xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อ]SONDHI TALK : อย่าหิวแสง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันที่ 11 มิ.ย.64 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้วันนี้มีหลายเรื่องมากที่ต้องพูดทั้งเรื่องของปปช.มีมติ 9 ต่อ 0 เเจ้งข้อกล่าวหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา งานนี้จะส่งสัญญาณอะไรไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาฟังเบื้องลึกเรื่องนี้กัน พร้อมกับเรื่องการปลดป้าย Free PALESTINE ใช้อำนาจอะไร กระทบสัมพันธ์มุสลิมทั่วโลกใครรับผิดชอบ ทั้งเรื่องราวของลุงที่ยังมีหลายคนทั้งออกมาโหนเเสง เเละ หิวเเสง กันใหญ่ กับคดีนี้

และทำไมช่วงหลังตั้งเเต่เกิดการเเพร่ระบาดโควิดระลอก 3 ตั้งเเต่เมษายนเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ตัวเลขผู้ป่วยโควิดขั้นวิกฤติ เเละยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เกิดอะไรขึ้นวันนี้มาหาคำตอบกัน ติดตามได้ใน SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep.89



คำต่อคำ SONDHI TALK [11 มิ.ย.64] อย่าหิวแสง

ช่องทางการรับชมรับฟัง "คุยทุกเรื่องกับสนธิ"หรือ SONDHI TALK
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : คุยทุกเรื่องกับสนธิ
YouTube : Sondhitalk
เว็บไซต์ : www.sondhitalk.com
Podcast หรือ podbean : SONDHI TALK

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ก่อนที่จะเข้ารายการ ผมมีรายงาน มีกูรู หรือนักวิจัยชาวอินเดียคนหนึ่ง ชื่อ ดร.อีเปน โกชี (Dr. Eapen Koshy)


ดร.โกชี เขาเขียนหนังสือมาหลายเล่ม แล้วเขาก็เป็นคนที่อยู่กับธรรมชาติมากที่สุด เขาบอกตลอดเวลาเลยว่า จริงๆ แล้ววิธีป้องกันโรคระบาดที่ดีที่สุด นี่ผมไม่ได้พูดถึงฟ้าทะลายโจรนะ ฟ้าทะลายโจรนั้น เมื่อคุณเป็นแล้ว คุณค่อยกินฟ้าทะลายโจร แต่ ดร.โกชี บอกว่าวิธีป้องกันโรคระบาดที่ดีที่สุด ต้องทำตัวเราให้เป็นด่าง ท่านพูดมาเลยนะว่า เนื่องจากว่าวันๆ ของเรา ทานอาหารเอย มันเป็นกรดทั้งนั้น แล้วกรดมันมีอนุมูลอิสระเยอะ น้ำตาลห้ามทาน โน่นนี่นั่น และท่านก็ยืนยันว่า ชีวิตสมดุลแบบอัลคาไลน์ ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ท่านเคยเป็นนายแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งชื่อดัง ปัจจุบันท่านอาศัยอยู่ที่เมืองลากอส ในไนจีเรีย

คือเรื่องน้ำด่างนี่นะท่านผู้ชมครับ ผมทานมาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว เก้าปีที่แล้ว ตีเสียสิบปีก็แล้วกัน จริงๆ แล้วผมมีเป็นคนแรกที่แนะนำเรื่องน้ำด่างเข้าไป จากการได้ความรู้จากอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงขั้นที่ตอนนั้นร้านพอดีชอป ชื่อร้าน ASTV Shop ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องทำน้ำด่างเข้ามา แล้วผมก็ทานน้ำด่างมาตลอด เมื่อ 3-4 วันที่แล้ว ผมไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นรุ่นน้องผม เหมือนลูกหลานผม บอก อา เดี๋ยวขอตรวจภูมิคุ้มกันร่างกายอาหน่อย เขาตรวจอย่างดีเลย เขาบอกว่า ภูมิคุ้มกันอาสูงมากเลย สูงกว่าคนปกติที่ผมเคยตรวจมา น้ำด่าง น้ำมันมะพร้าว ทานน้ำขิงทุกวัน ด้วยเหตุนี้ พอดีชอป เขาสั่งเครื่องทำน้ำด่างมา 800 เครื่อง


อาทิตย์ที่แล้วผมพูดไปเรื่องเครื่องทำน้ำด่าง ปรากฏว่ามีพรีออร์เดอร์เข้ามาแล้ว ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 300 กว่าเครื่อง กลางมิถุนายนนี้ จะมาแล้ว แล้วเขาลดราคาจาก 25,000 บาท เหลือแค่ 22,900 บาท สนใจสามารถโทรไปจองได้ที่พอดีคอลเซ็นเตอร์ 02-633-5353 ได้ทุกวัน แปดโมงเช้า ถึงสองทุ่ม ท่านผู้ชมครับ สั่งมา 800 เครื่อง ตอนนี้พรีออร์เดอร์ไปแล้วเหลือเพียง 300 กว่าเครื่องเอง ท่านผู้ชมอย่าช้านะครับ ทานน้ำด่างทุกวัน ทำตัวให้ด่าง

ดร.โกชี บอกว่า pH 7.5 (pH คือความเป็นด่าง) ก็โอเคแล้ว แต่น้ำด่างตัวนี้ pH มันเกิน 8.5 มิหนำซ้ำแล้วเราก็ยังมีน้ำอัลคาไลน์ น้ำด่าง 8.5 ที่วางขายอยู่ตามเซเว่นฯ ท่านผู้ชมครับ เชื่อผมเถอะ ทานน้ำด่างให้เป็นประจำ

มีงานวิจัยงานหนึ่งที่บอกชัดเจน ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ผมไม่โกหก บอกว่าฤทธิ์ของน้ำด่างจะทำให้ไวรัส หรือแบคทีเรีย โรคระบาดนั้น ไม่สามารถเจาะเข้าไปในเซลล์ผิวหนังได้

ท่านผู้ชมครับ วันนี้มีหลายเรื่องที่จะพูดกัน ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องหลัก เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังถึงเรื่อง ผมมีข่าวมาบอกว่า ทูตจีนที่จะเดินทางประจำประเทศไทยคนใหม่ กำลังจะมาแล้ว เข้าใจว่าอย่างเร็วคงต้องเป็นหลังตรุษจีน คนๆ นี้ชื่อ นายหาน จื้อเฉียง ทำไมต้องพูดเรื่องนี้ ? ท่านผู้ชมครับ ข้อมูลที่ผมมีวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยก็ยังไม่มี สถานทูตจีนในประเทศไทยก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่ผมรู้เรื่องก่อน


หาน จื้อเฉียง เป็นคนที่สำคัญมาก เขาเป็นคนที่ในวงการทูตยอมรับว่าเป็นกระบี่มือหนึ่งของจีน หนึ่งในไม่กี่คนในประเทศจีนที่มี ตำแหน่งก่อนที่เขาจะได้มาอยู่ประเทศไทยนั้น เขาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางของกระทรวงการต่างประเทศ ตำแหน่งใหญ่มาก เป็นคนซึ่งดีลโดยตรงกับนายหวัง อี้ มุขมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตทั่วๆ ไปในประเทศไทย หรือในทั่วโลก ไม่สนิทสนมกับหวัง อี้ หรือไม่ได้ทำงานร่วมกับหวัง อี้ เท่ากับนายหาน จื้อเฉียง

ทำไมหาน จื้อเฉียง ถึงสำคัญ ? หาน จื้อเฉียง จะเป็นคนที่ชำนาญอยู่ในประเทศที่มีความขัดแย้งกับประเทศจีน สมัยก่อนเขาเคยไปประจำอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ตำแหน่งเขาเป็นอัครราชทูตระดับสูง ซึ่งสูงว่าเอกอัครราชทูตเสียอีก ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Minister อยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นคนพูดภาษาญี่ปุ่นน้ำไหลไฟดับ และเป็นคนที่ประจำอยู่ที่ญี่ปุ่นในยุคที่ญี่ปุ่นมีความขัดแย้งกับจีนอย่างหนักเลย เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นด่านหน้า การที่เขาจะมาประเทศไทยนั้น แสดงว่าประเทศไทยเริ่มมีปัญหากับจีนแล้ว


ท่านผู้ชมครับ ประเทศไทยตอนนี้เป็นศูนย์กลางของสายลับต่างๆ ที่จะมาอยู่ประจำประเทศไทย ทูตอังกฤษ ทูตอเมริกา ล้วนแล้วแต่เป็นมืออาชีพมือหนึ่งของประเทศอังกฤษและประเทศอเมริกา เพราะว่าประเทศไทยกำลังถูกทางตะวันตกจะดึงเอาไปเป็นพวกและทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้ประเทศจีนไม่พอใจ โดยที่ไปเข้าข้างทางตะวันตก นายหาน จื้อเฉียง ก็เลยต้องมาที่นี่ ผมเข้าใจว่าคงมาบาลานซ์อะไรหลายอย่าง

หาน จื้อเฉียง อายุ 58 ปี เกิดที่มณฑลจี๋หลิน จบการศึกษาด้านภาษาญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน จบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ทางต่างประเทศอย่างโชกโชน เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำญี่ปุ่น ฟิจิ หลายๆ ตำแหน่ง เป็นคนที่ได้รับความไว้เนื้อเชื้อใจจากหวัง อี้ มาก ก็คือได้รับทราบนโยบายจากหวัง อี้ ดูโปรไฟล์ของหาน จื้อเฉียง แล้ว เห็นว่ามีความเชี่ยวชาญและช่ำชองมาก เขาจะรับตำแหน่งประมาณต้นปีหน้า

ท่านผู้ชมครับ เราต้องจับตาดู ตอนนี้ประเทศไทยเป็นเวทีสงครามการทูตกับหลายๆ ประเทศแล้ว ท่านผู้ชมครับ นี่คือข่าวลับ ข้อมูลลับ เชื่อผม กระทรวงการต่างประเทศไทยก็ยังไม่รู้ว่าคนๆ นี้จะมา นี่ผมบอกเอาบุญ เพราะได้ข่าวว่าคุณดอน เฮ้าเลี่ยน ท่านโกรธผมมาก เรื่องที่ผมเอาเรื่องนักศึกษาไทยในประเทศจีนที่ไม่สามารถขอวีซ่ากลับไปได้


ท่านนายกฯ เรียกนายดอน เฮ้าเลี่ยน ไป แล้วบอกให้จัดการเสีย ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศวิ่งกันตีนขวิดเลยงานนี้ แล้วผมถูกก่นด่าลับหลัง ช่วยไม่ได้

ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้เราจะมีเรื่องของลุงพล หรือนายไชย์พล วิภา เรื่องของเรื่องคือการหิวแสง หรือการโหนแสง สนุกสนานมากท่านผู้ชม ตามผมมา

เรื่องที่สอง ผมกำลังจะพูดเรื่องการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้ปาเลสไตน์ จู่ๆ กลายเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทยไปแล้ว แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังก็หนีไม่พ้นคนในรัฐบาลไทย ไม่รู้ว่าคุณดอน เกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า แต่ฟังที่ผมจะพูดก็แล้วกัน แล้วท่านผู้ชมตัดสินใจเอาเอง

เรื่องที่สาม ผมกำลังถามรัฐบาลว่า ดรามาวัคซีนทั้งหมดผมไม่ต้องพูด ผมเพียงแต่ตั้งคำถาม ถามว่าพวกคุณทำไมไม่พูดความจริงกับประชาชนเรื่องวัคซีน ? ถ้าคุณพูดความจริงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ? ผมอธิบายให้ฟังหมดเลย แล้วหลังจากโรคระบาดนี้ดีขึ้นแล้ว ประเทศไทยจะเอาตัวรอดได้อย่างไร ?

เรื่องที่สี่ ก็คือเรื่องการขอโทษของท่านนายกรัฐมนตรี ผมชี้ให้เห็นว่าขอบคุณที่ท่านขอโทษ แต่ท่านขอโทษผิดประเด็น มีเรื่องที่ท่านต้องขอโทษเยอะมาก ท่านมาพูดรวมๆ ไม่ได้ว่าขอโทษประชาชนที่ทำให้ไม่พอใจ ไม่ใช่อย่างนั้น มันมีมากกว่านั้น

เรื่องที่ห้า ก็คือโรคระบาดระลอกที่ 3 ผมกำลังตั้งคำถาม ถามว่างวดนี้คนตายเยอะมาก เยอะจนผิดปกติ เพราะอะไร ? แล้วผมจะปิดท้ายด้วยเรื่องสุดท้าย คือเรื่องที่ ป.ป.ช. มีมติ 9 ต่อ 0 ที่จะดำเนินคดีกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าข้างหลังนั้นมีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า ตามผมมา


ท่านผู้ชมครับ ก็เหมือนอย่างที่ผมได้พูดไปสัปดาห์ที่แล้วว่า การจับกุมลุงพล หรือนายไชย์พล วิภา ตามหมายจับของศาลมุกดาหารนั้น ยังไม่ใช่จุดจบของคดีฆาตกรรมน้องชมพู่ เป็นเพียงแต่การนับหนึ่งในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ ? เพราะเรายังไม่ทราบว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือเปล่า เท่าที่ผมทราบ ทีมงานสืบสวนสอบสวนของคดีน้องชมพู่ ไม่ใช่ทีมงานของตำรวจท้องถิ่น อย่างเช่น กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร แต่เป็นการสั่งมาโดยตรงจาก ตร. คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จัดทีมขึ้นมา แล้วผมก็ลองเช็กดูกับอัยการที่เขารู้จักอัยการด้วยกัน เขาก็สอบถามไปที่อัยการจังหวัดมุกดาหาร อัยการจังหวัดมุกดาหารก็บอกว่า ทีมงานนี้ได้เคยขอหมายจับลุงพล หรือนายไชย์พล วิภา ไปแล้ว 2 หรือ 3 ครั้ง แต่ว่าอัยการบอกว่าสั่งฟ้องไม่ได้ ก็เพราะว่าหลักฐานมีไม่พอ แล้วผมก็เชื่ออย่างหนึ่งว่า อัยการในยุคที่ท่านพชร ยุติธรรมดำรง ท่านประธาน ก.อ. คนใหม่ จะมีคุณภาพสูงมาก ผมเชื่อ เพราะผมเชื่อในตัวคุณพชร เพราะรู้จักกันดีว่าเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แล้วก็เป็นคนที่จะไม่ยอมให้เรื่องอะไรก็ตามที่มาแล้วจะก่อให้เกิดเหตุที่ทำให้อัยการเสียชื่อเสียงนั้น คุณพชร คงไม่ทำ และผมเชื่อว่าคุณพชร พร้อม อัยการในยุคคุณพชร ก็พร้อมที่จะสวนกระแสสังคมได้ เพราะดูเหมือนว่าวันนี้กระแสสังคมจะชี้ไปว่า นายไชย์พล วิภา นั้นผิดไปเสียแล้ว

จริงๆ แล้วการเริ่มนับหนึ่งใหม่ มันเป็นเรื่องที่จะต้องดูกันอีกยาว เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้เพิ่งเริ่มฉายเอง กว่าจะถึงศาลชั้นต้น กว่าจะผ่านอัยการ อัยการมีคำสั่ง สั่งฟ้อง ทนายตั้มก็คงจะยื่นขอความเป็นธรรมกับอัยการ ว่าการสอบสวนของตำรวจไม่เป็นธรรม


โน่นนี่นั่น ก็ใช้เวลาอีก ผมว่าอย่างน้อยที่สุด เร็วที่สุดก็คือปลายปีนี้ ถึงจะสามารถส่งให้อัยการสั่งฟ้องได้ นั่นหมายความว่าหลักฐานต้องแน่ชัดนะครับ

