xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : หมิ่นศาล กระทบใคร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันที่ 19 มี.ค.64 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะพูดถึงกรณีเมื่อ “แกนนำม็อบ” กร่างกลางศาล เป็นการจงใจป่วน ทำเพื่ออะไร ต้องการกระทบไปถึงใคร?

และมาดูเรื่องนิตยสารฟ้าเดียวกัน เเละขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เรื่องนี้คุณสนธิเคยพูดมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2548) วันนี้ชัดเจนแล้วว่ามี “ขบวนการล้มเจ้า” จริง ในตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ... ติดตามได้ในรายการ SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง special Ep77



คำต่อคำ SONDHI TALK [19 มี.ค. 64] : หมิ่นศาล กระทบใคร ?

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ"เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า Sondhitalk กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564 เราก็มาพบกันทุกวันศุกร์ ก็เหมือนเช่นเคย อาทิตย์นี้ก็มีเรื่องราวไม่กี่เรื่องเอง แต่ว่าแต่ละเรื่องค่อนข้างจะสำคัญมากๆ

เรื่องแรกที่เราจะพูด ขอพูดเรื่องเกี่ยวกับ ช่วงหลังๆ นี่มีคนเข้ามาดูรายการนี้มาก เป็นคนที่ไม่เคยเข้ามา แล้วก็เข้าใจว่าเพจนี้เป็นเพจนักเลง ก็เลยใช้คำหยาบคายด่าผม ผมก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า เพจนี้ไม่ใช่เพจนักเลงครับ เป็นเพจจับคนที่พูดจาหยาบคาย เอาขึ้นศาลให้หมด ตอนนี้ผมส่งเรื่องให้ทนายแล้วประมาณ 10-20 ราย เดี๋ยวผมจะแจ้งให้ท่านผู้ชมฟังว่าทนายได้ฟ้องใครไปบ้าง เพื่อที่จะเตือนสติคนที่เข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ ผมก็จะเอาคลิปเก่าของผู้ต้องหาคนหนึ่ง ซึ่งไม่มาศาลตามที่ศาลเรียก แล้วศาลออกหมายจับ แล้วก็ตามไปจับ เอามาให้ดู เพราะฉะนั้นแล้ว อย่ามาทะลึ่งกับผม ผมบอกแล้วว่าผมไม่ให้อภัย คดีจะต้องดำเนินการต่อไปจนกระทั่งจบสิ้นคดีความ ผมก็เลยต้องเตือนสติท่านผู้ชมที่เข้ามาใหม่ๆ แล้วไม่รู้ว่าเพจนี้เป็นเพจที่เอาจริง อย่าได้ทะเล่อทะล่าเป็นอันขาด ผมต้องขอเตือนก่อนนะครับ

และผมต้องขอบคุณแฟนๆ FC หรือท่านผู้ชมที่รักในรายการนี้ ที่ช่วยแคปพวกคุณปากเสีย คนพ่อแม่ไม่สั่งสอน ที่ใช้คำหยาบ แล้วก็ส่งหลักฐานมาให้ อะไรที่ผมพอจะรับได้ ด่าอะไรที่ผมพอจะกล้ำกลืนได้ ผมเฉยๆ แต่ถ้าอะไรหนักหนาสาหัสแล้ว มึงกับกูไปเจอกันในศาล แล้วไม่ต้องมาขอนะ ให้จำคำพูดนี้เอาไว้นะ อย่ามาขอนะ

ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่จะพูดวันนี้มีเรื่องที่สำคัญมาก และท่านผู้ชมคงจะได้ข่าวมานานแล้ว สัก 4-5 วันแล้ว แต่มันมีนัยหลายอย่าง มีมิติหลายอย่างที่ผมต้องมาพูดเพิ่มเติม คือเรื่องแกนนำม็อบกร่างกลางศาล อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมมาก่อน ในประวัติศาสตร์ แต่มีอยู่ 2-3 มิติ ที่คนอื่นไม่ได้พูด แต่ผมจะพูดให้ฟัง

เรื่องที่สอง คือการยึดทรัพย์โจร เป็นครั้งแรกที่ผมมาเปิดเผยว่ามันเป็นผลงาน ปปง. หรือผลงานตำรวจ เอาเบื้องหน้าเบื้องหลังมาเล่าให้ฟัง แล้วการฟอกเงิน เขาฟอกเงินกันอย่างไร ธุรกิจมืด ค้ายา คอร์รัปชัน เขาฟอกอย่างไร

เรื่องที่สาม ผมได้เอาคำพูดของอาจารย์ศาสตรา โตอ่อน ในการโต้วาทีที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เรื่อง มาตรา 112 สนุกครับท่านผู้ชม ไปฟังตรรกะและเหตุผล ข้อกฎหมาย ของอาจารย์ศาสตรา ท่านผู้ชมชมแล้วก็จะเห็นด้วยกับผมหลายอย่าง และผมก็เปิดตัวฝรั่งคนหนึ่งที่ จ.ขอนแก่น ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบ

และสุดท้าย นิตยสารฟ้าเดียวกัน และขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยอาจารย์ณัฐพล ใจจริง คนที่แต่งหนังสือชื่อ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่้อ" กับ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" โดยที่อ้างอิงจากวิทยานิพนธ์ที่คุณณัฐพล ใจจริง บิดเบือนข้อเท็จจริงและโกหกสภามหาวิทยาลัย ว่ามีหลักฐานอ้างอิง ซึ่งในที่สุดแล้ว พิสูจน์แล้วว่าไม่มี คือ วิทยานิพนธ์ที่ตอหลดตอแหล สนุกแน่ครับท่านผู้ชม


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564 ได้มีเรื่องๆ หนึ่งเกิดขึ้นในบัลลังก์ศาลอาญา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของศาลไทยตั้งแต่มีมาและตั้งมา นัยและมิติในข้อคิดในเรื่องนี้มันมีอยู่หลายแง่มุม แน่นอนที่สุด ที่ทุกคนพากันพูดในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในกระบวนการ หรือในวงการการกฎหมาย ในกระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ พากันตกอกตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ท่านผู้ชม ก่อนที่จะเข้าไปถึงหัวใจหลักของเรื่องนี้ ผมต้องอธิบายให้ฟังก่อนว่า มีความเป็นไปมาอย่างไร

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564 ศาลได้นัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน คำว่า "นัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน" แปลว่าอะไร ? สมมุติว่าอัยการเขาฟ้องพวกผม เมื่อฟ้องพวกผมในกรณีที่บุกทำเนียบรัฐบาล แล้วศาลกำลังที่จะนัดสืบพยาน ก่อนสืบพยาน ต้องนัดทั้งโจทก์และจำเลยเข้ามา เพื่อเอาพยานหลักฐานมาตรวจก่อน จำเลยก็มีสิทธิตรวจพยานหลักฐานที่โจทก์จะฟ้องเรา มีอะไรบ้าง โจทก์ ก็คืออัยการ ก็มีสิทธิที่จะมาตรวจพยานหลักฐานที่เขาจะฟ้องเรา และเรากำลังจะต่อสู้ว่าเรามีพยานหลักฐานอะไรบ้าง คือทั้งหมดนี้คือกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้เกิดขึ้นเพื่อความเท่าเทียมกัน โดยไม่แบ่งแยก คือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบใคร

ก็เอาเป็นว่า วันที่ 15 มีนาคม เป็นวันแรกของการนัดพร้อม "การนัดพร้อม" ก็คือ โจทก์ (อัยการ) ก็มา จำเลยทุกคนก็ต้องมาหมดเลย เมื่อนัดพร้อมแล้ว จำเลยที่นัดพร้อมมาวันนั้น ก็ประกอบด้วย คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือที่มีฉายาว่า เพนกวิน คุณอานนท์ ทนายอานนท์ นำภา คุณรุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล คุณภาณุพงศ์ จาดนอก หรือ ไมค์ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ คดีนี้ถูกฟ้องร่วมกับแกนนำและแนวร่วมม็อบคณะราษฎร ทั้งหมดเบ็ดเสร็จจำเลยมี 22 คน

ทีนี้ มาตราที่ผิด แต่ละคนก็โดนมาตราบางมาตรา บางมาตราก็ไม่โดน มีมาตราที่ผิด คือ มาตรา 112 ก็คือว่า อาฆาตมาดร้าย เหยียดหยาม ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และความผิดมาตรา 116 ผมเคยโดนมาตรา 116 กปปส. ก็เคยโดนมาตรา 116 ก็คือว่า ยุยงปลุกปั่น ก่อให้เกิดความวุ่นวาย สร้างความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นมาในสังคม กรณีที่เขาฟ้อง คือกรณีชุมนุมปักหมุดที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 กันยายน พ.ศ. 2563


ทีนี้ ในการนัดพร้อมครั้งนี้ ศาลไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี เพราะศาลท่านบอกว่าเป็นมาตรการป้องกันโรคระบาดเชื้อโควิด-19 ก็คือพูดง่ายๆ ว่า เป็นจำเลย 22 คน และทนาย ห้องพิจารณาคดี เป็นห้อง 701 ชั้น 7 เกิดเรื่องราวขึ้นมาอย่างไร ? นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) หนึ่งในจำเลย พร้อมกับจำเลยอีกหลายคน ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ที่ไม่อนุญาตให้มีการแถลงใดๆ ในที่เปิดเผย คือศาล บางครั้ง บางกรณี เจ้าหน้าที่ศาลก็ทำเกินเลยไป แต่กรณีนี้ไม่ได้ทำเกินเลย อย่างเช่น ประชาชนที่เดินเข้าไปในศาล ที่ประตูศาล ถ้าใส่รองเท้าแตะ รองเท้าหนีบ ก็ไม่ให้เข้า หมายความว่าแต่งตัวไม่สุภาพ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึง บางทีคนจน ไม่มีรองเท้าใส่ ก็เลยใส่แค่รองเท้าแตะ บางทีเดินเข้าไปในศาล เข้าไปในบัลลังก์ปั๊บ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาก็จะให้ถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าเข้าไป ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ดูว่าเขาต้องการทำเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเขาคิดว่าทุกคนควรจะมีรองเท้า แต่ว่าในข้อเท็จจริงคือ คนบ้านนอกคอกนาบางคนเขาจน เขาไม่มีรองเท้าใส่ เขาใส่ได้อย่างมากก็รองเท้าแตะ นี่ก็เป็นเรื่องที่ฝากให้ศาลต้องเอาไปพิจารณาอีกทีหนึ่ง

