xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ระวัง! วัดพระแก้วจะทรุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:

วันที่ 26 มี.ค.64 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้มีหลายเรื่องที่จะพูดคุบ โดยเฉพาะเรื่องที่น่าเป็นห่วง เกี่ยวกับสถานที่สำคัญของชาติ เช่น วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง สนามหลวง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โลหะปราสาท อาจได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม หากไม่มีเทคนิคการก่อสร้างที่ดีและไม่ระมัดระวังให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมีเมดเลย์ข่าว ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ อาทิ ข่าวการจับหลงจู๊สมชาย คดีจ้างวานฆ่า ข่าว “เพนกวิน” อดอาหาร ซึ่งมันมีนัยหลายอย่าง เรื่องดรามาที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องน้องมายด์ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ที่กล่าวปราศรัยหมิ่นเบื้องสูงที่แยกราชประสงค์

ส่วนเรื่องต่างประเทศ มีกรณีความพยายามจะทำรัฐประหารที่ภูฏาน ซึ่งเกี่ยวโยงกับการประชุมจตุภาคี QUAD ที่มีอเมริกาเป็นหัวหอก เรื่องกระแสการรังเกียจคนผิวเหลือง หรือคนเชื้อสายเอเชีย ในสหรัฐอเมริกา ที่นับวันยิ่งรุนแรง และเรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องนัยของการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างอเมริการและจีน ที่เมืองแองเคอเรจ มลรัฐอะแลสกา



คำต่อคำ SONDHI TALK [26 มี.ค. 64] : ระวัง! วัดพระแก้วจะทรุด

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า Sondhitalk กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2564 เราก็มาพบกันในช่วง 9 โมงเช้า ทุกๆ วันศุกร์ วันนี้เรามีเรื่องหลายเรื่องที่จะพูดกัน ก็มีอะไรหลายอย่างที่ท่านผู้ชมก็สงสัยในโปสเตอร์โปรโมตของเรา เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงพาดหัวข่าวอย่างนั้น


เรื่องแรกที่เราจะพูด เป็นเมดเลย์ของข่าวคราวที่เกิดขึ้นในอาทิตย์นี้ที่ผ่านมา ก็มีข่าวเรื่องการจับหลงจู๊สมชาย คดีจ้างวานฆ่า แล้วก็จะพูดเรื่องกรณีเพนกวินอดอาหาร ซึ่งมันมีนัยหลายอย่าง และผมจะมีข้อเสนอแนะ ให้ท่านผู้ชมลองฟังดู เห็นด้วยกับผมไหม และท่านผู้ชมคงจะจำข่าวคราวได้สำหรับคนที่อยู่ในวงการโซเชียลมีเดีย มีเรื่องดรามา ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เดี๋ยวท่านผู้ชมตามมมาฟังผม แล้วก็มีแถวเรื่องน้องมายด์ กามิกาเซ่ น้องมายด์ ท่านผู้ชมคงจำกันได้ ชื่อ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล อายุ 25 ปี เรียนหนังสือคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

เรื่องที่สองที่ผมจะพูดต่อ ก็คือเรื่องของพระบรมมหาราชวังอาจจะทรุด และเราอาจจะไม่มีสิทธิที่จะไปไหว้พระแก้วมรกตในอนาคตข้างหน้าได้ เพราะว่ามีการขุดรถไฟฟ้าสายสีส้ม ถ้าขุดไม่ดี จะเสี่ยงทำให้โบราณสถานในกรุงเทพมหานครที่สำคัญที่สุดหลายๆ จุดทรุดลงอย่างแน่นอน และผมมีตัวอย่างให้ดูด้วยว่า ในต่างประเทศนั้น หอจดหมายเหตุในเมืองโคโลญจน์ ทรุดลงไปทั้งหอจดหมายเหตุ เอกสารทั้งหมดหายไปหมดเลย

เรื่องที่สาม กับเรื่องที่สี่ เป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องที่สามมันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ท่านผู้ชมอาจจะไม่ได้สนใจ แต่มีการพยายามจะทำรัฐประหาร ปฏิวัติที่รัฐภูฏาน และเผอิญมันจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของการประชุมจตุภาคี QUAD ที่มีอเมริกาเป็นหัวหอก และมีคนที่เข้ามาร่วมด้วยอีก 3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งฟังผมพูดให้จบแล้วท่านผู้ชมจะเห็นว่ามันเกี่ยวพันกัน เพราะว่ามันเป็นจุดเล็กๆ ของภาพรวมใหญ่ของการรวมตัวกันเพื่อขจัดและประจันหน้ากับอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชีย และในมหาสมุทรอินเดีย

เรื่องที่ห้า คือเรื่องที่ท่านผู้ชมคงได้ยินข่าวมานานแล้ว และบ่อยมากขึ้น แต่ผมเอารายละเอียดมาเล่าให้ฟังว่ากระแสการรังเกียจคนผิวเหลือง เอเชีย ในสหรัฐอเมริกา ยิ่งวันยิ่งรุนแรงมาก ผมจะยกตัวอย่างบางตัวอย่าง ซึ่งท่านผู้ชมอาจจะเคยได้ยินมาแล้ว แต่ว่าตัวอย่างบางตัวอย่างนั้นมันจะนำไปสู่ประวัติศาสตร์ของการรังเกียจผิวชาวเอเชีย ซึ่งมีมานานนับร้อยปีแล้ว ของประเทศทางตะวันตกที่มีต่อทางเอเชีย ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Yellow Peril หรือภัยผิวเหลือง

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องนัยของการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างอเมริการและจีน ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ทำไมต้องเอาเรื่องนี้มาพูดให้ฟัง ? เพราะว่ามันมีนัยสำคัญที่บางครั้งท่านผู้ชมอาจจะไม่เข้าใจและไม่ทราบอย่างลึกซึ้งว่าเบื้องหลังจริงๆ แล้วมันมีอะไร และมันเป็นการแสดงทีท่าการเปลี่ยนแปลงในวิธีการต่อสู้ทางการทูตของประเทศจีน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ประเทศจีนหลังจากที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งมา จะครบ 100 ปี ในเร็วๆ นี้แล้ว


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวานนี้ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564 เวลา 7 โมงเช้า ท่านผู้ชมคงได้อ่านข่าวแล้วว่าได้มีตำรวจกองปราบฯ สนธิกำลังกับตำรวจภูธรภาค 2 ไปจับหลงจู๊สมชาย งวดนี้ไม่ใช่เรื่องการพนัน แต่งวดนี้เป็นเรื่องของข้อหาจ้างวานฆ่าวินมอเตอร์ไซค์ อายุสี่สิบกว่าปี แล้วพ่อแม่ก็ร้องไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็เลยมอบเรื่องนี้ให้กับตำรวจกองปราบฯ เป็นคนดำเนินคดี แล้วก็มีข้อหาฟอกเงินเข้ามาอีก

ผมมีข้อคิดในเรื่องนี้เยอะ แต่ว่าไม่ใช่การพูดวันนี้ แต่ผมจะฝากให้คิดนิดหนึ่ง ถ้าท่านผู้ชมอดทนนิดหนึ่ง รอไปจนถึงวันศุกร์หน้า ท่านผู้ชมฟังข้อคิดของผมแล้วท่านผู้ชมจะเห็นด้วยกับผมทุกกรณี แล้วมันเป็นข้อคิดที่ทำให้ท่านผู้ชมมองภาพตำรวจ มองภาพ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข มองภาพตำรวจกองปราบฯ ได้เห็นเด่นชัด แล้วท่านผู้ชมตัดสินเองว่ากรณีแบบนี้เข้าข่ายมาตรา 157 หรือไม่ คือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเข้า แล้วรอฟังต่อไปก็แล้วกันในวันศุกร์หน้า ศุกร์หน้าอาจจะจัดชุดใหญ่ให้ แต่คงไม่ใหญ่เท่าไรนัก ผมคิดว่าเป็นสักตอนหนึ่ง

ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้มีเรื่องราวบางเรื่องที่ผมอยากพูดมาก ท่านผู้ชมจำได้ไหมที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ประกาศจะอดอาหาร แล้วก็อดมาได้หลายวันแล้ว แล้วช่วงหลังนี้ ตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวว่าจะยกระดับการอดอาหาร โดยจะดื่มเฉพาะน้ำเปล่าและเกลือแร่ แล้วก็มีการเผยแพร่จดหมายของเพนกวิน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจดหมายนี้ได้มาอย่างไร ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็คงจะต้องไปจัดการด้วยวิธีการของท่านก็แล้วกันว่าข้อความนี้ได้มาอย่างไร ถ้าข้อความนี้ส่งออกมาจากเรือนจำ ก็แสดงว่าทำผิดระเบียบ แต่ถ้าไม่ได้ส่งออกมาจากเรือนจำ เป็นการฝากให้คนที่เข้ามาเยี่ยม นำเอามาเขียน ก็อีกล่ะ เพราะว่าระเบียบของการเยี่ยมนั้นไม่ให้เอาเรื่องการเมืองเข้ามาพูด


ทีนี้ ผมมีข้อเสนออย่างนี้ เผอิญคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 มีนาคม คือเมื่อประมาณวันพุธที่ผ่านมา คุณชาญวิทย์ บอกว่า "อดอาหารประท้วง = อารยะขัดขืน = สัตยาเคราะห์แบบมหาตมะคานธี" ด้วยความเคารพ ผมไม่บังอาจเอาบทบาทของคุณเพนกวิน หรือพริษฐ์ ชิวารักษ์ ไปเทียบกับมหาตมะคานธีเลย เพราะมหาตมะคานธี ท่านเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ ท่านสู้เพื่อคนอินเดียทั้งประเทศ ท่านสู้กับการกดขี่ เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ท่านต้องการที่จะปลดปล่อยอินเดียให้พ้นจากเงื้่อมมืออังกฤษ แต่คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ นั้น สู้เพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ คนละเรื่องกันเลย แล้วสู้ไปสู้มาก็จะเข้าทางของประเทศทางตะวันตก อย่างอเมริกา เพื่อเปิดประตูให้อเมริกาเข้ามายึดครองประเทศไทย เพราะฉะนั้นแล้ว ความยิ่งใหญ่ของมหาตมะคานธี ใหญ่เกินกว่าที่เรา .. แม้กระทั่งคิดจะเอาพริษฐ์ ชิวารักษ์ มาเทียบ ก็ยังถือว่าคิดผิด ถือว่าผิด ผมก็เลยไม่รู้ว่าคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านเอาประเด็นนี้ เอากระบวนทัศน์แบบนี้ เอาความคิดแบบนี้เข้ามาได้อย่างไร


แนวความคิดนี้มันเป็นแนวความคิดที่นักต่อสู้ สู้เพื่ออิสระเสรีภาพ ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยจากการกดขี่ อย่างเช่น มาร์ติน ลูเทอร์ คิง ต่อสู้เพื่อให้คนผิวดำได้รับความเคารพ เนลสัน แมนเดลา แอฟริกาใต้ ต่อสู้เพื่อให้การปกครองของประเทศแอฟริกาใต้เป็นการปกครองที่อยู่ในมือของคนผิวดำ หรือแม้กระทั่งท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านต่อสู้ด้วยธรรมในใจ แล้วตอนนี้อิทธิพลนี้ก็เริ่มกระจายมา มาถึงบรรดาเด็กรุ่นใหม่ แล้วคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านก็มาบอกว่าเห็นด้วย ยกย่อง ผมเสนออย่างนี้ดีกว่า คุณชาญวิทย์ เอง แน่นอนที่สุด เห็นด้วยกับการต่อสู้ของคุณเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ และหลายๆ คนที่ทำตัวเป็นคนแก่แต่อยู่เบื้องหลังเด็ก ผมอยากจะเสนอให้คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ คุณอานันท์ ปันยารชุน คุณ ส. ศิวรักษ์ ซึ่งเดินนำเด็กเลยในการประท้วง แล้วก็มีอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณนิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งท่านรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ปริญญา คนพวกนี้น่าที่จะสานฝันของคุณเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ให้ไปสู่เป้าหมายได้ด้วยการออกมาอดอาหารพร้อมกันกับคุณเพนกวิน ได้ไหม คือพูดง่ายๆ ว่า หาสถานที่ๆ หนึ่งที่สาวกทั้งหลายของคนพวกนี้สามารถที่จะไปห้อมล้อมและนั่งขัดสมาธิ จะเอาผ้าใบมาคลุมไม่ให้แดดส่องด้วยก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อดอาหารพร้อมกัน คุณเพนกวิน เริ่มทานอาหารเมื่อไร ก็เริ่มทานได้พร้อมกัน แต่ถ้าไม่ทาน ถ้าเกิดการตายไป ผมก็คิดว่าสมควรจะตายพร้อมกันไปเลยดีกว่า สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่รู้ว่าท่านผู้ชมจะเห็นด้วยหรือเปล่านะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง อีกสองเรื่อง ไม่พูดก็ไม่ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มันมีดรามาตัวหนึ่งเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียใหม่ ดรามาเรื่องนี้คือเป็นดรามาเรื่องของการที่มีการแสดงศิลปะ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม เกิดขึ้นที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือมีการเอาภาพธงชาติออกมา ธงชาติจะมีแดง ขาว น้ำเงิน สีน้ำเงินคือสีตรงกลาง ก็ปรากฏว่าเป็นรูปธงชาติที่ไม่มีสีน้ำเงิน ก็คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ เอาออก เป็นพลาสติกใสๆ มีสีแดงอยู่ข้างบนสีขาว และปรากฏว่ามีคนเอาข้อความไปเขียนหยาบคายมาก ด่า ม.112 หยามเหยียดพระเจ้าอยู่หัว ทุกอย่าง ก็คือพูดง่ายๆ ว่าเพื่อแสดงออก แล้วอ้างว่านี่คืองานศิลปะ


ทีนี้พอเรื่องเกิดขึ้น ก็มี ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี ท่านก็เป็นเหมือนอาจารย์นักกิจกรรม ใส่กางเกงขาก๊วย สีน้ำเงิน สะพายโน่นสะพายนี่้ ก็ออกมาโวยวาย ด่าว่ามาก้าวก่าย มาทำโน่นทำนี่ ปรากฏว่าคนที่สั่งให้เก็บภาพและการแสดงออก คือท่าน รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่านอาจารย์อัศวิณีย์ ท่านก็เลยโดนสาธารณชนที่เป็นฝ่ายเดียวกับพวกสามนิ้วก่นด่ากันเละเทะไปหมดเลย แต่ท่าน รศ.อัศวิณีย์ ท่านก็บอกว่า ท่านเป็นคนที่เอามาเพื่อทำความให้ดูเรียบร้อย เหตุผลเพราะว่าจะมีการแสดงงานศิลป์ ที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วเอางานศิลปะที่มาวางกันเปรอะข้างหน้าคณะวิจิตรศิลป์นั้น โดยที่เจตนารมณ์นี้ไม่ใช่เป็นงานศิลป์ เจตนารมณ์คือ เอาศิลปะเป็นตัวบังหน้า เป็นตัวบังหน้า แล้วสอดแทรกด้วยความหมายทางการเมือง ถ้าความหมายทางการเมืองน่ะ ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่เป็นความหมายที่ใช้คำพูดที่หยาบคาย แล้วก็โจมตีสถาบันกษัตริย์โดยตรง