ซึ่งในเรื่องหลักฐานที่แน่ชัดนั้น ท่าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ และเลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ พ.ต.อ.วิรุตม์ บอกว่า "การจับกุมมีหลายสิ่งผิดปกติ เพราะหลักฐานที่ใช้ขอหมายจับไม่มีความชัดเจนว่าใช้หลักฐานอะไร ทั้งพยานวัตถุ พยานวิทยาศาสตร์ หรือพยานบุคคล โดยเฉพาะพยานสำคัญ เป็นเส้นผม หรือเส้นขน ที่ตกอยู่ในจุดเกิดเหตุ" ท่านพูดต่อ ซึ่งประโยคนี้ของท่านมีเหตุมีผลมาก "หากหลักฐานมีความชัดเจนจริง ทำไมไม่ตั้งข้อหาฆ่าคนตาย"

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ตำรวจได้ขอให้ศาลจังหวัดมุกดาหารอนุมัติหมายจับนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล 3 ข้อหา ข้อหาแรก "พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันควร" สอง "ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกินเก้าปี เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตนโดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย" ซึ่งตรงนี้น่าสนใจนะครับ "เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย" ก็หมายความว่า ถ้าเป็นข้อหานี้ ถ้าลุงพล หรือนายไชย์พล ทอดทิ้งน้องชมพู่ ไป พลัดพรากจากตัวเอง เป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย ไม่ได้ระบุว่าตายเพราะอะไร คลุมเครือมากครับท่านผู้ชม สาม "กระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป"

สรุปง่ายๆ สามข้อนี้ ไม่ได้มีข้อไหนเลยที่ชี้ชัดว่าหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดมุกดาหารนั้น ระบุว่า นายไชย์พล วิภา เป็นผู้ที่ทำให้น้องชมพู่ เสียชีวิต ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดนะครับ เรื่องนี้ ซึ่งก็ตรงกับที่ผมอธิบายให้ฟังเมื่อกี้ว่าหลักฐานอ่อนมาก

ผมจะเอาคำให้สัมภาษณ์ที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ได้ออกตัวเกี่ยวกับคดีลุงพล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564 มาให้ฟังกัน ท่าน ผบ.ตร. ท่านพูดอย่างนี้ครับ "คดีนี้เหมือนคดีอื่นๆ ที่ทำมาในชีวิต บางเรื่องหลายปีแล้วยังปิดไม่ได้ก็มี ก็มีได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำได้ก็ดีใจ แต่ว่าถ้าเทียบกับการแข่งขันฟุตบอล อันนี้เพิ่งเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ที่แข่งมาก่อนหน้านี้ รอบคัดเลือก บางทีมก็เก่งมาก พอรอบสุดท้ายตกรอบก็มี บางทีสภาพไม่ดี แต่พอถึงรอบสุดท้ายอาจจะได้แชมป์ก็ได้ ทั้งนี้ ต้องสู้กันอีกหลายศาล ก็ต้องว่ากันไป ตราบใดที่ยังไม่ถูกตัดสิน ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์"


ท่านผู้ชมครับ ผมมีข้อคิดนิดหนึ่งในเรื่องนี้ ที่ผมจะพูดในเรื่องนี้ เพราะโดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเชื่อว่าหลักฐานที่ตำรวจมีนั้น ค่อนข้างจะอ่อน เพราะว่ามีการแอบอ้างเอาว่ามีเครื่องตรวจ DNA พิเศษที่สุดยอด มีอยู่ 2 เครื่อง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยมีอยู่ 1 เครื่อง ก็ว่ากันไป เป็นการตอบความชอบธรรม แต่ผมอยากจะพูดมิติวันนี้ให้ท่านผู้ชมฟังนิดหนึ่งในเรื่องของการทำงานของตำรวจในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของนายไชย์พล

ผมคิดของผมเองว่า เรื่องของน้องชมพู่ เป็นเรื่องคาใจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข มานานแล้ว ที่คาใจก็เพราะว่า ตัวเองทำงานชิ้นนี้ตั้งแต่สมัยยังเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วพอตัวเองรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 1 ตุลาคม วันที่ 2 ตัวเองก็ออกมาแถลงข่าวเลย คือแถลงอย่างชนิดที่เรียกว่าต้องการจะโชว์ฟอร์ม ว่าเรียบร้อยแน่ แต่หลังจากนั้นแล้วทุกอย่างก็ยังไม่เรียบร้อย มาจนกระทั่ง ผมเข้าใจว่าในช่วงนั้น หลังจากกระแสสังคมโจมตีคุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข มาก คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็ออกมาพูดในทำนอง ในเชิงปรัชญาว่า ถ้าหนีแล้ว สู้ไม่ไหว เหนื่อยก็มานั่งคุยกัน ก็เลยเป็นที่กล่าวขานกันว่าคุณสุวัฒน์ เล่นไสยศาสตร์ เล่นความบาปบุญคุณโทษมาว่ากัน ก็ยิ่้งทำให้คุณสุวัฒน์ เสียชื่อมากขึ้นอีก

เพราะฉะนั้นแล้ว ในที่สุดการที่ตำรวจจะอ้างว่ามีหลักฐานอะไรก็ตามที่พอที่จะขอออกหมายจับได้ มันก็เป็นการปลดเปลื้องภาระของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่ติดกับดักว่าทำไมยังหาตัวผู้ร้ายไม่ได้ ปลดเปลื้องไประดับหนึ่ง แต่ตัวเองก็รู้อยู่เหมือนกันว่านี่แค่ขั้นแรก ยังต้องผ่านอัยการอีก อีกนานกว่าจะถึงศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็อาจจะยกฟ้อง หรือศาลชั้นต้นลงโทษ อุทธรณ์ยกฟ้อง ฎีกายกฟ้อง หรือสุดแล้วแต่ศาลจะว่า ผมเชื่อว่าเรื่องของนายไชย์พล วิภา ต้องมีอย่างน้อยที่สุด 5 ปี วันนั้นคุณสุวัฒน์ ก็คงจะเป็นนายตำรวจแก่ๆ คนหนึ่งไปแล้ว ไม่รู้ยังจะมาสนใจใส่ใจในเรื่องราวนี้อยู่หรือไม่


แต่อย่างหนึ่ง คุณสุวัฒน์ ครับ ถ้าผมยังไม่ตาย ผมจะตามคดีลุงพลให้เห็นว่าผลมันออกมาอย่างไร ถ้าเกิดว่าผลมันออกมาตรงกันข้ามกับที่คุณออกหมายจับลุงพล หรือนายไชย์พล ซึ่งผมไม่รู้จักเป็นส่วนตัว ผมก็จะเตือนสติคุณสุวัฒน์ วันนั้น ในฐานะเป็นตำรวจแก่ๆ คนหนึ่ง อายุน่าจะ 65 แล้วมั้งตอนนั้น อาจจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน เตือนให้ระลึกถึง วัน ว. เวลา น. ที่คุณทำเรื่องนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเหลือเกิน เพราะคุณมีเรื่องคาใจกับคดีของน้องชมพู่มามาก แล้วมิติที่ผมจะพูดในวันนี้ ก็คือมิติของเรื่องคดีของไชย์พล วิภา เป็นคดีเรื่องของคนหิวแสง

ท่านผู้ชมครับ ขออนุญาตอ้างอิงคำพูดของน้าค่อม ตลกที่ผมชอบ ถ้าน้าค่อม เห็นเรื่องนี้ที่ผมพูดแล้ว และเห็นเรื่องราว น้าค่อมคงพูดว่า "ไอ้สัส" ทำไมมันโอเวอร์ได้ขนาดนี้ นั่นคือภาษาน้าค่อมนะครับ ไม่ใช่ภาษาผม ทำไมมันถึงโอเวอร์ล่ะครับ ?

ตำรวจไทยในยุคนี้ ในกรณีคดีของลุงพล ผมว่าบทบาท ตีบทแตก ไม่แพ้ดาราหนังฮอลลีวูดเลย ถ้าเป็นหนัง ก็เป็นหนังฟอร์มยักษ์ โชว์ออฟ ท่านผู้ชมครับ นำกำลังตำรวจ 30 กว่านาย พร้อมอาวุธครบมือ ปืนกล ปืนครก เสื้อเกราะกันกระสุน


มีทีมปราบปรามผู้ก่อการร้าย หรือทีมหนุมาน แต่งชุดดำ ใส่แว่นดำ ใส่หมวกเหล็ก เหมือนกับจะไปล้อมปราบราชายาเสพติด หรืออาชญากรข้ามชาติ จะพาตัวไปที่โน่นที่นี่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ จะนำตัวมาฝากขังศาล ต้องมีรถหุ้มเกราะของตำรวจขับนำหน้า ท่านผู้ชม นายไชย์พล วิภา แล้วก็ไม่ได้โดนข้อหาฆ่าน้องชมพู่ ด้วย โดนข้อหาแค่พรากน้องชมพู่ออกไปจากพ่อแม่ แล้วก็ไม่ได้ดูแลน้องชมพู่ ที่ผมไม่เข้าใจหลายอย่าง ทะเลาะกัน ไม่เป็นไร ท่านทนายษิทรา ท่านบอกว่าก็ในเมื่อมามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ก็ทำไมไม่รับมอบตัว ตำรวจก็บอกว่า ไม่ได้ คือพูดง่ายๆ ว่า ต้องกลับไปมอบตัวที่มุกดาหาร สถานที่เกิดเหตุ และที่สำคัญ สิ่งที่ตำรวจต้องการก็คือว่า ต้องการจับลุงพลใส่กุญแจมือให้ประชาชนเห็น เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากกรุงเทพฯ ไปมุกดาหาร ทำไมไม่นั่งรถตู้ตำรวจ ใช้ทางหลวงนำก็ได้ ท่านผู้ชมครับ นายไชย์พล วิภา ประชาชนธรรมดา นั่งรถตู้ไป ตำรวจคุมไปในรถตู้ ใครจะไปชิงตัวนายไชย์พล นายไชย์พล ไม่ใช่ขุนส่า นายไชย์พล ไม่ใช่พ่อค้ายาเสพติด นายไชย์พล ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่มีชื่อมีเสียง นั่งเฮลิคอปเตอร์ไป ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเฮลิคอปเตอร์เที่ยวนั้น 2 ชั่วโมง 10 นาที เสียเวลาค่าบิน เสียเวลาผลาญน้ำมันไปเป็นหลายแสนบาท เพียงเพื่อสนองอารมณ์ของตำรวจบางคนใช่ไหม คือทำเป็นเรื่องราวใหญ่โตมากๆ ผมเชื่อว่าคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ หรือชาวต่างชาติที่เขาเห็นขบวนรถพาไป หรือตำรวจไปโน่นไปนี่ เสร็จเรียบร้อยแล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์ไป คงเข้าใจว่านี่คือผู้ต้องหาที่สำคัญ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง


ข้อที่สอง แล้วเวลาวันที่ไปค้นบ้านของลุงพล ก็คือบ้านชาวบ้านธรรมดาหลังหนึ่งนี่เอง หลังจากที่ได้พัฒนาปรับปรุงจากบ้านหลังเก่าๆ มา ได้เงินได้ทองจากแฟนพันธุ์แท้ที่ช่วยเหลือลุงพลมา มีคนออกเงินค่าซ่อมบ้านให้ ท่านผู้ชมครับ เอาตำรวจไป 30 คน ครึ่งกองร้อย อาวุธครบมือ ไปแบบยิ่งใหญ่เลย ให้กำนันออกเครื่องกระจายเสียง ให้ออกมามอบตัว โน่นนี่นั่น ท่านผู้ชมครับ ถามว่าถ้าไม่ใช่หนังฮอลลีวูด แล้วมันเป็นเรื่องอะไร ผมว่าตำรวจไทยช่วงหลัง เยอะเกินไป แล้วก็ไม่รู้กาลเทศะ อะไรที่ควร อะไรที่ไม่ควร ไม่รู้ มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ พูดว่าคดีนี้เป็นคดีทั่วไป นี่ไม่ทั่วไป วิธีการทำของตำรวจแบบนี้มันสะท้อนถึงวุฒิภาวะผู้นำว่า เจ็บใจที่ลุงพลทำให้ตัวเองต้องเสียชื่อเสียเสียงมานาน ก็เลยขอเอาคืนบ้าง นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะพูด

นอกจากนั้นแล้ว วงการสื่อมวลชนเขาก็พูดกันว่าข่าวที่จับลุงพล มีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่รู้เรื่อง คือไทยรัฐ เอาล่ะ ไม่เป็นไร อาจจะอ้างว่านักข่าวไทยรัฐเหนือกว่านักข่าวทุกฉบับในประเทศไทย แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะข้อมูลของผมมาก็คือว่า ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข สนิทสนมกับนักข่าวไทยรัฐมาก ไทยรัฐก็เลยเป็นเจ้าเดียวที่ได้รับข่าวชิ้นนี้ เดลินิวส์ตกข่าว แนวหน้าตกข่าว ทุกฉบับตกข่าวหมด

เพื่อนๆ สื่อมวลชนที่ไม่ใช่ไทยรัฐครับ ก็ไหนๆ พล.ต.อ.สุวัฒน์ บอกแล้วไงว่าเขาสนิทสนมกับไทยรัฐ เขาให้ข่าวไทยรัฐคนเดียว ทีหลังคุณก็ไม่ต้องไปทำข่าวอีกต่อไป คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข จะพูดอะไร ก็ให้ไทยรัฐแถลงไปคนเดียวแล้วกัน นี่ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่ผมอยากจะพูด

ลุงพล ในที่สุดก็ได้รับการประกันตัว พอประกันตัวเสร็จ ลุงพลก็ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่เหมือนกัน ฝ่ายหนึ่งหิวแสง อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการโหนแสง ตอนนี้แสงมันสำคัญมาก ลุงพล ก็เลยอัดคลิปเอาใจ fc เรียบร้อยแล้ว ความหิวแสงของลุงพล หรือไชย์พล วิภา นั้น และภรรยา คือนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ก็พอสมควร ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน


ตอนที่อยู่ในโรงพักก็ร้องเพลงลั่นโรงพัก มียูทูบเบอร์ตามไปอัดเสียง พอได้ประกันตัวออกมาก็อัดคลิปถึง fc ที่รอฟังข่าว นายไชย์พล กล่าวขอบคุณแฟนคลับ และฝากถึงคนที่เห็นต่าง โพสต์ลงแชนเนลยูทูบ "ลุงพลป้าแต๋นแฟมิลี่" มียอดตามอยู่ประมาณ 367,000 follower


ในที่สุดก็เป็นที่เข้าใจได้ มันเป็นแหล่งทำมาหากินของลุงพล ซึ่งมีการอัดคลิปชีวิตลุงพลในแต่ละวัน ลุงพลกินข้าว ลุงพลขับรถไปวัด ก็มีคนติดตามดูเป็นแสน เป็นล้าน ก็พูดได้ว่าตั้งแต่เกิดเหตุฆาตกรรมหลานสาววัย 3 ขวบ กลับกลายเป็นว่า นายไชย์พล วิภา มีงาน มีเงิน มีชื่อเสียง รายได้ก้อนโต กลายเป็นเซเลบบ้านกกกอก