แต่ว่าสิ่งซึ่งศาลเน้นมาก คือความสงบเรียบร้อยในศาล หนึ่ง ศาลจะไม่ให้ถ่ายรูปในศาล สอง ไม่ส่งเสียงเอะอะในศาล สาม ไม่ให้มาอ่านแถลงการณ์ใดๆ ในศาลทั้งสิ้น ศาลจะให้จำเลยเป็นคนพูดได้ในกรณีที่เมื่อพิจารณาความเสร็จแล้ว จำเลยยกมือบอกว่า ข้าพเจ้าขอพูดสักหน่อยในเรื่องคดีความนี้ ศาลจะอนุญาตให้พูด ก็พูดไปเต็มที่เลย แต่การพูดไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาคดี เพราะการพิจารณาคดีนั้น พิจารณาจากหลักฐาน คำให้การ สำนวนที่อัยการรับมาและส่งฟ้อง ก็คือปรากฏว่า แม้กระทั่งการนั่ง เนื่องจากอยู่ในศาล ศาลมีมารยาท มีระเบียบเรียบร้อยทุกอย่าง คือต้องแต่งตัวสุภาพ ใส่เสื้อปล่อยชายก็ไม่ได้ นั่งฟ้งคำพิพากษา นั่งฟังคำให้การ นั่งไขว่ห้างก็ไม่ได้ ต้องนั่งปกติธรรมดา ให้ปิดโทรศัพท์ หรือไม่ก็ใช้โทรศัพท์โหมดเงียบ (silence) ไม่ให้มีเสียงออกมาเลย นี่คือมารยาท กติกาที่ศาลมีมาตลอดเวลา ห้ามถ่ายรูป ห้ามอัดเทป ห้ามทุกอย่าง


ทีนี้ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ก็มี อย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าจำเลยเข้ามาในบัลลังก์แล้ว ใครจะเอากระดาษ เอกสารอะไรให้จำเลย จะเป็นแผ่นหรือเป็นชิ้นก็ไม่ได้ คนที่จะให้ได้ คนเดียว ก็คือทนายความของจำเลย ทนายความจำเลยอาจจะต้องเดินเข้าไปแล้วบอกว่า เอกสารนี้ให้ศึกษานิดหนึ่ง เพราะประเดี๋ยวต้องขึ้นให้คำให้การ และในขณะเดียวกันก็จะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ สมมุติว่าจำเลย 22 คน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็น่าจะมีสัก 10 คน หรืออาจจะ 8 คน หรือ 6 คน นั่งควบคุมอยู่

ทีนี้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า เนื่องจากศาลไม่ให้มีการแถลงอะไร แต่ว่าคุณพริษฐ์ ได้ประกาศถึงความอึดอัดใจและข้องใจ คืออึดอัดใจมากว่าทำไมศาลไม่ให้ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี คุณพริษฐ์ ก็เลยลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ไม้ แล้วก็เอาแถลงการณ์ 2 แผ่น ซึ่งเป็นลายมือ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นลายมือคุณพริษฐ์ หรือลายมือใครที่แอบส่งมาให้ทางคุณพริษฐ์ แล้วคุณพริษฐ์ ก็อ่านกลางศาลเลย เนื้อหาของแถลงการณ์นั้น สรุปง่ายๆ ก็คือว่า ข้องใจที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี โดยอ้างหลักการว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะคดียังไม่มีคำตัดสิน พร้อมทั้งเปรียบเทียบกรณีของแกนนำ กปปส. ที่มีคดี มีการตัดสินแล้ว แต่ยังได้รับการประกันตัว รวมทั้งไม่มีการตัดผมอีกด้วย ท่านผู้ชมครับ หยุดตรงนี้ก่อน อธิบายตรงนี้ให้เข้าใจกันสักนิดหนึ่ง


โดยพื้นฐานแล้ว สิทธิ รัฐธรรมนูญระบุว่า ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์หมด จนกว่าศาลจะพิพากษาออกมา แต่กระบวนการในการพิสูจน์ว่าตัวเองจะบริสุทธิ์นั้น มันจะต้องผ่านกระบวนการของการเข้าไปพิจารณาว่าคนๆ นี้ ระหว่างที่พิจารณาคดี คดีนี้ ระหว่างที่พิจารณาคดี หนักหนาสาหัสหรือไม่ หรือเป็นคดีมโนสาเร่ มโนสาเร่ ก็ไม่เป็นไร ก็ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ศาลก็ปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้ง แม้กระทั่งแกนนำราษฎร 2563 ทั้งหลาย ก็เคยถูกปล่อยตัวชั่วคราวมาตลอด โดยศาลไม่ได้เรียเงินประกันเลย แต่ในการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ศาลจะบันทึกลงไปว่า ศาลจะปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6 แต่ห้ามไม่ให้จำเลยระหว่างที่ถูกปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ไปกระทำความผิดซ้ำอีก นั่นคือต้องถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ศาลได้ระบุลงไป ทีนี้พอศาลได้ระบุลงไปปั๊บ ปรากฏว่าคนที่มากันทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่เคยถูกปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้ว และถูกกำกับด้วยเงื่อนไขนี้ เมื่อมีเรื่องอีกครั้งหนึ่งในเรื่องกรณีของมาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย ไม่สงบ ศาลก็ต้องถือว่าอย่างนี้ถือว่าคุณทำผิดกติกาและเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก ประกอบกับ มีอยู่ 3-4 คน โดนเพิ่มคดี จากมาตรา 116 มาเป็นมาตรา 112 เผอิญมาตรา 112 นั้น เป็นคดีความที่ร้ายแรง จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี นั่นคือคดีอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์ ต่อกษัตริย์ ตลอดจนเหยียดหยาม หมิ่นกษัตริย์ ดูถูกเหยียดหยาม

ทีนี้ คดี 112 คนพวกนี้ไม่ใช่ไม่โดน ก็โดนตลอด ศาลก็ปล่อยตัว อัยการปล่อยตัว ตอนนั้นตำรวจก็ปล่อยตัวชั่วคราว ปล่อยตัวไปแล้ว แต่ก็ยังไปทำซ้ำอีก เพราะฉะนั้นแล้ว ทั้งหมด 22 คน คนที่ติดคุกอยู่ ก็คือคนที่ไปทำผิดกติกาที่ศาลปล่อยตัวชั่วคราว ท่านผู้ชมครับ การปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ใช่มีเฉพาะกลุ่มคนพวกนี้ ในหลายๆ กรณี หลายๆ คดีศาลก็ปล่อยตัวชั่วคราว เช่น ฆ่ากันตาย ขนาดฆ่ากันตาย โทษเยอะ บางครั้งศาลก็ยังปล่อยตัวชั่วคราว มีเงินประกัน มีหลักประกัน ใช้เงินประกัน 5 ล้านบาท 3 ล้านบาท โน่นนี่นั่น


สมัยที่ผมโดนคดี เขาปล่อยตัวชั่วคราว ผมต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันถึง 12 ล้านบาท ศาลก็ปล่อยตัวชั่วคราว แต่เมื่อการปล่อยตัวชั่วคราวมาแล้วเป็นคดีที่ครึกโครม สร้างปัญหาให้กับสังคม ทำให้คนให้ความสนใจมาก ศาลก็จะระบุว่า ห้ามไม่ให้จำเลยไปกระทำการใดๆ เช่น ข่มขู่พยาน หรือห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ นอกเสียจากว่าศาลอนุญาต นั่นก็คือว่า ถ้าคุณจะไปต่างประเทศ เหมือนอย่างคดีทำเนียบรัฐบาล หรือคดีสนามบิน ซึ่งพันธมิตรฯ เป็นจำเลยอยู่นั้น ในการพิจารณาคดีเป็นปีๆ จำเลยหลายคน รวมทั้งผมสมัยนั้นด้วย ต้องการจะเดินทางไปต่างประเทศ ก็ไปยื่นคำร้องเพิ่มเติมว่าเรามีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ เพราะอะไร 1..2..3..4.. ศาลก็บอกว่า ได้ อนุญาตให้ไป แต่ต้องบอกว่าไปวันไหนและกลับวันไหน และเพิ่มวงเงินประกันเข้าไปอีก คือต้องเพิ่มอีก 6 แสนบาท หลังจากที่ประกันตัวแล้วนะ เงินประกันอันเก่าแล้ว ยังต้องหาเงินมาประกันอีก 6 แสนบาท พอกลับมาก็ต้องมารายงานตัวที่ศาลว่า กระผมได้กลับมาแล้วนะครับ เซ็นรับทราบ แล้วค่อยไปถอนเงินประกัน 6 แสนบาท

เห็นไหมท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นแล้ว การปล่อยตัวชั่วคราวมีเงื่อนไขตลอดเวลา เอาล่ะ สมมุติว่าผมโดนคดีเรื่องสนามบิน แล้วปล่อยตัวชั่วคราว แล้วผมไปทำอะไรก็ตามที่จะทำให้รูปคดีมันผิดไป อัยการก็มาร้องว่า ขอให้ถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพราะว่านายสนธิ เมื่อได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ไปก้าวก่ายกับพยานบุคคลในเรื่องคดีนี้ ศาลก็จะเรียกผมมา แล้วก็มาไต่สวน ถ้าสิ่งที่อัยการร้องเป็นความจริง ศาลก็จะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นศาลก็จะถอนสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว สรุป ผมก็ต้องไปเข้าคุกเหมือนเดิม ไม่สามารถประกันตัวได้ ท่านผู้ชมเข้าใจตรงนี้แล้วใช่ไหม ?