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อมานานพอสมควรแล้วในเรื่องพวกนี้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายคนก็ประพฤติและปฏิบัติเป็นเช่นนี้ คือไม่ได้เอาความจริงสอนเด็ก แต่ส่งเสริมเด็ก ไม่ว่าจะเป็นท่าน ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่สมัยก่อนเป็นคนจัดทำการศึกษาที่เขาเรียกว่า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แล้วก็พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ

ท่าน รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง ท่านเป็นอดีตนักศึกษาดีเด่นของมหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านเป็นคนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ท่านเห็นว่าในขณะนั้น ท่านไปดูความเรียบร้อยของคณะวิจิตรศิลป์ เพราะกำลังจะมีงานแสดงศิลปะครั้งใหญ่ ท่านก็พบวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้ วัสดุบางรายการหมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย ธงชาติไทยถูกดัดแปลง มีข้อความที่ไม่เหมาะสม ในฐานะที่ท่านเป็นคณบดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อนักศึกษาและคณาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ ท่านก็เลยเก็บวัสดุต่างๆ เหล่านี้ ท่านเก็บแล้วท่านให้มารับคืนต่อไป ก็เลยเกิดเป็นเรื่องดรามาขึ้นมา เรื่องนี้ผมเห็นใจและผมให้กำลังใจท่านคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ท่านทำถูกต้องแล้ว ท่านทำไม่ผิด ขอให้ท่านทำต่อไป


ท่านผู้ชมครับ ในขณะนี้เรามีมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ท่านผู้ชมที่อยู่ใน จ.ขอนแก่น อยู่ใน จ.เชียงใหม่ หรืออยู่ใน จ.สงขลา ที่สงขลานครินทร์ตั้งอยู่ ผมเรียนถามตรงนี้ว่า ในขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยจะมีคนแอบแฝงอยู่ อย่างที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ทำงานให้ CIA ฝังตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสิบๆ ปี แล้วคนๆ นี้ก็ปลุกปั่น ยุยงส่งเสริม ให้ข้อมูลที่ผิด ตลอดจนหาทุนต่างๆ เอามาสนับสนุนฝ่ายที่ตรงกันข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ สงขลานครินทร์ก็เช่นกัน เชียงใหม่ก็เช่นกัน เชียงใหม่นี่ถือว่าเป็นฐานที่สำคัญทางภาคเหนือเลย

ท่านผู้ชมครับ ทำไมชุมชนที่อยู่กับมหาวิทยาลัยนั้นๆ ไม่ทำอะไรลงไปเสียที ผมเห็นว่าที่ขอนแก่นก็มีประชาชนอยู่จำนวนหนึ่งที่มารวมตัวกัน ผมคิดว่าประชาชนในชุมชนนั้นน่าจะรวมตัวกัน ท่านดีใจที่มีสถาบันการศึกษาระดับสูงอยู่ในชุมชนของท่าน แต่ท่านไม่ควรจะปล่อยให้อาจารย์เพียงไม่กี่คนทำระยำตำบอน เอาข้อมูลที่ผิด มา แล้วยุยงส่งเสริมให้เด็กเข้าใจข้อมูลที่ผิด แล้วก็ใช้ความบริสุทธิ์ของเด็กและความโง่ของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กเข้าไปติดคุกติดตะรางแทนพวกอาจารย์เหล่านี้ และพวกอาจารย์ทั้งหลายที่ผมพูดถึง ทำไมถึงต้องแอบตัวอยู่ ถ้าท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านบอกเด็กนั้นถูกต้อง ท่านต้องมาร่วมกับเด็ก ท่านต้องยืนต่อหน้าเด็ก ท่านต้องนำเด็ก ท่านอย่าให้เด็กนำท่าน ไม่ใช่เด็กนำแล้ว พอเด็กทำผิดกรณีมาตรา 112 แล้ว ท่านก็บอกว่า เรามาเดินขบวนกัน เรามาช่วยกันบอกว่าต้องยกเลิกมาตรา 112 แต่นั่นคือคำให้สัมภาษณ์ของท่าน ท่านต้องลงมือปฏิบัติสิ อย่าทำตัวเป็นไอ้แอบ-อีแอบ และอีกประการหนึ่ง ท่านโชว์ตัวท่านเองในชุมชนนั้นเลย ว่าท่านเป็นคนที่ไม่เอาสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนชุมชนนั้น ชุมชนนั้นเป็นชุมชนที่หล่อเลี้ยงพวกท่านเอาไว้ ให้เขาออกมาตัดสินใจว่าอาจารย์แบบนี้ควรหรือไม่ที่จะให้สอนอยู่ที่ขอนแก่น ควรหรือไม่ที่จะให้อยู่ที่สงขลานครินทร์ ควรหรือไม่ที่จะให้อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม ผมกำลังบอกว่าชุมชนทั้งชุมชนน่าจะรวมตัวกัน น่าจะมีแกนนำของชุมชนออกมา ไม่ต้องหวังอะไรครับ หวังทำในสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น หวังทำให้สถาบันการศึกษานั้นไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่มีคนวางยาเอาไว้ วางระเบิดเวลาเอาไว้ แล้วมันก็มีคนเพียงไม่กี่คน อาจารย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง แล้วพวกอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม เลิกทำตัวเป็นอีแอบได้แล้ว เลิกให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับอันนั้น ไม่เห็นด้วยกับอันนี้ เวลาเด็กประท้วง ซึ่งคุณอยู่เบื้องหลัง คุณต้องออกมาประท้วงด้วย ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมครับ ?

ท่านผู้ชมครับ ก่อนจะจบเรื่องมโนสาเร่เมดเลย์นี้ ผมจะพูดถึงเด็กคนหนึ่ง ชื่อ น้องมายด์ ฉายาคือ น้องมายด์ กามิกาเซ่ น้องมายด์ ชื่อ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล อายุตอนนี้ 25 ปีแล้ว เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีมหานคร นี่ยังเรียนไม่จบเลยนะ อายุ 25 แล้ว ความจริงต้องจบสัก 22-23


ทำไมผมถึงต้องพูดเรื่องน้องมายด์ ? น้องมายด์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ได้ขึ้นเวทีที่ราชประสงค์ โอ้ น้องมายด์นี่กามิกาเซ่จริงๆ กล่าววาจาจาบจ้วงพระมหากษัตริย์อย่างสุดๆ จนกระทั่งน้องแยม น.ส.ฐปนีย์ ซึ่งอยู่เพจ The Reporters กำลังถ่ายทอดสดอยู่ น้องแยมต้องปิดการถ่ายทอดสดแล้วลบคลิปนั้นออกทันทีเลย น้องมายด์ เป็นบ้าอะไรไปแล้ว น้องมายด์ มีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวไหม น้องมายด์ อาจจะไม่เคารพพ่อแม่ครูอาจารย์เหมือนอย่างที่ผมเคารพ หลวตามหาบัว สอนผมมาตลอดว่า สติ คือ ประตู หน้าต่าง ถ้าเรามีสติ เราก็สามารถปิดประตู ปิดหน้าต่าง เพื่อไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามเข้ามาในสมองเรา เข้ามาในจิตเรา แต่น้องมายด์ เปิดหมด


น้องมายด์ เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร น้องมายด์ ก็ยังเรียนไม่จบ แล้วน้องมายด์ ไม่คิดจะออกไปทำมาหากินบ้างหรือ หรือน้องมายด์ คิดว่าการล้มกษัตริย์ได้ ถ้าล้มได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ชีวิตจะมีความสุข พ่อแม่จะมีความสุข ประเทศไทยจะมีความสุข น้องมายด์ พูดแทนใคร ? อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่เห็นด้วยกับน้องมายด์ น้องมายด์ครับ พ่อแม่น้องมายด์ครับ พี่น้องน้องมายด์ครับ เพื่อนๆ น้องมายด์ครับ เอาสติสัมปชัญญะเข้ามาจับสักนิดหนึ่ง แล้วถามว่า น้องมายด์ คุณบ้าไปหรือยัง ที่ขึ้นมาบนเวทีแล้วคุณหยามเหยียด อาฆาตรมาดร้ายรัชกาลที่ 10 อย่างชนิดที่เรียกว่า แม้กระทั่งคุณแยม ฐปนีย์ ที่ถ่ายทอดสด ต้องรีบปิดและลบคลิปออกทันที น้องมายด์ กลับบ้านไป ที่บ้านถ้ามีผนัง เอาหัวโขกผนังสัก 5 ที 10 ที แรงๆ สติอาจจะกลับมาก็ได้

ท่านผู้ชมครับ เมื่อประมาณอาทิตย์กว่าๆ ที่ผ่านมา ผมเผอิญไปเดินหาก๋วยเตี๋ยวทานแถวๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แถวนั้นมีร้านก๋วยเตี๋ยวซึ่งซ่อนอยู่ในมุม หลายแห่งที่อร่อย ใช้ได้เลย เผอิญผมไปเจอกับเพื่อนเก่า เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมศิลปากร แล้วก็ลูกน้องเก่าของท่าน ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร แล้วก็เจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังอยู่ที่กรมศิลปากรหลายคน ทุกคนรู้จักผมดี เพราะว่าเป็น fc ของผมมานานแล้ว ก็เลยนั่งคุยกัน เผอิญคุยกันไปคุยกันมาก็เกิดมีคนๆ หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ เขาบอกว่า เขาเป็นห่วงอยู่เรื่องหนึ่ง พอเขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังแล้ว ผมก็เป็นห่วงตามเหมือนกัน เรื่องนี้คือเรื่องอะไรรู้ไหมท่านผู้ชม ?


เรื่องนี้ คือเรื่องรถไฟสายสีส้ม ซึ่งมันจะวิ่งจากตลิ่งชัน ไปมีนบุรี โดย รฟม. ทีนี้มันเกี่ยวข้องอะไรที่ต้องมาเป็นห่วง เพราะว่าผมไม่เคยสนใจอะไรเลยเรื่องพวกนี้ รถไฟจะสายสีเขียว สีแดง สีฟ้า สีม่วง ก็ไม่เป็นอะไร ทำเพื่อบริการประชาชน ถ้าผมจะเป็นห่วง ผมเป็นห่วงเรื่องเดียวเท่านั้นเอง ผมมีความรู้สึกว่าค่ารถไฟใต้ดินมันสูง ตลอดจนค่าขนส่งในบ้านเรา อะไรที่มันเร็ว มันสูงหมดเลย ที่ผมเป็นห่วง ห่วงเรื่องเดียว สำหรับผมนะครับ ก่อนที่จะมาคุยกับพวกนี้ คือผมเป็นห่วงว่า คนไทยถ้าทำงานแล้ว เงินเดือนประมาณ 15,000-20,000 บาท แล้วถ้าต้องไปอยู่นอกเมือง เพราะว่านอกเมืองค่าเช่า ค่าที่พักมันถูกกว่า เฉพาะค่ารถอย่างเดียววันละเกือบ 200 บาท ตกเดือนละเกือบ 6,000 บาท คนเงินเดือน 15,000-20,000 บาท โดนค่ารถเดินทางอย่างเดียวกินเข้าไป 20-30 เปอร์เซ็นต์ แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร

แต่เผอิญเรื่องที่เขาคุยกันเรื่องที่เป็นห่วงก็คือว่า จุดเชื่อมต่อของสายสีส้ม ตลิ่งชัน-มีนบุรี ไปเชื่อมต่อที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าสายสีส้ม เป็นสายที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะอะไร ? เพราะเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ลอดผ่านสถานที่สำคัญมากที่สุด ทะลุใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ มีสถานที่สำคัญอย่างวัดราชนัดดารามวรวิหาร ที่เรารู้จักกันในชื่อ โลหะปราสาท อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ สนามหลวง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) และพระบรมมหาราชวัง แนวทางเส้นนี้ จะออกจากสถานีตลิ่งชัน วิ่งไปตามแนวเขตรถไฟสายบางกอกน้อย ผ่านโรงพยาบาลศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านใต้ถนนราชดำเนิน แล้วเบี่ยงใช้แนวถนนหลานหลวง ผ่านยมราช เข้าสู่แนวถนนเพชรบุรี เลี้ยวเข้าถนนราชปรารภ ย่านประตูน้ำ ถึงดินแดง แล้วเลี้ยวผ่านไปตามถนนวิภาวดีรังสิต ผ่านศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) เลี้ยวขวาไปเชื่อมกับโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ


ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นสถานีหลักที่เป็นจุดเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก แล้วเบี่ยงเข้าแนวถนนพระราม 9 ตัดผ่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามคำแหง ผ่านแยกลำสาลี ตัดผ่านถนนกาญจนาภิเษก แล้วสิ้นสุดที่จุดตัดตรงถนนสุวินทวงศ์ บริเวณมีนบุรี

ท่านผู้ชมครับ รถไฟ้สายนี้ สีส้ม ระยะทาง 39.8 กิโลเมตร แบ่งเป็นโครงสร้างวิ่งใต้ดิน 30.6 กิโลเมตร และเป็นโครงสร้างยกระดับบนดินอีก 9.2 กิโลเมตร มีทั้งหมด 30 สถานี สถานีใต้ดินมี 23 สถานี สถานียกระดับมีอีก 7 สถานี

ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ ทำไมผมถึงเป็นห่วง ? ผมเป็นห่วงเพราะว่ารถไฟสายสีส้ม ระยะทาง 3 ใน 4 สถานีก็ราวๆ 3 ใน 4 ต้องอยู่ใต้ดิน และรถไฟสายนี้ผ่านย่านการค้า สถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟสายสีส้ม ฝั่งตะวันตก ที่เริ่มจากศูนย์วัฒนธรรม ไปถึงตลิ่งชัน เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ เพราะเมื่อผมฟังคำพูดของท่านอดีตอธิบดีกรมศิลปากรแล้ว ผมก็เลยเอาข้อมูลทางด้านรถไฟสายสีส้มมาดู เริ่มจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ ตรงถนนรัชดาภิเษก เป็นต้นไป มีสถานีสำคัญที่ไหนบ้าง ?