การที่ลุงพลดังขึ้นมาอย่างนี้ เป็นเพราะว่าสื่อของเราหิวแสง สังคมเสื่อม ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนไม่น้อยเลย สื่อหิวแสง อย่างเช่นอมรินทร์ทีวี โดยเฉพาะพิธีกรข่าวอย่างเช่น นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี จากรายการ "ทุบโต๊ะข่าว" รายงานชีวิตลุงพลแบบเกาะติด จนเปลี่ยนลุงพล จากผู้ต้องสงสัยกลายเป็นซุป'ตาร์ไปได้ ในขณะเดียวกัน เรทติ้งช่องอมรินทร์ฯ ก็เพิ่มขึ้นด้วย ก็เลยต้องสร้างพล็อตข่าวเรื่องลุงพลออกไปทุกวัน จากข่าวอาชญากรรม กลายเป็นเรียลริตีโชว์ มีครบทุกรส ทั้งเงื่อนงำคดีการเสียชีวิต เรื่องลี้ลัย ไสยศาสตร์ หนึ่งในผู้ต้องสงสัย อย่างเช่นนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล นั้น ถูกปั้นเรื่องปั้นราวให้เป็นชาวบ้านธรรมดาที่น่าสงสาร ลามมาจนถึงสัดส่วน ลามมาจนถึงระบุสัดส่วน น้ำหนัก ส่วนสูง


มีรูปและคลิปร้องเพลงสมัยหนุ่มๆ แม้กระทั่งความสนใจงานในวงการบันเทิง มีชื่อเสียง เงินทองไหลมาเทมา หลังจากนั้นก็ไม่นับพวกที่เข้าคิวเกาะกระแส หิวเงิน หิวแสง ทำมาหากิน ทั้งขาประจำ อย่างเช่น อุ๊บ วิริยะ ซึ่งต่อมาภายหลังก็ออกมาด่านายไชย์พล วิภา อย่างสาดเสียเทเสีย


หมอปลา มือปราบสัมภเวสี แม้กระทั่งเพลง "อยากเป็นป้าแต๋นแฟนลุงพล" หรือใน MV เพลงเต่างอย เวอร์ชันจินตหรา พูนลาภ ที่ร้องคู่กับลุงพล


ท่านผู้ชมครับ สังคมไทยมันบ้าไปแล้ว สื่อก็บ้า คนที่โหนกระแสก็บ้า แล้วยังมีกองทัพสื่อส่วนตัว เรียกว่ายูทูบเบอร์สายลุงพล ประมาณ 30 ช่อง ทั้งที่เป็นคนบ้านกกกอก และคนนอกพื้นที่ ทำมาหากินจากการเกาะติดชีวิตลุงพล


ตอนนี้ก็มีคนหิวแสงเพิ่ม คือนายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ของสภา ก็เอาลุงพล และทนายตั้ม ษิทรา เอาไปซักถามเรื่องราวต่างๆ ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไรมาอย่างไร คือท่านผู้ชมครับ คนเสียชีวิต คือน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ คนต้องสงสัย แต่ไม่ได้ต้องสงสัยว่าถูกฆ่าตายตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 288 ไม่ได้ใช้ในเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องพรากผู้เยาว์ ก็เละเทะกันไปใหญ่เลยคราวนี้ ถึงกับบอกว่าเดี๋ยวต้องเชิญ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข มา พี่นวยของผม อำนวย นิ่มมะโน ก็ออกมาบอกว่า เดี๋ยวมันจะล้วงตับข้อมูลของตำรวจนะ ทนายตั้มก็สวนกลับไป ท่านผู้ชม งานนี้มันเป็นงานละครชุดใหญ่ชุดหนึ่ง โคตรดรามาเลยงานนี้ ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา แล้วก็จะเรียกเรทติ้งอีก


ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง มิติที่ผมเอามาพูด มันตลก เรื่องราวใหญ่โตมโหฬารของชาติบ้านเมือง งบประมาณ 5 แสนล้าน ที่ผ่านสภาฯ แล้วเอามาเป็นการแบ่งเค้กกัน การบริหารงานผิดพลาดของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องของการจัดวัคซีน แล้วการที่ท่านนายกฯ ออกมาขอโทษประชาชนแบบประเภทไม่จริงใจ ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครคิดเลยแม้แต่นิดเดียว คนไทยสนใจแต่เรื่องน้ำเน่าและไร้สาระแบบนี้ น้องชมพู่ตาย ให้ตำรวจจัดการไปเลย เจอก็เจอ ไม่เจอก็ต้องถามตำรวจว่าเกิดอะไรขึ้น คุณไม่มีประสิทธิภาพหรือ กลายเป็นว่า กลายเป็นเรื่องออกไปในโซเชียลมีเดีย กลายเป็นโปรโมตลุงพล อุ๊บ วิริยะ ก็ออกมาถล่มลุงพล

ท่านผู้ชมครับ ก่อนจะจบเรื่องลุงพล ผมจะเอารูปให้ท่านผู้ชมดู ภาพความเวอร์ของตำรวจยกพลไปจับลุงพล อย่างกับเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ มาเฟียค้ายา ท่านผู้ชมครับ ภาพแรก ตำรวจคอมมานโดพร้อมอาวุธครบมือบุกรวบตัวลุงพล ที่บ้านใน จ.มุกดาหาร วันที่ 2 มิถุนายน 2564


เห็นไหมครับ แต่งตัว ถือปืนกล อาวุธครบมือเลย ตายล่ะ นี่ลุงพลเป็นราชาค้ายาเสพติดหรืออย่างไร ตำรวจไปที่บ้านของลุงพล แจ้ง 3 ข้อหาของน้องชมพู่ นี่ยกกำลังไปรับลุงพลที่นั่งเฮลิคอปเตอร์บินมาถึง จ.มุกดาหาร ส่งลุงพล ก็ต้องเอารถหุ้มเกราะ


คุมตัวลุงพลขึ้น ฮ. ส่ง สภ.กกตูม มุกดาหาร นี่แค่ตัวอย่างธรรมดานะท่านผู้ชม ผมว่าทั้งสังคมบางส่วน และตำรวจไทย เลอะเทอะกันไปหมดแล้ว


เรื่องของลุงพล กับทนายตั้ม ตอนนี้ก็เริ่มมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาอีก และผมก็อยากให้จับตาดูคดีนี้อย่างสุดซึ้ง เพราะว่าตัวละครที่เพิ่มขึ้นมานั้น มันทำให้ผมอดขำไม่ได้ คนๆ นั้นก็คือ คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับคุณษิทรา เบี้ยบังเกิด ซึ่งเป็นทนายของลุงพล

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ และษิทรา เบี้ยบังเกิด นั้น ทั้งสองคนเป็น Duo ที่ภาษาบู๊ลิ้มเขาเรียกว่าแค้นสั่งฟ้ากัน ปะทะกันมาหลายเวที ผมยังนึกไม่ถึงเลยว่าคดีลุงพลจะมีตัวละคร คือคุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ซึ่งเป็นจอมแฉแห่งยุค ซึ่งในประเทศไทยก็คงจะไม่มีใครแฉเรื่องราวต่างๆ ได้มากเท่ากับคุณอัจฉริยะแล้ว ทั้งอัจฉริยะ และษิทรา นั้น เป็น Duo ที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้ากันอย่างแน่นอนที่สุด แล้วถ้ามีโอกาส อาทิตย์หน้าผมจะเอาเรื่องคนสองคนนี้มาเล่าให้ฟัง รับรองว่าสนุกสนานมาก จะถูกอกถูกใจท่านผู้ชมเลย


อัจฉริยะ ก็มายืนอยู่ข้างแม่ของน้องชมพู่ และอีกอย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับว่าเอาทีมทนายความเข้ามาเลย โดยมีคุณอัจฉริยะ ไม่ได้เป็นทนายความ แต่เป็นหัวหน้าสำนักงานในเรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ คุณษิทรา เบี้ยบังเกิด นั้นก็ยังไม่ยอมที่จะเสียแต้มต่อ พอรู้ว่ามีสายคุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เข้ามาช่วยแม่ของน้องชมพู่ คุณษิทรา ก็พูดจานิ่มๆ ว่า นึกว่าใครที่ไหน อ๋อ เป็นทีมนี้หรือ ผมไม่กังวลอะไรทั้งสิ้น นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน

แต่เอาเป็นว่า มีควันหลงอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งควันหลงนี้เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังตอนจบ คือควันหลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้พูดในสภาฯ เมื่อวันพุธที่่ผ่านมา ในการอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับงบฉุกเฉิน 5 แสนล้าน ท่านก็ฟาดงวงฟาดงาไปที่สิระ เจนจาคะ พูดในทำนองว่า ไม่มีอะไรทำแล้วหรืออย่างไร สภาผู้แทนราษฎรถึงเอาผู้ต้องหามาประชุมร่วมกัน แล้วก็มาซักถาม นี่ประเทศไทยทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังถึงนัยและเบื้องหลัง


ก็เอาเป็นว่าเรื่องนี้กว่าจะจบ คงจะฟาดฟันกันหนัก เพราะว่าคุณอัจฉริยะ กับคุณษิทรา นั้น มีประวัติการฟาดฟันกันมานานแล้ว หลายๆ อย่าง ทั้งคู่ทำ ทั้งคู่ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ผมไม่รู้ว่าแต่ละคนกำความลับอะไรของอีกฝ่ายไว้มากน้อยแค่ไหน แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้คงไม่จืดอย่างแน่นอน



ท่านผู้ชมครับ เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ผมได้พูดเรื่อง สงครามครูเสดยุคขีปนาวุธ เป็นสงครามระหว่างชาวปาเลสไตน์ กับอิสราเอล ที่ผมอธิบายความหลายๆ อย่าง วันนี้จำเป็นจะต้องมาติดตามผลของปัญหาปาเลสไตน์อีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่โน่น แต่เกิดขึ้นในประเทศไทย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

แต่หลักๆ แล้วเพื่อเตือนความจำท่านผู้ชมที่จำไม่ค่อยได้ หรือท่านผู้ชมที่เพิ่งจะเข้ามาฟังใหม่ ก็คือสรุปง่ายๆ ว่า ปาเลสไตน์ (ผมเอาแผนที่ขึ้นให้ดู) เป็นแผนที่ที่เป็นปาเลสไตน์ ที่เป็นรูปแหลมๆ ลงมา แล้วก็สมัยก่อน เมื่อปี 1945 ปาเลสไตน์ สีเขียวทั้งหมดเลย เป็นของชาวอาหรับ ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งอยู่มาในคาบสมุทรนี้เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว ซึ่งเป็นพวกชาวคานาอัน


ส่วนที่เห็นสีขาวแซมๆ อยู่นั้นก็คือพวกชาวยิวที่มาอยู่ แล้วต่อมา ในปี 1947 อีกปีเดียวเท่านั้นเอง สีขาวๆ คือพวกอิสราเอล ก็เข้ามายึดครองพื้นที่ปาเลสไตน์ แล้วก็ไล่ชาวปาเลสไตน์ไปอยู่ตรงพื้นที่สีมืดๆ ที่เกิดเหตุนี้ก็เพราะว่า และตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา ถึงครั้งที่ 2 ชาวยิวที่ร่ำรวยขึ้นมา ทำมาค้าขายในยุโรป แล้วก็ได้ก่อตั้งสมาคม เขาเรียกว่า ไซออนิสต์ (Zionism) แล้วก็หนึ่งในหัวหน้าใหญ่ ก็คือตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild)


ตระกูลรอธส์ไชลด์ คือใคร ? คือตระกูลชาวยิวซึ่งเคยให้เงินสนับสนุน แล้วก็เอาเงินไปไถ่ตัวกษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์ที่ถูกอาหรับจับตัวได้ และเรียกค่าไถ่ หลังจากนั้นชาวยิวที่ร่ำรวยก็เลยเอาเงินสนับสนุนรัฐบาลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อแลกกับที่ให้อังกฤษและพันธมิตรที่สู้กับเยอรมนีแล้วชนะ เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือจากชาวยิว ก็จะออกกฎหมายหรือหาช่องทาง หาถิ่นเกิดให้ชาวยิวได้กลับไปอยู่ที่ปาเลสไตน์ ตามคัมภีร์โบราณของชาวยิวที่บอกว่าปาเลสไตน์คือบ้านเกิดเมืองนอนของชาวยิว ซึ่งมันไปขัดกับชาวปาเลสไตน์ซึ่งอยู่มาเป็นพันๆ ปีเช่นกัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษก็เลยใช้วิชามารหลายอย่าง ผลักดันให้ชาวยิวสามารถที่จะปักหลักอยู่ในปาเลสไตน์ได้ในปี 1946 ตอนแรกก็เข้าไปเล็กๆ น้อยๆ แต่พอตอนหลัง 1947 ทางตะวันตกก็ผลักดันให้ชาวยิวขยายพื้นที่ และมาถึง 1967 ชาวปาเลสไตน์ก็เหลืออยู่ตรงมุมขวามุมหนึ่ง แล้วก็ติ่งตรงซ้ายอีกที่หนึ่ง มาถึงปัจจุบัน 2010 คือเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าพื้นที่ทั้งหมดในปาเลสไตน์นั้น อิสราเอลยึดไปเกือบหมด ชาวปาเลสไตน์นั้นอยู่เป็นจุดๆๆๆ นี่ก็คือที่มา ท่านผู้ชมต้องเข้าใจกันนิดหนึ่ง

ในการขยายตัวของชาวยิวในปาเลสไตน์นั้น ก็ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังทหารของอิสราเอล ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ ยิง ฆ่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกอย่าง โดยการสนับสนุนจากทางตะวันตก อังกฤษ อเมริกา ตัวดีเลย ที่สนับสนุนให้ชาวอิสราเอลนั้นรุกข้ามเขตแดนต่างๆ ที่ชาวปาเลสไตน์อยู่ และมีการตกลงกันแล้วในระดับสหประชาชาติ ว่าตรงนี้ ส่วนนี้เป็นของปาเลสไตน์ ส่วนนี้เป็นของชาวอิสราเอล ไม่ยอม จะยึดให้หมดเลย ก็เลยเกิดสงครามนี้ขึ้น


เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องปาเลสไตน์ก็เลยเป็นเรื่องสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกอาหรับ อียิปต์ จอร์แดน คูเวต แม้กระทั่งซาอุดีอาระเบีย ทุกคนต่อสู้เพื่อชาวปาเลสไตน์ สนับสนุนให้ชาวปาเลสไตน์ต่อสู้กับชาวอิสราเอล กดดันชาวอิสราเอล ตลอดจนกระทั่งถึงชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะตะวันออกกลางแล้ว เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมต้องเข้าใจว่าเรื่องที่ผมพูดนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องของจิตใจของคนที่มีความเชื่อ และที่ปาเลสไตน์นั้น ที่นั่นก็จะมีสถานมัสยิดที่ศักดิ์สิทธิ์ ชื่อ อัลอักซอ ซึ่งตั้งอยู่บน Temple Mount หรือเรียกว่า ภูเขาแห่งวิหาร ก็ได้ แล้วชาวยิวก็จะบุกรุกเข้าไปจนกระทั่งใกล้จะยึดมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ คือ อัลอักซอ ซึ่งชาวปาเลสไตน์ก็ต่อต้านอย่างรุนแรง จนกระทั่งมีการเสียชีวิตอย่างมาก


เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทั่วโลกนี้ และชาวมุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมที่คาซัคสถาน จะเป็นมุสลิมที่อุยกูร์ หรือจะเป็นมุสลิมที่อินโดนีเซีย ที่มาเลเซีย หรือประชากรชาวมุสลิมที่อยู่ในประเทศไทย ในฟิลิปปินส์ ในตะวันออกกลาง ทั่วโลก ต่างให้กำลังใจปาเลสไตน์ เพราะว่าเป็นสัญลักษณ์ คือชาวมุสลิมที่ปาเลสไตน์ถูกชาวยิวรังแกโดยได้รับการสนับสนุนจากทางตะวันตก คืออเมริกา และอังกฤษ นี่คือหลักการนะครับ เมื่อท่านผู้ชมเห็นแล้ว จะเห็นว่าการต่อสู้ หรือการให้กำลังใจของชาวมุสลิมที่อยู่ในทั่วโลกต่อปฏิบัติการของอิสราเอลที่มีต่อปาเลสไตน์ มีอะไรบ้าง ผมเอาตัวอย่างให้ดูง่ายๆ


