีกคนนหนึ่ง เป็น 3 คน อายุน้อยมาก คือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าใครได้เป็นแล้ว ต้องดำรงตำแหน่งในฐานะเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างน้อยที่สุด 5-6 ปี คล้ายๆ กับยุค พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา


แต่ผมอยากจะพูดเรื่องนี้ถึงคุณสำราญ นวลมา ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ผมจะให้ข้อคิดนิดหนึ่ง ก็เพราะว่าการโยกย้ายแต่งตั้งนี้ไม่ได้พิจารณาจากความเหมาะสมและอาวุโส แน่นอนที่สุด คนที่จะขึ้นมา คือ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ซึ่งตอนนี้ยังเป็นแค่พลตำรวจตรีอยู่นั้น หลายคนก็บอกว่าเหมาะสมที่สุด แต่ถ้าเราดูการเดินทางของ พล.ต.ต.สำราญ นวลมา แล้ว เส้นทางการเดินทางรวดเร็วมาก

ท่านผู้ชมครับ ที่ผมพูดนี่ ผมไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แต่ผมกำลังกังวลว่าโครงสร้างของตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อาวุโสมากกว่า ตำรวจที่อยู่ในกองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น รุ่นที่แก่ที่สุดคือรุ่น 38 คือพูดง่ายๆ ว่าทุกคนที่เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รวมทั้งผู้การอีกหลายๆ เขตที่คุณสำราญ นวลมา จะต้องเป็นผู้บังคับบัญชานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีอายุมากกว่าเยอะ ถึงกับพูดได้ว่า มากกว่าอย่างน้อยที่สุดต้องมี 5-12 ปี เป็นต้นไป

รุ่น 38 กับรุ่น 50 ห่างกัน 12 ปี คำถามที่ผมมีอยู่ก็คือว่า แล้วคุณสำราญ นวลมา จะปกครองได้อย่างไร ? เพราะจะบอกว่าไม่มีอาวุโส มีความสามารถอย่างเดียว คงไม่ได้ เพราะนี่ก็รุ่นพี่ๆ ทั้งนั้น อีกท่านหนึ่งคือ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ท่านก็รุ่น 50 เหมือนกัน อายุท่านก็คงจะไล่เลี่ยกับคุณสำราญ นวลมา ก็คือ 48-49


ดูประวัติของคุณสำราญ นวลมา นิดหนึ่ง คุณสำราญ นวลมา ถ้าดูประวัติแล้ว เป็นคนจังหวัดเพชรบุรี ท่านผู้ชมครับ คนเมืองเพชร รับราชการตำรวจ ทหาร ไปได้ดีทุกคน ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เป็นคนเมืองเพชร ที่สำคัญ ท่านราชเลขาฯ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ก็เป็นคนเมืองเพชร และว่ากันว่า คุณสำราญ นวลมา สนิทสนมกับท่านราชเลขาฯ อย่างมากๆ ถึงขนาดที่เรียกว่า สามารถเข้านอกออกในวังได้อย่างสะดวกโยธิน มีการเข้าไปเล่นกีฬาในวังด้วย เพราะฉะนั้้นแล้ว เมื่อเรามาพิจารณาดูการเจริญเติบโตของคุณสำราญ นวลมา แล้ว เอาเป็นว่า เอาล่าสุดดีกว่า

ปี 2561 เมื่อสามปีที่แล้ว ท่านเพิ่งเป็นผู้บังคับการ ติดยศพลตำรวจตรี ท่านเป็นผู้การ 191 ท่านผู้ชมคงรู้จัก 191 ดี พอขึ้นปี 63 เมื่อปีที่แล้วนี่เอง ท่านเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และปีนี้ ท่านกระโดดข้ามหัวทุกคนเลย ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แค่ปีเดียว จากรองผู้บัญชาการ มาเป็นผู้บัญชาการ

ผมคิดว่าเรื่องบุญเรื่องวาสนามันแข่งกันไม่ได้หรอก แต่ว่าที่ผมได้ข่าวมากลายเป็นว่า เหตุผลที่ตั้ง พล.ต.ต.สำราญ ขึ้นมา ตลอดจน พล.ต.ต.จิรภพ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นั้น ก็เพราะว่าสองคนนี้เป็นคนที่สามารถจะให้ความไว้วางใจและดูแลเรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ได้ ผมไม่ได้มีอะไรขัดข้องตรงนี้ครับ เพราะว่าความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ


แต่ผมกำลังจะฝากไปคิดนิดหนึ่ง เฉพาะตำรวจสองคนนี้หรือที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผมคิดว่าตำรวจ 99.99 เปอร์เซ็นต์ จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์หมดทุกคน แต่การที่ไปดึงตำรวจอายุน้อยๆ 2 คน เหตุผลเพราะว่ามีเส้นสายกลในกับในราชสำนักแล้วเอาขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แล้วก็เกาะกระแส อ้างอิงคำว่า เนื่องจากสองคนนี้สามารถจะทำความมั่นคงให้กับสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นตรรกะที่ผมคิดว่าใช้ไม่ได้ เพราะผมก็เชื่อ เชื่ออย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านไม่ได้ทรงยุ่งเกี่ยวหรือรู้เรื่องนี้เลย คนที่อยู่ข้างล่างคิดเองเออเองทุกอย่าง แล้วก็ใส่ชื่อเข้าไป ตรงนี้ต่างหากที่ผมกังวล

คุณเกาะกระแสว่าสองคนนี้ทำงานได้ดี ผมถามคำหนึ่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ผ่านมา 2-3 ปี ตั้งแต่คุณภัคพงศ์ พงศ์เภตรา มาจนถึงคนปัจจุบันนี้ หรือแม้กระทั่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ชื่อ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำงานหนัก แก้ปัญหาในเรื่องของม็อบสามนิ้วได้หมดทุกอย่าง ม็อบสามนิ้ว เป็นม็อบที่ปราบปรามหรือป้องกันได้ยากที่สุด แต่ก็ได้ทำงานอย่างดีที่สุด

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย
เขาเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่น 38 น่าที่จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่ถูกเตะโด่งไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 คือภาคเหนือตอนบน ผมคิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ยุติธรรมกับนายตำรวจที่มีอายุมากกว่า และอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะได้ขึ้นหลายๆ คน แล้วก็ตั้งใจทำงานกันทุกคน ไม่ใช่ไม่มีใครตั้งใจที่จะทำงาน ไม่ใช่ไม่มี เพราะฉะนั้นแล้ว มันก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจเลยว่าที่คนเขากล่าวหาว่า มาอีกแล้ว ตั๋วช้างรอบ 2

ผมคิดว่าการรักษาความสงบและการดูแลรักษาความมั่นคงให้กับสถาบันนั้น เป็นหน้าที่ของตำรวจทุกคน และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่มีวุฒิภาวะ ทั้งวัยวุฒิ ทั้งคุณวุฒิ สามารถขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สามารถที่จะดูแลให้ความมั่นคงกับสถาบันกษัตริย์ได้ดีมากเช่นกัน ผมไม่อยากให้มีการแอบอ้างว่ามีตำรวจสองคนนี้เหมาะที่สุดในการดูแลความมั่นของราชสำนักได้ แล้วเป็นเหตุให้สองคนนี้ต้องแหกกฎทุกอย่าง แน่นอนที่สุดครับ สองคนนี้ก็มาในโควตาที่บอกว่า ผู้เหมาะสม เพราะเขาตั้งว่า 33 เปอร์เซ็นต์ อาวุโสได้ขึ้นแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้ขึ้นในที่ๆ ตัวเองต้องการได้ขึ้น หรืออาจจะไม่ได้ขึ้นในที่ๆ มีประโยชน์ เหมือนกับว่าคนบางคนพอจะขึ้นพลตำรวจตรี อาวุโสสูงสุด เขาก็เตะไปอยู่ฝ่ายอำนวยการ ส่วนพรรคพวกตัวเองก็ขึ้น ส่วนที่เหลือกลายเป็นผู้ที่เหมาะสม ก็ไปอยู่ดูแลจังหวัด จังหวัดยิ่งใหญ่ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ไป เพราะว่ามีเส้นสาย