เมื่อเข้าใจแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า สิ่งที่นายเพนกวิน หรือรุ้ง ปนัสยา หรือบรรดาพรรคพวกเขามาเรียกร้อง มันไม่ใช่ มันผิด และอีกประการหนึ่ง คดีความของ กปปส. มีการพิพากษาแล้ว เมื่อพิพากษาแล้วโทษมันน้อย เขาก็ให้ประกันตัวได้ทันที แต่พอใครที่โทษเกิน 5 ปี เขาก็บอกว่าเขายังไม่ให้ประกันตัว เอาเข้าคุกก่อน รอคำสั่งศาล เพราะว่าศาลก็จะส่งคำขอประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ขึ้นไปให้ศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นที่ 2 เป็นผู้พิจารณา เนื่องจากว่าคดีนี้จบที่ศาลต้นแล้ว กำลังจะขึ้นไปสู่ศาลอุทธรณ์ ก็ให้สิทธิศาลอุทธรณ์เป็นคนตัดสินใจว่าควรจะปล่อยตัวชั่วคราวพวกนี้ไหม ด้วยเหตุนี้ คนอย่างพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และหลายๆ คนที่วันนั้นไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ก็เพราะว่าโทษจำคุกมันเกิน 5 ปี เขาก็เลยต้องให้ศาลอุทธรณ์


ทีนี้มาถึงราชทัณฑ์บ้าง ผมไม่เคยมีปัญหาในเรื่องตัดผม เพราะว่าผมสั้นอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่บอกว่าเข้าไปแล้วทำไมไม่ตัดผม แล้วทำไมพวกเขาต้องตัดผม ง่ายนิดเดียวครับ มันเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เรือนจำ เจ้าหน้าที่เรือนจำรู้อยู่แล้วว่าพวก กปปส. ที่เข้าไป ไม่ใช่เพราะเขาเป็นอดีตรัฐมนตรี แต่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องขอประกันตัวของเขาได้ส่งไปสู่ศาลอุทธรณ์แล้ว ไม่เกิน 2 วัน คำสั่งศาลอุทธรณ์ต้องตกลงมาแน่นอนว่าให้ปล่อยตัวได้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะรอแค่ 2 วัน รอคำสั่งศาลอุทธรณ์ตกมา แต่ผมเข้าใจว่าวันนั้นเขากำลังรอ แล้วคำสั่งศาลอุทธรณ์มาวันเสาร์ แต่ถ้าเสาร์ไม่มา อาทิตย์ไม่มา แสดงว่าไม่ได้แล้ว เขาก็จะตัดผมทันที แล้วทำไมของพวกทนายอานนท์ พวกคนโน้นคนนี้ ถึงถูกตัดผมล่ะ ? ก็ง่ายนิดเดียว เพราะว่าเขาไม่ให้คุณประกันตัว เมื่อเขาไม่ให้คุณประกันตัว เขาก็ต้องตัดผมคุณสิ ดุลพินิจอยู่แค่นี้


เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่คนพวกนี้ทำในศาล ในบัลลังก์ นอกจากขึ้นไปอ่านแล้ว คนที่มีอารมณ์ คนที่เข้าไป เอาขวดน้ำขว้างลงบนพื้น แล้วกล่าวคำหยาบคาย หลายอย่าง คือพูดง่ายๆ ว่าไม่เคยมีใครกล้าทำแบบนี้มาก่อน ท่านผู้ชมตามผมมา ผมจะเล่าอะไรให้ฟังอย่างหนึ่ง

หลายคนก็บอกว่านี่คือการละเมิดอำนาจศาล แน่นอน ละเมิดอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะพูดต่อว่า แล้วศาลจะทำอย่างไรต่อจากนี้ไป แต่ผมอยากให้ดูอีก 2 มิติ มิติหนึ่ง เด็กพวกนี้เป็นหน่วยกล้าตายของพวกผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเด็ก คือผู้ใหญ่พวกนี้ ที่อยู่เบื้องหลังเด็ก ส่งเด็กพวกนี้มาติดคุกติดตะราง แล้วแสดงความกล้าตาย ไม่กลัวตายออกมา มิติตรงนี้ที่สำคัญที่สุด ทำไมต้องทำที่ศาล อย่างที่ผมบอกไง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ศาลไทย ครั้งแรก! 100 กว่าปี เพิ่งจะมีคนกล้าที่จะออกมาหมิ่นศาล ละเมิดศาล ด้วยการกระทำที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น


แสดงว่าอะไร ? ท่านผู้ชมคิดให้ลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง แสดงว่าเสาหลักเสาหนึ่งของประเทศไทย ก็คือ ศาล ผมพูดตลอดเวลาในการต่อสู้ เวลาผมประท้วง ผมเป็นแกนนำ ผมบอกให้เรื่องมันจบที่ศาล ศาลว่าอย่างไร ผมยอมทุกเรื่อง

ท่านผู้ชมจำได้ไหม คดีของผมที่ศาลฎีกาพิพากษามา ยืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกผม 20 ปี เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559 ท่านผู้ชมถามผมสิว่าผมพอใจไหม ผมไม่พอใจ แล้วท่านผู้ชมรู้ไหมว่าผมทำอย่างไรวันนั้น ผมยอมรับคำพิพากษา ผมไม่ปฏิเสธ เพราะผมเคารพในศาล ทั้งๆ ที่ระหว่างสู้คดี ผมโดนอดีตอธิบดีศาลอาญาบางคนกลั่นแกล้งผม เอาสำนวนผมไปเก็บไว้ที่ห้องเขา ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้รอลงอาญา เขากลับเขียนคำพิพากษาใหม่แล้วบอกผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เจ้าของคดีว่า ถ้าคุณยังยืนยันอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะเปลี่ยนองค์คณะใหม่ เอาองค์คณะใหม่เข้ามา


อธิบดีศาลอาญาคือผู้บริหารระดับสูงของศาล สูงสุด เพราะฉะนั้นแล้วผู้พิพากษาก็ไม่อยากไปทะเลาะด้วย เอาล่ะ ท่านผู้ชม นี่ผมเล่าให้ฟังว่า ถ้ามันจบที่ศาล ยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคดีศาลตัดสินพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ฆ่าข่มขืน ผมก็ไม่เห็นจำเลยนั่นลุกขึ้นมายืนบนเก้าอี้แล้วแหกปากร้องว่าไม่ยุติธรรมๆ ผมไม่ได้ทำ ยอมรับในคำพิพากษา

ประเทศชาติมันเดินหน้าไปได้ เพราะมันถึงที่สุดท้ายแล้ว ทุกคนต้องยอมรับ กติกาเป็นอย่างไร ทะเลาะกัน ตั้งแต่เข้ามา ทะเลาะกับตำรวจ ทะเลาะกับอัยการ ไม่ถูกกับศาลชั้นต้น ไม่ถูกกับศาลชั้นอุทธรณ์ แต่ต้องไปจบที่ศาลฎีกา คือที่สุด นั่นคือจุดจบของมัน เหมือนนักมวย ชกกันไปชกกันมาๆ ในที่สุดแล้วคณะกรรมการตัดสินว่าฝ่ายแดงชนะ ก็ต้องจบตรงนั้น เพราะว่ามีกรรมการเป็นคนชี้ขาด ในที่นี้ ในประเทศนี้ และในทุกประเทศในโลกนี้ กรรมการที่ชี้ขาดความขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องการเมือง ก็คือศาล ส่วนศาลนั้น มีดีกี่เปอร์เซ็นต์ มีชั่วกี่เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเรื่องของศาล แต่อย่างน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าศาลที่ดีๆ มีเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ สังคมทุกสังคมมีคนดีและคนเลวทั้งนั้น แต่งานนี้ ท่านผู้ชมเชื่อผมสิ ทั้งผู้พิพากษาดีและเลว สุมหัวกัน รวมตัวกัน เห็นด้วยว่ามึงละเมิดศาลไม่ได้ งานนี้ เพราะถ้าปล่อยให้แบบนี้เกิดขึ้นแล้วยังไม่มีอะไรมาจัดการให้เด็ดขาดอีกนะ มันจะเป็นตัวอย่างที่เลวมาก แล้วก็จะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบ แล้วศาลจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้อย่างไร

ถ้าอย่างนั้นแล้วอีกหน่อยคนขึ้นศาล จำเลยมีทางแพ้ ก็สามารถจ้างมวลชนมาสัก 1 หมื่นคน แล้วบุกเข้ามาในศาล มาล้อมศาล ไม่ได้ท่านผู้ชม ผมอยากจะฝากให้คิดเรื่องนี้ ผมไม่ได้เกี่ยว ผมไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ผมเอาข้อเท็จจริงมาเพื่อเล่าให้ฟัง

อีกมิติหนึ่ง ท่านผู้ชมตามผมมา ลองคิดดูซิว่า ศาลทำหน้าที่ในพระปรมาภิไธย ใช่ไหม ? การที่เพนกวินลุกขึ้นมาพูด แล้วก็ชี้หน้าไปที่ศาล ข้างหลังเก้าอี้ศาลคือรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มิตินี้ ยังไม่มีใครเคยคิด คือตีวัวกระทบคราด ด่ากฎหมาย ด่าศาล แต่ไปกระทบพระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าพระองค์ท่านให้ศาลเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย เกมนี้ลึกซึ้ง ท่านผู้ชม ลึกซึ้งมาก

เอาล่ะ ถามต่อ งานนี้ผมต้องตำหนิกรมราชทัณฑ์ จริงๆ แล้วกรมราชทัณฑ์ หรือแม้กระทั่งคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน กลัวเด็กมากจนเกินไป


ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว จับระเบียบเอาไว้ ระเบียบต้องเข้ม ก็ถ้าคุณตอบโต้กับนักโทษคนอื่นอีกมาตรฐานหนึ่ง แล้วคุณจะไปกลัวเด็กสามนิ้วได้อย่างไร คุณก็ต้องใช้ เพราะเขาเข้าคุกมาแล้ว เพราะเขาเป็นผู้ต้องขัง สิทธิของผู้ต้องขังเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะยากดีมีจน แต่ส่วนใหญ่แล้วคนรวยไม่ค่อยจะได้ติดคุกหรอก คนจนติดคุกมากกว่า หรือคุณจะเป็นอดีตรัฐมนตรีก็ตาม ไม่สำคัญ ต้องเท่าเทียมกัน เท่าเทียมกันอย่างไร ? ประการแรก กรมราชทัณฑ์ต้องหาตัวคนรับผิดชอบมาให้ได้ว่านายเพนกวิน ได้กระดาษ 2 ฉบับที่เอามายืนอ่าน มาจากใคร เวลาผมขึ้นศาล เชื่อผมสิ ถ้านับ 1 ใน 10 ของคนที่ขึ้นศาลเยอะที่สุดในประเทศไทย ผมต้องอยู่ 1 ใน 10 นั้น ผมโดนคดีหมิ่นประมาทเป็นร้อยคดีในชีวิตการทำงานของผม ผมผ่านมาหมดแล้ว และระหว่างที่ผมถูกจำคุกอยู่ ผมก็มาขึ้นศาล และผมจำได้ว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้าจะกันไม่ให้ใครมาคุยกับผม คนที่จะคุยกับผมได้ คือทนาย ยิ่งเอกสาร ส่งเศษกระดาษมาให้ผมดู ถ้าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อยู่ เห็นแล้วบอกผิด เขายึดได้ทันทีเลยนะ และเขาภาคทัณฑ์ผมได้ทันที

ข้อที่สอง ระหว่างที่ทนายอานนท์ เพนกวิน หรือรุ้ง ที่อยู่ในคุก ทำไมจู่ๆ ชอบมีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ออกมาว่าพูดอย่างนี้ๆ เพนกวินบอกว่า เรากักขังความจริงไม่ได้ โน่นนี่ ให้ทุกคนสู้ต่อไป


คำถามมีอย่างนี้ท่านผู้ชม เอามาจากไหน ? จากการเยี่ยม ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาอะลุ่มอล่วยมากที่สุดแล้ว เขาให้เยี่ยมวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ แม้กระทั่งวันเสาร์เว้นเสาร์ เขายังให้เยี่ยมได้เลย สมัยที่ผมอยู่เรือนจำคลองเปรม เขาให้เยี่ยมได้แค่สองวัน อังคาร กับพฤหัสฯ แล้วอาหารการกินเขาส่งให้ทานได้ ญาติซื้อฝากได้ ส่งเข้ามาทานได้ สมัยอยู่คลองเปรม ไม่มีสิทธิ ต้องสั่งซื้อจากร้านค้าของเรือนจำ แล้วในการที่จะพูด เวลาคนมาเยี่ยม เวลาหยิบโทรศัพท์มาพูดกัน ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า เขาอัดเทปหมดทุกคน เขาอัดเทปเพื่อเอามาดู เพราะมีผู้ต้องขังในเรื่องยาเสพติดเยอะ เขาจะรู้ว่าคุยกับใคร ส่งสัญญาณอะไรกันมาหรือเปล่า จะมีอะไรหรือเปล่าที่ทำให้การค้ายาเสพติดจะต่อเนื่อง บางคนเป็นราชายาเสพติด เข้าไปอยู่ในคุก แล้วมีคนมาเยี่ยมเพื่อที่จะถามว่า เฮีย ลอตนี้จะให้ส่งของที่ไหน เก็บเงินที่ใคร แต่เขาจะมีโค้ดของเขาเอง เพราะฉะนั้นแล้ว โดยพื้นฐานแล้วเขาต้องอัดเทป แล้วกติกาของเรือนจำเป็นอย่างไร ? กติกาเรือนจำก็บอกว่า เวลาคุณมาเยี่ยมผม ให้พูดทักทายกัน แบบไหนล่ะ แบบความสุข ความสบาย เป็นอย่างไร อยู่ในคุกดีไหม จะฝากความคิดถึงไปให้คนโน้นคนนี้ พูดได้ แต่ถ้านอกเหนือจากเรื่องส่วนตัว เรื่องความสุขความทุกข์ของตัวเองแล้ว จะไปพูดในเรื่องของประเด็นทางการเมือง เขาไม่ให้พูด


ทำไมเขาถึงไม่ให้พูด ? ทำไมเขาให้พูดแค่นี้ ? เราต้องไม่ลืม เมื่อใดก็ตามเราเดินก้าวเข้าคุก เราเปลี่ยนแปลงสถานภาพจากเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ รุ้ง ปนัสยา ทนายอานนท์ เปลี่ยนสถานภาพแล้ว เปลี่ยนเป็นอะไร ? เปลี่ยนเป็นคนคุก คนคุกก็มีกติกาของคนคุก คนอยู่นอกคุกก็มีกติกาของคนอยู่นอกคุก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในคุกเขาไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ไม่มีเฟซบุ๊ก คอมพิวเตอร์ไม่มีอินเทอร์เน็ต ขนาดไม่มีอย่างนี้ก็ยังลักลอบเอาโทรศัพท์เข้าคุกกันเยอะแยะไปหมด

ผมอยู่คลองเปรม เขามีระบุเลยนะว่า คุณต้องลิสต์ชื่อคนมาไม่เกิน 10 คน ที่จะเยี่ยมคุณได้ ถ้าคนเข้ามาเยี่ยมไม่ใช่ 1 ใน 10 เขาไม่ให้เยี่ยมนะ ผมคิดว่าถ้าท่านอธิบดีราชทัณฑ์ และผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถ้าท่านยึดระเบียบตรงนี้เอาไว้ ปัญหาไม่มี ท่านก็ฟังสิ ก็ในเมื่อท่านอัดเทปทุกคนอยู่แล้วนี่ ที่เข้ามาเยี่ยม ท่านก็ฟังเทปสิว่าคนที่มาเยี่ยมทนายอานนท์ เขาพูดอย่างไร เยี่ยมเพนกวิน เขาพูดอย่างไร ถ้าเพนกวิน บอกว่า เรื่องนี้ต้องอย่างนี้ๆ นะ คุณต้องไปชุมนุมกันใหม่นะ คุณต้องอย่ายอมแพ้นะ คุณก็ต้องใช้ระเบียบราชทัณฑ์จับเลย บอกว่าจากเทปที่เราฟังคุณพูดอยู่นี้ คุณยังยุยงส่งเสริม ทำผิดระเบียบของคุก เพราะฉะนั้นแล้ว จะสั่งห้ามไม่ให้คุณได้รับการเยี่ยมเป็นระยะเวลา 1 เดือน บทลงโทษมีนี่ ท่านอธิบดีครับ ท่านต้องเอาระเบียบพวกนี้จับมัน ในเมื่อท่านใช้ระเบียบนี้กับคนคุกทั่วไปแล้ว ท่านจะไปยกเว้นกับพวกสามนิ้วพวกนี้ได้อย่างไร ต้องเท่าเทียมกันสิ พอคุณเดินเข้ากรงขังแล้ว สิทธิของคุณ กับสิทธิของผม เท่าเทียมกันหมด ก็คือเป็นคนคุก ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม เพราะฉะนั้นแล้ว ผมหวังว่ากรมราชทัณฑ์ และรัฐมนตรีฯ สมศักดิ์ ต้องรีบปรับเรื่องนี้ แล้วถ้าท่านยืนให้แม่นอยู่บนระเบียบและความถูกต้อง ว่ากติกามันต้องเป็นอย่างนี้ๆๆๆ ไม่มีใครหรอกจะมาว่าท่านได้ ไม่มีใคร ใครจะมาว่าล่ะ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ คุณเป็นปลายทาง เข้าใจไหมครับท่านผู้ชม ส่งมาจากศาล แล้วคุณจับติดคุก พวกม็อบสามนิ้วจะไปป่วนคุณได้อย่างไร ก็ผมทำหน้าที่ของผม เมื่อศาลไม่ให้ประกันตัว คุณต้องเข้าคุก เมื่อคุณเข้าคุกแล้ว กติกาคุกมีอย่างไร คุณก็ต้องทำตามกติกาคุก จบ ผมผิดตรงไหนล่ะ ผมไม่ผิดนี่ ก็ผมบอกแล้วไง กติกา


ถ้ามีคนเยี่ยมให้พูดเฉพาะเรื่องส่วนตัว ไม่ให้พูดปลุกปั่นหรือทำอะไร แล้วเขาก็รู้ว่าคุณได้ดักฟังโทรศัพท์ทุกคนอยู่แล้ว ถ้าคุณดักฟังโทรศัพท์พ่อค้ายาเสพติดได้ ทำไมคุณจะไม่ดักฟังโทรศัพท์ของคนที่มุ่งมั่นที่จะล้มล้างการปกครองของประเทศไทยได้ ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม

สิ่งที่ผมพูดคือความจริง และอย่าลืม ท่านผู้ชม มิติสองมิติที่ผมพูดไป หลายคนพูดเรื่องนี้แต่ลืมคิด 2 มิตินี้ สั่นคลอนสถาบันกษัตริย์ สั่นคลอนรัฐบาล และอะไรล่ะเป็นเสาหลักของสังคม ถ้าไม่ใช่เสาหลักกระบวนการยุติธรรม แน่นอน กระบวนการยุติธรรมมันบิดเบี้ยว คนรวยไม่ติดคุก บอส อยู่วิทยา มันมีอยู่แล้ว แต่ในส่วนที่เหลือที่พอจะประคับประคองกันได้ เราต้องประคับประคองให้เสาหลักตรงนี้มันยังยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ทุกอย่างมันจบลงที่นี่ โดยที่ไม่ต้องมาทะเลาะกันอีกต่อไป

ท่านผู้ชมครับ ผมได้ข่าวมาว่าตอนนี้ศาลอาญากำลังพิจารณาอยู่ กำลังหาหลักฐานอยู่ เข้าใจว่าคงจะลงโทษอย่างรุนแรงกับคนที่ละเมิดศาล คงอีกไม่นานแล้ว อีกไม่กี่วันนี้ แต่ถ้างานนี้ศาลไม่ชักดาบออกมา แล้วฟันให้ขาดสะพายแล่งเลย คนที่ละเมิดศาลแบบนี้ อีกหน่อยศาลประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ฝ่ายตรงข้ามศาลก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นแค่ศาลเจ้าเท่านั้นเอง ศาลเพียงตา ศาลพระพรหม ต้องทำให้เห็น การละเมิดศาลจะปล่อยให้ละเมิดไม่ได้ ในขณะเดียวกัน หลายคนก็ออกความเห็นมาว่า ศาลเองบางทีก็ไม่ให้เกียรติและเป็นคนซึ่งลืมตัว ชอบตะคอกจำเลย ตะคอกคนโน้นตะคอกคนนี้ นั่นเป็นเรื่องของส่วนบุคคล แต่หลักการเรายังคงต้องยึดมันไว้ให้มั่น ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะว่าคนพวกนี้ยังต้องขึ้นศาลต่อไป อะไรถ้าเป็นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ ก็ให้เป็นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