รูปที่ผมเอาขึ้นให้ดู รูปที่ 1 เป็นสมาชิกรัฐสภาของประเทศไอร์แลนด์ สวมแมสก์ หน้ากาก มุมขวาบน ลายรูปธงชาติปาเลสไตน์ พร้อมข้อความว่า Free Palestine ก็คือปลดปล่อยปาเลสไตน์ เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับปาเลสไตน์ ที่ถูกยึดครองบ้านเรือนในเขตชิกจารา


รูปที่ 2 ริยาด มาห์เรซ นักเตะชาวแอลจีเรีย ของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี เดินโบกธงชาติปาเลสไตน์ระหว่างฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด 2020-2021


รูปที่ 3 พอล ป๊อกบา นักเตะชาวฝรั่งเศส และอามาด ดียาโล นักเตะชาวโกตดิวัวร์ ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นชาวมุสลิมทั้งคู่ เดินโบกธงปาเลสไตน์ในสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด หลังจากเกมพรีเมียร์ลีกกับฟูแลม ในช่วงที่มีการสู้รบกันอย่างหนักระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในเดือนพฤษภาคม 2564


รูปที่ 4 การรณรงค์ปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือที่เรียกว่า Free Palestine ที่กรุงโตเกียว ในญี่ปุ่น

รูปที่ 5 การรณรงค์ Free Palestine ในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย


รูปที่ 6 การณรงค์ Free Palestine ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

รูปที่ 7 การรณรงค์ปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือ Free Palestine ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

รูปที่ 8 การรณรงค์ Free Palestine ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส


รูปที่ 9 การรณรงค์ Free Palestine ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี

รูปที่ 10 การรณรงค์ Free Palestine ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี


รูปที่ 11 การรณรงค์ Free Palestine ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา

รูปที่ 12 การรณรงค์ Free Palestine ในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ท่านผู้ชมครับ ทำไมผมต้องเอารูปพวกนี้ แต่ละประเทศ เอามาให้ท่านผู้ชมดู ผมต้องการแสดงให้ท่านผู้ชมเห็นว่าเรื่องปาเลสไตน์นั้นเป็นเรื่องของชนชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะที่ปาเลสไตน์ กับอิสราเอล ยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ เรียกได้ว่าชาวมุสลิมทุกประเทศทั่วโลกรณรงค์เพื่อชาวปาเลสไตน์ด้วยแคมเปญ Free Palestine คือปลดปล่อยปาเลสไตน์ มันเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่สามารถกระทำได้ ท่านผู้ชมครับ แต่ในประเทศไทยกลับไม่ได้เป็นอย่างนี้

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 กลุ่มชาวมุสลิมในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งที่เดิมทีจัดกิจกรรมแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์มาโดยตลอดตามวาระต่างๆ ทั้งการเดินขบวน การจัดการเสวนา การสัมมนา ได้รวบรวมเงินก้อนหนึ่งเพื่อไปเช่าป้ายโฆษณาเพื่อแสดงออกในเรื่องนี้ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ติดธงชาติประเทศปาเลสไตน์ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า Free Palestine เหมือนทุกประเทศในโลกที่เขาประท้วงกัน


ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน สามารถมองเห็นป้ายนี้จากทางด่วนช่วงจะลงไปยังถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพฯ โดยมุมบนขวาเขาเขียนว่า "เรารักปาเลสไตน์" ส่วนพื้นหลังยังมีภาพของโดมทอง โดมศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับมัสยิดอัลอักซอ ที่ผมพูดไปแล้ว ตั้งอยู่บนเนินเขา Temple Mount ภูเขาแห่งวิหาร เมืองอัลกุดส์ เยรูซาเล็ม โดยมัสยิดอัลอักซอ เป็นมัสยิดแห่งแรกในการละหมาดของชาวมุสลิม และเป็นมัสยิดศักดิ์สิทธิ์อันดับที่ 3 ของศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมทั่วโลก

ท่านผู้ชมครับ ผมเป็นชาวพุทธ ผมเข้าใจว่าท่านผู้ชมหลายท่านไม่ชอบปาเลสไตน์ ไม่ชอบชาวอิสลาม ชาวมุสลิม แต่ผมคิดว่าชาวมุสิลมเป็นคนที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ เราต้องแยกให้ถูกระหว่างชาวมุสลิมที่เป็นผู้ก่อการร้าย กับชาวมุสลิมที่รักสันติ ทุกประเทศมีคนดี มีคนเลว ทุกศาสนาก็มีคนดี มีคนเลว ทุกความเชื่อก็มีคนดี คนเลว แต่คำสอนของศาสดา ไม่ว่าจะเป็นพระอัลเลาะห์ หรือท่านนบีมุฮัมมัด หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนของพระเยซู ล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นให้คนทำดีกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว ผมรังเกียจการรังแกคนที่อ่อนแอ และผมรังเกียจอิสราเอลมาก


เพราะได้รับการหนุนหลังจากอเมริกาและอังกฤษ ในการยึดครองพื้นที่ที่พวกชาวปาเลสไตน์เขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ถ้าท่านผู้ชมมีจิตใจที่รักความเป็นธรรม ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่าชาวปาเลสไตน์โดนรังแกมาตลอด ตั้งแต่โบราณกาล ตั้งแต่ปี 1946 ก่อนผมเกิด 1 ปี 75 ปีที่แล้ว มาจนกระทั่งถึงวันนี้ ถูกรุกรานโดยอิสราเอล

อิสราเอลมีประชากรแค่ 11 ล้านคน อเมริกาส่งเงินช่วยทางการทหารให้อิสราเอลปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท เป็นเวลาตั้งกี่ปีแล้ว จนอิสราเอลสามารถจะพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยได้ และเอาอาวุธที่ทันสมัยนั้นส่งขายออกไปทั่วโลก อิสราเอลคือประเทศกระหายเลือด กระหายสงคราม ผมต้องพูดเช่นนี้ ผมรู้ว่าหลายๆ ท่านไม่ชอบ ชอบอิสราเอลมากกว่า เพราะผมสังเกตได้จากคอมเมนต์มีบางท่านเขียนชมอิสราเอล ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมที่คิดอย่างนั้น ผมถามว่าจิตใจท่านทำด้วยอะไร อิสราเอลคือฆาตกร มือเปื้่อนเลือด แย่งชิงที่อยู่อาศัยของเขา ทำร้ายพ่อแม่เขา ทำร้ายพี่น้องเขา ทำร้ายลูกเขา ในนามของการยึดครองพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งของชาวอิสราเอลให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตัวเองก็มีอยู่แล้ว

ป้ายโฆษณาที่ติดเอาไว้ ที่ผมชี้ให้เห็นนั้น ปรากฏว่าได้ถูกสั่งเอาลงมา ทางเราติดต่อไปทางผู้ซื้อป้ายโฆษณา ได้รับคำตอบว่า พวกเขาได้รับไอเดียจากชาวมุสลิมในอังกฤษ สหราชอาณาจักร และบางประเทศในยุโรปที่สนับสนุนปาเลสไตน์ กลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ในอังกฤษยิงโปรเจกเตอร์ฉายภาพธงชาติปาเลสไตน์ไปที่อาคารรัฐสภา ช่วงสงครามในปี 2557


นอกจากนั้นแล้ว ประเทศต่างๆ ผู้ที่คัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล ท่านผู้ชมครับ อิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนมาตลอดเวลา แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังอิสราเอลก็คือเมริกา ซึ่งใช้การปกป้องสิทธิมนุษยชนมารุกรานประเทศที่ตัวเองต้องการจะรุกราน แต่กับอิสราเอล ตัวเองสนับสนุนให้อิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่หยุดไม่หย่อน

ป้ายดังกล่าวที่ติดอยู่ริมทางด่วน บริเวณทางลงสาธุประดิษฐ์ ติดอยู๋ไม่กี่วัน กลับมีเจ้าหน้าที่รัฐไปกดดันให้เอาป้ายลง โดยอ้างว่า เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงจากกองบังคับการตำรวจสันติบาล ได้โทรศัพท์ติดต่อกับเจ้าของพื้นที่ให้เอาป้ายลง แต่ถูกปฏิเสธ โทรไปว่า เกรงว่าทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างอิสราเอลกับประเทศไทยไม่ดี


ผมเรียนถามเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่นั้นมาจากรองผู้การ จากกองบังคับการตำรวจสันติบาล ก็ต้องเป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลต้องรับรู้เรื่องนี้ หรือถูกสั่งงานมา ถ้าผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลถูกสั่งงานมา ก็แสดงว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน แล้วถ้า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รู้เรื่องนี้ ก็แสดงว่าต้องมีคนที่ใหญ่กว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข แจ้งมา ก็หนีไม่พ้นอยู่ 2 คน คนแรกก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่รู้เรื่องนี้ หรือคงไม่ได้สนใจ คนที่จะต้องไปบอก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเดี๋ยวเราจะขัดแย้งกับอิสราเอลนะ ถ้าปล่อยให้ป้ายอยู่อย่างนี้ต่อ น่าจะเป็นนายดอน เฮ้าเลี่ยน อีกแล้วท่านผู้ชม ดอน เฮ้าเลี่ยน ดอน ปรมัตถ์วินัย


เพราะว่านายดอน เป็นคนที่รับใช้สหรัฐอเมริกามาตลอด ทุกเรื่อง แล้ววันหลังผมจะมีข้อมูลบางอย่างให้เห็นว่านายดอน กำลังทำกิจกรรมอะไรหลายอย่างกับประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐอเมริกา และอาจจะทำให้ประเทศไทยเดือดร้อน

หลังจากนั้น หลังจากโทรศัพท์ไปให้เอาป้ายลง เจ้าของป้ายไม่เอาลง ตำรวจก็เลยสร้างความกดดันเพิ่มขึ้น ระบุว่าจะให้ฝ่ายโยธาธิการของสำนักงานเขต คือเขตบางคอแหลม สั่งการให้เอาป้ายลงมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย อ้างระเบียบ พร้อมข่มขู่เขตว่าจะตรวจสอบป้ายโฆษณาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากไม่ดำเนินการปลดป้ายลงมา ท่านผู้ชมครับ ประหลาดใจไหมครับ นี่คือนิสัยตำรวจไทย

เสาร์ที่ 5 มิถุนายน เจ้าของพื้นที่ดังกล่าวก็ตัดสินใจจะปลดป้ายสนับสนุนกลุ่มปาเลสไตน์ลงมาแล้ว เพราะเขาเกรงจะได้รับผลกระทบจากคำขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือตำรวจนั่นเอง ตำรวจ คุณทำได้จริงๆ ทุกเรื่อง


ท่านผู้ชมครับ ความกดดันทางภาครัฐให้ปลดป้ายสนับสนุนธงชาติปาเลสไตน์บนทางด่วน บริเวณจุดทางลงถนนสาธุประดิษฐ์ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติวิธี เขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย เรื่องแบบนี้ไม่เคยมีในโลก ท่านผู้ชม ไม่เคยมี กรณีแบบนี้ที่อื่นไม่มีเกิดขึ้น ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลครับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ครับ นายกฯ ประยุทธ์ครับ และคุณดอน ปรมัตถ์วินัย ครับ ชาวมุสลิมในประเทศไทยไม่พอใจมากที่รัฐบาลร่วมกันใช้อำนาจปลดป้ายดังกล่าวลง ขอบพระคุณมากที่ทำเช่นนั้น เพราะในที่สุดแล้ว นิกายซุนนี กับนิกายชีอะฮ์ ซึ่งไม่ถูกกันมานานแสนนาน วันนี้กลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว จับมือร่วมกันต่อต้านรัฐบาลไทย และประเทศไทย สนุกแล้วใช่ไหมครับ


ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี คือใคร ? ท่านเป็นผู้นำชาวชีอะฮ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังในการแลกนักโทษระหว่างสปายชาวออสเตรเลียที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้ว กับนักโทษอิหร่านที่อยู่ในประเทศไทย แลกกันไป และไทยก้ได้ประโยชน์เป็นเรื่องของการถอนฟ้องจากเหมืองทองอัครา เห็นไหมท่านผู้ชม ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี อเมริกาเคยมาช่วยไหม อิสราเอลเคยมาช่วยไหม ก็ไม่เคย แต่ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี ช่วยทำให้เหมืองทองอัครา ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท คิงส์เกต ที่ออสเตรเลีย ถอนฟ้องประเทศไทยไป ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี ท่านไม่พอใจอย่างมาก ท่านให้ความเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ท่านพูดว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องมีคำตอบ "ถ้ารัฐบาลจะแก้ตัวเรื่องที่กดดันเอาป้ายปาเลสไตน์ลง เพื่อไม่ให้โลกอิสลามเข้าใจไทยผิด" (ท่านกำลังบอกว่าโลกอิสลามกำลังเข้าใจไทยผิดหมดแล้ว ว่าไทยก็คือสุนัขรับใช้ของประเทศอิสราเอล และใครทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสุนัขรับใช้ของอิสราเอล ถ้าไม่ใช่รัฐบาล)


ท่านบอกว่าวิธีแก้ "ก็คือต้องเอาป้ายไปขึ้นหน้าทำเนียบรัฐบาล 15 วัน ครับ" หากรัฐบาลไทยไม่ขอโทษในสิ่งนี้ภายใน 15 วัน จะมีมุสลิมทุกกลุ่มทั่วประเทศไทย จะร่วมมือกันทั้งหมดติดธงติดป้ายปาเลสไตน์กันทุกมัสยิด ถ้ารัฐบาลต้องการจะปิด คนไทยมุสลิมจะเปิดเอง นี่คือข้อเสนอเพื่อหาทางออก

ท่านผู้ชมครับ ยังมีอีก "ถ้าประเทศอาหรับบางประเทศรู้ว่ารัฐบาลไทยมีส่วนในการกดดันปลดป้ายปาเลสไตน์ สินค้าส่งออกมีปัญหาแน่" ถ้าอย่างนั้นส่งออกไปอิสราเอลสิ อิสราเอลมีประชากรแค่ 11 ล้านคนเอง ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี บอกว่า "แล้วอย่ามาขอร้องให้ผมช่วยอีกนะ" เหมือนกรณีแลกเปลี่ยนนักโทษ

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้บ้าคนไหน ผู้มีอำนาจ ไปสั่งการให้มีการปลดป้าย Free Palestine ปลดปล่อยปาเลสไตน์มันผิดตรงไหน เพื่อเอาใจฝรั่ง หรือถูกฝรั่งสั่งมา ชาวมุสลิมเขาถึงบอกไงว่า ยิว ก็คืออิสราเอล สั่งรัฐบาลไทยได้ ลองคิดในมุมกลับท่านผู้ชม ดูการที่รัฐบาลไทยทำเช่นนี้ จะยิ่งทำให้พี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลกอาจจะหันมารุมสกรัมประเทศไทยได้เพราะเรื่องปาเลสไตน์ อาจจะเป็นฉันทามติ ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันของมุสลิมทั่วโลก ที่ผมเอารูปให้ดูแล้วว่าเขามีกันทั่วโลกเลย เรื่องนี้เขาเคลื่อนไหวกันทั่วโลก

ป้ายที่ติดอยู่ที่ทางด่วนสาธุประดิษฐ์ เป็นเพียงแค่การแสดงเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ เหมือนกับที่คนบางพวกแสดงความเห็นใจชาวพม่า ชาวโรฮีนจา ชาวอุยกูร์ ชาวซีเรีย ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ที่แน่ๆ คือการรื้อป้ายดังกล่าว จึงทำให้พี่น้องชาวมุสลิมไม่พอใจอย่างมาก อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า พี่น้องชาวมุสลิม 2 นิกายที่ระหองระแหงกันมานาน กลายเป็นรวมตัวกันแล้ว ท่านผู้ชมครับ อันนี้เรียกได้ไหมว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้านโดยแท้