ท่านผู้ชมครับ ผมเป็นห่วง คนที่มีความสุขก็คือ พล.ต.ต.สำราญ นวลมา และ พล.ต.ต.จิรภพ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง คนหนึ่งนครบาล คนหนึ่งสอบสวนกลาง อาจจะมีความสุขเพราะว่าได้กุมอำนาจอย่างเต็มที่ แต่บนพื้นฐานของการขึ้นครั้งนี้ ผมเชื่อว่าจะมีความไม่พอใจอย่างมากถึงมากที่สุด แต่ไม่พูดกัน บ่นกันให้ฟัง เข้าหูผมจนกระทั่งหูผมชาไปหมด ผมมีหน้าที่ที่จะมาให้เห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ย่อยยับมาจนทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกนี้ล่ะ การโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เห็นหัวคนเลยแม้แต่นิดเดียว ใครใกล้ชิดกับใคร ใครเข้าไปเล่นกีฬากับใคร ใครอยู่จังหวัดไหนกับใคร รู้จักใครดี คนนั้นก็กระโดดข้ามห้วยแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปเลย


ท่านผู้ชมครับ อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่คาใจตำรวจเยอะเลย นี่ผมพูดแทนตำรวจทุกคนที่ควรจะได้ขึ้น และทำงานอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์ ตำรวจนครบาลทำงานหนักทุกคน คุณปิยะ ต๊ะวิชัย ก็ทำงานหนัก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่คำตอบที่เอา พล.ต.ต.สำราญ นวลมา กับ พล.ต.ต.จิรภพ ขึ้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กับขึ้นผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ด้วยเหตุผลภายในที่อ้างว่า เนื่องจากจะเป็นคนที่สถาบันกษัตริย์ไว้วางใจที่สุดนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น และผมก็เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ก็ไม่ได้คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะทุกคนต้องเป็นตำรวจที่ดูแล ต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตรงนี้ครับท่านผู้ชม นี่คือความแตกแยก ประชาชนยังมีอีกจำนวนไม่น้อยเลย หรือตำรวจอีกเยอะเลย ที่ยังเข้าใจผิดว่า อ๋อ นี่ถ้าสมมุติว่าจะได้ขึ้นลิฟต์ กระโดดข้ามห้วย ขึ้นไปไกลๆ อย่างรวดเร็วนั้น ต้องมีความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ อันนี้อันตรายครับท่านผู้ชม ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม และผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน พระองค์ท่านไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้

ท่านผู้ชมครับ นี่คือความย่อยยับอีกบริบทหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมรู้ว่าถ้ามีตั๋วมาแล้วทุกคนพูดไม่ออก แต่ทุกคนควรจะพูดได้ เพราะนี่มันขัดต่อหลักการมากเลย คนเป็นผู้การ 191 เป็น 2 ปี ได้ขึ้นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และเป็น 1 ปี ได้ขึ้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทันทีเลย ถ้าเอา พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ไปเป็นผู้บัญชาการ กองบัญชาการศึกษา เป็นการฝึกอบรมตำรวจ สอนหนังสือตำรวจ คนที่เรียนโรงเรียนผู้กำกับ สารวัตร โรงเรียนผู้กำกับ โรงเรียนผู้การ กองบัญชาการศึกษา ก็จะเป็นคนมีหน้าที่ให้ความรู้ และเป็นคนหนุ่ม อายุ 48 สามารถจะรับรู้เทคโนโลยีต่างๆ ได้หมด และสามารถจะเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ตำรวจได้เรียนรู้ น่าที่จะไม่มีคำถามอะไรมากมายนัก แต่จู่ๆ กระโดดขึ้นมาขึ้นกองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วคุมโรงพักทั่วนครบาล ผลประโยชน์ทั่้วนครบาลมีเยอะแยะไปหมด อย่ามาบอกผมว่าไม่มีผลประโยชน์ตามโรงพัก ทุกโรงพักต้องมีผลประโยชน์หมด

นี่คืออีกบริบทหนึ่งที่ใครก็ตามที่คิดเรื่องนี้มา วางแผนเรื่องนี้มา เป็นคนที่อันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นอย่างยิ่ง