1. สถานีดินแดง อยู่ใต้ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้า หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2
2. สถานีรางน้ำ ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
3. สถานีราชปรารภ หน้าห้างอินทราสแควร์ กลางย่านการค้าประตูน้ำ
4. สถานีประตูน้ำ ใต้ถนนเพชรบุรี หน้าห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่า
5. สถานีราชเทวี เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS
6. สถานียมราช ใต้ถนนหลานหลวง หน้าบ้านมนังคศิลา
7. สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ผมกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ ตั้งอยู่ถนนราชดำเนินกลาง บริเวณด้านตะวันออกของอนุสาวรีย์ฯ ด้านหน้าลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เป็นสถานที่เดิมของศาลาเฉลิมไทย เป็นลานด้านหน้าโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ป้อมมหากาฬ และพระบรมบรรพต หรือที่เขาเรียกกันว่า ภูเขาทอง วัดสระเกศ


8. สถานีสนามหลวง ตั้งอยู่ใต้ถนนราชินี ด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ ติดกับพระบรมมหาราชวัง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่รถไฟจะลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา

เมื่อลอดไปแล้วก็จะไปเจอสถานีศิริราช ใต้สะพานอรุณอมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ห่างจากตึกปิยมหาราชการุณย์ เพียงนิดเดียว ก่อนจะผ่านไปสถานีบางขุนนนท์ และไปสิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน

ท่านผู้ชมครับ เอาแค่ 9 สถานีจากที่ผมเล่าให้ฟังนี้ จากสถานีทั้งหมด 30 แห่ง ท่านผู้ชมเห็นหรือยังว่ารถไฟสายสีส้มฝั่งตะวันตกมันสำคัญแค่ไหน ท่านอดีตข้าราชการกรมศิลปากรชี้ให้ผมเห็นว่า การขุดเจาะใต้ดินผ่านย่านและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ หากดำเนินการอย่างไม่รอบคอบ เหมือนกับการสร้างสถานีรถไฟใต้ดินทั่วๆ ไป สายสีเขียว สายสีแดง สายสีม่วง นั่นเป็นจากในเมืองออกไปนอกเมือง แต่นี่้เป็นจากจุดนอกเมืองวิ่งผ่าเมืองเข้ามาเลย ขาดความระมัดระวัง ท่านเกรงว่า และผมเห็นด้วย จะเกิดความเสียหายจากการทรุด อาจจะเกิดได้ทุกครั้งที่มีการทรุด แล้วเดี๋ยวผมจะเอาหลักฐานพิสูจน์ให้ดู เพราะผมไปค้นมาแล้ว อะไรก็ตามที่ทรุดลงไป ผลขยายของการทรุดจะกว้างออกไป 2 กิโลเมตร น้อยที่ไหน แล้วการขุดรถไฟใต้ดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีความเสี่ยง เพราะใต้แม่น้ำเจ้าพระยายังมีหิน เบ้อเริ่มเลย ที่ขวางอยู่ มีดิน มีทราย มีความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่ปกติ เนื่องจากกรุงเทพมหานครนั้นตั้งอยู่ในที่ลุ่ม


พอยกตัวอย่างมา ผมก็เลยให้ทางทีมงานลองลากเส้น โรงละครแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสถานีสนามหลวง ไปยังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) วัดระยะทางได้ 800 กว่าเมตร โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งจะเป็นสถานีศิริราช มาถึงพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) อีกแล้ว ระยะทางแค่ 1 กิโลเมตรกว่าๆ ประมาณ 1.2 กิโลเมตร อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาถึงพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) ก็พอๆ กับจากศิริราช คือระยะทางแค่ 1.2 กิโลเมตร ท่านผู้ชมครับ ผมมาเช็กข้อมูลแล้ว มันมีตัวอย่างให้เห็นก่อนหน้านี้ ทั้งในประเทศไทยเอง และต่างประเทศ หลายกรณี เรียกว่านับไม่ถ้วน

กรณีที่หนึ่ง ผมเล่าความจริงให้ท่านผู้ชมฟัง มีหลักฐาน มีรูปภาพให้ดู เมื่อสัก 2-3 ปีที่ผ่านมา (2561) รถไฟใต้ดิน เพื่อทำรถไฟ้าสายสีน้ำเงิน บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เป็นผู้ดำเนินการ ก่อนหน้านี้บริเวณสถานีวังบูรพา มีปัญหาเกิดขึ้น 26 เมษายน 2561 ชาวบ้านได้โพสต์รูปภาพ มีป้ายขนาดใหญ่ อธิบายถึงความเดือดร้อนจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินโครงการสีน้ำเงิน สถานีวังบูรพา ด้านถนนมหาชัย เขตวังบูรพา พระนคร


ทำให้บ้านทรุด น้ำท่วมบ้าน แจ้งเรื่องไปแล้วไม่มีการเยียวยา บอกให้ทำเรื่องขึ้นมาใหม่ จนชาวบ้านทนไม่ไหว ขึ้นป้ายว่า "ทำร้ายประชาชน บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้า สถานีวังบูรพา ทำบ้านทรุด แตกร้าวเสียหาย เจรจาหลายครั้งขาดความรับผิดชอบ ไม่จบเสียที ประกาศหาหน่วงานหรือองค์กรใด ช่วยเหลือที" แล้วก็มีชาวบ้านเขาโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ผมเอามาอ่านให้ฟังก็แล้วกัน ท่านผู้ชมจะได้เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่พิเศษ เป็นเรื่องปกติธรรมดา และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าไปฟังว่า รับรองไม่มีทรุด มันทรุดมาแล้ว เขาโพสต์ว่า

"ตรรกะอะไรกันเนี่ย คุณก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำบ้านเราทรุด (ทรุดขนาดน้ำท่วมเข้าบ้าน คนแก่โดนขังในห้องน้ำเพราะเปิดประตูไม่ได้) รอยร้าวทะลุจนเห็นเนื้อผนังด้านใน แจ้งเรื่องไปตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ให้เข้ามาซ่อมแซม ไม่มีใครมาซ่อมให้ บอกแต่รับผิดชอบแน่นอน ต้นปีนี้มาบอกพร้อมจะซ่อม แต่คนต้องย้ายออก เราบอกว่าโอเค ช่วยทำแผนงานให้หน่อย จะได้หาที่อยู่ให้เรียบร้อย ไม่มีแผนงานใดๆ มาทั้งสิ้น ทวงถาม บอกว่าช่วยทำเอกสารร้องเรียนใหม่ได้ไหม มันคืออะไร เราไม่ทน ขึ้นป้าย คุณมาฟ้องเรากลับ หาว่าเราทำคุณเสียชื่อเสียง ตรรกะอะไรของโลกใบนี้ ฉันผิดตรงไหน"

ผมเอารูปให้ดูนะครับ บ้านทรุด ภาพนี้เอามาจากอมรินทร์ทีวี ให้เครดิตอมรินทร์ทีวี เห็นชัดเจน บ้านทรุด คุณเจริญ อิงคสารมณี เจ้าของร้านทองเจริญ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจุดก่อสร้าง ห่างกันเพียง 10 เมตร บ้านมีรอยร้าว ฟ้องร้อง พาทีมข่าวไปดู รอยพื้นแตกแยกออกเป็นสองซีก บริเวณเสาบ้านมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ ทะลุออกเป็นช่องโหว่ มองเห็นได้ชัดเจน คุณเจริญ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินคดีกับโครงการก่อสร้างปีที่แล้ว เพราะว่าตกลงใจจะรับผิดชอบ แต่โครงการฯ ก็ไม่ได้ทำตามเลยแม้แต่นิดเดียว มูลค่าเสียหายของคุณเจริญ จะสูงมาก มีอยู่หลายหลัง หลายสิบหลังคาเรือนที่บ้านทรุด

ท่านผู้ชม การขุดเจาะรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน กรณีที่สอง ลอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อมาโผล่ที่สนามไชย ใกล้วัดราชบพิธ เคยประสบความยากลำบากจนเกือบกระทบกับโบราณสถาน อย่างวัดหงส์รัตนาราม วัดหงส์รัตนาราม


ท่านผู้ชมจำได้ไหมว่าคือวัดอะไร เป็นวัดที่มีศาลพระเจ้าตาก และศาลน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ที่โด่งดังเมื่อสักปีกว่าๆ ที่แล้ว ก็คือเป็นวัดที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้ไปบวชที่นั่น ตอนที่ขุดเจาะ ศาลพระเจ้าตาก กับศาลน้ำศักดิ์สิทธิ์ เกือบทรุดลงไปเลย เพราะพื้นดินที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา หัวขุดเจาะน้ำในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์รั่วลงมา จนบริษัทผู้รับเหมาต้องแก้ไขสถานการณ์ด้วยการฉีดสารเคมีทำให้ดินแข็ง ใช้เวลาเป็นเวลาหลายเดือน

นอกจากนั้น ในการก่อสร้างสถานีสามยอด ในโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ก็มีอาคารโดยรอบได้รับความเสียหาย รวมทั้งอาคารของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผมเอารูปให้ดูเลยนะครับ เอารูปเก่าๆ ให้ดู ท่านผู้ชมจะได้เห็นว่าผมพูดโดยมีหลักฐาน

กรณีที่สาม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 แค่การไฟฟ้านครหลวงขุดเจาะย้ายสายไฟลงดินโดยการไฟฟ้านครหลวง แค่นั้นเอง ทำให้การทรุดบนตัวถนนมหาราช เป็นหลุมกว้าง 1 เมตร ยาว 4 เมตร แล้วแรงกระเพื่อมมันกระจายไปถึง 2 กิโลเมตร เผลอๆ ในพระบรมมหาราชวังก็จะมีรอยร้าวเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมลองคิดดูก็แล้วกัน ที่ผมยกตัวอย่างให้ฟังนี้


กรณีที่สี่ นี่เขาเป็นการคาดการณ์ กรณีขุดเจาะอุโมงค์ลอดใต้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในเกาะรัตนโกสินทร์ ท่านผู้ชมครับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้นมีขึ้น 24 มิถุนายน 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ผมไปประเมินจากหลักฐานเก่าๆ ภาพบันทึกเอาไว้ จากการใช้ปั่นจั่นตอกเสาเข็มเมื่อ 82 ปีก่อน นักวิศวะ และคนที่เชี่ยวชาญงานก่อสร้าง เชื่อว่าเสาเข็มน่าจะเป็นไม้ ตอกได้ไม่ลึก ตอกได้มากที่สุดก็คือ 18 เมตร (ตามภาพ)


เพราะฉะนั้นแล้ว การก่อสร้างรถไฟใต้ดินในประเทศไทย ปกติจะสร้างอยู่ใต้พื้นดินประมาณ 30 เมตร มีระยะห่างจากอุโมงค์ถึงเสาเข็มแค่ 12 เมตร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงว่าจะเกิดน้ำดันขึ้นจากใต้ดิน เหมือนกรณีสถานีสามยอด ที่วังบูรพา

เอาล่ะ ไปต่างประเทศกันบ้าง โคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี 4 มีนาคม 2552 สิบสองปีที่แล้ว ท่านผู้ชมเชื่อไหม หอจดหมายเหตุนครโคโลญจน์ ซึ่งสูง 6 ชั้น เกิดสั่นสะเทือน และถล่มลงราบเป็นหน้ากลองเมื่อเวลา 14.00 น. วันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น มีคนสูญหายไป 3 คน อพาร์ตเมนต์พังทลายหมด แรงดึงของแรงสั่นสะเทือนกระจายไป ทำให้ทุกอย่างพังทลาย เกิดเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ ท่านผู้ชมครับ หอจดหมายเหตุโคโลญจน์มีเอกสารเก่าแก่จำนวนมาก รวมทั้งเอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือของผู้ก่อตั้งลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ คาร์ล มาร์กซ และเฟรเดอริก เองเกลส์ จนวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้อาคารถล่ม ใกล้กับถนนสายที่ตั้งอาคาร กำลังมีการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่ และหลังคาอาคารสถานีที่ก่อสร้างก็ได้พังลงมาในวันเดียวกันด้วย


นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกรณีคล้ายคลึงกันอีก ในปี 2536 ยี่สิบแปดปีที่แล้ว เกาะไต้หวัน ในปี 2562 ที่นครเซียะเหมิน ประเทศจีน 2521 ที่เมืองหังโจว ประเทศจีน ทั้งหมดนี้ประเด็นอยู่ตรงไหน ? ประเด็นคือ ในกรณีแบบนี้มูลค่าความเสียหายจะมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าการก่อสร้างโครงการทั้งหมดเสียอีก ยกตัวอย่างกรณีหอจดหมายเหตุเมืองโคโลญจน์ถล่มปี 2552 และกรณีอื่น


ท่านผู้ชมครับ ผมอดคิดไม่ได้ ท่านคิดตามผมมา แล้วท่านเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าการก่อสร้างไม่รอบคอบ ไม่ใช้เทคนิคที่พิเศษต่างกว่าการก่อสร้างสายใต้ดินทั่วๆ ไปแล้ว ถ้าพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) ทรุดลงไป คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา รับผิดชอบได้ไหม ผู้รับเหมาที่ประมูลงานได้ ผมไม่สนใจว่าใครได้ รับผิดชอบได้ไหม กับการทรุดตัว ไม่ต้องถึงขั้นพังทลาย ซึ่งโอกาสพังทลายก็มี ไม่ใช่ไม่มี เพราะหอจดหมายเหตุยังพังทลายมาแล้ว บ้านประชาชนที่อยู่วังบูรพา ก็ทรุดมาแล้วจากการทำงานของอิตาเลียนไทย แล้วถ้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเกิดน้ำดันขึ้นมา เสามีอยู่แค่ 18 เมตร ท่อข้างล่างห่างจากพื้นดิน 30 เมตร คือมีส่วนต่างอยู่ 12 เมตร 12 เมตรนี่มันแค่นิดเดียวเอง แล้วถ้าสมมุติว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเกิดทรุดลงมาทั้งอัน หรืออาจจะควรที่จะทรุดไปเลย เพราะเมืองไทยมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไป ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมืองไทยไม่เคยมีประชาธิปไตย แต่ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าเส้นนี้ผ่านโบราณสถานหลายแห่ง พระบรมมหาราชวัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทุกจุดที่ผมพูดนี้ มีมูลค่ามากกว่าราคาค่าก่อสร้างที่กำลังจะประมูลกัน คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ รับผิดชอบได้ไหม ท่านผู้ว่าฯ รฟม. รับผิดชอบได้ไหม นายกรัฐมนตรี ท่านรับผิดชอบได้ไหม ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

เอาล่ะ ถึงท่านจะไม่อยู่แล้ว อีกหน่อย อีก 10 ปี หรือ 15 ปี ท่านอาจจะเป็นวิญญาณลอยล่อง ขึ้นอยู่กับว่าขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ก็แล้วแต่คุณงามความดีที่ท่านทำ แต่ประวัติศาสตร์จะจารึกว่า ในยุคท่านได้มีการอนุมัติให้มีการก่อสร้างแบบนี้เกิดขึ้น และไม่ระมัดระวัง ท่านผู้ชมครับ เดี๋ยวนี้การเจาะอุโมงค์ใต้ทะเลลึก เป็นเรื่องธรรมดาปกติ ไม่มีอะไรน่ากลัว คำถามคือ เมืองไทยมีเทคโนโลยีตัวนี้หรือยัง ? เพราะเทคโนโลยีในการที่จะทำรถไฟฟ้าสายสีส้มนั้น มันต้องเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เทคโนโลยีทั่วๆ ไป ในการทำรถใต้ดินทั่วๆ ไป เพราะคุณดันทะลึ่งผ่าเข้ามากลางเมือง แล้วผ่านสถานที่สำคัญ ถ้าพระบรมมหาราชวังเกิดทรุดขึ้นมา วัดพระแก้วต้องปิด คุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่หายไป นั่นก็ส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญมาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือว่า อีกหน่อยนักท่องเที่ยวก็ไม่มาเมืองไทย เพราะไม่สามารถจะเข้าไปวัดพระแก้ว ชมพระแก้วมรกตได้ และการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต ตามฤดูกาลต่างๆ ถ้าพระบรมมหาราชวังทรุดลงไป จะมีการเปลี่ยนเครื่องทรงไหม ?