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นวันแรกที่รัฐบาลไทยประกาศว่าจะมีการฉีดวัคซีนแบบปูพรมทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาล โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า ลอตแรกของการฉีดนั้นมีแน่นอน ประมาณ 2 ล้านโดส


ท่านผู้ชมครับ ผมพอจะเข้าใจเหตุผลของการใช้คำว่า ฉีดวัคซีนแบบปูพรมทั่วประเทศ คือจริงๆ แล้ว คำว่า "ปูพรมทั่วประเทศ" มันทำได้ ถ้าของมันมี แต่ถ้าของมันมาแค่ 1.8 ล้านโดส ในวันที่ 7 ตามข้อมูลที่มีมา แล้วที่เหลือก็จัดสรรไปตามจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 พันกว่าโดส 3 พันกว่าโดสบ้าง บางจังหวัดก็อาจจะได้น้อยกว่านี้ บางจังหวัดก็อาจจะได้มากกว่านี้ สรุปง่ายๆ ว่า คนที่มาลงทะเบียนเป็นหมื่น บางคนก็เป็นถึงหลักแสน อย่างเช่นที่ จ.ลำปาง มันก็เลยเกิดภาวะการณ์ที่โรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลก็ไม่กล้าที่จะยืนยันที่จะฉีดวันที่ 7 หรือวันที่ 8 เพราะเกรงว่าวัคซีนที่เข้ามานั้นมันมีไม่พอ เพราะได้รับการจัดสรรมาในจำนวนที่น้อยมากจนเกินไป

ด้วยเหตุนี้หลายๆ จังหวัดก็เริ่มแจ้งไปทางประชาชนว่าให้เลื่อนไปก่อน ก็เลยเป็นผลให้ทางรัฐบาลเสียหน้า เสียหน้าถึงขนาดที่เรียกว่าข่มขู่โรงพยาบาลต่างๆ ว่าอย่างไรก็ต้องฉีด โรงพยาบาลก็เลยต้องกลับคำมาอีกทีหนึ่ง

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะพูดว่าเป็นความผิดของใคร แต่ผมกำลังจะเตือนสติรัฐบาล ผมรู้ว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังมีปัญหามากในเรื่องวัคซีน เพราะฉะนั้นแล้ว การที่จะได้วัคซีนลอตแรกมาจากแอสตร้าเซนเนก้า 1.8 ล้านโดส มันก็เป็นการตั้งข้อสมมติฐานว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว เป็นโอกาสที่จะหาเสียงได้เลย ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ใช้คำว่า ปูพรมทั่วประเทศ เพื่อให้ความมั่นใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ปูพรมทั่วประเทศ เขาเรียกว่า ฝนมันตกไม่ทั่วฟ้า บางแห่ง ปากช่องอาจจะตกแค่ประมาณ 3-4 เม็ด พรมๆ ที่ตกเยอะหน่อยก็อาจจะมีอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร ผมคิดว่าข้อคิด คำพูดของหมอชนบท ที่ให้สัมภาษณ์มานั้น เป็นคำพูดที่มีเหตุมีผล หมอชนบทเขาบอกว่า จริงๆ แล้ว ถ้าดูเหตุการณ์จริงๆ ความต้องการวัคซีนในขณะนี้ ที่มากที่สุดก็คือกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครนั้น เป็นต้นตอของการระบาด เหตุผลก็เพราะว่าการระบาดนั้นมันเกิดขึ้นเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบให้ประชาชนเดินทางกลับไปฉลองสงกรานต์ได้ ทั้งๆ ที่ท่านรู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะระบาดระลอกที่ 3 ก็มี แต่ท่านไม่อยากทำให้ประชาชนไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นแล้ว แพทย์ชนบท และแพทย์ตามต่างจังหวัด ก็บอกว่า ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในกรุงเทพฯ พอกลับไปสงกรานต์ที่บ้าน ก็เอาเชื้อที่กรุงเทพฯ ไปติดต่อที่บ้าน แพทย์ชนบทก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้สิ ทำไมไม่ฉีดกรุงเทพฯ ก่อน แล้วก็เลือกดูคลัสเตอร์ตามจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับการติดเชื้อจากกรุงเทพมหานครไป อาจจะทำให้อำเภอนี้มีเชื้อมากขึ้น ก็ไประดมฉีดที่อำเภอนี้ก่อน ส่วนที่อื่นนั้น ถ้าจำนวนคนติดเชื้อน้อยเหลือเกิน ก็ให้เก็บเอาไว้ก่อนชั่วคราว ถ้าจะเปิดพัทยา เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้า ถ้าจะเปิดเชียงใหม่ ให้นักท่องเที่ยวเข้า ถ้าจะเปิดภูเก็ต ให้นักท่องเที่ยวเข้า ก็ทุ่มไปที่กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้การบริหารวัคซีนในช่วงต้นก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ


แต่ผมเข้าใจ เพราะว่าจะมีเสียงโวยวายร้องมาจากทั่วประเทศ ร้องมาอย่างไร ? ร้องมาว่า อ้าว ก็คนไทยเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ได้รับการฉีด รัฐบาลกลัวเสียชื่อเสียง กลัวเสียเสียง ก็เลยต้องมาในรูปแบบของการปูพรมไปทั่วประเทศ

ท่านผู้ชมครับ ถ้าผมพูดต่อไปจากนี้ กรุณาอย่าเข้าใจผมผิด ว่าผมชอบจับผิด แต่ผมไม่ได้จับผิด ผมกำลังชี้ให้เห็นว่า ผมมีข้อสงสัยหลายข้อที่ไม่สามารถจะอธิบายให้ฟังได้ นอกจากรัฐบาลเองต้องอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่ท่านเป็น Single Command ท่านยึดอำนาจทุกคนไปอยู่ในมือท่าน ท่านต้องอธิบายตรงนี้ คำถามผมมีอยู่ ว่า วัคซีนลอตแรกที่รัฐบาลไทยเซ็นสัญญากับแอสตร้าเซนเนก้า โกลบอล ที่เมืองนอก ที่จะให้จัดมาให้ 26 ล้านโดส นั้น เซ็นไปแล้ว แล้วตอนหลังท่านพูดอีกว่าอีก 35 ล้านโดส 35 ล้านโดส ยังไม่ได้เซ็น ที่ผมเข้าใจของผม ถ้าผมผิด กรุณาชี้แจงด้วย เอาหลักฐานให้ดูด้วย

ที่ผมเข้าใจก็คือว่า 26 ล้านโดสนั้น แอสตร้าเซนเนเก้าเขาไม่ได้ให้ประเทศไทยทีเดียว ลอตเดียว 26 ล้านโดส เขามาเป็นระยะๆๆๆ อย่างเช่น วันที่ 7 มิถุนายน เขาส่งให้ 1.8 ล้านโดส เป็นไปได้ไหมเขาบอกว่าประมาณไม่เกินสิ้นเดือนนี้ เอาไปอีกประมาณ 5 ล้านโดส และต่อไปอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า เอาไปอีก 3 ล้านโดส เป็นไปได้ไหม ? ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเช่นนี้ เพราะทำไม ? ท่านผู้ชมกรุณาอย่าเข้าใจอะไรผิด ท่านผู้ชมตามผมมาแล้วฟังให้ดีๆ

สยามไบโอไซเอนซ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยเลยแม้แต่นิดเดียว มีหน้าที่อย่างเดียวคือรับจ้างแอสตร้าเซนเนก้า โกลบอล ที่ลอนดอน เป็นคนผลิตให้ แอสตร้าเซนเนก้า โกลบอล ก็บอกให้สยามไบโอไซเอนซ์ผลิต จะผลิตได้เท่าไรก็ตาม กำหนดที่จะต้องแจกไปตามที่ต่างๆ นั้น ต้องเป็นไปตามล็อกต่างๆ ที่แอสตร้าเซนเนก้าได้ทำสัญญากับแต่ละประเทศเอาไว้ อย่างเช่น ทำกับประเทศไทยไว้ 26 ล้านโดส ทางสำนักงานใหญ่ของแอสตร้าเซนเนก้า ก็ต้องคำนวณแล้วว่ากำลังผลิตของเขา ที่เกาหลีผลิตได้เท่านี้ สยามไบโอไซเอนซ์จะเริ่มผลิตเดือนมิถุนายน ได้เท่านี้ ตรงนี้ได้เท่านี้ เท่านั้น เขาจะเหลือวัคซีนเท่าไร เมื่อเซ็นสัญญากับประเทศไทยหรือประเทศไหนก็ตาม เขาก็บอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ในสัญญาก็คงจะระบุว่า อาทิตย์นี้ วัน ว. เวลา น. จะส่งเท่านี้ให้ก่อน แล้วหลังจากนั้นผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็ส่งอีกเท่านี้ให้ก่อน ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นเช่นนี้

ท่านผู้ชมครับ ถ้ามันเป็นเช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำคือ รัฐบาลต้องพูดความจริง รัฐบาลวันนี้ยังไม่มีการพูดความจริงออกมาให้ประชาชนเลย ประชาชนสับสนกับเรื่องนี้มาก ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด ประชาชนคนไทยเจ็บช้ำ ขมขื่นมากับรัฐบาลชุดนี้มานานพอสมควรแล้ว ถ้าจะอดทนไปอีกสักนิดหนึ่ง แต่เขาได้รับรู้ความจริงว่าอย่างไรเขาจะได้รับวัคซีนแน่ เพราะว่าแอสตร้าเซนเนก้าส่งมาให้ 1.8 ล้านโดส วันที่ 7 หลังจากนั้นอีก 14 วัน จะส่งมาให้เท่านี้ๆๆ อย่าให้ประชาชนไปเดา แล้วท่านเอง ท่านก็ไม่สมควรที่จะไปให้ความหวังกับประชาชนบนพื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง


ผมอ่านเกม ผมอ่านข่าว ผมเห็นแล้วว่าท่านนายกฯ ท่านคงสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ติดต่อวัคซีนต่างๆ เพื่อเอาเข้ามาโดยเร็วที่สุด คุณอนุทิน ก็ติดต่อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไร ? แปลว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าแอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโดส นั้นจะมาเป็นช่วงๆๆ แล้วแต่ละช่วงก็อาจจะไม่ได้เยอะแยะตามที่รัฐบาลต้องการ แต่พูดง่ายๆ ตามสัญญาแล้ว แอสตร้าเซนเนก้าไม่ได้ทำผิดสัญญา เพราะเขาคงระบุไว้เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลก็เซ็นไปแล้ว ผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ คงต้องเป็นคนเซ็นชื่อเรื่องนี้ คำถามมีอย่างนี้ครับท่านผู้ชม ทำไม ตั้งแต่แรกสุด จนกระทั่งเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมานี้ รัฐบาลปิดกั้น ไม่ให้มีการสั่งวัคซีนจากที่อื่นเลย ไม่ให้มหาวิทยาลัยสั่ง ไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนสั่ง ไม่ให้โน่นไม่ให้นี่ เด็ดขาด ให้รัฐบาลเป็นผู้สั่งแต่ผู้เดียว ด้วยเหตุนี้ เมื่อสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์แหกโค้งออกมาเลย โดยประกาศว่า สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จะนำเข้าวัคซีนด้วยตัวเอง ของซิโนฟาร์ม ประมาณ 20 ล้านโดส และเป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างรัฐบาลจีน กับสถาบันจุฬาภรณ์ ผมก็อดคิดไม่ได้ ท่านผู้ชม ว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงไม่ติดต่อกับรัฐบาลจีนแล้วขอสั่งวัคซีนจากซิโนฟาร์มมาสัก 20 ล้านโดส ถ้าทำมาตั้งแต่สมัยที่เซ็นกับแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว ป่านนี้เราก็จะมีซิโนฟาร์มเหลือพออยู่ที่จะมาฉีดให้

ก็ปรากฏว่าสิ่งที่ผมกำลังพูดนี้น่าจะเป็นความเป็นจริง ตรงที่ว่าแอสตร้าเซนเนก้าก็คงจะส่งให้เป็นลอตๆ ด้วยเหตุนี้คนที่ฉีดแอสตร้าฯ เข็มที่ 2 ก็เลยถูกยืดเวลาออกไป โดยไปอ้างว่าเอาไปฉีดนานกว่าเก่า แทนที่จะรอ 2 เดือน หรือเดือนครึ่ง ตามที่ตกลงกัน รอสัก 3 เดือน มันจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าเก่า คือผมไม่ทราบครับ เดี๋ยวนี้ตอหลดตอแหลกัน อวยกัน หลอกประชาชนกันตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ก็ทำไม คุณก็พูดไปตรงๆ เขาไม่ได้ว่าอะไร สำหรับท่านที่ฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรกนั้น เข็มที่ 2 เนื่องจากว่าของจากแอสตร้าเซนเนก้าจะเข้ามาหาประเทศไทย โดยสยามไบโอไซเอนซ์ผลิต หรือจะเป็นส่วนที่เขาจัดส่งมาจากโรงงานของเขาที่เกาหลี จะเข้ามาวันไหน อันนั้นก็จะเป็นโดสที่สอง ให้รอดนิดหนึ่ง ผมว่าพูดมาแค่นี้ ไม่มีใครเสียหาย ทำไมท่านถึงหิวแสงมากนัก ท่านอยากโชว์ว่าท่านเท่หรือ รัฐบาล ท่านที่เป็นติ่งท่านนายกฯ อย่าเพิ่งโกรธผม ที่ผมพูดคือความจริง ผมพูดนี่เอาความจริงมาพูด เราไม่เคยรู้เลยแม้แต่นิดเดียวว่าสัญญาบ้าที่เซ็นไปนั้น คือเราไม่ต้องการรู้หรอกว่าโดสละเท่าไร เผื่อคนจะหัวใสเอาไปคำนวณเปอร์เซ็นต์กันได้ โน่นนี่ ผมไม่สนใจ ผมสนใจว่ารัฐบาลน่าจะเปิดไพ่ตรงนี้หงายออกทุกใบเลยว่า เซ็นมาแล้วนะ 26 ล้านโดส 1.8 ล้านโดส ส่งให้อาทิตย์นี้ ภายในไม่เกินนี้ หลังจากนั้นภายในวันนี้จะส่งมาอีกเท่านี้ๆ พอรู้ว่ามันจะไม่ใช่เป็นไปอย่างที่ว่า ก็เลยเริ่มเอาวัคซีนจากที่อื่นทยอยเข้ามา แล้วก็พิสูจน์ได้ชัดว่าวัคซีนที่อื่นก็เริ่มเข้ามาได้ก่อนที่แอสตร้าเซนเนก้าจะส่งได้ครบ 26 ล้านโดส ก็เลยมีข้ออ้างอีกแล้ว ใหม่เอี่ยมเลย จากหมอยง ว่า การฉีดเข็มแรกเป็นยี่ห้อนี้ แล้วอีกเข็มเป็นอีกยี่ห้อหนึ่งนั้น ไม่เสียหาย เผลอๆ ยังจะดีกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ หมอยง ก็อ้างว่า มันน่าจะมีประสิทธิผลมากกว่า เพราะทดลองมาแล้ว 4 คน

ไม่เป็นไร หมอยง จะอวย ผมสังเกตว่าหมอยง จะเป็นติ่งรัฐบาล จะช่วยรัฐบาลตลอดเวลา มีคนไปถามท่านอาจารย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ว่า ถ้าฉีดผสมกัน จะเป็นอะไรหรือเปล่า หมอธีระวัฒน์ ก็ตอบเหมือนไม่ใช่หมอธีระวัฒน์ อ้ำๆ อึ้งๆ ท่านก็บอกว่า ก็พอจะรับได้นะ ท่านพูดว่า พอจะรับได้นะ แต่นัยภาษาชาวบ้านก็คือว่า กูไม่รู้เว้ย เพราะยังไม่มีการพิสูจน์