จำได้ไหมเมื่อกี้นี้ผมพูดว่า ผมจะเอาตัวอย่างของการทำงานลูบหน้าปะจมูก ช่วยเหลือพวกพ้องตัวเองของตำรวจ เอามาให้ท่านผู้ชมดู ก่อนอื่นผมจะเอาการ์ตูนของบัญชา คามิน ให้ดู ท่านดูเองนะครับ


เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการฆ่า มีคนลงมือ สองคนนี้ร่วมลงมือ คนนี้ยืนดูเฉยๆ ไม่ได้ร่วมลงมือ แล้วรูปสุดท้ายก็คือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนนี้ก็ยืนดูเฉยๆ มา 7 ปี ไม่ลงมือปฏิรูปตำรวจ

ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมรู้ไหมเวลาตำรวจมีปัญหา วิธีลงโทษของเขาเพื่อให้รู้ ก็คือการย้ายเข้ากรุ ศปก. ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ มีหมด ทุกภาคมีหมดเลย ใครก็ตามทำผิด หรือใครก็ตามมีพฤติกรรมที่ส่อให้เกิดการผิดวินัย หรือพูดง่ายๆ ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทุกคนจะถูกย้ายเข้า ศปก. หมดเลย

ผมจะเปิดกรุ ศปก. ให้ฟัง ศูนย์พักคอยตำรวจที่มีมลทิน ผมจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็น ผมเล่าให้ฟังแล้วไงว่า วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม วันเดียวกัน ผู้กำกับโจ้ กับพวกตำรวจ ฆ่าคลุมถุงพ่อค้ายาเสพติด วันเดียวกัน คือวันที่ 5 สิงหาคม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็ย้าย แม่สอด 1 หรือ พ.ต.อ.ภูเบศ แสงอร่าม ผู้กำกับ สภ.แม่สอด จ.ตาก เข้าปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


มาจากสาเหตุการปล่อยปละละเลยให้มีแรงงานต่างชาติลักลอบเข้ามาในประเทศในช่วงที่มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยฝ่ายความมั่นคงทหารมีข้อมูลชัด ท่านผู้ชมฟังนะครับ ฝ่ายความมั่นคงทหารมีข้อมูลชัด ตำรวจท้องที่แม่สอด อยู่เบื้องหลังขนคนต่างด้าวเข้ามาไทย โดยมีค่าขนส่งหัวละ 30,000-50,000 บาท ท่านผู้ชมครับ พ.ต.อ.ภูเบศ มีสถานะส่วนตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้กำกับโรงพักแม่สอด ยังเป็นน้องชายของนางสุภาวดี ศิริสิทธิ์ ภรรยาของ พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผู้บัญชาการฯ ภาค 6 ด้วย


แล้วผมก็ไปไล่ดูรายชื่อข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ล่าสุดมีคนที่ถูกสั่งให้เข้ามานั่งเฉยๆ ที่ ศปก. มี 6 นาย มีนายตำรวจยศพลตำรวจโท 1 นาย พลตำรวจตรี 4 นาย พันตำรวจเอก 1 นาย ก็คือ พ.ต.อ.ภูเบศ แสงอร่าม แต่พอผมไล่ดูรายละเอียดทั้งหมดก็จะพบว่า อีก 5 คนนั้น โดนเก็บเข้ากรุเพราะความเชื่อมโยงกับกรณีเครือข่ายบ่อนระยองและบ่อนตู้ม้า ในเครือข่ายภาคตะวันออกของหลงจู๊สมชาย หรือ สมชาย จุติกิติ์เดชา ที่เป็นต้นตอการแพร่ระบาดโรคระบาดในช่วงปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 ทั้งสิ้น

รายที่ 1 พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ ผู้บัญชาการฯ ภาค 2 โดนคำสั่ง ตร. ที่ 2/2564 ลงวันที่ 6 มกราคม 2564 พล.ต.ต.ปภัชเดช เกตุพันธุ์ ผู้บังคับการภูธร จ.ระยอง โดยคำสั่ง ตร. ที่ 707/2563 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2563 พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ ผู้บังคับการภูธร จ.ตราด ตามคำสั่ง ตร. ที่ 4/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการภูธร จ.จันทบุรี คำสั่ง ตร. ที่ 7/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 พล.ต.ต.ประกาศ พงษ์พานิช ผบก.สืบสวน บช.ภ.2 คำสั่ง ตร. ที่ 21/2564 ลงวันที่ 15 มกราคม 2564