พระราชวังจักรีมหาปราสาท พระราชวังเทพบิดร ถ้าเกิดทรุดขึ้นมา ... ก็แค่การไฟฟ้านครหลวงขุดพื้นที่เพื่อจะฝังสายไฟฟ้า ดินทรุดลงไปทันทีเลย แค่นั้นเอง แล้วเมืองไทยอีกหน่อยถ้ามีน้ำท่วมขึ้นมา ซึ่งต้องมีแน่นอน แล้วท่วมเป็นเดือน ครึ่งปี สมมุติว่าถ้าท่วมสักครึ่งปี ผมถามว่าน้ำจะลงไปไหม

ท่านผู้ชมครับ ผมอยากจะฝากให้คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รฟม. และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้คิดให้ดีๆ เรื่องนี้ให้ระมัดระวัง อย่าใช้วิธีการง่ายๆ เหมือนแต่ก่อนที่ท่านสร้างโน่นสร้างนี่ งานนี้ต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะว่าถ้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พระบรมมหาราชวัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เกิดทรุดขึ้นมา ใครหน้าไหนจะกล้ารับผิดชอบ แต่ที่แน่ๆ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่าคนทั้งหลายที่ผมเอ่ยชื่อไปเมื่อกี้ ต้องรับผิดชอบ ตระกูลต้องรับผิดชอบ เพราะว่ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผมพูดนี่ด้วยความเป็นห่วง

เมื่อประมาณ 5 อาทิตย์ที่แล้ว มันมีข่าวที่คนไทยไม่ค่อยสนใจเท่าไรนัก แต่มันมีนัยสำคัญ ถ้าศึกษาลงไปให้ลึกซึ้งว่ามันผูกพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก กลุ่ม QUAD จตุภาคีของอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินเดีย

18 กุมภาพันธ์ 2564 หรือประมาณ 5 อาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจภูฏานได้จับคน 3-4 คน ข้อหาเตรียมตัวยึดอำนาจในกองทัพ และยึดอำนาจตุลาการ โดยบุกเข้าไปจับนายพลระดับสูงคนหนึ่ง ผู้พิพากษา 2 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกันวางแผนที่จะยึดอำนาจ คุมกองทัพและอำนาจตุลาการของภูฏาน


ท่านผู้ชมครับ ข่าวนี้สั่นคลอนภาพลักษณ์อันดีของราชอาณาจักรนี้ ราชอาณาจักรภูฏานมีดัชนีความสุขสูงที่สุดในโลก พื้นที่ก็ไม่มาก ประมาณ 1 ใน 8 เท่าของประเทศไทย มีประชากรแค่ 750,000 คน แต่ปกครองระบอบคล้ายๆ ประเทศไทย น่าจะเลียนแบบประเทศไทยมา คือเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ระบอบนี้เมื่อปี 2551


ทั้ง 3-4 คนที่ถูกจับนั้น เริ่มด้วย พลจัตวาทินเลย์ ท็อบเกย์ อดีตหัวหน้าราชองครักษ์ นายคุนเลย์ ทีเชอร์ริง ผู้พิพากษาศาลสูงในภูฏาน เมื่อเทียบกับเมืองไทยก็อาจจะเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา นายเยเชย์ ดอร์จี ผู้พิพากษาศาลแขวง หรืออาจจะเป็นอธิบดีศาลอาญาในเมืองไทย ปรากฏว่าทั้งสามคนถูกกล่าวหาว่ามีแผนจะโค่นล้ม พลโท บาทู ทีเชอร์ริง ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพภูฏาน และคนที่เป็นตัวการที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการเรื่องนี้ และถูกจับ ชื่อนางกานท์ วังโม

กานท์ วังโม เคยทำงานอยู่สถานทูตอินเดีย ใกล้ชิดสนิทสนมกับสายสัมพันธ์ทางอินเดียมาก คนๆ นี้เป็นคนเดินทางและไปติดต่อท่านผู้พิพากษา 2 ท่าน ตลอดจนอดีตหัวหน้าราชองครักษ์ ที่ผมเอ่ยชื่อไปเมื่อกี้นี้ เพื่อหาทางยึดอำนาจ ยึดอำนาจทางทหาร ยึดอำนาจทางตุลาการ


ทีนี้ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะยึดอำนาจ เพราะว่าท่านสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ท่านเป็นพระราชาธิบดี เป็นกษัตริย์ภูฏาน ที่ท่านยอมสละอำนาจของท่านซึ่งสมัยก่อนปี 2551 ภูฏานปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาจจะเป็นเพราะว่าท่านจิกมี ท่านมาเมืองไทยหลายครั้ง และท่านเคารพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 อย่างมาก เหมือนกับว่าพระองค์ท่านทรงเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์จิกมีเลย กษัตริย์จิกมีพูดตั้งหลายครั้งแล้วว่า กษัตริย์คนที่ท่านเคารพมากที่สุดก็คือรัชกาลที่ 9

ทีนี้ ที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ ผมเช็กข่าวหลายแห่ง หลาย source ก็ปรากฏว่า คนที่ปล่อยข่าว คนที่เอาข่าวเรื่องนางกานท์ เข้ามาเพื่อที่จะจัดการเกี่ยวกับการยึดอำนาจ กลับเป็นฝ่ายจีน จีนเป็นคนที่แจ้งข้อมูลนี้ให้กับทางรัฐบาลภูฏาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางราชสำนัก


นางกานท์ วังโม ก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ไม่เป็นไรครับ ทุกคนที่โดนจับปฏิเสธกันทั้งนั้น ไม่มีใครผิดหรอกครับ แต่ผมจะเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับภูฏานกับอินเดียให้ฟังนิดหนึ่ง แล้วจะชี้ให้เห็นว่ามันไปเกี่ยวข้องอะไรบ้างกับจตุภาคี หรือกลุ่ม QUAD

อินเดียในช่วงหลัง ตั้งแต่นายโมดี ขึ้นมา ค่อนข้างจะผีเข้าผีออก อินเดียกลายเป็นประเทศที่สับปลับ ไม่มีสัจจะวาจา และพลิกไปพลิกมา ซึ่งก็ไม่ตำหนิเขา เพราะว่านายโมดี จะทำทุกอย่างเพื่อให้อินเดียได้ประโยชน์


สมัยก่อนนี้ ภูฏาน เป็นรัฐกันชนในหมากล้อมของจีนและอินเดีย คือที่ติดกับจีนและอินเดีย ก็มีทิเบต เนปาล ภูฏาน และตรงกลางระหว่างภูฏานกับเนปาล มีรัฐเล็กๆ ชื่อ สิกขิม เข้ามา ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้วเมื่อประมาณวันที่ 9 ตุลาคม 2563 เรื่อง อเมริกา-จีน หมากรุก vs หมากล้อม เราจะเห็นประเด็นหมากล้อมของจีน ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย อิหร่าน รวมทั้งเกาหลีเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยึดกุมจุดยุทธศาสตร์เอาไว้ให้เป็นหมากล้อม เพื่อต่อต้านการเดินหมากรุกของอเมริกาและชาติพันธมิตร (Five Eyes) ซึ่งมีอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา คือกลุ่มประเทศคนผิวขาวที่พูดภาษาอังกฤษ

ในอดีต อินเดียกับภูฏานได้มีสนธิสัญญาพันธมิตรระหว่างกันขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ภูฏานหลุดพ้นจากการยึดของของจีนที่ทำกับทิเบต ในช่วงนั้นจีนเข้าไปยึดครองทิเบต หนึ่งในรายละเอียดสำคัญของเนื้อหาตามสนธิสัญญาที่ภูฏานทำไว้กับอินเดีย ในปี 2492 เมื่อประมาณ 71 ปีที่แล้ว ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า แนวนโยบายต่างประเทศของภูฏานจะเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลอินเดียแนะนำ ในภาษาการทูตเรียกว่าแนะนำ แต่ภาษาความเป็นจริงก็คือ อินเดียเข้ามาครอบงำภูฏานในเรื่องนโยบายต่างประเทศ เช่น ภูฏานจะไปคบใคร จะไปเปิดสัมพันธภาพกับใคร อินเดียจะต้องเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่ภูฏาน

จนกระทั่งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 สิบสี่ปีที่แล้ว อย่าลืมนะครับ อินเดีย-ภูฏานมีข้อตกลงสนธิสัญญานี้มาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว แต่เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก อายุ 26 ปี ได้ร่วมลงพระปรมาภิไธยปรับปรุงสนธิสัญญาฉบับใหม่ระหว่างภูฏานกับอินเดีย


สนธิสัญญานี้ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ จากสนธิสัญญาฉบับเก่าซึ่งใช้มาแล้ว 57 ปี ฉบับใหม่จะเปิดโอกาสให้ภูฏานมีอิสระมากขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ผ่านมานิวเดลีเป็นคนกำหนด ซึ่งทำให้แม้กระทั่งภูฏานจะมีพรมแดนติดกับจีน แต่ภูฏานไม่เคยมีสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนเลย ทำให้ภูฏานเป็นประเทศเพื่อนบ้านเดียวของจีนที่ไม่มีสถานทูตและติดต่อกับประเทศจีน

ข้อตกลงในสนธิสัญญานี้ยังเปิดโอกาสให้ภูฏานสามารถนำเข้าอุปกรณ์ทางการทหารซึ่งงไม่มีอานุภาพร้ายแรงจากต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องได้รับการเห็นชอบจากอินเดีย

ท่านผู้ชมครับ ทั้งหมดนี้ผมมองเกมทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เป็นการสู้กันระหว่างอินเดียกับจีน ถ้าภูฏานยังอยู่ภายใต้อาณัติของอินเดียแล้ว จีนจะเสียเปรียบ เพราะภูฏานถึงแม้เป็นประเทศเล็ก ไม่มีพลานุภาพหรือแสนยานุภาพอะไรเลย แต่ภาพพจน์ของภูฏานเป็นประเทศที่สงบ เป็นประเทศที่ดัชนีความสุขสูงที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าภูฏานถูกเชิดชูขึ้นมา ดัชนีความสุขที่สูงที่สุดในโลก และเป็นประเทศเล็ก สงบ พระราชาธิบดีที่นิสัยน่ารัก ประชาชนรัก ก็จะเป็นอะไรบางอย่างที่ทางอินเดีย หรือประเทศทางตะวันตกโดยผ่านทางอินเดีย สามารถใช้ภูฏานเป็นหัวหอกในการโจมตีจีนได้ ผมเชื่อว่าการร่างสนธิสัญญาตัวใหม่ ที่ยกเลิกตัวเก่า ให้ภูฏานมีอิสระเสรีภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้น จีนต้องอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และที่ทราบมาก็คือว่า นางกานท์ นางนกต่อคนนี้ เป็นคนของอินเดีย และจีนจับตาดูคนๆ นี้มานานแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว สายลับในโลกนี้มีกันหมด ใครทำอะไร รู้หมด

ทีนี้ วันนั้นถ้าสมมุติว่าจีนไม่ได้แจ้งให้ทางรัฐบาลภูฏานทราบ ป่านนี้ภูกานจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย หรือเป็นรัฐที่อยู่ในเครือข่ายของอินเดีย ที่อินเดียจะกำหนดได้ทุกเรื่อง แล้วกษัตริย์จิกมีก็จะอยู่เป็นกษัตริย์ภายใต้การปกครองของอินเดีย รับฟังคำสั่งจากอินเดีย ซึ่งจีนไม่ต้องการเช่นนี้อีกต่อไป

นั่นคือที่มาของการปฏิวัติและการล้มการปฏิวัติที่ภูฏาน และเรื่องนี้จะเกี่ยวโยงไปกับเรื่องยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก หรือกลุ่มจตุภาคี หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า QUAD


QUAD คืออะไร ? QUAD คือการริเริ่มของอเมริกาในการหาพันธมิตรที่มายับยั้งการเจริญเติบโตของจีน หรือมาสร้างกลุ่มพันธมิตร หรือเราจะพูดได้ว่า QUAD ก็คือนาโต (NATO) อีกรูปแบบหนึ่งในมหาสมุทรอินเดีย ท่านผู้ชมรู้จักนาโตใช่ไหม ? ไม่ใช่ No Action Talk Only นะครับ นาโต คือ สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ที่สร้างขึ้นโดยอเมริกาเป็นหัวหอก แล้วรวมประเทศทางยุโรปตะวันตก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ภัยของคอมมิวนิสต์ทางรัสเซียกำลังรุกรานมาทางยุโรปตะวันตก ก็เลยทำให้อเมริกาต้องรวมประเทศทางยุโรปตะวันตกนั้นมาเป็นกลุ่มสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ เพื่อที่จะประจันหน้ากับรัสเซียหมัดต่อหมัด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถ้ามีเรื่องมีราวกัน

ทีนี้่ QUAD ก็เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม วันศุกร์ 2564 ก็ประมาณสิบกว่าวันนี้เอง สองอาทิตย์ มีผู้นำ 4 ชาติ QUAD ก็มีอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตเรลีย สี่ประเทศมหาอำนาจ เขาเรียกว่า จตุภาคีด้านความมั่นคง (QUAD : Quadrilateral Security Dialogue) ประชุมกันทางออนไลน์ หลังจากประชุมก็เลยออกมาประกาศแผนยุทธศาสตร์พหุภาคี ร่วมมือ เอาในเรื่องสุขภาพก่อน ผลิตวัคซีนโควิดให้มากกว่า 1 พันล้านโดส เพื่อส่งมอบให้ชาติอาเซียนภายในสิ้นปีหน้า (2565) นี่คือการทำ PR ประชาสัมพันธ์ คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คืออินเดีย เพราะว่าอินเดียมีโรงงานผลิตวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถผลิตวัคซีนได้มากที่สุดอันดับ 1 ของโลก เอามาสกัดกั้นอิทธิพลของจีน ซึ่งจีนในขณะนั้นก็พยายามที่จะใช้การทูตวัคซีน โดยการเอาซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม วัคซีนของจีนนั้น แจกไปทั่วไป

การประชุมวันศุกร์ที่แล้วถือเป็นการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกของกลุ่ม QUAD ตั้งแต่ก่อตั้งจตุภาคีด้านความมั่นคงในปี 2550 โดยที่ผ่านมาในการประชุม QUAD ประชุมแค่ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ตอนนี้มีผู้นำสูงสุด 4 ชาติ เข้ามาร่วมประชุมผ่านออนไลน์ มีนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีอเมริกา นายโยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นายนเทรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย


ถ้าท่านผู้ชมดู 4 ประเทศนี้ ไม่กินเส้นกับจีนเลยแม้แต่ประเทศเดียว อเมริกาคือหัวหอกใหญ่ รองลงมาคือญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่แน่นอนอยู่แล้ว มีข้อพิพาทระหว่างเกาะเซ็งกากุ หรือเตียวหยู ที่ทะเลาะกันตลอดเวลา ไม่จบเสียที ถึงขนาดจะปะทะกันหลายครั้งแล้ว ส่วนนายสกอตต์ มอร์ริสัน ก็เป็นคนที่ปากเสีย ออกมาด่าจีนหลายเรื่อง จนกระทั่งจีนต้องตัดความสัมพันธ์ทางการค้าหลายประการออก เช่น เพิ่มภาษีไวน์ของออสเตรเลีย ท่านผู้ชมที่ท่านไวน์คงรู้จักไวน์เพนโฟลด์ จีนขึ้นภาษีจนกระทั่งเพนโฟลด์ขายไม่ได้เลยในประเทศจีน จีนระงับสั่งเนื้อวัวมาจากออสเตรเลีย จีนลดการซื้อถ่านหินจากออสเตรเลีย ทำให้ประเทศออสเตรเลียอยู่ในสภาพที๋โซซัดโซเซทางเศรษฐกิจ

ส่วนนเรนทรา โมดี เนื่องจากเป็นคู่แข่งของจีนโดยตรง นเรนทรา โมดี ก็เลยพยายามที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะให้ใหญ่ขึ้นมาให้ทันจีน แต่เนื่องจากว่าอินเดียมีความสลับซับซ้อนในชนชั้นมากเหลือเกิน มากจริงๆ ท่านผู้ชมที่เคยดูภาพยนตร์อินเดียจะรู้ว่าอินเดียทำอย่างไรให้ตาย กว่าจะคืบไปแต่ละคืบนั้น จะคืบไปช้ากว่าจีนมาก เพราะจีนมีความเป็นเอกภาพในสังคมของเขา แต่ในสังคมอินเดียไม่มีความเป็นเอกภาพเลย ไหนจะมีมุสลิม ไหนจะมีชนชั้นต่างๆ มีพวกจัณฑาลเอย มีพวกชนชั้นพรหามณ์เอย มีโน่นมีนี่