ทีนี้ ทำไมที่ประเทศจีนเขาถึงฉีดซิโนแวคเข็มหนึ่ง แล้วก็ฉีดซิโนฟาร์มเข็มหนึ่งได้ ก็เพราะว่าประเทศจีน ทั้งซิโนแวค และซิโนฟาร์มนั้น มันพัฒนามาจากเชื้อตาย ทีนี้ ถ้าคุณฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นเชื้อเป็น ก็คือเอาตัวไวรัสโคโรนาที่มันเป็นรูปมงกุฎและมีหนามออกมานั้น พัฒนาจากเชื้อตรงนั้น แต่ถ้าเอาจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มา เอาโมเดอร์นา เอาไฟเซอร์มา มันพัฒนามาจากเชื้อเสกสรรค์ปั้นแต่ง

ท่านผู้ชมครับ วัคซีนมี 3 ประเภท ประเภทแรก คือ เชื้อตาย ก็คือซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ประเภทที่สอง คือ เชื้อเป็น คือดึงเอามาจากไวรัสตัวนี้ ตรงหนามของมัน ดึงออกมา แล้วเอามาพัฒนาเป็นวัคซีน วัคซีนประเภทที่สาม คือ เชื้อเสกสรรค์ปั้นแต่ง คืออะไร ? ก็คือตัดต่อยีน ตัดต่อพันธุกรรม สร้างไวรัสสมมุติขึ้นมา ซึ่งไม่เคยมีการทำมาก่อนในโลกนี้ นั่นคือของฝรั่ง ของไฟเซอร์ ของโมเดอร์นา ของ J&J เพราะฉะนั้นวัคซีนก็มีอยู่ 3 ประเภทอย่างที่ผมบอก

ด้วยเหตุนี้ ทั้งซิโนแวค และซิโนฟาร์ม มันอยู่ในประเภทเดียวกัน คือเชื้อตาย เพราะฉะนั้นการฉีดซิโนแวค 1 เข็ม กับซิโนฟาร์ม 1 เข็ม ในทางตรรกะนั้น มันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แล้วเขาก็ทำมาแล้ว แต่คำถามก็มีอยู่ว่า ถ้าเราฉีดเชื้อเป็นของแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก หรือบางคนฉีดเชื้อตายจากซิโนแวค แล้วรอต่อไปของไม่มี ถ้าจอห์นสันฯ มา หรือไฟเซอร์มา ก็ต้องฉีดจากไวรัสที่เป็นเสกสรรค์ปั้นแต่ง อันนี้ผมไม่รู้แล้ว อาจจะดีก็ได้ อาจจะไม่ดีก็ได้ ผมไม่ทราบ แ


ต่ผมกำลังพูดว่า วิธีแก้ปัญหานี้ แทนที่จะให้หมอยง มาอวยท่าน หรือมาเสกสรรค์ปั้นแต่งเรื่องราวต่างๆ ว่าดี ทั้งๆ ที่พิสูจน์กับคนมาแค่ 4-5 คน แต่หมอยง ก็ยังยอมรับว่า 4-5 คนนั้น จำนวนคนมันน้อยมาก เป็นเรื่องที่น่าจะวิจัยศึกษาต่อไป โอเค เข้าใจ ก็แสดงว่ายังไม่ชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การที่หมอยง มาพูดเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐบาลว่าเมื่อวัคซีนที่ไม่ใช่แอสตร้าเซนเนก้าเข้ามา เอามาขัดตาทัพ ใช้พวกนี้ฉีดเป็นเข็มที่สองได้

ท่านผู้ชมครับ ทั้งหมดนี้คือการบริหารจัดการที่ล้มเหลวอย่างมากที่สุด การที่ไม่ยอมให้เขาเอาวัคซีนอื่นเข้ามา บล็อกเขาหมด แล้วจู่ๆ เมื่อ 1-2 วันนี้ เปิดประตูหมด ให้ทุกคนเอาเข้ามาได้ คำถามที่ผมอดถามไม่ได้ และท่านผู้ชมทุกคนก็อดถามไม่ได้ว่า แล้วบล็อกเขาทำไมตั้งแต่แรก บล็อกเขาไว้ทำไม ไม่เคยมีใครตอบ ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่า วันที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ออกราชกิจจาฯ แล้วบอกว่า เป็นข้อตกลงระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กับซิโนฟาร์ม ของรัฐบาลจีน ว่าสามารถจะมอบให้ 20 ล้านโดส ซึ่งเขาก็คงมีกำหนดเวลาที่จะมอบให้ ว่าเดือนนี้ส่งมาให้ 5 ล้านโดส 10 ล้านโดส ก็ว่ากันไป ทันทีที่มีข่าวนี้ออกมา คนที่เสียหน้าที่สุดก็คือ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเสียหน้ามาก วิษณุ เครืองาม นายหน้าของประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ออกมารำลิเก บอกว่า ถึงแม้จะเอาเข้ามาได้ด้วยตัวเอง ไม่ผิด แต่ว่าต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนของการให้ อย. รับรอง ต้องทำตามกฎหมาย ก็ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากวิษณุ พูดไป เขาก็ไปยื่นขอ อย. ยื่นเช้า ได้เที่ยง วิษณุ นี่เต้นชะชะช่า กลับตัวไม่ทันเลย กลับตัวไม่ทันก็เลยต้องเล่นไปตามน้ำ โหนกระแส และบอกว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ

ท่านผู้ชม ก็อีกล่ะ ซิโนฟาร์มก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะมีคำถาม ทำไมสถาบันจุฬาภรณ์ถึงสามารถติดต่อประเทศจีน และเขารับปากจะให้เรา 20 ล้านโดส ได้ แล้วทำไมประเทศไทยทำไม่ได้ พระองค์ท่านเป็นสถาบันวิจัย นี่เป็นรัฐบาลไทย หรือท่านบล็อกเอาไว้ หรือท่านมีอะไรหรือเปล่า ท่านอาจจะติดต่อไปแล้ว แต่จีนเขาไม่สนใจ แต่พอราชวงศ์ ราชสำนักติดต่อไป จีนเขาก็เลยจัดการให้กับราชสำนัก ราชวงศ์ ก็แสดงว่าทางการเมืองระหว่างประเทศ จีนเขาไม่ไว้ใจรัฐบาลชุดนี้หรือเปล่า แต่ถ้าเป็นราชวงศ์ เขาเชื่อใจราชวงศ์ ผมไม่รู้ แต่นี่เป็นคำถามที่ควรจะถามใช่ไหม ท่านผู้ชม

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะพูดว่าประชาชนในวันนี้ไม่เชื่อขี้ปากใครอีกต่อไปแล้ว รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย ทำไมถึงไม่เชื่อ ? เอาเป็นอย่างนี้แล้วกัน ผมว่ารัฐบาลเล่นการเมืองกับวัคซีนมากจนเกินไป รัฐบาลเป็นห่วงว่าจะไม่ได้รับคะแนนนิยมอย่างสูง ต้องมโนหลายเรื่องเพื่อให้ประชาชนเห็นว่านี่คือฝีมือรัฐบาลนะ อย่างที่ผมเคยเรียนไปแล้ว พูดไปแล้ว ในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าทั้งหมดนี้ที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลอยากเป็นพระเอก เซ็นสัญญากับแอสตร้าเซนเนก้าเจ้าเดียว คนอื่นไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะต้องการโหนกระแสเจ้า เพราะเห็นว่าสยามไบโอไซเอนซ์นั้น ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 8,000 ล้านบาท ก็เลยคิดว่าถ้าหากล็อกเอาไว้ที่สยามไบโอไซเอนซ์ โดยที่รัฐบาลเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าสยามไบโอไซเอนซ์คือโรงงานผลิตวัคซีนที่รับจ้างแอสตร้าเซนเนก้าเป็นคนผลิต นี่คือข้อผิดพลาด


เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้ ท่านผู้ชมครับ ทำไมถึงเริ่มมีเสียงบางเสียงเกิดขึ้นมา หนังสือพิมพ์บางฉบับ คอลัมนิสต์บางคนถึงกับบอกว่า เฮ้ย รัฐบาลควรจะออกกฎหมายห้ามนะ แอสตร้าเซนเนก้าผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ ห้ามส่งออก ต้องขายที่ประเทศไทยอย่างเดียว หยุดก่อนๆๆ หยุดก่อน ตั้งสติก่อน ฟังผมพูดแล้ว สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทรับจ้างผลิต ถ้าเราไปทำอย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่แอสตร้าเซนเนก้าเขาจะทำได้ เขาก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น 26 ล้านโดส ที่คุณจองไว้ ยกเลิกไปเลยก็แล้วกัน แล้วผมก็จะยกเลิกข้อตกลงในการจ้างสยามไบโอไซเอนซ์ผลิต ปิดโรงงานนี้ไปเลย แล้วผมไปสร้างโรงงานที่อื่น ให้โรงงานอื่นเขาผลิตแทน

ท่านผู้ชมครับ ท่านที่ต้องการที่จะล็อกแอสตร้าเซนเนก้า ไม่ให้ส่งไปประเทศอื่นนั้น ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน เฉพาะสามประเทศนี้กำลังรอวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอยู่ และเขาเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้ว แล้วเหตุผลที่แอสตร้าเซนเนก้ามาใช้สยามไบโอไซเอนซ์ในประเทศไทยผลิต ก็เพราะต้องการจะใช้สยามไบโอไซเอนซ์ในประเทศไทยเป็นตัวจัดสรรวัคซีนที่ผลิตออกมาให้กับประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหมายความว่า สัญญาระหว่างฟิลิปปินส์ กับแอสตร้าเซนเนก้า ไม่ได้ต่างกว่าสัญญาระหว่างประเทศไทย กับแอสตร้าเซนเนก้า นั่นก็คือ จะสั่งเขาเท่าไร เขาจะมีลอตลงให้ ว่าลอตนี้ประเทศไทยได้เท่าไร ลอตนี้มาเลเซียได้เท่าไร ได้ไปเยอะแค่ไหน ได้ไปวันไหน ลอตต่อไปจะได้วันไหน เวลาไหน การทำเช่นนี้ก็คือการกระจายการส่งของออกไปให้ได้กับทุกๆ เจ้าที่สั่งมา เป็นเพียงแต่ว่า อาจจะไม่ได้มากตามเท่าที่ต้องการ แต่เมื่อถึงระยะหนึ่งตามกำหนดเวลา ก็จะได้ครบหมด

ท่านผู้ชมครับ อย่าทำเลย เพราะประเทศไทยจะเรือหายมากกว่านี้อีก เพราะว่าแอสตร้าเซนเนก้าเขาจะไม่มีวันที่จะให้ประเทศไทยทำเช่นนี้ได้ เพราะถ้าทำเมื่อไรเขาก็จะยกเลิกสัญญาการผลิต ท่านนายกฯ ครับ ทำเมื่อไร เขาจะยกเลิกสัญญาการผลิตกับสยามไบโอไซเอนซ์ทันที เพราะเขาทำไม่ได้ เขาจะปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่ได้

คำถามที่นักหนังสือพิมพ์ นักคอลัมนิสต์ต่างๆ หรือหลายคนที่มีความคิดเช่นนี้ ท่านต้องกลับไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ดีกว่า อย่าไปยุ่งกับคนอื่นเขาเลย เชื่อผมสิ พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ที่รู้คำตอบหมดทุกอย่าง และท่านก็ไม่ยอมตอบคำถามที่แท้จริงเสียที

ท่านผู้ชมครับ เห็นด้วยกับผมไหมว่า บอกมาหน่อยได้ไหมว่าข้อตกลงที่คุณเซ็นสัญญากับแอสตร้าเซนเนก้านั้น มีระบุวันที่ไหมว่าวันที่เท่าไร จะส่งมาเท่าไร ลอตต่อไปจะส่งมาวันไหน และลอตต่อไปจำนวนปริมาณเท่าไร ประชาชนเขาไม่ได้กลัวหรอก เขาไม่ได้โกรธหรอก เขารอได้ เขารอความสุขที่ท่านจะนำมาให้ประเทศไทย 7 ปีแล้ว เขายังเสือกรออีก

ท่านผู้ชมครับ โควิด-19 น่ากลัวแล้ว แต่โควิดการเมืองน่ากลัวกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โควิดการเมือง เป็นโควิดของการพยายามทำให้ประชาชนรัก ทำให้ประชาชนชื่นชมตัวเอง ทำให้ประชาชนเห็นว่าตัวเองนั้นเก่ง ก็คือเป็นโควิดอัตตาตัวเอง อีโก้ พอมาถึงวันนี้ นรกแตก เปิดฟรีหมด ใครอยากสั่ง สั่ง ขอให้ผ่านองค์กรนี้ องค์กรนี้ มหาวิทยาลัยอยากสั่ง สั่งไปเลย ท่านผู้ชม ผมไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะพูดทีไรมันต้องวกไปหา พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดเวลา ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับติ่งท่านนายกฯ ก็ท่านดันอยากเป็น Single Commander ไม่ใช่หรือ ท่านก็เป็นแล้วไง แต่ในที่สุดมันก็ต้องมาแบบนี้อีก


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ไปพูดที่สถานีกลางบางซื่้อ ระหว่างที่ตรวจศูนย์วัคซีน ท่านขอโทษประชาชน ท่านพูดอย่างไร ? "อะไรที่ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ ก็ต้องขอโทษด้วยแล้วกัน" ท่านผู้ชมจำไว้นะ "อะไรที่ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ ก็ต้องขอโทษด้วยแล้วกัน ก็จะทำให้ดีที่สุด เพราะเราทุกคนตั้งใจว่าจะทำเพื่อคนไทยทุกคน การจะทำอะไรให้คนจำนวนมาก มีปัญหาแน่นอน ซึ่งเราปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว เราก็ไปหาสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้ดีที่สุด วันนี้อย่ามีคำถามอะไรเลย พอถามก็มีปัญหาอีก เพราะคนก็ไปตีความอย่างอื่นอีก ถือว่าผมเล่าให้ฟังก็แล้วกัน"

ผมไม่ทราบ ผมคิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้ ก็อย่างที่ผมบอกว่า ท่านนายกฯ ท่านขอโทษคนไม่เป็น ท่านก็เลยมาขอโทษแบบนี้ สั้นๆ ที่ผมพูดให้ฟัง เพื่อโชว์ว่าทำไมผมจะขอโทษไม่เป็น

ท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่าท่านนายกฯ ขอโทษ สิ่งที่ขอโทษนั้นมันไม่ใช่ มันผิดประเด็น ท่านต้องขอโทษที่ท่านบริหารสถานการณ์โควิด-19 ผิดพลาด ปล่อยให้คนกลับบ้านช่วงสงกรานต์จนคนติดเชื้อบานปลาย ท่านต้องขอโทษตรงนี้ ตรงนี้สำคัญที่สุด ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของหายนะของการระบาดครั้งที่ 3 และท่านนายกฯ ท่านต้องรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

ท่านต้องขอโทษข้อที่สอง ที่ท่านเขียนลงไปในราชกิจจานุเบกษาโทษประชาชนว่า สาเหตุของการแพร่ระบาดโควิดรอบที่ 3 เกิดจากประชาชนส่วนใหญ่ผ่อนคลาย ไม่ค่อยระวังป้องกันตัว

ข้อที่สาม ท่านต้องขอโทษเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด จนไม่มีวัคซีนจะฉีดให้ประชาชน