ท่านผู้ชมครับ การที่ศาลไม่ให้ประกันตัวนั้น เป็นสิทธิ ดุลพินิจของศาล และเท่าที่ผมเล่าให้ท่านผู้ชมฟังมาตั้งแต่ต้นแล้ว ศาลไม่ได้ทำผิดหรอก ตอนที่ผมโดนคดี ผมโดนศาลชั้นต้นพิพากษาผม 20 ปี ผมยื่นประกัน ทำไมศาลให้ประกัน เพราะจำเลยเป็นคนที่มีชื่อเสียง จำเลยเป็นคนที่ไม่มีประวัติการหนีศาล และจำเลยเป็นคนที่ไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทาง ศาลจึงให้ประกันตัว แต่คิดค่าประกันตัว 10 ล้านบาท และขณะเดียวกัน ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ จบ ศาลให้ประกัน

ท่านผู้ชมครับ ตอนที่ผมประท้วงอยู่ที่ทำเนียบฯ ผมจำได้ มีตำรวจไปแจ้ง ไปฟ้องศาล แล้วตัวอธิบดีศาลอาญาในยุคนั้น เป็นเพื่อนกับระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับเรื่องมา แล้วก็บอกว่าจะให้ประกันตัว หรือจะให้ถอนฟ้อง โดยที่จำเลยทุกคน คือพวกแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พิภพ ธงไชย สุริยะใส หรือสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข ว่า ถ้าจำเลยยอมรับและปฏิบัติตามคำสั่งศาล คือให้เลิกประท้วง ออกจากทำเนียบรัฐบาล ท่านผู้ชมครับ พวกผมไม่ยอม เมื่อไม่ยอมแล้วพวกผมทำอย่างไร พวกผมก็หนีสิ หนีอย่างไร ? พวกผมก็หนีอยู่ในทำเนียบฯ ไง ตำรวจก็ไม่กล้าเข้ามาจับ เพราะประชาชนล้อมพวกผมเป็นหมื่นๆ คน จนกระทั่งคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ อุทธรณ์คำสั่งไปถึงศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ถึงมีมติออกมา พิพากษาว่าสิ่งที่ตำรวจแจ้งความมาและขึ้นศาลชั้นต้นนั้น คดี ข้อความนี้ หมายนี้ ข้อหานี้ เลื่อนลอย เอามาใช้ไม่ได้ ท่านผู้ชมจำได้ไหม แล้วทำไม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถึงถูกจับ เพราะวันนั้นเป็นวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ท่านบอก ไม่เป็นไรสนธิ ผมถูกจับ ก็ถูกจับ แต่ผมต้องไปเลือกตั้ง พอท่านไปเลือกตั้ง ท่านเลยถูกจับไปเลย แต่พวกผมไม่ถูก รอจนกระทั่งคำสั่งศาลอุทธรณ์มา ยกคำสั่งของตำรวจและศาลชั้นต้นออก พวกผมถึงออกไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะถูกจับ คุณก็หนีไปสิ คุณก็หลบไป ไม่ให้เขาจับตัวคุณได้ แล้วคุณก็หาทางอุทธรณ์คำสั่งนี้จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมาว่าให้คุณสามารถจะประกันตัวได้

แต่คุณยื่นศาลมาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ศาลก็ให้คำตอบไม่กี่ข้อ แต่เป็นคำตอบที่ถูกต้องตามดุลพินิจ ยังฟังไม่ขึ้น ไม่มีเหตุผลใหม่ใดมาที่จะทำให้ศาลต้องปล่อยตัว ขอให้ยกคำร้อง เพราะว่าคำสั่งที่ศาลสั่งไม่ให้ประกันตัวนั้น เป็นคำสั่งที่ชัดเจน เนื่องจากจำเลยทำผิดเงื่อนไขของการปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก ครั้งแล้วครั้งเล่า ออกมาก็ยังทำผิดอีกๆ จึงมีเหตุอันควรที่จะไม่ให้ประกันตัว อีกอย่างหนึ่ง มีโอกาสมากที่จำเลยอาจจะหลบหนี เพราะว่าคนพวกนี้ หลายคนในพวกนี้ พร้อมจะหนีได้แล้วตอนนี้ และวางแผนที่้จะหลบหนี ด้วยเหตุนี้พวกนี้เลยเล่นแรง ท่านผู้ชมครับ การที่พวกนี้เล่นแรงในศาล มีคนหนุนหลัง เอกสารที่เขียนออกมานั้นก็ออกมา ผมไม่ทราบว่าใครเขียน คงไม่ใช่คุณพริษฐ์ เขียนหรอก


ถ้าคุณพริษฐ์ เขียน คุณพริษฐ์ จะเอาติดตัวไปได้อย่างไร เพราะเขาค้นตัว ไม่มี คงจะมีคนที่วันขึ้นพิจารณาคดียัดเอกสารใส่มือคุณพริษฐ์ แล้วก็ขึ้นมาพูด คุณพริษฐ์ ก็ประเภทหัวหมู่ทะลวงฟัน หมูไม่กลัวน้ำร้อน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พูดอย่างเดียวไม่พอ ก็เลยต้องขึ้นบนเก้าอี้

ท่านผู้ชมครับ เห็นด้วยกับผมไหมที่ผมพูด ตอนนี้ท่านผู้ชมคงจะเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นจากนี้ไป โอกาสที่คนพวกนี้จะอยู่อย่างสุขสบาย ไม่มีแล้ว ใครก็ตามโดนคดีอีกต่อไป ถ้ามี 112 ด้วย ผมเชื่อว่าจะไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันพฤหัสฯ ที่แล้ว 11 มีนาคม พ.ศ. 2564 ได้มีการแถลงข่าวของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือที่เราเคยชินกับคำย่อว่า ปปง. โดยคณะกรรมการ มีท่านประธาน ปปง. คือ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล


ร่วมกับท่านเลขาธิการ ปปง. (ยังรักษาการอยู่) พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ได้ประกาศอายัดทรัพย์สินหลงจู๊สมชาย กับพวก และนายเสี่ยโป้ น.ส.บานเย็น ชาญนรา มารดาของเสี่ยโป้ กับพวก รวมทั้งสิ้น 430 รายการ มีทั้งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร เครื่องประดับ ทองรูปพรรณ ยานพาหนะ ห้องชุด ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 1,200 ล้านบาท จริงๆ แล้วเป็นข่าวเก่า ไม่ใช่ข่าวใหม่ แต่ผมมีประเด็นที่จะพูดเรื่องบทบาทของ ปปง. กับตำรวจ ในงานนี้ และเป็นเรื่องราวบางเรื่องที่บางท่านอาจจะไม่เคยรับทราบมาก่อน

ตั้งแต่ปี 2559 ปปง. มีผลงานยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิด รวมมูลค่า 47,456 ล้านบาท มีคดีทุจริต มีคดีฉ้อโกงประชาชน มีคดีการพนัน มีคดียาเสพติด มีคดีค้ามนุษย์ ที่ผมออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพื่อความเป็นธรรมกับ ปปง. นิดหนึ่ง การยึดทรัพย์ของ ปปง. นั้น เป็นหน้าที่ การยึดทรัพย์คนที่กระทำความผิดเป็นหน้าที่ ปปง. ไม่ใช่ตำรวจ ทุกวันนี้เรายังเข้าใจผิดว่าตำรวจเป็นคนยึดทรัพย์ และความเข้าใจผิดตรงนี้ก็เลยทำให้ตำรวจบางคน ตำรวจชั่วๆ ไปตีกิน ไปดำเนินคดีเขา แล้วก็อายัดทรัพย์ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่โน่น เจ้าหน้าที่นั่น ก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้ ตำรวจไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ใครครับ เพียงแต่มีอำนาจในการเข้าไปสืบสวนจับกุม ยึดของกลางเพื่อพิสูจน์ในทางคดี โดยหลักการแล้ว วิธีการทำงาน เมื่อตำรวจไปทำคดีเสร็จเรียบร้อยแล้ว สืบสวนจับกุมเรียบร้อยแล้ว ต้องแจ้งไปที่ ปปง. เลย เพื่อให้ ปปง. นั้นดำเนินการ แต่ถ้าเป็นคดีใหญ่ๆ อย่างเช่นเสี่ยโป้ หรือหลงจู๊สมชาย อะไรพวกนี้


ในทางลับแล้ว ปปง. เขาเริ่มสืบสวนด้วยตัวเขาเองแล้ว เตรียมเอาไว้ก่อน ว่าคนที่มีเรื่องมีราวในสังคมในขณะนั้น ตำรวจยังไม่ได้จับกุม มีทรัพย์สินอยู่ที่ไหนบ้าง เขาแอบสืบไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขาไม่มีอำนาจเข้าไปอายัดหรือยึด เขารอจนกระทั่งตำรวจออกมาแล้วดำเนินการ