เพราะฉะนั้นแล้ว 4 ประเทศที่เอ่ยชื่อมานี้ก็คือ 4 ประเทศที่ถ้าพูดตรงๆ ก็คือเป็นศัตรูกับจีน ทั้งหมดนี้ก็เลยประชุมกันเพื่อตกลงกันว่าจะผนึกกำลังกันต่อต้านจีน โดยประกาศว่าเราจะฟื้นฟูเจตนารมณ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าภูมิภาคแห่งนี้จะอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ คงไว้ซึ่งค่านิยมสากลและปราศจากการข่มขู่คุกคาม ไบเดน ไม่ได้พูดถึงจีนตรงๆ แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าพูดถึงจีน


สี่ประเทศนี้ QUAD จตุภาคี ก็ซื้อใจอาเซียน มอบวัคซีนโควิด 1 พันล้านโดส ภายในปีหน้าให้ วาระสำคัญคือ นอกจากมอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อย่างที่ผมบอก ประกาศว่าบริษัทไบโอโลจิคัล ของอินเดีย จะรับหน้าที่ผลิตวัคซีนขั้นต่ำ 1 พันล้านโดส ภายในสิ้นปีหน้า อินเดียรับทรัพย์ ญี่ปุ่น มีธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (เจบิก) และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐฯ (IDFC) ให้เงินทุน ออสเตรเลียจะลงขัน 5 ร้อยล้านดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายในการผลิตวัคซีน นี่คือการทูตวัคซีนที่แข่งกับจีน ทั้งๆ ที่จีนนำหน้าไปหลายช่วงตัวแล้ว

ปัจจุบันนี้จีนมีบริษัทผลิตวัคซีนอย่างน้อย 4 แห่ง ตั้งเป้าผลิตวัคซีนได้รวมกันอย่างน้อย 2,600 ล้านโดส ในปี 2564 นี้ วัคซีนที่จีนมอบให้ต่างประเทศมีทั้งรูปแบบการบริจาคและเชิงพาณิชย์ มีปริมาณมากกว่าที่แจกจ่ายในประเทศถึงสิบเท่า กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่านโยบายการทูตวัคซีนของรัฐบาลปักกิ่งคือการส่งมอบความปรารถนาดีและความจริงใจช่วยเหลือกัน ไม่ใช่การรักษาหน้าหรือเพื่อการฟื้นฟูภาพลักษณ์

ท่านผู้ชมครับ อาเซียนเป็นแนวรบที่สำคัญที่สุดของ QUAD ในการปิดล้อมจีน เผลอๆ อาจเป็นแนวรบที่สำคัญที่สุดของประเทศทางตะวันตกในโลกนี้เสียด้วยซ้ำ

QUAD ในปี 2560 (2017) ถูกฟื้นฟูขึ้นมาในสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ และถึงวันนี้ ถึงจะเปลี่ยนขั้วจากโดนัลด์ ทรัมป์ รีพับลิกัน มาเป็นโจ ไบเดน พรรคเดโมแครต แต่ยุทธศาสตร์ ทิศทางการเดินหน้าของอเมริกาด้านความมั่นคง ไม่เคยเปลี่ยน ท่านผู้ชมจำได้ไหม ผมเคยพูดกับท่านผู้ชม ผมเคยอธิบายให้ฟังว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงของอเมริกานั้น ประธานาธิบดีไม่ได้เป็นคนร่าง กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) CIA ที่ปรึกษาความมั่นคงของอเมริกา เป็นคนดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว QUAD ก็เลยเดินหน้าตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมอเมริกา เพราะกระทรวงกลาโหมอเมริกาเคยกำหนดว่าจีนคือคู่แข่งที่น่ากลัว แต่พอมายุคของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นว่า จีนคือศัตรู เปลี่ยนจากคำว่าคู่แข่ง กลายเป็นศัตรู

ด้วยเหตุนี้ การปฏิวัติของภูฏาน การยึดอำนาจของภูฏาน ก็คือการที่จะเอาภูฏานเข้ามาอยู่ในเครือข่ายของอินเดีย เพราะอินเดียเป็นตัวเล่นตัวสำคัญ คือเวลาจะชนกับจีน คนแรกที่จะได้ชนกับจีนตรงๆ ก็คืออินเดีย จากการที่ความขัดแย้งพรมแดนมีติดกันตั้งหลายพันกิโลเมตร และมีความขัดแย้งถึงขนาดฆ่ากันตายริมพรมแดนบนเทือกเขาหิมาลัย ก็เลยทำให้เนปาลตอนนี้อยู่ข้างอินเดีย สิกขิมไม่มีประโยชน์ แต่ภูฏาน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ภูฏานเมื่อขอแก้รัฐธรรมนูญ หรือขอแก้ข้อตกลงสนธิสัญญา ให้ภูฏานมีสิทธิในการดำเนินการต่างประเทศ เลยทำให้อินเดียรู้ว่ากำลังจะสูญเสียภูฏานไปแล้ว อินเดียก็เลยต้องหาทางที่จะยึดอำนาจภูฏานคืนมาให้อยู่ในเครือข่ายของอินเดียต่อไป ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่านี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด

จีน แน่นอนที่สุด วิพากษ์วิจารณ์การจัดตั้งกลุ่มจตุภาคี (QUAD) ว่าเป็นแผนของสหรัฐฯ ที่จะขัดขวางจีน และยังพุ่งเป้าไปกดดันอินเดีย ซึ่งอินเดียวันนี้ กับอินเดียในอดีต ไม่เหมือนกันแล้ว แต่ก่อนอินเดียมีจุดยืนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ตอนนี้อินเดียหันไปเข้าข้างสหรัฐฯ มากขึ้น ในยุคของนายโมดี


นายโมดี พยายามที่จะใช้วัคซีนสะท้อนให้เห็นว่าการเอาวัคซีนมาแจกฟรีให้กับทางอาเซียนนั้น เขาพูดว่า นี่คือขุมพลังฝ่ายดีที่มุ่งส่งเสริมความดีงามของโลก รวมทั้งสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในอินโด-แปซิฟิก นายโมดี ก็พูดจาแบบอินเดียน่ะนายจ๋า อินตรเดียก็เป็นอย่างนี้ล่ะ อินเดียเป็นอย่างนี้จริงๆ ก็คือว่าอินเดียวันนี้ไม่สนใจเลยว่าอเมริกาเป็นจักรวรรดินิยม ไปรุกรานประเทศเขาทั่วโลก มีฐานทัพอยู่ในโลก 800 แห่ง เข้าไปครอบงำหลายๆ ประเทศ ไปทำให้หลายๆ ประเทศซึ่งเขาอยู่อย่างสงบสุขต้องวุ่นวาย รวมทั้งการแทรกแซงเข้ามาในประเทศไทยด้วย อินเดียไม่สนใจแล้ว อินเดียสนใจว่าตอนนี้ตัวเองได้หน้า แต่อินเดียกำลังเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าอินเดียถูกอเมริกาหลอกให้เป็นตัวการที่จะต้องเป็นหนังหน้าไฟของ QUAD ในที่สุดแล้ว ถ้ามีการลงมือลงแรงแล้ว อินเดียอาจจะต้องเป็นคนแรกที่ทำ ซึ่งล่าสุดที่ผมได้ข่าวมา นายโมดี ก็บอกว่า อีนี่ ถ้าต้องรบกันแล้วให้อินเดียออกหน้า ฉานไม่ไปนะนายจ๋า แต่ฉานจะอยู่เบื้องหลัง และฉานจะช่วยตีกลองร้องป่าวให้ ให้กำลังใจ เพราะฉะนั้นแล้ว อเมริกาก็อาจจะลำบากใจนิดหน่อย

อเมริกาเดินสายล็อบบี้ทั่วโลก นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา และนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหม เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14-18 มีนาคม ที่ผ่านมานี้ เป็นการเยือนเอเชียครั้งแรกตั้งแต่นายไบเดน เข้ามารับตำแหน่ง ทั้งบลิงเคน และออสติน พยายามที่จะไปคุยกับญี่ปุ่น คุยกับประเทศโน้นประเทศนี้ที่อยู่ในพื้นภูมิภาคอาเซียน แล้วให้คำมั่นสัญญา คือบอกว่าจีนคือบททดสอบสำคัญที่สุดของอเมริกาในศตวรรษนี้ ยืนยันว่าอเมริกาจะดำเนินนโยบายหลายด้านกับจีน แข่งขัน ท่านผู้ชมจำนะครับเขาพูดว่า "แข่งขัน" ร่วมมือ และเป็นศัตรูถ้าหากจำเป็น

เพนตากอนแถลงว่า ออสติน จะเริ่มเดินทางไปในวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งไปมาแล้ว แล้วก็ไปให้คำมั่นสัญญาว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศคุณกับจีน อเมริกาจะเข้ามาช่วยเหลือ

ท่านผู้ชมครับ ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะมาก แล้วอ่านบทความหลายๆ บทความที่ในประเทศไทยไม่ค่อยมีใครอ่านกัน มีบทความของ Foreign Affairs เรื่องหนึ่ง เขียนมาว่า เขาไม่เชื่อว่าอเมริกาจะเสี่ยงที่จะรบกับจีน ถ้าจีนเข้ามายึดไต้หวัน เขาบอกว่าอเมริกาจะยอมสูญเสียเมืองนิวยอร์กจากอาวุธนิวเคลียร์เพียงเพราะว่าเกาะบางเกาะที่อยู่ติดกับจีน และจีนอ้างว่าเป็นเจ้าของ แล้วเกาะไต้หวัน ท่านผู้ชมเชื่อไหม บทความนี้เขาเขียนบอกว่า คนอเมริกาเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้จักคำว่าไต้หวัน คือใคร ? คือพูดง่ายๆ ว่า คุณจะไปตายในสิ่งที่คุณกำลังจะสู้ ที่คนอเมริกายังไม่รู้เลยว่าสู้ไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นแล้ว บทความชิ้นนี้ก็เลยสะท้อนให้เห็น รวมทั้งความคิดเห็นของผมส่วนตัวว่า นโยบายของการปิดล้อมของจีนที่อเมริกามีต่อจีนนั้น จะไม่ง่ายและสะดวกสบายเหมือนอย่างที่อเมริกาคิด


การทูตวัคซีนมันพิสูจน์ชัดแล้วว่าตอนนี้อเมริกากำลังพ่ายแพ้ ทางตะวันตกพ่ายแพ้ต่อจีน เพราะมีหลายประเทศในโลกนี้ที่ต้องการวัคซีน แต่วัคซีนมันเป็นเชิงพาณิชย์ไปแล้ว ไม่มีใครสนใจแอฟริกา ไม่มีใครสนใจแม้กระทั่งประเทศเม็กซิโก อเมริกาก็ไม่ได้ช่วยเหลือ บราซิลก็ไม่ได้ช่วยเหลือ กลายเป็นประเทศจีนต่างหากที่ส่งเจ้าหน้าที่ ส่งวัคซีนซิโนแวคออกไปจ่ายให้ ส่งให้ ส่งให้ฟรี จีนให้ทั้งฟรีและคิดเงิน เพราะฉะนั้นการทูตทางด้านวัคซีน ตอนนี้ทางตะวันตกพ่ายแพ้จีนอย่างมากมาย เขาถึงต้องมารวมตัวกัน โดยเริ่มที่ QUAD จะผลิตวัคซีน 1 พันล้านโดส ภายในปีหน้า ให้อินเดียผลิต แล้วมาแจกที่อาเซียน เพราะว่าอาเซียนเป็นจุดสำคัญที่สุดที่มีต่อภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคนี้

ท่านผู้ชมครับ ผมจะมีเรื่องราวบางเรื่องราวที่จะทำให้ท่านผู้ชมเข้าใจอะไรอีก แต่ไม่ใช่ที่จะพูดในวันนี้ กำหนดที่จะพูดก็คือประมาณวันศุกร์ที่ 16 เมษายน

QUAD ก็มีเพียงแค่นี้ แล้วมันก็โยงกับภูฏาน เพราะอินเดียต้องการเอาภูฏานกลับเข้าไปในวงจรของเขา เพื่อปิดล้อมจีน เพราะฉะนั้นแล้ว ในขณะนี้อินเดียยังไม่สามารถปิดล้อมจีนได้ แต่กระบวนการปิดล้อมจีนได้เริ่มขึ้นมาหลายอย่างแล้ว แล้วผมจะอธิบายให้ท่านผู้ชมฟัง สนุกมาก ในเรื่องการประชุมครั้งแรกระหว่างจีน-อเมริกา ที่เมืองแองเคอเรจ อะแลสกา สนุกสนานมาก มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ท่านผู้ชมไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อนเลย

ท่านผู้ชมครับ ทำไมวันนี้ผมจะต้องพูดเรื่องคนเกลียดเอเชีย ? เพราะการพูดเรื่องคนที่เกลียดคนเอเชีย มันเป็นความจริงไปแล้วตอนนี้ และแนวโน้มทิศทางมันจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วพอถึงวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งผมจะเอาเรื่องทั้่งหมดนี้มาพูดในวันศุกร์ที่ 16 เมษายน ให้เห็นว่าโลกกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว มันจะมีสึนามิแห่งการรังเกียจผิว สึนามิแห่งการรังเกียจชนชั้น

ฝรั่งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว มันเคยคิดคำว่า Yellow Peril ก็คือโรคระบาดของคนผิวสีเหลือง เมื่อไม่นานมานี้ท่านผู้ชมคงดูข่าวว่ามีผู้หญิงคนจีนคนหนึ่ง อายุ 76 ปี มาจากกวางตุ้ง ยืนอยู่ตรงหัวมุมถนนมาร์เก็ต ในเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นหัวมุมถนนที่จะเข้าไชน่าทาวน์ อยู่ดีๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็มีคนผิวขาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาชกเธอ เข้าเบ้าตาสองข้าง ตาเขียวปั้ดเลย เผอิญคุณยายคนนี้สู้ เป็นนักสู้ ไม่ยอม เห็นไม้ที่วางข้างๆ ก็คว้าไม้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตาปิดแล้ว ฟาดไอ้บ้านั่นจนหน้าแหก เลือดอาบ นอนสลบอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งเขาต้องเรียกรถพยาบาลมา เอามันขึ้นไป ทั้งหมดนี้เป็นแค่หนึ่งในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว


อเมริกาปีที่แล้วมีการรังแกคนผิวสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากเอเชีย เป็นเรื่องเป็นราวถึง 3-4 พันกรณี ท่านผู้ชมคิดว่าน้อยหรือ มีหมดทุกเมือง มหานครนิวยอร์กก็มี ซานฟรานซิสโกก็มี แคลิฟอร์เนียก็มี ล่าสุด ก่อนที่ผมจะออกรายการนี้ ผู้หญิงคนจีนคนหนึ่งนั่งรถไฟใต้ดินที่บรูคลิน ใส่หน้ากากอนามัย ปรากฏว่ามีผู้ชาย คนผิวขาว หรือผิวดำ ผมไม่รู้ แต่เป็นคนอเมริกัน ควักกระเจี๊ยวออกมาแล้วก็เยี่ยวรดผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นเดินหนี มันก็เดินไล่ไปเยี่ยวรดเขาตลอดเวลา ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องเล็ก