ข้อที่สี่ ขอโทษที่ปล่อยให้มีการเปิดบ่อน เปิดผับ เปิดเลานจ์ มั่วสุม จนกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิดรอบใหม่

ข้อที่ห้า ขอโทษที่ไม่เข้มงวดกับการค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองผ่านด่านชายแดน ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจให้คนเอาเชื้อโควิดข้ามแดนมา

ข้อที่หก ท่านต้องขอโทษที่ไม่ได้ทำการตรวจโรคเชิงรุกในชุมชนแออัด ที่อยู่อาศัยของแรงงานก่อสร้างต่างๆ และท่านต้องขอโทษว่าท่านยังไม่ได้จัดการกับข้าราชการ ทั้งตำรวจ ทั้งฝ่ายปกครอง ที่้เป็นต้นเหตุในการที่ทำให้เกิดการแพร่โรคระบาด

ท่านผู้ชมครับ ล่าสุด ศบค. ยอมรับ กทม. มี 50 คลัสเตอร์โควิดแพร่ระบาดหนัก ท่านผู้ชมครับ ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ศบค. บอกว่ามีคลัสเตอร์ในกรุงเทพฯ 50 กว่าคลัสเตอร์ เฉพาะกลุ่มผู้ป่วย 500 ขึ้นไป 6 คลัสเตอร์ กลุ่มผู้ป่วย 100-499 ราย 16 คลัสเตอร์ นี่ยังไม่รวมรายย่อยอีก มีหมด ทั้งแคมป์ก่อสร้าง ทั้งชุมชนเพชรบุรี ทั้งห้างสรรพสินค้าวันสยาม แคมป์คนงานก่อสร้างซิโน-ไทย หัวหมาก ตลาดห้วยขวาง แฟลตดินแดง ตลาดพลอยบางรัก ปากคลองตลาด วรจักร โบ๊เบ๊ ตลาดบางกะปิ ไซต์ก่อสร้างอาคารรัฐสภา ชุมชนแออัดคลองเตย สี่แยกมหานาค ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่า ตอนที่เกิดคลัสเตอร์คลองเตย ผมเตือนแล้ว ผมบอกว่ายังมีอีกเยอะ รีบๆ จัดการเสีย อย่าล่าช้า ผมเคยเตือนให้ปูพรมตรวจโควิด-19 ผมออกรายการเมื่อวันที่ 7 กับวันที่ 4 พฤษภาคม ว่าเวลาเกิดคลัสเตอร์ในชุมชน วิธีการที่ถูกต้องอย่างเดียวคือ ต้องตรวจเชิงรุกให้มากที่สุด เหมือนคลัสเตอร์สมุทรสาคร หรือตลาดกลางซินฟาตีในปักกิ่ง ที่เอาอยู่เพราะปิดเลย ไม่ให้เข้า ไม่ให้ออก แล้วตรวจเชิงรุก จับแยกรักษา ส่วนคนติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรืออาการเล็กน้อย ก็ให้อยู่บ้าน แจกยาสมุนไพรไทยทุกบ้าน บอกให้ทุกคนรับประทานมื้อละ 4 เม็ด วันละ 12 เม็ด ถ้าอาการเพิ่มก็เป็น 8 เม็ด อาการหนักหนาสาหัส ไม่สามารถรักษาด้วยยาสมุนไพรไทย ก็เอาเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล ที่โรงพยาบาลสนาม ถ้าอย่างนั้นคลัสเตอร์มันก็จบลง


ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเขา ที่กว่างโจว ตอนนี้โควิดกลับมาระบาด นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมามีคนติดเชื้อรวมแล้วประมาณ 100 ราย ประเทศจีนใช้มาตรการเข้มเหมือนเดิม ในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน 10 วัน เขาตรวจโควิดประชากรกว่างโจวไปแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง จากประชากรทั้งหมด 19 ล้านคน 10 วัน 16 ล้านครั้ง จากประชากร 19 ล้านคน

ท่านผู้ชมครับ ตอนตรวจโควิด คุณไม่ปูพรมตรวจ ต้องปูพรมตรวจ แต่พอฉีดวัคซีน คุณบอกต้องปูพรมฉีด ทั้งๆ ที่วัคซีนมีไม่พอ ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ หิวแสงกันทั้งนั้น ยังไม่มีวัคซีนเลย แต่ประกาศไปก่อน พอคนมาลงชื่อ คุณก็ไม่มีของให้เขา ที่ถูกคือ ผมพูดแล้ว ระดมวัคซีนไปจุดที่จำเป็นในคลัสเตอร์ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ในเมืองท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยง ภูเก็ต เชียงใหม่ ไม่ใช่หารเฉลี่ยจังหวัดละไม่กี่พันโดส

ท่านผู้ชมครับ แล้วประเทศไทยจะเอาตัวรอดอย่างไรในยุคโรคระบาด ? เราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร จากนี้ไป หลังจากที่ทุกคนได้วัคซีนกันแล้ว ? เพราะวัคซีนไม่ได้เป็นเครื่องรับประกัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะไม่ติดโรคระบาดนี้

ผมขออนุญาตแสดงวิสัยทัศน์ที่ผมสังเกตสังกามาทุกเรื่องให้ฟัง และผมไม่ข้ดข้องถ้าท่านนายกฯ จะเอาเรื่องนี้ไปทำ ผมจะดีใจเสียด้วยซ้ำ

เพราะจากนี้ไป เราต้องอยู่กับโรคระบาดนี้ไปอีกนาน โรคระบาดนี้อาจจะลดความเข้มข้นลงมา กลายเป็นโรคหวัดสายพันธุ์พิเศษ เพราะคนฉีดวัคซีนไปเยอะแล้ว โอกาสตายมันน้อย ประการแรก ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องหาทางให้เรารู้กันเองให้ได้ว่าใครบ้างที่ติดเชื้อ เพราะฉะนั้นเราต้องสรรหาเครื่องตรวจโรคระบาดที่พกพาได้ เก็บเอาไว้ที่บ้านได้ และที่มีความแม่นยำไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ แสวงหาเครื่องนี้ หรือพัฒนาขึ้นมาเอง ใช้งบประมาณในการอุดหนุนเพื่อให้คนซื้อได้ในราคาไม่เกิน 100-200 บาท คนไทยจะได้ test ได้ จะได้ทดสอบได้ทุกวัน หลายประเทศเขาใช้กัน อย่างเช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เยอรมนี

สอง ถ้าติดก็กินยาเลย เพราะว่าตอนนี้มียาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ที่เยอรมนีกำลังผลิตออกมาว่าเป็นยาที่สามารถจะรักษาโรคระบาดนี้ได้ กินแล้วภายใน 5 วัน ก็เหมือนกับฟ้าทะลายโจรของเรา ถ้าติด กินยาทันที แล้วถ้า 5 วัน หาย ก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน

ล่าสุด สิงคโปร์อนุมัติชุดตรวจที่รู้ผลได้ใน 1 นาที ผมเอารูปขึ้นให้ดูนะครับ อย่างชุดตรวจโควิดที่รู้ผลใน 1 นาที ของสิงคโปร์ ที่ตอนนี้อนุมัติให้ใช้แล้ว โดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขสิงคโปร์ ผลจากการทดลองทางคลินิก แม่นยำสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และชุดตรวจจัดจำหน่ายในราคา 5-20 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราวๆ 100-400 กว่าบาท ต่อครั้ง วิธีทำงานง่ายนิดเดียว มีที่เป่าลมหายใจแบบใช้ครั้งเดียว เป่าเสร็จแล้วทิ้งเลย ซึ่งเมื่อเป่าลมหายใจเข้าไปแล้ว ระบบก็จะทำการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของลมหายใจ ซึ่งสามารถจะบอกได้ว่า คนๆ นั้นติดเชื้อโควิดหรือไม่ และสำหรับผู้ที่ผลตรวจออกมาเป็นบวก ก็ต้องตรวจผ่านอีกทีหนึ่งผ่านระบบ PCR หรือ SWAB TEST อีกครั้งหนึ่ง

ท่านผู้ชมครับ เกาหลีใต้ไฟเขียวใช้งานชุดตรวจโรคระบาดนี้ด้วยตัวเอง ท่านผู้ชม เกิดอะไรขึ้น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ระบบสาธารณสุขของเขาก็เป็นระบบที่มีคุณภาพสูงมากๆ อาจจะติดอันดับในโลกนี้ เขายังอนุมัติชุดตรวจโควิดของเขาได้ แล้วเราทำอะไรกันอยู่ เกาหลีใต้เขาระบุเลยว่าชุดตรวจนี้ทราบผลได้ภายใน 15 นาที ผ่านการเก็บตัวอย่างจากจมูก แม่นยำ 90 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการตรวจ PCR และแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้ายว่าผลตรวจเป็นบวกหรือไม่

เยอรมนี ท่านผู้ชมซื้อชุดตรวจโรคระบาดนี้ได้ที่ร้านขายยาทั่วไป มีอุปกรณ์ให้พร้อม ท่านผู้ชมครับ คำถามที่ผมจะถามถึงท่านนายกฯ งบกลางที่ท่านนายกฯ คุมไว้คนเดียวเลย มีอำนาจคนเดียว Single Command ที่รวบเอาไว้ ท่านเก็บเอาไว้ทำไม ทำไมไม่เอาออกมาใช้ ดูตัวอย่างต่างประเทศที่มีนวัตกรรมต่างๆ เช่น อุปกรณ์ตรวจเชื้อ ส่งคนไปศึกษา ไปทดลองดูว่าใช้ได้ผลหรือเปล่า ถ้าได้ผล รีบปรับมาใช้ในประเทศ หรือรีบให้สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยพัฒนาต่างๆ เขาเร่งทำขึ้นมา ไม่ใช่รอให้ต่างประเทศเขาใช้กันเกลื่อนแล้ว แต่คนไทยยังใช้วิธีเดิมๆ อยู่ ซึ่งท่านก็รู้แล้วว่าไม่ทันต่อสถานการณ์

ท่านผู้ชมครับ นี่คือสิ่งที่เราต้องมี แล้วเราจะมี เราจะทำอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะมีผู้นำที่เข้าใจกระบวนทัศน์และวิสัยทัศน์แบบนี้ ท่านนายกฯ ท่านนั่งทับงบกลางเอาไว้ ท่านสบายใจหรือเปล่าที่ท่านมีงบกลางไว้เยอะๆ ผมไม่มีอะไรจะพูดแล้วครับในเรื่องนี้

ผมเคยสังเกต ผมเคยพูดกับคนใกล้ชิดว่า การระบาดโรคระบาดครั้งนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมยอดคนตายงวดนี้ถึงสูงกว่างวดที่แล้ว ทุกๆ งวด ตายอย่างสูงมาก การระบาดครั้งที่ 1 นั้น ยอดคนตายคิดเป็นอัตราส่วนต่อคนที่ติด 0.3 เปอร์เซ็นต์ แต่มาวันนี้ ระบาดครั้งที่ 3 ผู้ติดเชื้อมากกว่าครั้งที่ 1 มหาศาล แต่เปอร์เซ็นต์ของคนตายสูงขึ้นถึง 0.97 เปอร์เซ็นต์ เกือบๆ 1 เปอร์เซ็นต์ สองเดือนเศษๆ มีคนตาย 1,203 คน เพราะฉะนั้นแล้ว อะไรมันเกิดขึ้น

ท่านผู้ชม การระบาดระลอกที่ 3 นี้ นอกจากผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว อัตราการเสียชีวิตก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัว ผมก็เลยต้องไปดูข้อมูลและวิเคราะห์เจาะลึก สอบถาม มันเป็นปัญหาของรัฐบาล มันเป็นความผิดซ้ำซากในการประเมินสถานการณ์การแพร่โรคระบาดครั้งนี้ และที่สำคัญ ความผิดของรัฐบาลว่าควรจะให้น้ำหนัก ว่าควรจะทำอะไร และไม่ควรจะทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณสู้กับโควิด โรคระบาดครั้งนี้

ท่านผู้ชมครับ ประเด็นงบประมาณสู้ภัยโรคระบาดนี้ถูกวิจารณ์อย่างมาก แม้กระทั่งฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน เห็นได้ชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีที่รวบอำนาจบริหาร จัดการ แบบ Single Command เรื่องงบประมาณก็เลยมอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นองค์กรที่ถูกมอบหมายภารกิจให้ทำหน้าที่กลั่นกรองเรื่องโครงการเงินกู้ต่างๆ ทุกโครงการจะต้องผ่านสภาพัฒน์ แล้วเสนอให้นายกฯ พิจารณาอีกขั้น


งบสาธารณสุข ซึ่งนายกรัฐมนตรีรวบอำนาจไป แล้วไม่ชอบขี้หน้านายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างมากๆ แทนที่จะเพิ่ม กลับถูกปรับลดลงอย่างน่าสงสัย ในปีงบประมาณ 2565 ที่เพิ่งอภิปรายกันในสภาไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเผชิญกับมหาวิกฤต คือโรคระบาดครั้งนี้ สิ่งที่คาดหวังจากการจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ดูแล ที่จะต้องจัดสรรไปที่กระทรวงหลักๆ คือกระทรวงสาธารณสุข แต่ตัวเลขไม่เป็นเช่นนั้น

ท่านผู้ชมครับ ภาพรวมปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้เงินจัดสรรงบประมาณไป 158,000 ล้านบาท ปีนี้ถูกตัดออกไป 4,000 ล้าน เหลือ 154,000 ล้านบาท ที่ถูกตัดไปคือสำนักงานปลัดฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณเพื่อจะลงไปตามโรงพยาบาลต่างๆ จัดซื้อเป็นครุภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล ด้วย ซึ่งสำนักปลัดฯ ยังเป็นหน่วยงานที่จัดสรรเรื่องโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย โครงการหอพัก ทั้งหมดล้วนต้องผ่านสำนักปลัดฯ ไม่เว้นแม้แต่ห้องที่ต้องรักษาผู้ป่วยโรคระบาด ห้องนี้ภาษาอังกฤษเขาเรียก Negative Pressure หรือภาษาไทยเรียกว่า ห้องความดันลบ


รวมไปถึงสถานที่เก็บคนไข้ไว้รวมกันเพื่อรองรับคนไข้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด หรือคนไข้ที่เป็นโรคระบาด ไม่เว้นกระทั่งเครื่องช่วยหายใจที่ต้องจัดสรรให้กับโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลอย่างพอเพียง เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ในการที่จะประคับประคองสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้

ท่านผู้ชมครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่าห้องความดันลบสำคัญอย่างไร ห้องความดันลล หรือห้องระบบแลกเปลี่ยนอากาศแรงดันลบแบบสมบูรณ์ คืออะไร ? มีความจำเป็นอย่างไร ? ทำไมถึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคระบาดครั้งนี้ ? คำตอบอยู่ตรงนี้ครับท่านผู้ชม


ห้องที่ติดตั้งระบบแลกเปลี่ยนอากาศแรงดันลบแบบสมบูรณ์ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้า เมื่อคุณหมอ คุณพยาบาล ปลอดภัย ผู้ป่วยก็ปลอดภัย ระบบแลกเปลี่ยนอากาศแรงดันลบแบบสมบูรณ์ จะนำอากาศสะอาด หรือที่เรียกว่า Fresh air 100 เปอร์เซ็นต์ อากาศสะอาดจากข้างนอกเติมเข้าสู่ห้องผู้ป่วยตลอดเวลา อากาศในห้องผู้ป่วยที่มีเชื้อโรค จะถูกดูดออกไป แล้วถูกเติมด้วยอากาศที่สะอาดข้างนอกเข้ามาอย่างรวดเร็ว และไม่นำอากาศเดิมที่อยู่ในห้องนั้นมาใช้อีก ก็คือว่า ดูดอากาศที่มีเชื้อโรคในห้องออกไป แล้วดูดอากาศที่สะอาดและสดใส 100 เปอร์เซ็นต์ เข้ามา เครื่องระบายอากาศสมบูรณ์แบบนี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีแผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศ สามารถกรองอากาศได้ละเอียดถึง 0.1 ไมครอน ขณะที่เชื้อโรคระบาดนั้นมีขนาดเฉลี่ย 0.125 ไมครอน อีกทั้งยังสามารถควบคุมความชื้่น เพื่อป้องกันเชื้อราและเชื้อโรคอื่นๆ ไม่ให้เจริญเติบโตในห้องผู้ป่วย และลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียภายในห้องผู้ป่วยได้ถึง 98.3 เปอร์เซ็นต์