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้า ปปง. ยังทำงานอะไรไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า ตำรวจกลุ่มนั้น คนนั้น หรือฝ่ายนั้น ต้องการจะยื้อเรื่องนี้ เหมือนกรณีหลงจู๊สมชาย นี่ผมแทบจะไม่อยากพูดอีกแล้วนะคดีนี้ เพราะผมพูดทีไรก็หาว่าผมมีอคติกับคุณวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. แต่ในข้อเท็จจริงก็คือว่า หลงจู๊สมชาย ผ่านไปแล้วถึงเดือนกว่าถึงจะมีการแจ้งความ ออกหมายจับหลงจู๊สมชาย ปปง. เขาเช็กไว้หมดแล้ว เขารู้เลยว่าหลงจู๊สมชาย มีเงินอยู่ในธนาคาร 400-500 ล้านบาท แต่พอทิ้งไปเดือนกว่า พอแจ้งความปั๊บ คดีไปถึง ปปง. ตำรวจเข้าไปค้นบ้านหลงจู๊สมชาย ก็เจอเงินในเซฟ 100 บาท และพระ 1 องค์ ท่านผู้ชม อ่านแค่นี้ก็เข้าใจเกมแล้วใช่ไหมว่าใครบ้างที่แอบช่วยหลงจู๊สมชายอยู่


การที่ตำรวจไปยึดทรัพย์โดยพลการนั้น ท่านผู้ชมเชื่อผมเลย ขอให้เชื่อ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ได้ยึดทรัพย์ตามกระบวนการ ถามว่ามีไหม ? มี มีการเข้าไปยึด บุกทลายบ่อนพนันออนไลน์ที่จังหวัดหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจเข้าไปตรวจค้น ยึดเงินสดเลย 18 ล้านบาท ในบ้านของหมอนั่น เอาเข้ากระเป๋าตัวเองเลย พอเอาเข้ากระเป๋าตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอานางนกต่อไปแจ้งเจ้าของทรัพย์สิน บอกว่าตำรวจเขากำลังตามจับนะ ไอ้นี่ก็ตกใจ นกต่อก็เลยพาหนีไปอยู่คอนโดฯ แห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่คนที่เจ้าของบ่อนการพนันมีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วตำรวจคนหนึ่งกับชายชุดดำตามกล้องวงจรปิด ก็บุกเข้าไปบ้านไอ้หมอนั่น ระหว่างที่ไอ้หมอนั่นแอบลี้ภัยอยู่ที่อีกคอนโดฯ หนึ่ง ตามสายที่นางนกต่อบอก แล้วก็ไปขุดเอาทองคำมา 300 ล้านบาท เข้ากระเป๋าตัวเอง เผอิญไอ้หมอนี่มันฮึดสู้ มันไม่กลัว เป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน มันก็เลยเรียกร้อง ร้องขอความเป็นธรรมกับ ปปง. ก็ปรากฏว่าวันนี้ ปปง. ก็เลยไปยึดคืนหมดเลยทุกอย่าง ได้ทองคำมา โน่นนี่นั่น แต่ที่สนุก ท่านผู้ชมครับ หาเงิน 18 ล้านบาท ไม่เจอ ไม่รู้เข้ากระเป๋าหมาตัวไหน เงียบเป็นเป่าสาก

ท่านผู้ชมครับ หลายๆ คดีของหลงจู๊สมชาย กับนายเสี่ยโป้ ปปง. สืบไปแล้วว่ามีคนที่เกี่ยวข้องร้อยกว่าคน มีข้าราชการฝ่ายปกครอง ใครจะไปรู้ นายอำเภอ ผู้ว่าฯ อาจจะมีก็ได้ ปลัดอำเภอ ข้าราชการฝ่ายทหาร และข้าราชการฝ่ายตำรวจ โยงใยไปจนถึงนายตำรวจบางคนในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองปราบปราม สามยอด แต่ ปปง. เขาอมไต๋ก้อนนี้เอาไว้ก่อน คนที่ผมสนิทด้วย เขาบอกว่า ถ้าหงายไพ่ออกมาเมื่อไร รับรองว่าตกเก้าอี้กันทุกคนเลย นึกไม่ถึง

วันแถลงข่าว มันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง ท่านผู้ชมจะได้รับทราบเอาไว้ วันนั้นที่แถลงข่าวอยู่ ท่านเลขาธิการ ปปง. กำลังแถลงข่าวอยู่ คุณสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตเป็นพันตำรวจโท ที่เขาเรียก รองต่อ แต่ถูกถอดยศไปเรียบร้อยแล้ว คือคุณสันธนะ หอบแฟ้มไปเลย กำลังจะไปป่วนว่าทรัพย์นี้ไม่ถูกต้อง ที่ยึดเสี่ยโป้ไป โน่นนี่นั่น


ท่านเลขาธิการ ปปง. ท่านไม่ชำนาญเกม ไม่รู้จะทำอย่างไร ปรากฏว่าคนที่เก๋าในวงการคือท่านประธาน ปปง. พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ท่านก็เลยเอาไมโครโฟนมาพูด ท่านพูดจาชัดเจน ท่านพูดสั้นๆ ไม่ยาว ผมไม่แน่ใจว่าผมมีคลิปจะออกได้หรือเปล่า แต่ว่าเอาเป็นสั้นๆ ก็แล้วกัน แคปเป็นรูปที่ท่านพูดมาก็แล้วกัน

ท่านบอกว่า ปปง. ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ใครมีปัญหาอะไรกับ ปปง. ไม่ต้องกังวล ใช้ช่องทางทุกช่องทาง ไม่ว่าทางกฎหมาย ทางสื่อมวลชนอะไรก็ตาม ร้องเรียนมา เราจะพิสูจน์ให้ดูว่าทรัพย์ต่างๆ พวกนี้ เรายึดมาอย่างถูกต้อง ไม่ผิด โยงใยกันอย่างไรสามารถจะชี้แจงได้หมด พล.ต.อ.ชัยยะ ท่านพูดอย่างชัดเจนเลยว่า ปปง. ไม่เคยตอบคำถามคนไม่ได้ เพราะท่านถือหลักว่าทรัพย์ใดเป็นของแผ่นดิน จะต้องกลับคืนไปสู่แผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เมื่อทำผิดแล้วเข้าข่ายมูลฐานผิดหลักการของ ปปง. แล้ว ปปง. ยึดได้หมดแล้ว แล้วเงินก้อนนั้นส่งออกจากมือคนที่ถูกคดี ปปง. ไปสู่อีกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็ต้องโดนด้วย ไปสู่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องโดนด้วย คือเงินก้อนนั้น เส้นทางการเดินทางของเงินก้อนนั้นไปถึงคนไหน คนนั้นโดนหมด เพราะถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ นั่นคือทรัพย์ของแผ่นดิน นั่นคือสิ่งที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เป็นคนพูด


ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้นี้ผมพูดเรื่อง ปปง. มีท่านผู้ชมหลายท่านส่งคำถามมาที่ inbox ว่า พวกนี้เขาฟอกเงินกันอย่างไร การฟอกเงินนั้นผมเคยพูดไปแล้วบางครั้ง แต่ว่าไม่ละเอียดนัก ธุรกิจที่มืด ค้ายา คอร์รัปชัน บ่อนการพนัน ของพวกนี้เป็นธุรกิจที่ที่มาของเงินไม่ถูกต้อง ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ ท่านผู้ชมสังเกตไหม สมัยนี้ท่านเจอคนหนุ่มที่อายุไม่มากนัก ยี่สิบกว่าๆ สามสิบต้นๆ พื้นฐานครอบครัวก็ไม่มีอะไร ชนชั้นกลาง หรือบางคนก็เป็นคนจนมาก่อน เหมือนอย่างเสี่ยโป้ จู่ๆ มีลัมโบร์กินีขับ ซื้อเงินสด จู่ๆ ไปซื้อคอนโดฯ อยู่


หรือคนอย่างเช่นนายอภิรักษ์ โกฏธิ FOREX-3D ที่ทำเรื่องฉ้อโกงประชาชน จู่ๆ ก็มีคอนโดฯ อยู่ที่ซอยทองหล่อ เอาเงินที่โกงประชาชนเขามาตั้งเอเยนต์ขายรถซูเปอร์คาร์ ท่านผู้ชมจำคำพูดผมเอาไว้ ผมไม่ต้องการแบ่งชนชั้นอะไรทั้งสิ้นระหว่างคนจน-คนรวย แต่ว่าโดยพื้นฐานแล้ว คนที่พื้นฐานครอบครัวธรรมดาๆ ไม่มีอะไร ผ่านไปไม่กี่ปี ร่ำรวยขึ้นมา ขับรถคันละ 20-30 ล้าน มีคอนโดฯ อยู่ ท่านผู้ชมตั้งสมมติฐานได้ว่า คนนี้ถ้าไม่ค้ายาก็ต้องเป็นคนที่ทำบ่อนการพนันออนไลน์ เชื่อผม ไม่มีผิดหรอก หลับตาในห้องมืดก็ตีกบาลถูก ท่านผู้ชมจำเอาไว้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมเจอคนหนุ่มคนไหน ถ้าไม่ใช่โคตรพ่อโคตรแม่มันรวย เอาเงินมาผลาญแบบนี้นะ

และที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คนที่พ่อแม่รวย ถ้ามันรวยจริง มันจะใช้เงินระวัง อย่างมากก็มีซูเปอร์คาร์สักคันหนึ่ง สองคัน แต่มันจะไม่แสดงอาการหวือหวา ไปเที่ยวในสถานที่ที่มีสาวๆ สวยๆ หน้าตาดีๆ แล้วไปโชว์ออฟ แล้วคนไทยก็เป็นอย่างนี้ กลายเป็นว่าใครก็ตามที่มีเงิน ไม่ว่าจะมาจากที่ไหน ต้องเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ เหมือนตอนที่ผมพูดถึงเรื่องเสี่ยโป้ ผมมีคอมเมนต์เข้ามาด่าโคตรพ่อโคตรแม่ผมเยอะเลย ว่า ตอนเสี่ยโป้เขาแจกเงิน มึงอยู่ที่ไหน อย่างน้อยถึงเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็เอาเงินมาแจกคน ก็คือว่าคนไทยมันไม่สนใจที่มาที่ไปเลย ขอให้เอาเงินมาให้กู มึงถูกหมด นี่คือสังคมไทย ท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นแล้ว การฟอกเงิน ประวัติมันมีหมด คือการทำเงินสกปรกให้เป็นเงินสะอาด