คนที่จุดกระแสเกลียดชังคนเอเชียคือ ไอ้ทรัมป์บ้า เพราะฉะนั้นแล้ว ทรัมป์บ้า เป็นคนที่พยายามที่จะโยนความผิดในเรื่องของไวรัสโคโรนา เรียกว่า Chinese Virus เรียกว่า "KUNG-FLU" เพราะฉะนั้นแล้ว เขาบอกว่า ช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียในอเมริกาตกเป็นเป้าการคุกคามหรือทำร้าย เนื่องจากความเกลียดชังด้านเชื้อชาติหรือสีผิว มากกว่า 3,795 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ถ้าเฉลี่ยแล้วมีเกิดขึ้นทุกวัน 365 วันต่อปี 3,700 กว่า ก็คือวันละ 10 ราย แล้วก็มีแต่เพิ่มขึ้น

ท่านผู้ชมครับ นี่คือการล้มละลายทางศีลธรรมในอเมริกา คนไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้ายรายแรก เมื่อต้นปีนี้ วันที่ 28 มกราคม 2564 ชื่อคุณวิชา รัตนภักดี คนไทยอายุ 84 ปี ถูกวัยรุ่นอเมริกันผลักล้มลงกับพื้น แล้วตาย คนที่ผลักคือนายอองตวน วัตสัน อายุ 19 ปี ถูกควบคุมตัว ข้อหาฆาตกรรม


ผู้หญิง คุณยายอายุ 76 ปี นอกจากนั้นยังมีอีกเยอะ เวลาไล่เลี่ยกัน ย่านไชน่าทาวน์เมืองโอ๊คแลนด์ ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของซานฟรานซิสโก เชื่อมด้วยสะพานเบย์บริดจ์ คนจีนวัย 91 ปี ถูกผลักจนล้ม คนเชื้อสายเอเชีย วัย 60 ผู้หญิงวัย 55 โดนหมด ทั้ง 3 คดี คนที่ลงมือใน 3 คดีนี้ เป็นคนเดียวกันคือหนุ่มแอฟริกัน-อเมริกัน คือคนผิวดำ นอกจากนั้น ยังมีคนเวียดนาม วัย 64 ปี ถูกทำร้ายที่เมืองซานโฮเซ คนฟิลิปปินส์ อายุ 61 ถูกทำร้ายด้วยมีดคัตเตอร์ในรถไฟใต้ดินของนครนิวยอร์ก

ตอนนี้คุณวิชา รัตนภักดี กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหว Stop Asian Hate. Justice for Vicha ตอนนี้สองรัฐที่เกิดเหตุมากที่สุดและรุนแรงที่สุดคือแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียอาศัยอยู่ในย่านไชน่าทาวน์มากที่สุด ถูกทำร้ายมากที่สุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ มลรัฐนิวยอร์ก


ท่านผู้ชมเชื่อไหม ABC ที่เขาเรียกว่า American Born Chinese คนจีนที่เกิดในอเมริกา จบฮาร์วาร์ด จบเยล มีข่าวคนหนึ่งที่เป็นคนเกาหลีเกิดที่อเมริกา นักข่าว CNN ยังโดนคนอเมริกาด่าอีก แล้วพอเขาพูดภาษาอังกฤษตอบโต้ มันตกใจว่าพูดภาษาอังกฤษได้ นี่คือความใจแคบของคนผิวขาว ตอนนี้อาชญากรรมทั้งหมดมันคือ Anti-Asian พุ่งขึ้นมา ตำรวจในนิวยอร์กสืบสวนตลอดเวลาว่ามีคดีเกิดมากขึ้น ที่นิวยอร์กซิตี มีคนบรูคลิน ชื่อ Salman Muflihi ใช้มีดยาว 8 นิ้ว แทงคนเอเชียวัย 36 ปี แล้วมันบอกว่า ผมแทงชายคนนั้น ถ้าเขาตายเขาก็ตาย ผมไม่สนอะไรทั้งนั้้น มันเริ่มเป็นเรื่องที่จะควบคุมไม่อยู่แล้ว


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การคุกคามด้านเชื้อชาตินั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท หนึ่ง คุกคามด้วยวาจา ซึ่งได้รับการแจ้งเหตุมากที่สุด คือ 68.1 เปอร์เซ็นต์ Why don't you go back to China, you don't belong here. เฮ้ย มึงกลับไปเมืองจีนเถอะ มึงกลับไปเอเชียเถอะ You don't belong here. คุณไม่มีสิทธิที่จะมาอยู่ที่นี่ แสดงท่าทีน่ารังเกียจ อย่างเช่น เข้าไปในร้านอาหารปั๊บ พอนั่ง โต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นหนีเลย ทำร้ายร่างกายถึงบาดเจ็บและตาย เกิดขึ้นกับคนเอเชียถึง 11 เปอร์เซ็นต์ พูดจาด้วยวาจา ด่ากระแนะกระแหน ด่านินทาว่าร้าย หยามเหยียด 68 เปอร์เซ็นต์ แสดงท่าทีรังเกียจ 20 เปอร์เซ็นต์ ทำร้ายร่างกายถึงตายและบาดเจ็บ 12 เปอร์เซ็นต์ เหยื่อจะเป็นผู้หญิงและคนชรา โดยผู้แจ้งเหตุเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า เป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน คือคนที่เกิดในอเมริกา คนจีนที่เกิดในอเมริกา ก็นึกว่ามันเป็น United States Citizen แล้ว เพลงชาติอเมริกาขึ้นมา วันนี้เพิ่งจะถึงบางอ้อว่าเขาไม่ต้อนรับคุณหรอก ถึงคุณจะเกิดในอเมริกา พูดภาษาอังกฤษคล่อง จะจบฮาร์วาร์ด จบเยล จบ UCLA ไม่มีความหมาย คนเกาหลี 14.3 เปอร์เซ็นต์ คนเวียดนาม 8.5 เปอร์เซ็นต์ คนฟิลิปปินส์ 8 เปอร์เซ็นต์ การก่ออาชญากรรมต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียในเมืองใหญ่ 16 แห่ง ในประเทศ เพิ่มขึ้นมากถึง 149 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาปีเดียว

ท่านผู้ชมครับ ทำไมคนอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผิวขาว และคนผิวดำ ถึงเกลียดคนเอเชีย ผมมีประสบการณ์ ผมเคยอยู่อเมริกามาเกือบสิบปี ผมอยู่อเมริกา ผมรู้จักคนเยอะ ทั้ง Host Family ผมอยู่เมืองใหญ่อย่าง LA มาแล้ว ผมอยู่เมืองเล็ก อย่างเช่น โลแกน ยูทาห์ มาแล้ว ผมรู้ว่าลึกๆ แล้วคนผิวขาวปาก กริยามารยาท เหมือนต้อนรับเรา แต่ในส่วนลึกแล้วเขาดูถูกเหยียดหยามเรา


ท่านผู้ชม เรามาดูสัดส่วนของคนในประเทศอเมริกา ไม่กี่ปีที่แล้ว คนผิวขาวมีสัดส่วน 60.1 เปอร์เซ็นต์ คนลาตินอเมริกา ที่เขาเรียกว่า Hispanic พวกเม็กซิกัน พวกเปอร์โตริกัน พวกฮอนดูรัส 18.5 เปอร์เซ็นต์ คนผิวดำ 12.2 เปอร์เซ็นต์ คนผิวเหลือง (เอเชีย) 5.6 เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่าอีกประมาณสัก 24 ปีข้างหน้า สัดส่วนประชากรจะเปลี่ยนไป คนผิวขาวจะเหลือแค่ 49.7 เปอร์เซ็นต์ จาก 60 หายไปสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ Hispanic ลาตินอเมริกา จะเพิ่มมาเป็น 24.6 เปอร์เซ็นต์ คนผิวดำ 13.1 เปอร์เซ็นต์ คนผิวเหลือง 7.9 เปอร์เซ็นต์ ผิวอื่นๆ 4.7 เปอร์เซ็นต์

ท่านผู้ชม คนเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีน หรือคนเกาหลีที่เกิดในอเมริกา จะเป็นคนเรียนเก่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้ UC, Berkeley University of California ที่เบิร์กเลย์ ประกาศผลการสอบออกมา โอ้โห กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนเอเชียที่เกิดในอเมริกา และคนเอเชียที่มาเรียนอเมริกา เรียนเก่งมาก เก่งจนกระทั่งคนผิวสีอื่นอิจฉาริษยา คนผิวขาวด้วยกันมันเรียกร้องว่าไม่ให้รับคนเอเชียเข้ามาเรียนหนังสือ อธิการบดีเลยต้องประนีประนอมด้วยการจำกัดโควตาคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกา คือพูดง่ายๆ ว่า จะเรียนเก่งแค่ไหนก็ตาม ไม่สน ขอให้อยู่ภายในโควตา สมมุติว่าปีหนึ่งรับไม่เกิน 100 คน ถ้าเกิน 100 คน ให้เป็นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็ไม่รับ

แล้วคนเอเชียจะประสบผลสำเร็จในการใช้ชีวิต คนเวียดนาม คนจีน พอย้ายไปอเมริกาแล้ว ทำงานที่เขาเรียกว่า Sweat Shop คือเย็บเสื้อผ้าอยู่ใต้ดิน ได้ค่าแรงต่ำมาก ทำงานในร้านอาหาร พูดจาภาษากวางตุ้งลั่น แต่ว่าคนพวกนี้เก็บเงินเก็บทอง เพื่ออะไร ? เพื่อส่งลูกตัวเองเรียนหนังสือให้สูง แล้วปรากฏว่าลูกหลานก็เรียนหนังสือได้สูง จบมหาวิทยาลัยสูงๆ ทั้งนั้น บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วค่อยๆ ย้ายออกจากที่ๆ ตัวเองอยู่ ไปอยู่ที่อื่น

เพราะฉะนั้นชุมชนชาวเอเชียจะเป็นชุมชนที่มีเรื่องน้อยที่สุด และสงบ และเป็นชุมชนที่เป็นคนที่มีคุณภาพมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนชาวจีน ชุมชนชาวเกาหลี

ท่านผู้ชมครับ ตัวเลขสัดส่วนประชากรที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้ อีกหน่อยคนผิวขาวไม่ได้กุมอำนาจส่วนใหญ่แล้วนะ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าการรังเกียจ หรือการบีบไล่ไม่ให้คนทางเอเชียเข้ามาสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ด้วยเหตุผล มองไปข้างหน้าแล้ว ชุมชนชาวเอเชียจะเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านผู้ชมรู้อะไรอย่างไหม ไปดูที่ฝรั่งเศส

ผมทำนายไว้ก่อนวันนี้ ผมอาจจะมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้นก็ได้ หรืออาจจะตายไปแล้วก็ได้ ตอนนี้ อีก 20 ปี เขาบอกชัดเจนว่าคนที่มีเชื้อสายมุสลิมในฝรั่งเศส จะมีปริมาณมากกว่าคนผิวขาวในฝรั่งเศส เหตุผลเพราะว่าคนผิวขาวไม่ค่อยมีลูกกัน แต่คนมุสลิม ศาสนาให้ทำลูกเยอะๆ บางคนก็มีเมียหลายคน ก็แล้วแต่ แล้วท่านผู้ชมลองหลับตาวาดภาพฝรั่งเศส ว่าเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย คนมุสลิมก็ชนะ แล้วคนมุสลิมจะเป็นคนที่ปกครองประเทศฝรั่งเศส ท่านผู้ชมลองคิดดูก็แล้วกัน

นายรัสเซลล์ เจิ้ง หัวหน้าศูนย์เอเชีย-อเมริกันศึกษา ของมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ให้สัมภาษณ์ว่า การทำร้ายร่างกายชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งโควิด-19 เริ่มระบาดในอเมริกา อาจารย์เจิ้ง ระบุว่า นักการเมืองอย่างเช่นทรัมป์ มีส่วนทำให้ความเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้น


ท่านผู้ชมครับ ถึงแม้ว่าอเมริกาจะเปลี่ยนจากรีพับลิกัน มาเป็นเดโมแครต และโจ ไบเดน ขึ้นมา ท่านผู้ชมอย่าลืมนะ โจ ไบเดน ได้คะแนนเสียง 82 ล้านเสียง ทรัมป์ ได้คะแนนเสียง 74 ล้านเสียง 74 ล้านเสียง คือ 74 ล้านคนที่รังเกียจ กีดกันผิว (Racism) ท่านผู้ชม 74 ล้านคนที่เลือกนายทรัมป์ ก็คือคนที่รังเกียจผิวสี ไม่ว่าจะเป็นผิวดำ หรือผิวเอเชีย แล้วยิ่งเอเชียตอนนี้ ทรัมป์ ด่าประเทศจนี ใครก็ตามที่หน้าเหมือนคนจีนก็ต้องโดนเล่นงานตลอดเวลา ท่านผู้ชมคิดว่าดีหรือ ประเทศอเมริกามีคน 74 ล้านคน อย่างนี้ แล้วในเดโมแครตเองก็มีเช่นกัน ขนาดที่รองประธานาธิบดีของไบเดน เป็นผู้หญิงผิวสี เชื้อสายจาเมกาและอินเดีย ชื่อก็ชื่ออินเดีย กมลา นามสกุล แฮร์ริส แต่สังคมอเมริกาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง กระแสความเกลียดชังคนเอเชียยังคงอยู่

เมื่อ 16 มีนาคม 2564 ท่านผู้ชมคงอ่านข่าวแล้ว มีคนผิวขาวคนหนึ่ง ชื่อ โรเบิร์ต แอรอน ลอง (Robert Aaron Long) เอาปืนไปยิงคนเอเชียตายที่ร้านนวดรวม 3 แห่ง ในเมืองแอตแลนตา จอร์เจีย มีคนผิวขาวตายเป็นผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน แต่ที่เหลือเป็นคนเอเชีย เป็นคนเกาหลี ปรากฏว่าตำรวจที่เป็นโฆษกตำรวจของสำนักงานตำรวจเมืองแอตแลนตา ก็ให้สัมภาษณ์น่ารักมาก ให้สัมภาษณ์แบบรังเกียจผิวสุดๆ เขาบอกว่า นายแอรอน วันนี้มันซวย มันเพิ่งยิงคนตายไป 6 คน คนเอเชีย


แล้วมันบอกว่าที่มันยิงตายเพราะมันซวย It's a bad day for him. ท่านผู้ชม ลักษณะแบบนี้เป็นลักษณะของการเหยียดผิวอย่างชัดเจน ข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวที่ใหญ่โตมโหฬารมาก จนกระทั่งเกิดกระแสขึ้นมา มีการเดินขบวนทั่วอเมริกา ก็อย่างนั้นแหล่ะ ท่านผู้ชม ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้ในการเดินขบวนในอเมริกา

ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าประวัติศาสตร์ในเรื่องของการเกลียดชังชาวเอเชียมันมีมานานแล้ว ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า 143 ปีแล้ว ค.ศ.1878 หรือ พ.ศ. 2421 มันมีภาพๆ หนึ่ง โปสเตอร์ภาพเขียน ผมเอารูปขึ้นให้ดูนะ บอกว่า ฟาร์มของลุงแซมกำลังตกอยู่ในอันตราย ในรูปนี้มีตั๊กแตนเต็มไปหมดเลย 