เอาล่ะ เรามาดูของจริงกันบ้าง ท่านผู้ชม ตอนนี้หลงจู๊สมชาย กับเสี่ยโป้ ติดคุก ดำเนินคดีอยู่ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดนย้ายมาประจำ ศปก.ตร. เดินลอยหน้าลอยตาสบายใจเฉิบ แล้วท่านผู้ชมรู้ไหม วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2564 สื่อมวลชนรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม เพื่อพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการ ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) วาระประจำปี 2564


พอตรวจสอบบัญชีรายชื่อในการแต่งตั้ง พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันหลายพื้นที่ จนเป็นที่มาของการแพร่ระบาด รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่ถูกคำสั่งให้ถูกไปช่วยราชการ ท่านผู้ชมครับ ที่ไปอยู่ที่ ศปก. หนึ่ง พล.ต.ต.วีระ จิรวีระ โยกไปเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สอง พล.ต.ต.ปภัชเดช เกตุพันธุ์ จ.ระยอง ไปเป็นผู้บังคับการ กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาม พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ ผบก.ภ.จว.ตราด ไปเป็นผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 สี่ พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการภูธร จ.จันทบุรี อยู่ในกลุ่มอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์ ได้ขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี ห้า พล.ต.ต.ประกาศ พงษ์พานิช ผู้บังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ไปเป็นผู้บังคับการ กองตรวจราชการ 5 สำนักงานจเรตำรวจ


ท่านผู้ชมครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคน 5 คนนี้เลย คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ครับ คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ แล้วคุณย้ายคน 5 คนนี้ มาเข้า ศปก. ทำไม ถ้าคุณย้ายคน 5 คน เข้ามา ศปก. เพราะว่ามีพฤติกรรมที่โยงใย เกี่ยวข้องกับบ่อนที่ จ.ระยอง ของหลงจู๊สมชาย ตลอดจนตู้ม้า ทั้ง 5 คนนี้ต้องโดนข้อหา 157 ประพฤติมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คุณได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบหรือเปล่า ? ไม่มี สรุปแล้วนี่คืออะไร ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้มันเรื่องมังคุดๆๆ จริงๆ เอามานั่งเฉยๆ ก็พอ พอถึงวาระที่จะแต่งตั้ง ก็ย้ายไปอยู่ที่โน่นที่นี่ บางคนได้ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการ บางคนเป็นผู้บัญชาการอยู่แล้ว ก็ไปเป็นผู้บัญชาการอีกที่หนึ่ง พิสูจน์หลักฐาน

ท่านผู้ชม ขอโทษนะครับ แถวบ้านผมเขาจะถามว่า แล้วมึงย้ายไปทำ ...า อะไร คุณกำลังทำให้ประชาชนเขาเข้าใจว่า เออ ตอนนี้นิ้วร้ายคุณก็ตัดทิ้ง นี่คุณไม่ได้ตัดทิ้งนิ้วร้าย คุณเอานิ้วไปซ่อน แล้วคุณจะปฏิรูปตำรวจได้อย่างไร คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข คนที่ไปอยู่ ศปก. นั้น ต้องโดนตั้งกรรมการสอบสวน แน่นอนที่สุด มาตรา 157 ต้องโดน เมื่อต้องโดนแล้ว ถ้าผลการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น จะถูกย้ายออก ก็ต้องอยู่ ศปก. เหมือนเดิม จะไปขึ้นรองผู้บัญชาการก็ไม่ได้ จะย้ายไปเป็นผู้บัญชาการที่อื่นก็ไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง ก็จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น นั่นคือการแช่แข็ง ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ท่านผู้ชมครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีไม่มีการดำเนินการอะไรจริงจัง ฝั่งตำรวจก็บอกว่า ถ้าไม่ใช่ดวงขาดอย่างผู้กำกับโจ้ อย่างมากก็ให้ย้ายเข้ากรุ กรณีที่ 1 จับไม่ได้ก็ทำต่อ กรณีที่ 2 ทำผิด ถูกจับได้แต่หลักฐานไม่แน่น อย่างมากก็เข้ากรุ กรณีที่ 3 ทำผิด ถูกจับได้ หลักฐานแน่น มีกล้องวงจรปิดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ อย่างผู้กำกับโจ้ ถึงจะชะตาขาด แต่โอกาสมีน้อยมาก นี่ผมเอารูปการ์ตูนบัญชา คามิน อีกอันหนึ่งขึ้นมาให้ท่านผู้ชมดู