ส่วนใหญ่แล้ว ดีเอสไอ บอกว่าเงินผิดกฎหมายแหล่งใหญ่มหาศาล คือเงินที่มาจากยาเสพติด สมัยนี้ยาเสพติดทะลัก เป็นหนทางรวยทางลัด ทั้งยาบ้า ยาไอซ์ เคนมผง เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่ค้าพวกนี้มันก็จะโชว์รถซูเปอร์คาร์ อวดเงินเป็นฟ่อน เหมือนเสี่ยโป้ ถ่ายมาให้เห็นเงินตั้งอยู่บนโต๊ะเต็มไปหมด


โชว์ทองคำ โชว์บ้านหลังใหญ่ๆ แต่งบิ๊กไบก์ ไอโฟนรุ่นใหม่ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาโรเล็กซ์ Patek Philippe ทั้งๆ ที่พื้นฐานคนพวกนี้พ่อแม่ไม่ได้ร่ำรวย ครอบครัวไม่ได้มีมรดกตกทอด แต่ไม่รู้ว่าเงินทองมาจากไหน ไปสังเกตดู ยุคนี้มีเยอะมาก พวกนี้คือเอเยนต์ยาทั้งนั้น

ท่านผู้ชมที่มีลูกสาว หน้าตาดีๆ แล้วไปติดไอ้หนุ่มคนนี้ ขับลัมโบร์กินี แล้วซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้กับลูกสาว โน่นนี่นั่น เอาเงินให้ตัว ให้ตั้งสมมติฐานได้เลยว่าหาเงินมาจากยาเสพติด สิ่งแรกต้องถามก่อน ลูก ผู้ชายที่ลูกคบเขาทำงานอะไร ขอที่ทำงานมาหน่อย ผู้หญิงบางคนไม่สนใจที่มาที่ไป เขาเรียกว่า พอเงินมาผ้าหลุด เพราะฉะนั้นแล้ว ต้องระวังตัว ที่มีลูก มีหลาน ให้ถามว่าแฟนทำงานที่ไหน พ่อแม่ทำงานอะไร ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมา แล้วงานที่ทำระบุไม่ได้ บริษัทกระจอกๆ หรือว่าเป็นคนที่ชอบมาในรูปแบบนี้ท่านผู้ชม ทำงานขายอสังหาริมทรัพย์ ก็เจาะลึกลงไปสิครับ อสังหาริมทรัพย์ อยู่บริษัทอะไร ของพวกนี้เช็กไม่ยาก แล้วท่านผู้ชมที่เป็นสาวๆ ยังสวย ยังสดอยู่ ถ้ามีผู้ชายแบบนี้เข้ามาจีบ เสียเวลาสักนิดหนึ่ง เช็กแบ็กกราวนด์เขาหน่อย แล้วท่านจะไม่เสียใจทีหลัง

การฟอกเงินยาเสพติดเขาฟอกกันหลายแบบ ฟอกผ่านร้านทอง ถ้าใครยังจำได้ เมื่อกลางปี 2563 ผมออกรายการเมื่อ EP. ที่ 43 ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 ตอนที่ 43 เมื่อปีที่แล้ว กรกฎาคม ผมรายงานเรื่องการฟอกเงินของแก๊งยาเสพติดดาวเรือง ผ่านร้านทองแถววังบูรพา เครือข่ายร้านทองชมพู (บ้วนหลี)


เป็นขบวนการใหญ่ ตอนนั้นค้นพบว่ามีการหมุนเงินประมาณ 3,000 ล้าน นอกจากฟอกเงินผ่านร้านทองแล้ว ยังมีวิธีฟอกเงินอีกเยอะแยะไปหมด เช่น ตั้งบริษัท ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Shell Company คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีธุรกิจ ธุรกรรมอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินสด บ่อนการพนัน การฟอกเงิน จะได้สร้างใบเสร็จปลอมๆ ขึ้นมา แล้วนำเงินสกปรกเข้าสู่ระบบโดยใช้บริษัทเป็นฉากหน้า เสมือนว่าเงินเหล่านั้นมาโดยสุจริต หรือว่าไปเปิดบัญชีกับประเทศที่เป็นแหล่งฟอกเงิน เช่น ปานามา หรือหมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) หรือ BVI (British Virgin Islands) ที่มีกฎหมายคุ้มครองความลับของธนาคารให้เหล่านักฟอกเงิน สามารถที่จะทำธุรกรรมแบบนิรนามได้

วิธีที่สาม เปลี่ยนเงินสดเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง ซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อเพชร ซื้อทอง เวลาใช้เงินค่อยแปลงทรัพย์สินออกมาเป็นเงินอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกรณีเสี่ยโป้ กับแม่เสี่ยโป้


ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะไปกล่าวหาใคร แต่ในอดีตสมัยหนุ่มๆ ผมเป็นนักเล่นนาฬิกาตัวยงเลย Patek Philippe รุ่นไหน Constantin Vacheron รุ่นไหน ผมจะรู้หมดว่าราคาเท่าไร เพราะเมื่อก่อนผมซื้อของพวกนี้มาเล่น แล้วพอปี 2540 ธุรกิจเจ๊ง เพราะค่าเงินบาทตก ผมก็ขายออกหมด น่าประหลาดใจมากช่วงหลังๆ ผมเจอคนหนุ่มใส่นาฬิกา Patek Philippe ซึ่งเป็นของจริง Patek Philippe ท่านผู้ชม รุ่นที่ทำด้วยสเตนเลส ในโลกมีอยู่ไม่กี่เรือน ผมเคยเห็นคนหนุ่มคนหนึ่ง อายุสามสิบกว่า เกือบสี่สิบ หน้าตาดี ใส่ มูลค่าเรือนนั้นราคาซื้อขายในตลาดประมาณ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เกือบร้อยล้านบาท คนถ้ามีเงินซื้อนาฬิกาเรือนละเกือบร้อยล้านบาท ซื้อรถคันหนึ่งสามสิบกว่าล้านบาท คำถามมีอยู่ คุณทำอะไร ? ถึงร่ำรวยอย่างนี้


ท่านผู้ชม เราต้องตั้งคำถามให้เป็นนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมอย่าเพิ่งไปลุ่มหลง หลงใหล กับคนที่ใช้ของแพงๆ

บางคนฟอกเงินโดยผ่านการสร้างตลาดนัด ท่านผู้ชมเชื่อหรือเปล่า สร้างอย่างไร ? สมมุติว่าคุณทำบ่อนการพนัน คุณมีกำไรจากการพนันสัก 1,000 ล้านบาท คุณจะฟอกตรงนี้อย่างไร ถ้าคุณเป็นนักการเมืองที่อยู่ต่างจังหวัด หรืออดีตนักการเมืองแล้วบ้านอยู่แถวชลบุรี อยู่แถวพัทยา อยู่แถวกาฬสินธุ์ ฯลฯ สิ่งแรกที่คุณจะทำคือคุณต้องซื้อทรัพย์สิน คุณซื้อทรัพย์สินแล้วคุณต้องหารายได้จากทรัพย์สินนั้น เพื่อเอาเงินนั้นฟอกได้ ส่วนใหญ่แล้วจะสร้างโรงแรม ผมเคยพูดให้ฟังแล้วไง สร้างโรงแรมขึ้นมาเลย 200 ห้อง แล้วก็ทำบัญชี เพราะว่ามีโรงแรมปั๊บ ต้องยื่นภาษีให้กับสรรพากรว่าเดือนนี้มีคนมาพักกี่คน สมมุติ 200 ห้อง เขาก็ส่งบัญชีเงินรายได้มาว่าเฉลี่ยแล้วคนมาพักประมาณ 180 ห้องต่อวัน ก็คูณเข้าไปสิ เอา 30 คูณเข้าไป 30 คูณ 180 ก็เท่ากับ 5 พันกว่าห้องต่อเดือน ห้องละเท่าไร ห้องหนึ่งคุณก็บอก 1,000 ก็เท่ากับปีหนึ่งหลายๆ สิบล้าน แต่ในข้อเท็จจริงมีมาพักแค่ 10 ห้องต่อวัน หรือ 2 ห้อง หรือไม่มีใครมาพักเลย แต่ทำไมคนพวกนี้ทำ ? คนพวกนี้ยอมบอกว่ามีรายได้เข้ามาประมาณ 100 กว่าล้าน เพื่อเสียภาษี 30 กว่าล้าน ส่วนเงินที่เหลือ กำไรที่คืนมา 100 กว่าล้าน เป็นเงินสะอาดแล้ว นี่คือวิธีฟอกของคนที่มีที่ดิน


อีกประเภทหนึ่งคือสร้างตลาดนัด ผมมีตลาดนัด ผมต้องการช่วยประชาชน ใครมาได้ วันละ 100 บาทต่อแผง เป็นไปได้อย่างไร วันละ 100 บาทต่อแผง เผลอๆ ผมจะบอกให้รู้ เผลอๆ มีอยู่เยอะเลยที่ไม่ต้องเสียค่าเช่าเลยแม้แต่บาทเดียว แล้วก็ขายของไป ก็โอเค ก็เป็นบุญเป็นคุณ ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้ แต่ในข้อเท็จจริง เวลาเขาต้องแจ้งรายได้ตลาดนี้ให้กับสรรพากร เขาก็บอกว่าเขามีทั้งหมด 300 แผง เขาคิดแผงละ 600 บาทต่อวัน 500 บาทต่อวัน ก็คูณไปสิครับ วันละ 3 แสนบาท เดือนละ 9 ล้าน ปีละร้อยกว่าล้าน เขาก็เสียภาษีไป เขาก็สามารถฟอกเงินตรงตลาดนั้นได้อีกปีละประมาณเกือบสองร้อยล้านบาท นี่คือวิธีการสร้างตลาดนัด

ผมไม่ได้เอ่ยว่าใครเป็นคนทำนะ แต่ผมบอกว่า นี่คือวิธีการ ท่านผู้ชมไปเช็กดูให้ดีๆ ข่าวย้อนหลัง ท่านจะเห็นหลายคนเลยที่จงใจสร้างตลาดนัดขึ้นมา