ตั๊กแตนนั้นก็คือเป็นตัวแทนของคนจีน ว่าคนจีนเข้ามากัดกินพืชผล แย่งทรัพยากรคนอเมริกัน ภาพดังกล่าวตีพิมพ์ในนิตยสารรายสัปดาห์ The Illustrated Wasp เผยแพร่ในซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1878 เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าความรู้สึกต่อคนผิวเหลือง เขาบอกว่าคนผิวเหลืองที่บุกเข้ามาหรือเดินทางเข้ามาในอเมริกา หรือในยุโรปนั้น เขาเปรียบเทียบว่า ภัยดังกล่าวเปรียบเหมือนการรุกรานยุโรปตะวันออกของเจงกิสข่าน ท่านผู้ชม นี่มันโยงกลับไปถึงสมัยเจงกิสข่านเลยนะ


ถ้ามันโยงกลับไปถึงสมัยเจงกิสข่าน คนเอเชียก็ต้องโยงกลับไปเหมือนกันถึงสมัยอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้ใช่ไหม ที่มาบุกทางด้านเอเชีย เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยไม่มีความชอบธรรมอะไรที่คุณจะไปด่าว่าจีน ว่าจีนอ้างประวัติศาสตร์ที่จะมายึดเกาะในทะเลจีนตอนใต้ ก็คุณเองยังมาอ้างประวัติศาสตร์ว่าที่คนจีนบุกเข้ามา เหมือนสมัยที่เจงกิสข่านบุกเข้ามา

ผมเอาบทความในหนังสือพิมพ์มาให้ดู หนังสือพิมพ์ที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ว่า มันพูดถึงว่า คนจีนที่เข้ามาในประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ หรือประเทศทางยุโรปนั้น เหมือนกับเจงกิสข่านบุกไปที่ทางยุโรปตะวันออก

ค.ศ. 1882 อเมริกาออกกฎหมายชื่อ Chinese Exclusion Act เพื่อไม่ให้คนจีนเข้ามาแย่งงานทำ ตัวกฎหมายเป็นการเหยียดเชื้อชาติในตัวมันเองอยู่แล้ว เหตุที่กฎหมายฉบับนี้ออก กระแสชิงชังคนจีนรุนแรงกว่าในสังคมอเมริกาในเวลานั้น โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีคนจีนอพยพเข้ามาจำนวนมาก เป็นคนขุดทอง ซึ่งจริงๆ แล้วในข้อเท็จจริงก็คือว่า ทางรถไฟที่เชื่อมตะวันออกของอเมริกามาทางตะวันตกนั้น สำเร็จได้เพราะแรงงานจีน เพราะคนจีนที่เป็นคนที่ทำงานเป็นกุลี วางรางรถไฟ ท่านผู้ชมเคยดูภาพยนตร์เก่าๆ ไหม ภาพยนตร์ไม่ต้องเก่าก็ได้ ที่อ้างอิงไปถึงสมัยยุคนั้น จะเห็นว่ากุลีจีน ภาพยนตร์ของเฉิน หลง ที่เคยพูดถึงตัวเองเป็นนายทหารราชวงศ์ชิง แล้วก็มาตามเจ้าหญิงคนหนึ่ง แล้วก็ไปเจอพวกที่เป็นกุลีจีนทำงาน นั่นล่ะ ลักษณะนั้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า ยุโรปที่บุกเข้ามาในประเทศอเมริกา ก็กีดกัน เชื่อหรือไม่ กีดกันไม่ให้คนจีนเข้า ในทำนองว่า คนผิวขาวเข้าได้ แต่คนจีนเข้าไม่ได้


ภัยเหลือง (Yellow Peril) กฎหมายฉบับนี้อายุนาน 30 ปี ไม่ได้จำกัดแค่คนจีน ลามไปถึงคนเอเชียอื่นๆ สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจอเมริกาอย่างมาก กว่าจะเลิกก็มาตอนจีนกลายเป็นพันธมิตรอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมรบกับอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงจะยกเลิกกฎหมายภัยเหลืองนี้

ปรากฏว่าคนญี่ปุ่น ตัวเองก็โดน สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่แค่คนจีนถูกกีดกัน คนญี่ปุ่นที่เป็นคู่กรณีของสหรัฐฯ ที่ไปทิ้งระเบิดเพิร์ลฮาร์เบอร์ แล้วทำให้อเมริกาประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและเยอรมนี รัฐบาลอเมริกากวาดต้านคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ที่เกิดในอเมริกา ไปอยู่ค่ายกักกันด้วยความหวาดระแวงว่าคนเหล่านี้อาจจะเป็นแนวที่ 5 เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

อเมริกา ขณะที่กลัวคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นชาติศัตรู แต่อเมริกันก็ไม่ทำกับคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง มันรบกับญี่ปุ่น แล้วมันกลัวคนอเมริกัน ซึ่งเป็นเชื้อสายญี่ปุ่น มันเอาจับเข้าค่ายกักกัน แต่ขณะเดียวกันมันก็ประกาศสงครามกับเยอรมนี รบกับเยอรมนีในยุโรป แต่มันก็ไม่เอาคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมันไปกักกัน เห็นหรือยัง นี่คือการกีดกันผิว เพราะเยอรมันเป็นพวกอารยัน เป็นพวกผิวขาว คนญี่ปุ่นเป็นพวกผิวเหลือง อเมริกาให้ทำอะไรก็เอา อเมริกาให้มารวมตัวเพื่อต่อต้านจีนใน QUAD จตุภาคี ก็เข้ามาร่วมด้วย เพราะญี่ปุ่นไม่เคยเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นสมัยเมจิเปลี่ยนตัวเองเป็นคนตะวันตก เพื่อให้รอดพ้นจากการครอบครองของอเมริกา

เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องของคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน กับคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น เห็นได้ชัดว่ามาจากภัยเหลืองที่พวกฝรั่งสร้างขึ้นมา แล้วประโคมว่าคนเอเชียเป็นตัวร้าย ที่จะให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมเราไม่ได้ พอจะนึกออกหรือยังครับท่านผู้ชม

ย้อนกลับมา ย้อนนั่งไทม์แมชชีนมาจนถึงปัจจุบัน มันก็จะบอกว่าเห็นไหม ดูจีนสิตอนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันรังเกียจคนผิวเหลือง คนเอเชีย มันก็มีพื้นฐานความจริง เพราะวันนี้จีนกำลังหายใจรดต้นคออเมริกา ด้วยเหตุนี้ ความเกลียดจีน ความเกลียดคนผิวเหลืองที่อเมริกามีอยู่ แล้วมันซึมลึกลงไปในรากเหง้า วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของมัน ก็สะท้อนออกมาในการที่ไม่ต้องการจะให้จีนมันใหญ่

เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปในประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นเองมีอีโก้ ในการพยายามจะเป็นฝรั่ง พยายามที่จะคิดแบบฝรั่ง ล่าอาณานิคมด้วยกันเองในเอเชีย ไปยึดเกาหลี รุกรานจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการผงาดของจีน กับแนวคิดภัยเหลือง จีน เมื่อผงาดขึ้นมา เมื่อผมพูดแล้ว ในขณะซึ่งแนวคิดเรื่องภัยเหลืองยังมีอยู่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอเมริกันเลิกระแวงคนเอเชียไปพักใหญ่ แต่ความระแวงก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อจีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา อเมริกาพบสายลับจีนที่แฝงตัวในสถาบันและบริษัทชั้นนำต่างๆ คนเหล่านี้แฝงตัวเพื่อมาจารกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้อเมริกากลับมาใช้นโยบายกีดกันจีนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลัก

ปัจจุบันนี้คนเอเชีย การเหยียดคนเอเชีย ก็ยังเป็นรอยด่างอยู่ กรณีฆาตกรรมใน 3 ร้านนวดที่แอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย หรือกรณีของการผลักคนแก่เชื้อสายเอเชียให้ตายไป มันก็เลยทำให้เรื่องนี้ไม่จบสิ้น


ท่านผู้ชมครับ ปักกิ่งขณะนี้กำลังจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ในปี 2565 แต่มีข้อความจากสภาคองเกรส ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเชื้อสายโซมาเลีย (แอฟริกา) ข้อความเปรียบเทียบจีน ว่า Don't let Beijing 2022 become Berlin 1936. ก็คือบอกว่า ปักกิ่งปี 2022 มันจะเหมือนเบอร์ลิน 1936 ในยุค อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นว่า ถ้าเป็นคนเชื้อสายผิวขาว ไม่เป็นไร แต่ถ้าเชื้อสายจีนนั้น ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติหรือ ? มันเป็นอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าอ้างอะไรก็ตาม แก้ตัวทั้งนั้น ฟังไม่ขึ้น การเหยียดคนเอเชียนั้นลามไปถึงสภาคองเกรส ซึ่งเป็นตัวแทนคนอเมริกัน

เมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว (2563) หลังจากมีการแพร่เชื้อโควิด รัฐสภาอเมริกามีเสนอมติให้ประณามการเหยียดผิวต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ก็คือว่า ให้ประณามว่าถ้ามีการเหยียดผิวคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียนั้น สภาคองเกรสควรจะประณาม ไม่ควรจะเหยียด ไม่ควรจะประณามเขา ถึงเขาจะเป็นคนเอเชีย แต่เขาเป็นคนอเมริกัน ท่านผู้ชมครับ เชื่อไหม เมื่อยกมือแล้วมีสมาชิกรีพับลิกัน 14 คน ที่เห็นด้วยกับมตินี้ แต่อีกร้อยกว่าคน ตัวแทนประชาชนในอเมริกาไม่เห็นด้วย


ก็คือว่าเห็นด้วยว่าควรจะเหยียดผิวต่อไป ตลกไหมท่านผู้ชม และที่สำคัญที่สุด สื่อตะวันตกเป็นตัวการ วิชามารในการเหยียดผิวคนเอเชีย ท่านผู้ชมรู้ไหมตอนที่โควิดเกิดขึ้นมาใหม่ๆ หนังสือพิมพ์ระดับโลก วอลล์สตรีทเจอร์นัล วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 มันเผยแพร่บทความเขียนโดย Walter Russell มันพาดหัวข่าวว่า China Is The Real Sick Man of Asia จีนคือคนป่วยแห่งเอเชียตัวจริง ท่านผู้ชมขนาดนั้นนะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล นอกจากนั้นแล้ว อย่าว่าแต่วอลล์สตรีทเลย นิวยอร์กไทมส์ก็เผยแพร่บทความ 2 ชิ้น นิวยอร์กไทมส์ กับวอลล์สตรีทเจอร์นัล เป็น 2 หนังสือพิมพ์ที่ติดอันดับ 10 อันดับแรกของโลก


ในเวลาใกล้เคียงกันกับการล็อกดาวน์ของจีน อิตาลี ตอนนั้นประเทศจีนล็อกดาวน์อู่ฮั่น อิตาลีก็ล็อกดาวน์หลายเมือง แต่การใช้ภาษาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย ด้านขวา นิวยอร์กไทมส์บอกว่า จีนล็อกดาวน์มณฑลหูเป่ย ทำให้คน 60 ล้านคน เดินทางไปไหนมาไหนไม่ได้ และจะจำกัดการเดินทางอีกนับร้อยคน การดำเนินการดังกล่าวกระทบต่อเสรีภาพและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างมากมายมหาศาล แต่ในอิตาลี ทำอย่างเดียวกัน นิวยอร์กไทมส์พาดหัวข่าว ข่าวด่วน อิตาลีล็อกดาวน์เมืองมิลาน เวนิส และเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือ ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด


ท่านผู้ชมครับ สองประเทศนี้ล็อกดาวน์เหมือนกัน จีนล็อกดาวน์ อิตาลีล็อกดาวน์ ข่าววันเดียวกัน นิวยอร์กไทมส์พาดหัวด่าจีนว่าการกระทำของจีนจำกัดเสรีภาพ กระทบต่อวิถีชีวิต แต่กับอิตาลี กลับบอกว่ากระทบเศรษฐกิจ นี่คือความอคติที่เห็นได้ชัด ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ

แล้ววันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ไม่กี่วันมานี้เอง หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์พาดหัวบอกว่า วัคซีนโควิด-19 ที่จีนผลิตนั้น ทำจากรังไข่ของหนูแฮมสเตอร์


ท่านผู้ชม หนูแฮมสเตอร์นี่คนเขาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงกันนะ คนที่อ่านข่าวตกใจช็อกว่าจีนทำไมโหดร้ายอย่างนี้ เอาหนูสัตว์เลี้ยงมาผลิตวัคซีน ท่านผู้ชมครับ ความจริงเป็นอะไร ทราบไหม ? มีนักชีววิทยาอ่านข่าวชิ้่นดังกล่าวออกมาตอบโต้นิวยอร์กไทมส์ ว่า การพาดหัวของนิวยอร์กไทมส์นั้นถือว่าเป็นการไร้ความรับผิดชอบ เป็นการเหยียดผิวแบบขั้นต้น คนที่ออกมาโต้แย้งชื่อ ดร.แซนดรา สไตน์กราเบอร์ (Dr. Sandra Steingraber) เป็นชาวนิวยอร์ก เป็นนักชีววิทยา เขาบอกว่าการผลิตโปรตีนจากรังไข่ของหนูแฮมสเตอร์นั้น เป็นเทคโนโลยีที่ห้องแล็บใช้กันแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเทคนิคนี้ถูกคิดค้นเป็นครั้งแรกที่ห้องแล็บในเมืองบอสตัน ประเทศอเมริกา ใน พ.ศ. 2500

ด็อกเตอร์แซนดรา เขียนต่อว่า กรุณาหยุดเขียนจูงใจให้เห็นนัยว่าชาวจีนชอบทำอะไรแปลกๆ กับสัตว์เสียที


สรุป ก่อนผมจบเรื่องนี้ สันดานดิบของคนผิวขาวและการเหยียดคนเอเชีย ในประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งสืบเนื่องมาจากยุโรป มีมายาวนานแล้ว เป็นร้อยๆ ปี ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะยุคโดนัลด์ ทรัมป์ หรือการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่ทรัมป์ กับโควิด-19 เป็นเหมือนตัวกระตุ้น สารกระตุ้นให้สังคมอเมริกาเกิดความเกรงกลัวและหวาดกลัวการผงาดขึ้นของจีน โดยเฉพาะในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่ากำลังคุกคามและท้าทายอเมริกาในฐานะที่อเมริกาเป็นผู้นำเดี่ยว และตำรวจโลก จุดนี้เองจึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ประกอบเข้ากันอย่างเหมาะเจาะในการที่คนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก จีน จะตกเป็นแพะรับบาปของการจุดกระแสภัยเหลือง (Yellow Peril) ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ท่านผู้ชมครับ ผมมีตัวเลขบางตัวเลขที่อยากจะเล่าให้ท่านผู้ชมก่อนจะจบเรื่องนี้ สหประชาชาติมีการเสนอมติให้มีการร่วมมือกันทั่วโลก เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ท่านผู้ชมรู้ไหมผลการลงมติเห็นชอบด้วยที่จะมีมติร่วมกันทั่วโลกที่จะต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ เห็นชอบ 106 ประเทศ ไม่เห็นชอบ 14 ประเทศ งดออกเสียง 44 ประเทศ (อยู่ในที่ประชุมแต่ไม่ลงคะแนนเสียง) ไม่ลงคะแนนเสียง 29 (อาจจะไม่เข้าประชุม) ท่านผู้ชมครับ จำนวนประเทศที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง 193 ประเทศ มากกว่า 100 ประเทศ เห็นชอบด้วย ท่านผู้ชมทายสิว่าประเทศไหนที่ออกเสียงคัดค้าน ไม่เห็นด้วย หนึ่ง อเมริกา สอง อังกฤษ สาม ออสเตรเลีย สี่ แคนาดา ประเทศคนผิวขาวทั้งสิ้น ประเทศคนที่มาร่วมจตุภาคี แล้วดึงแขกอินเดียเข้ามา ทั้งๆ ที่ลึกๆ เขาก็ดูถูกคุณ นายโมดี ว่าคุณเป็นแขก ผิวดำ การออกมติในสหประชาชาติโดยที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีมติให้มีการร่วมมือกันทั่วโลกเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หน้าไหว้หลังหลอกมาก เห็นหรือยังเนื้อแท้ของเขา