ระบบแลกเปลี่ยนอากาศแรงดันลบแบบสมบูรณ์ คิดค้นโดยคนไทย ได้มาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก มีความปลอดภัย มาตรฐานศูนย์การควบคุมเชื้อโรคอย่าง CDC ของอเมริกา คือศูนย์ควบคุมเชื้อโรคระบาดในอเมริกา และผ่านการทดสอบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และภาคจุลชีววิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ปีที่แล้วกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอโครงการขึ้นไปเพื่อจะขอเงินงบประมาณเพื่อทำห้อง Negative Pressure ทำอาคารสถานที่ให้มีความพร้อมที่จะรองรับผู้ป่วยจากโรคระบาดนี้ ท่านผู้ชมฟังดีๆ นะครับ แต่สภาพัฒน์ไม่อนุมัติ


ตอบมาว่า ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม เหตุการณ์ยังไม่เกิด จะทำไว้รอก่อนทำไม รอให้เหตุการณ์เกิดก่อน แล้วพอเหตุการณ์เกิดก่อนแบบนี้ เป็นอย่างไร ? ทำไม่ทัน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ? ทำให้คนตายถี่ยิบเลย เพราะฉะนั้นประเด็นโรงพยาบาลไม่รับผู้ป่วย เขาไม่มีห้องความดันลบ ทำไมผู้ป่วยวิกฤตจึงสูง แล้วทำไมคนตายจึงสูง นี่คือเหตุผล ใช่หรือไม่ใช่ เพราะการตัดงบ ไม่อนุมัติโครงการสร้างห้องความดันลบ หรือไม่ ? ท่านผู้ชมได้รับคำตอบหรือยัง ผมไม่อยากจะพูดว่า ความตายของคนที่ตายมากผิดปกติ ถึง 0.97 เปอร์เซ็นต์ ของยอดผู้ป่วยติดเชื้อ คนที่ทำให้คนตายมากขนาดนั้น คือสภาพัฒน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่พิจารณาโครงการแล้วก็บอกว่า ฝนยังไม่ตก ไม่ต้องกางร่ม ผมไม่รู้ว่าพวกคุณที่พิจารณาแล้วใช้คำพูดเฮงซวยแบบนี้ออกมา คุณใช้ส่วนไหนของร่างกายคิด คุณต้องรอให้ตายเสียก่อนหรืออย่างไร แล้วคุณค่อยมาพิจารณา แล้วพอคุณรอให้คนตายก่อนแล้วคุณพิจารณา กว่าคุณจะพิจารณาได้ กว่าคุณจะผ่านได้ ตามสไตล์ของพวกคุณ มันช้าเกินการณ์แล้ว

ท่านนายกฯ ครับ ท่านนายกฯ ต้องรับผิดชอบต่อความตายของคนพวกนี้ เพราะว่าคนของท่านนายกฯ ที่อยู่สภาพัฒน์ ก็ท่านนายกฯ คนเดินตามท่านนายกฯ ก็คืออดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ไม่ใช่หรือ แล้วท่านนายกฯ มาสั่งว่าทุกโครงการให้สภาพัฒน์พิจารณาก่อน พิจารณาเสร็จแล้ว อนุมัติแล้ว ส่งมาให้ผม ผมจะดูแลต่อ แต่บุคลากรสภาพัฒน์เฮงซวยพวกนี้ไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ เขาของบประมาณไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็ไม่ให้เขา แล้วพ่อแม่พี่น้องของคนตายที่ป่วยโรคโควิด เพราะว่าขาดห้องนี้ ให้คุณรู้ว่าลูกคุณ พ่อคุณ แม่คุณ ตายเพราะคนของสภาพัฒน์ ทำให้พวกคุณตาย ผมอยากให้คนสภาพัฒน์มาฟังคำพูดของผมในคลิปนี้ แล้วอยากให้ท่านนายกฯ หรือคนใกล้ชิดท่านนายกฯ รายงานให้ท่านนายกฯ ทราบ ว่าท่านนายกฯ และสภาพัฒน์ เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พิจารณาโครงการชุดนี้ มีส่วนต้องรับผิดชอบในการตายอย่างมหาศาล จาก 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในการระบาดรอบแรก แล้วมีคนติดเชื้อน้อย มาเป็น 0.97 เปอร์เซ็นต์ ของการระบาดรอบที่ 3 ของคนติดเชื้อเป็นแสน ถ้าพูดอย่างภาษานักเลงก็คือว่า พวกมึงทำให้เขาตายกัน ขอประทานโทษ แถวบ้านผมเขาพูดกันอย่างนี้ คุณจะกล้ารับผิดชอบกันไหม ท่านอดีตเลขาฯ สภาพัฒน์ที่เดินตามท่านนายกฯ ท่านเลขาฯ สภาพัฒน์ที่ปัจจุบันนี้เป็นเลขาฯ อยู่ และท่านเจ้าหน้าที่ที่มาพิจารณาเรื่องราวเหล่านี้ แล้วบอกว่าฝนยังไม่ตก ยังไม่ต้องกางร่ม คุณคิดแบบนี้แล้วคุณมาพิจารณาโครงการของชาติบ้านเมืองได้อย่างไร ก็คุณเห็นอยู่แล้วว่าโรคระบาดมันมา แล้วห้องความดันลบมันมีความจำเป็นในการรักษาชีวิตของแพทย์ พยาบาล และคนป่วย ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังว่าทำไมรอบนี้คนถึงตายมากเหลือเกิน ผมมีหน้าที่เอาความจริงมาพูด นี่ถ้าผมไม่พูด พวกคุณก็ยังนั่งสบายใจกันอยู่ ชิลๆ ลันล้า พวกคุณรู้สึกบาปในตัวเองบ้างไหม รู้สึกไหม


ท่านผู้ชมครับ แม้กระทั่งเงินตอบแทน อสม. หัวละ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเดิมทีอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เงินประมาณ 12,000 ล้านบาท เพื่อจะจัดสรรให้กับ อสม. แต่ปีนี้ภารกิจค่าตอบแทนถูกโยกมาที่กระทรวงสาธารณสุข แทนที่จะโยกเงินก้อนดังกล่าวมาที่กระทรวงสาธารณสุข กลับจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุขในส่วนนี้เพียง 6,000 ล้านบาท เงินหายไป 6,000 ล้านบาท ท่านผู้ชมครับ งบฉุกเฉิน หรืองบกลาง ที่ท่านนายกฯ คุมอยู่คนเดียว เมื่อปีที่แล้ว ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท ปีนี้ลดลงเหลือ 65,000 ล้านบาท ท่านผู้ชมครับ เบิกจ่ายไปแล้ว 20,000 กว่าล้านบาท เหลืออยู่ 45,000 ล้านบาท ปีที่แล้วเบิกจ่ายไป 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งก็สงสัย ท่านนายกฯ ครับ ท่านโอนเงินพวกนี้เข้าโครงการ "คนละครึ่ง" ของรัฐบาลด้วยหรือเปล่า เท่ากับว่ารัฐบาลแทบไม่ได้ใช้เงิน 45,000 ล้านบาท กับกระทรวงสาธารณสุข แล้วที่ท่านนายกฯ อ้างว่าไปเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ท่านอ้างอะไรกัน

เพราะฉะนั้นแล้ว เงินกู้ 5 แสนล้าน ที่เราคาดหวังว่าอย่างน้อยๆ 30,000 ล้าน จะเอามาให้กับกระทรวงสาธารณสุข ท่านผู้ชมครับ ก็คาดหวังไม่ได้เช่นกัน นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือเปล่าที่ท่านนายกฯ ควรจะขอโทษ แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า ขอโทษให้ถูกประเด็นหน่อย อย่าพูดสั่วๆ ว่าผมขอโทษประชาชนที่ทำให้ไม่สบายใจ ท่านนายกฯ ครับ พ่อแม่พี่น้องของคนที่เขาตายไปเพราะความละเลย จากการจัดทำงบประมาณที่จะจัดทำห้องอุปกรณ์ที่ช่วยให้เขาไม่ตาย ท่านนายกฯ ครับ ใครรับผิดชอบ ท่านกล้ารับผิดชอบไหม สภาพัฒน์กล้ารับผิดชอบไหม แล้วเงิน อสม. ที่ตัดของเขาไป ท่านเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ท่านรู้หรือเปล่าว่าหน้าที่ อสม. มันสำคัญขนาดไหน ทุกวันนี้ที่ต่างจังหวัด ไม่ได้มีโรคระบาดลุกลามอย่างมากมาย ก็เพราะความเข้มแข็งของ อสม. ทะลึ่งไปตัดงบเขาอีก ถ้ามีสภาพัฒน์แบบนี้ อย่ามีเลยดีกว่า คุณแก่เกินแกงไปแล้ว คุณเก่าเกินไปแล้ว คุณตามโลกไม่ทันแล้ว คุณยังยึดถือหลักการห่วยๆ ในอดีตที่คุณถูกสอนมา

ท่านผู้ชมครับ สมัยก่อนผมลงทุนให้คนเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ผมเรียกหนังสือเล่มนั้นว่า "ไอ้เสือคล้อย" ความหมายก็คือ สภาพัฒน์นั่นเอง เพราะสภาพัฒน์ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายอิทธิพลและอำนาจทางการค้าและการลงทุนของประเทศทางตะวันตก หลักๆ ก็คืออเมริกา เพราะฉะนั้นสภาพัฒน์ในอดีตทำงานมาเพื่อสนับสนุนปรัชญานี้ แต่วันนี้สภาพัฒน์แทนที่จะเป็นเสาหลักในแง่ความคิด ในแง่วิสัยทัศน์ สภาพัฒน์ไม่มีวิสัยทัศน์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เท่าที่ผมติดตามข่าวมา

กรณีของคนตายเพราะฝีมือ ฝนยังไม่ตก ไม่ต้องกางร่ม รอให้ฝนตกก่อนค่อยกางร่ม คิดโง่ๆ แบบนี้ได้อย่างไรครับ

นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา วันอังคารที่ 8 มิถุนายน มีเหตุการณ์ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ผมอดคิดเรื่องการเมืองในอนาคตไม่ได้ คือนายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 แจ้งข้อกล่าวหา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกกล่าวหาว่าจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ซึ่งขั้นตอนต่อไปนี้ พล.อ.ปรีชา ก็คงต้องเข้าไปชี้แจง


ส่วน พล.อ.ปรีชา ก็แน่นอน บอกว่าชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว ไม่รู้จะต้องชี้แจงอะไร แต่คงจะต้องเข้าไปชี้แจงอีก แต่ในการแจ้งความว่า การกล่าวหาว่าแจ้งความอันเป็นเท็จนั้น ปัญหาอยู่ที่ภรรยาของ พล.อ.ปรีชา ในเรื่องของที่ดิน 10 แปลง ได้มาวันที่ 5 และ 8 มิถุนายน หลังจากการปฏิวัติเพียงสิบกว่าวัน มีเงินไหลเข้า-ออกในบัญชีเป็นตัวเลข 8 หลัก แต่ภรรยา คือ นางผ่องพรรณ ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ตรงต่อความจริง


ท่านผู้ชมครับ มันเกิดอะไรขึ้น ? พล.อ.ปรีชา เป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชื่อเล่น ชื่อ ติ๊ก เป็นที่รู้กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ รักน้องชายคนนี้มาก จะมีเรื่องมีราวอะไรก็แอบกระซิบคนอื่นให้ดูแลน้องชายตัวเอง


ส่วน ป.ป.ช. นั้น ก็เป็นที่เข้าใจกัน ว่าคนที่มีความสนิทสนมชิดเชื้อกันมาตั้งแต่ระดับประธาน ป.ป.ช. ไปจนถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อยที่สุดใน 9 คน มี 7 คน ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พอที่จะพูดจาแล้ว ป.ป.ช. จะตั้งใจฟัง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมไม่รู้ คนก็มองว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือเปล่า


เพราะคนที่โดนเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยมีใครคิดว่า พล.อ.ปรีชา จะโดน แล้วก็โดนในช่วงนี้ด้วย ประกอบกับเหตุการณ์ในสภาฯ เมื่อวันพุธ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ฟาดฟันนายสิระ เจนจาคะ ว่าเลอะเทอะ ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร เอาผู้ต้องหามาแถลง ก็เป็นที่รู้ว่านายสิระ เจนจาคะ นั้นเป็นเด็กของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตอนนี้ ท่านผู้ชมครับ เริ่มโหมโรงกันแล้ว ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร มีจริงหรือไม่ ผมรู้เหตุการณ์ต่างๆ หลายเหตุการณ์ แต่ผมไม่เอามาพูดก็แล้วกัน เอาเป็นว่า ความสัมพันธ์เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว ส่วนเกมการเมืองที่จะเดินหน้าต่อไปจะเป็นอย่างไร เอากันง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนเทพ เป็นเจ้าสำนัก ตัวเบา เหยียบหิมะไร้ร่องรอย ตัวเบาเหนือความขัดแย้ง ส่วน พล.อ.ประวิตร นั้น เป็นมดงาน ก็คือลงไปคุมพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านผู้ชมคงจะเห็นแล้วว่า ถ้าไม่มีพรรคการเมือง แล้วมารวบรวมพรรคการเมือง ก็ไม่สามารถเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ เอาคนอื่น ก็ไม่สามารถที่จะมีการสืบทอดอำนาจของ คสช. ของพี่น้อง 3 ป. ได้ แต่ตอนนี้ขัดแย้งกันหนักแล้ว แล้วถ้ามีการยุบสภาปีหน้า ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจน มีเวลาทำงานอีกไม่ถึง 1 ปี ท่านผู้ชมครับ ท่านส่งสัญญาณอะไรไปให้สภาพัฒน์หรือเปล่า เพราะตอนนี้โครงการต่างๆ ที่สภาพัฒน์พิจารณามันค้างท่อ ค้างท่อไว้เยอะเลย ส่งสัญญาณหรือเปล่าว่าโครงการอะไรรีบๆ พิจารณาแล้วส่งมาๆๆ พอใกล้เลือกตั้งแล้ว มันมีค่าใช้จ่ายเยอะเหลือเกิน ว่ากันว่า ส.ส. บางพรรค กำลังเตรียมรอจ่ายเงิน รับเงินคนละ 50 ล้านบาท ในการเลือกตั้ง บางพรรคคูณ 50 เข้าไป เป็นเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท


นี่คือการเมืองที่ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อสู้และบอกว่าต้องปฏิรูปการเมืองก่อน เห็นไหม น้ำเน่าไหมท่านผู้ชม วันนี้ความจริงโผล่ออกมาแล้ว จากนี้ไปท่านผู้ชมอย่ากระพริบตา เชื่อผม จากนี้ไป การเมืองไม่จืดอย่างแน่นอนที่สุด

ท่านผู้ชมครับ รายการวันนี้จบลงเพียงแค่นี้ อาทิตย์หน้าก็อีก มีแต่เรื่องสนุกๆ เท่านั้น รับรองได้ว่ามันส์หยดเลย อย่าพลาดนะครับ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...