มันสะท้อนให้เห็นความจริงที่บัดซบ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจรอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข สุดท้ายก็นำนายพล 5 คน ที่พัวพันกับบ่อนตะวันออก กลับสู่เส้นทางเดิม กระจายไปเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานบ้าง ไปเป็นผู้บังคับการที่โน่นที่นี่

ท่านผู้ชมครับ เราคนไทย สังคมไทย เมื่อไรเราจะเห็นว่าการปฏิรูปหรือปฏิวัติวงการตำรวจเกิดขึ้นเสียที ท่านผู้ชม นี่คือหลักฐานชัดๆ หลักฐานที่คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข คุณเถียงไม่ออกหรอก คุณย้ายเขาเข้ากรุทำไม ถ้าคุณไม่ตั้งกรรมการสอบสวน อย่างน้อยที่สุด 157 มันคลุมหมดทุกอย่าง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นี่ลำพังยังมีกรุตำรวจ ศปก.ภาค 2 ภาค 6 - ภาค 8 เหมือนกันเป๊ะ


ท่านผู้ชมว่าตำรวจตอนนี้ตกต่ำไหม ? ไม่ได้ตกต่ำ แต่ย่อยยับไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว คนนินทา หมาดูถูก การโยกย้ายแต่งตั้งก็ใช้ตั๋ว เอารุ่นเด็กขึ้นมาขี่คอรุ่นใหญ่ ตำรวจที่ทำผิดก็เข้ากรุ พอสักพักหนึ่งคนลืมเรื่องนี้ก็ย้ายออกไป ไปดำรงตำแหน่งเดิม หรือว่าขึ้นสูงอีก ท่านผู้ชมครับ มันวรนุชไหม ? วรนุชไหมท่านผู้ชม ? ไม่พูดไม่ได้ พูดแล้วเจ็บกระดองใจ วันหลังผมจะพูดเรื่องการปฏิรูปตำรวจในความเห็นของผม ว่ามันต้องทำอย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับมาตรการการปฏิรูปตำรวจที่ร่างอยู่ในกฎหมายที่ทุกคนมาเร่งหมด ท่านผู้ชมครับ จำคำพูดผมไว้อย่าง การปฏิรูปตำรวจโดยร่างกฎหมายขึ้นมานั้น ตำรวจพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่าง เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง ในที่สุดแล้วโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีตำรวจ 2 แสนคน ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนแปลงให้มีการแต่งตั้งให้มันรอบคอบมากกว่าเก่า แยกตำรวจสอบสวนออกเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่มันก็ยังเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่เหมือนเดิม ที่คนสั่งการก็คือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่ภายใต้อาณัติของประธาน ก.ตร. ไม่มีอะไรใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่ว่า ผมที่มันยุ่งเหยิง เอามาหวีให้ดีหน่อย ตัดเล็มนิดหน่อย

ท่านผู้ชมครับ ตำรวจต้องลงท้องถิ่น แล้วผมจะอธิบายกระบวนทัศน์ ความคิดของผมในเรื่องนี้ให้ท่านผู้ชมฟัง ผมรู้ว่าตำรวจหลายคนไม่เห็นด้วยกับผม แต่นี่เป็นทางออกและทางเลือกทางเดียวเท่านั้น ที่จะเอาให้สถาบันตำรวจอยู่รอด และประชาชนจะได้รับความเป็นธรรม
กำลังโหลดความคิดเห็น...