ประเทศที่คัดค้านยังมีอีก 10 ประเทศ มีใครบ้าง ? มีสาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ไอ้นี่ก็ทะลึ่ง ตัวเองเป็นคนผิวดำ แต่ไปเป็นลูกไล่ของคนผิวขาว ฝรั่งเศส เข้าใจได้ เยอรมนี เข้าใจได้ เกียนา เข้าใจได้ อิสราเอล เข้าใจได้ หมู่เกาะมาร์แชล คนชาวเกาะ ทะลึ่งไปเข้ากับคนผิวขาว เนเธอร์แลนด์ นาอูลู และสโลเวเนีย

แล้วท่านผู้ชมรู้ไหมว่าประเทศในเอเชีย ประเทศไหนที่งดออกเสียง ญี่ปุ่นไงล่ะครับ ประเทศจีนเห็นชอบด้วย ไทยก็เห็นชอบด้วย ในอาเซียน 9 ประเทศทั้งหมดเห็นชอบหมด

ผมจะจบเรื่องอาทิตย์นี้ด้วยการประชุมสุดยอดระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา นาย Antony J. Blinken และนาย Jake Sullivan ที่ประชุมสุดยอดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน นายหวัง อี้ และมุขมนตรีคนที่อยู่กรมการเมือง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ดูแลเรื่องทางต่างประเทศ หยาง เจี๋ยฉือ

การประชุมครั้งนี้ มีนัยหลายอย่างที่ผมจะอธิบายให้ท่านผู้ชมฟัง แต่ผมจะไม่ลงไปในรายละเอียด เพราะว่าท่านผู้ชมคงจะรับทราบข่าวบ้าง สำหรับท่านผู้ชมที่ยังไม่ได้รับทราบข่าว ผมจะพูดเป็นภาพรวมให้ดู

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้น 1 อาทิตย์หลังจากที่อเมริกา โดยนายโจ ไบเดน ประชุมออนไลน์ร่วมกับกลุ่มจตุภาคี ของ QUAD ที่ประกอบด้วย อเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ในวันที่ 12 มีนาคม


พฤหัสฯ ที่ 19 มีนาคม ก็เลยจัดประชุมกันที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ทำไมต้องเป็นที่แองเคอเรจ ? ทำไมไม่ไปประชุมที่วอชิงตัน ดี.ซี. ? นัยก็คือว่า โจ ไบเดน ประธานาธิบดีอเมริกา ตอนหาเสียง เนื่องจากว่าทรัมป์ ด่าจีนไว้เยอะ แล้วทรัมป์ ก็ชี้หน้าโจ ไบเดน ว่า ถ้าโจ ไบเดน ขึ้นมา โจ ไบเดน จะเป็นลูกสมุนจีน โจ ไบเดน เลยมีหน้าที่พิสูจน์ให้ทรัมป์ เห็นว่าเขาไม่ใช่ แม้กระทั่งในการหาเสียงแข่งกับทรัมป์ ตอนนั้น โจ ไบเดน ถึงกับกล่าวหา สี จิ้นผิง ว่าเป็นกุ๊ย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Thug ซึ่งผมเชื่อว่าไม่เคยมีใครเคยพูดถึงแรงถึงขนาดนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว สี จิ้นผิง คงจะโกรธ โกรธจนควันออกหู แต่ความที่เป็นประธานาธิบดีจีน ก็ต้องเก็บความรู้สึกไว้ เพราะฉะนั้น โจ ไบเดน ในการขึ้นมาดำรงตำแหน่ง โจ ไบเดน กับ สี จิ้นผิง ไม่เคยโทรคุยกันเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามกับที่ โจ ไบเดน โทรคุยกับคนโน้นคนนี้ โน่นนี่นั่น ก็ปรากฏว่า โจ ไบเดน จงใจที่จะให้ประชุมที่แองเคอเรจ เพราะถ้าประชุมที่วอชิงตัน ดี.ซี. มันจะต้องมีการต้อนรับอย่างสมเกียรติ โจ ไบเดน ไม่ต้องการให้ภาพนี้เกิดขึ้น โจ ไบเดน ถูกเชือกของทรัมป์ คล้องคอเอาไว้แล้วว่าถ้าไม่เล่นแรงอย่างนี้ เดี๋ยวคนจะมาด่าเขาว่าสิ่งที่ทรัมป์ พูดนั้นจริง ก็เลยไปนัดที่แองเคอเรจ เป็นเมืองเงียบๆ มีประชากรแค่สามแสนคน ที่รัฐอะแลสกา เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือนัยของ โจ ไบเดน

ส่วนจีนนั้นก็อ่านเกมออก แต่จีนก็ใช้ภาษาทางการทูตบอกว่า เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา มันเท่ากับกึ่งกลางของสองประเทศ ตรงกลางเลย เพราะฉะนั้นแล้ว แต่ละฝ่ายไปมันจะได้ง่ายกว่า นั่นคือวิธีของจีน

ท่านผู้ชมครับ ในการประชุมครั้งนี้มีอะไรที่ผิดปกติ ผิดสังเกตอย่างหนึ่ง คือธรรดาแล้วการประชุมแบบนี้เขาจะไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไป อย่างมากก็ให้ถ่ายรูปกันแล้วก็ออกมา แต่นี่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไป แล้วก็มีการปะทะคารมกัน เรียกว่าพอประดาบก็เลือดเดือด ท่านผู้ชมหลายท่านอาจจะไม่เข้าใจคำศัพท์นี้ พอประดาบก็เลือดเดือด แปลว่าอะไร ?

สมัยก่อนในการแข่งขันเพลงดาบกันในเมืองไทย สมัยสำนักดาบพุทไธสวรรย์ ทั้งคู่จะถือดาบคู่ ก่อนจะฟันกัน ก็เหมือนนักมวย ที่เอานวมชนกันก่อนแล้วก็ถอยออกมา แต่ว่าความที่อารมณ์ร้อนทั้งคู่ ต้องเอาดาบประกันแล้วถอยออกมาแล้วก็เริ่มรำดาบ พอประปั๊บก็ฟันทันทีเลย ไม่สนใจ เขาถึงเรียกศัพท์นี้ว่า พอประดาบก็เลือดเดือด


ที่เลือดเดือดก็เพราะว่า Antony Blinken รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกา และนาย Jake Sullivan ต้องการจะโชว์ออฟ ว่ากูกร้าวกับจีนนะ ก็เลยออกมาด่าจีนฉิบหายวายป่วงหมดเลย จุดประเด็นด่าก็ด่าเหมือนเดิม ก็คือจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนของซินเจียง ของทิเบต ของไต้หวัน และของฮ่องกง ว่าโน่นว่านี่ จีนไม่ได้ยึดถือหลักสากล จีนผิดอันโน้นผิดอันนี้ ก็ปรากฏว่า จริงๆ แล้วเขาให้พูดกันคนละ 2 นาที ฝ่ายหนึ่งมี 4 คน ก็พูดได้ 8 นาที ทีนี้ นายหยาง เจี๋ยฉือ ซึ่งเป็นลูกพี่ของ หวัง อี้ ก็ลุกขึ้นมา ไม่สนใจแล้ว รำงิ้วเลยคราวนี้ เป็นครั้งแรก ท่านผู้ชมต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ปกติธรรมดาแล้ว แต่ไหนแต่ไรแล้ว นโยบายการต่างประเทศ การแสดงออกทางการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและประเทศจีนได้รับอิทธิพลจาก โจว เอินไหล

โจว เอินไหล เป็นคนที่ดำเนินนโยบายต่างประเทศในยุค เหมา เจ๋อตุง โจว เอินไหล เป็นคนสุขุม นิ่ง ลุ่มลึก พูดจาสุภาพ ไม่กล่าวหาใคร ไม่ว่าใคร แต่พอมายุคนี้ ยุคนี้เปลี่ยนตอนไหน ? เปลี่ยนตอนช่วงโควิด เพราะโควิดเป็นช่วงแรกเหมือนกันที่อเมริกา โดยประธานาธิบดีอเมริกา อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาด่าจีน ด่าเสียๆ หายๆ อย่างเช่นบอกว่า Chinese Virus แล้วก็เรียกว่า Chy-na ก็คือการดูถูกเหยียดหยาม แล้วก็เรียก KUNG-FLU


หยาง เจี๋ยฉือ ก็เลยบอกว่า เฮ้ย คุณหยุดพูด คุณไม่มีคุณสมบัติ You don't have the qualification (นี่คือคำแปลของล่าม) ที่จะมาสั่งสอนผม คุณไปหันดูตัวคุณเอง คุณยุติในการยัดเยียดประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของคุณก็คือประชาธิปไตยของอเมริกา จีนก็มีประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยของจีน ทำไมคุณจะต้องมาบอกว่าของคุณดีกว่า แล้วทุกคนจะต้องทำแบบคุณ ไม่ใช่ แล้วก็บอกเรื่องประชาธิปไตย หยาง บอกว่า เราไม่เชื่อในการรุกรานประเทศอื่นด้วยการใช้กำลัง การใช้กำลังไม่เป็นประโยชน์อะไรกับอเมริกาเช่นกัน อเมริกาเข้าไปแทรกแซงทุกแห่งแล้วทำให้มีปัญหา

นายหยาง พูดว่า อเมริกาต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเอง และหยุดยัดเยียดประชาธิปไตยของตัวเองให้กับประเทศอื่นๆ ในโลก เพราะแม้แต่ผู้คนในอเมริกาเอง แม้แต่คนอเมริกาเองก็ยังขาดความเชื่อมั่นต่อประชาธิปไตยของอเมริกา โดยที่พวกเขาต่างมีมุมมองเกี่ยวกับรัฐบาลอเมริกาที่แตกต่างกันออกไป


แล้วหยาง ก็พูดจาเจ็บมาก บอกว่า คุณเป็นใคร คุณถึงมาเป็นตัวแทนโลกได้ คุณคืออเมริกา ใครให้คุณเป็นตัวแทนโลกที่จะมากล่าวหาคนโน้นกล่าวหาคนนี้ แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า จีนนั้นไม่มีคนเร่ร่อน ทุกคนมีบ้านอยู่ มีข้าวกิน จีนขจัดความยากจนข้นแค้นออกไปหมด คนจนในจีนไม่มีเหลือแล้ว แต่คนจนในอเมริกายังเหลืออยู่เยอะแยะไปหมด ข้าวก็ไม่มีกิน คนไม่สบายก็รักษาไม่ได้ เพราะว่าค่ารักษาพยาบาลแพง แต่คนจีนรักษาโรคได้ทุกอย่าง แล้วคุณบอกว่าสิทธิมนุษยชน คุณไปดูหลังบ้านคุณเองก่อนดีกว่า คุณฆ่าคนผิวดำ เหมือนเป็นสัตว์เดรัจฉาน คุณไม่ให้เกียรติ ไม่ให้สิทธิ แล้วที่สำคัญบอกว่า ความเห็นของอเมริกาไม่ใช่ความเห็นของชาวโลก ค่านิยมสากลที่คุณอ้าง (Universal Value) และความเห็นของชนชาวโลก (International Public Opinion) เมื่้อคุณพูดถึงสองค่านี้ อเมริกาไม่ใช่เป็นตัวแทนโลก อเมริกาเป็นแค่ตัวแทนของอเมริกาเท่านั้นเอง

สรุปง่ายๆ ก็คือว่า จีนสวนอเมริกาหมัดต่อหมัด นอกจากสวนธรรมดาแล้ว ไม่ใช่สวนแบบธรรมดานะ สวนแบบตรงไปตรงมา และสวนแบบเจ็บ และสวนแบบด่าอเมริกาด้วย ท่านผู้ชม ไม่เคยมีมาก่อนนะ ไม่เคยมีมาก่อนเลย และนี่จีนกำลังส่งสัญญาณให้ โจ ไบเดน รู้


จีนพูดอย่างไร รู้ไหม ? นี่คือคำพูดของนายหยาง ดังนั้นผมขอพูด ณ ที่นี้เลยว่า ต่อหน้าคู่เจรจาฝั่งจีน ในเรื่องของความแข็งแกร่ง อเมริกาไม่มีคุณสมบัติในการมาพูดเช่นนี้กับจีน ถ้าย้อนหลังไป 20-30 ปีก่อน สหรัฐฯ ก็ไม่มีคุณสมบัติในการมาพูดแบบนี้ เพราะนี่ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องในการเจรจากับชาวจีน ถ้าอเมริกาต้องการเจรจากับฝั่งจีนอย่างถูกต้อง ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องด้วย

ท่านผู้ชมครับ นายหยาง พูดต่อ ตราบใดที่ระบบจีนนั้นถูกต้องด้วยภูมิปัญญาชาวจีน มันจะไม่มีหนทางใดเลยที่สามารถมาฉุดหรือกดขี่จีนได้ หยาง ตบท้ายว่า ประวัติศาสตร์ของจีนแสดงให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามที่ประสงค์จะทำเช่นนั้น รังแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง

สรุป ในการประชุมที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ครั้งนี้ จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ข้อหนึ่งว่า เป็นครั้งแรกที่จีนไม่ยอมเป็นลูกไล่หรือเบี้ยล่างของอเมริกาอีกต่อไป

ท่านผู้ชมครับ แต่ในบรรดาการประชุมนี้ ท้องฟ้าที่อึมครึมกลับมีแสงสว่างของดวงอาทิตย์ลอดส่องลงมา ก็คือ ล่ามของฝ่ายจีนที่ชื่อ จาง จิง กลายเป็นไวรัลในบรรดาคนที่เล่นออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เธอสวยมาก อายุสามสิบกว่าปี แล้วเธอแปลสดๆ ถึงลูกถึงคน และเธอดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ เธอดำรงไว้อย่างไร ? หลายประโยคที่ หยาง เจี๋ยฉือ ด่าอเมริกาอย่างรุนแรง เธอปฏิเสธที่จะแปลตรงๆ ออกไป เพราะอย่างน้อยที่สุดเธอรู้ว่าในขณะนั้นอารมณ์กำลังร้อน เธอก็เลยไม่แปล แต่การที่ไม่แปลนี่ไม่ได้ผิดอะไรนะ กลับเป็นข้อชมเชยที่ทุกคนที่ฟังเรื่องนี้แล้วชมเชยจาง จิง


จาง จิง อายุสามสิบกว่าปี สวย เธอมีฉายาว่า จ้าว เว่ย ของประเทศจีน จ้าว เว่ย คือดาราจีนที่ตาโตๆ ท่านผู้ชมดูเองก็แล้วกัน

สรุปแล้ว หมาสองตัวกัดกัน เกิดมีเทพธิดาคนหนึ่งมานั่งตรงกลาง ก็คือ จาง จิง


สำหรับวันนี้เราเอาเพียงแค่นี้ เป็นครั้งแรกในรอบหลายอาทิตย์ที่รายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ไม่เกินสองชั่วโมง สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...