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องขำขันมาก คือฟอกเงินผ่านลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 คือมุกลอตเตอรี่ ผมอายุมากแล้ว ผมผ่านโลกมามากแล้ว ผมจำได้ มุกนี้คนที่ใช้คืออัยการ อัยการนี่ตัวดีเลย สมัยก่อน อัยการรุ่นเก่าๆ เพื่อนฝูงผม คุยกัน เล่าถึงเรื่องคนนั้นคนนี้ คืออัยการแต่ละคน ตำรวจแต่ละคน เมื่อคุยกันถึงเรื่องพวกนี้ เขาเรียกว่า "ผีเห็นผี" คือมึงอย่ามาตอแหลกับกู กูรู้หมด

สมัยก่อน อัยการ วิธีที่จะป้องกันไม่ให้ระบุว่าทำไมคนๆ นี้ถึงร่ำรวยผิดปกติ คนที่เริ่มระบบซื้อลอตเตอรี่ คืออัยการ ก็จะไปหาซื้อลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 สมัยก่อนรางวัลที่ 1 แค่ 1 ล้านบาท ไม่ได้มาถึง 12 ล้าน 30 ล้าน ไม่ได้มีหลายใบ แต่สมัยหลายสิบปีที่แล้ว 1 ล้านบาท มันเยอะ วิธีการก็คือว่า อัยการมีเงินอยู่ประมาณ 2-3 ล้าน ก็ไปที่แผงลอตเตอรี่แล้วบอก เฮีย ช่วยดูหน่อย ถ้าใครถูกรางวัลที่ 1 บอกผมด้วย 1 ล้าน ก็ซื้อมา 1.2 ล้านบาท จู่ๆ คนที่จะต้องได้รางวัลที่ 1 1 ล้าน แล้วโดนหักภาษีไปอีก 5 เปอร์เซ็นต์ กลับได้ 1.2 ล้านบาท เงินสด ทำไมจะไม่เอา ก็เอา เท่ากับว่าอัยการคนนั้น หรือคนที่ไปฟอกเงินคนนั้น ได้ลอตเตอรี่มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท แต่ตัวเองต้องเสียอีก 2 แสน ค่าซื้อ จะไปเสียดายทำไม เพราะมันเป็นเงินคอร์รัปชัน


ทีนี้มันมีคดีหนึ่งที่พิสูจน์ชัดว่าการฟอกเงินด้วยลอตเตอรี่มันมี คดีปี 2562 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ตำรวจภาค 5 คือภาคเหนือตอนบน ขยายผลยึดทรัพย์ขบวนการค้ายาเสพติด เครือข่ายเชียงใหม่-เชียงราย หัวโจกเป็นหนุ่มอายุแค่ 33 ปี ชื่อสุภาพ แซ่ล้ง อยู่บ้านเลขที่ 299/33 หมู่บ้านการุณ 2 หมู่ที่ 7 ต.สันนาเม็ง ต.สันทราย จ.เชียงใหม่ สุภาพ เป็นคนเผ่าม้ง แต่รวยเหลือเกิน มีบ้านมูลค่าเยอะ 10-20 ล้าน ที่ดินใน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เงินสดก้อนหนึ่ง รถยนต์ 2 คัน มูลค่า 1 ล้าน จักรยานยนต์ 3 คัน ทองคำ แหวน นาฬิกา อาวุธปืน ไก่ชน 2 ตัว ท่านผู้ชมอย่าทำเป็นเล่นไปนะ ไก่ชนตัวละหลายแสนบาทนะ รวมมูลค่าประมาณ 20-30 ล้าน ปรากฏว่าเขาถามว่าคุณเอาเงินมาจากไหน ไอ้นี่้ก็บอกว่าถูกรางวัลที่ 1 ได้เงิน 30 ล้าน จากกองสลากฯ แต่ในยุคนั้น พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ท่านไม่เชื่อ ท่านก็เลยสืบเสาะ จนกระทั่งสืบเสาะว่านายสุภาพ ไปซื้อจากคนถูกหวยตัวจริงในราคา 35 ล้านบาท ก็คือว่า หวย 30 ล้าน แต่จ่าย 35 ล้าน แล้วเอาเงินไปขึ้น 30 ล้าน เป็นการฟอกเงินเพื่อให้กลายเป็นเงินสะอาด แล้วในที่สุดนายสุภาพ ก็สารภาพว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการค้ายาเสพติด มีหน้าที่ขนเงิน ประสานขบวนการค้ายา และฟอกเงิน โดยทำมาแล้ว 3-4 ครั้ง คือประสานงาน ท่านผู้ชมคุ้นๆ ไหม กับบทบาทของนายเกิดชนะ มินา คดียาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม เพราะนี่คือตัวการประสานงาน ขนเงินด้วย เกิดชนะ เขาขนเงินจากแม่สอด ตีขึ้นไปที่ท่าขี้เหล็ก ตอนนั้นขนเงินไทยเป็นมูลค่าประมาณ 300 กว่าล้านบาท เพื่อไปแลกเป็นเงินหยวน แล้วก็ลงไปที่ชั้นใต้ดิน เพื่อขนทองคำอีก 400 กิโลกรัม ขนไปให้นายหนูเฉิน ที่เมืองย่างกุ้ง พม่า


นายสุภาพ บอกว่า ที่ผ่านมาก็จะไปติดต่อขอซื้อสลากกินแบ่งฯ ของผู้ถูกหวย 30 ล้านบาท ในราคา 35 ล้านบาท ก่อนไปขึ้นเงินให้ถูกกฎหมาย เหมือนกับบ้านที่ซื้อมาในราคาที่สูงกว่าปกติ ก่อนจะเก็งกำไรไว้ ส่วนตัวเองจะมีอาชีพเลี้ยงไก่ชนมีค่าตัวสูงหลายแสนบาทไว้หลายตัว ตระเวนชนไก่ ใช้เงินจากยาเสพติดมาหมุนเวียน โดยการชนไก่แต่ละครั้งมีวงเงินพนันหลักล้านบาท

ท่านผู้ชมครับ รู้ไหมว่าลอตเตอรี่ 1 ชุด มี 1 ล้านเลข 000000-999999 รางวัลที่ 1 มี 1 รางวัล โอกาสถูก 1 ในล้าน หรือโอกาสถูก 0.0001 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ไม่ถูกรางวัลเลย มันมีรางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลเลขหน้า เลขท้าย 3 ตัว รางวัลข้างเคียง รางวัลที่ 5 มี 100 รางวัล รางวัลที่ 4 มี 50 รางวัล รางวัลที่ 3 มี 10 รางวัล รางวัลที่ 2 มี 5 รางวัล เบ็ดเสร็จแล้วโอกาสที่ไม่ถูกรางวัลใดๆ เลย แม้กระทั่งเลขท้าย มีอยู่ 98.58 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชมที่ชอบเล่นหวยจำเอาไว้ ว่า โอกาสที่คุณจะถูกหวย ไม่ว่าจะเป็น 2 ตัว 3 ตัว ใน 100 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสถูก 1.42 เปอร์เซ็นต์ อีก98.58 เปอร์เซ็นต์ ภาษาแถวบ้านผมเขาเรียกว่า โดนแดก


แต่ก็สนุกเหมือนกันครับ แม้โอกาสถูกรางวัลที่ 1 ได้แค่ 0.0001 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ในล้าน ในปี 2562 ก็เกิดมีนายตำรวจยศใหญ่คนหนึ่งถูกรางวัลนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2562 พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถือว่าดวงเฮงสุดๆ เนื่องจากถูกรางวัลที่ 1 โดยตั้งใจซื้อลอตเตอรี่มาแจกเป็นอั่งเปาให้กับลูกน้อง แต่ว่าแจกไม่หมด เมื่อกลับไปค้นดูแล้วเอามาตรวจสอบจึงพบว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 คือ 074824 จำนวน 1 ฉบับ รับเงินรางวัล 6 ล้านบาท และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว หมายเลข 56 อีกเกือบสิบใบ ที่พูดนี่ไม่ได้แปลว่าคุณต่อศักดิ์ เขาไปซื้อลอตเตอรี่แล้วเขามาถูกรางวัลที่ 1 ผมเพียงแต่เล่าให้ฟังว่าโอกาสถูกมันต่ำมาก ผมก็เลยว่าแต่อย่างน้อยก็มีคนที่ดวงเฮงมากอย่างคุณต่อศักดิ์ เพราะแกเอาขึ้นเฟซบุ๊กแกเลย ไม่มีนัยเบื้องหลังอะไร ท่านผู้ชมอย่าไปแปลความอะไรทั้งสิ้น


ท่านอาจจะได้อาจารย์ใบ้หวยที่เก่งก็ได้ หรือท่านอาจจะทำบุญกุศลมามาก นั่นล่ะครับ การฟอกเงิน หลักๆ

อีกประเภทหนึ่ง วิธีการฟอกเงิน ส่วนใหญ่เงินพวกนี้จะซ่อนอยู่ในบ้าน ท่านผู้ชมจำไว้นะครับบ้านใครที่มีห้องใต้ดิน ฟันธงไปได้เลย เป็นที่เก็บเงิน ถ้ามันมีถึงห้องใต้ดิน แสดงว่ากิจการที่เขาทำผิดกฎหมายนั้นรายได้ดีมาก ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องยาเสพติด เพราะเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ฟอกเฉพาะเงินสดนะครับ เขาซื้อเป็นทองคำเก็บเอาไว้ด้วย ทองคำแท่ง

ท่านผู้ชมครับ นี่คือข้อเท็จจริงในสังคมไทยที่เราต้องรับรู้เอาไว้

เมื่อวันพุธที่ 3 มีนาคม 2564 เกือบๆ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ที่เขาเรียกว่า FCCT ชื่อเต็มคือ Foreign Correspondents' Club of Thailand อยู่ที่อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ วิกฤตการเมืองไทยกับการใช้มาตรา 112


FCCT คืออะไร ? มันคือสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นที่ชุมนุมของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล หรือมีความคิดเห็นของคนที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 หรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องราวของการทำอะไรก็ตามของรัฐบาลที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศพวกนี้ไม่เห็นด้วย เขาเชิญคนที่เข้ามาร่วมสัมมนามีอยู่ 2 ฝ่าย ฝ่ายปกป้องมาตรา 112 และฝ่ายที่เห็นว่าควรจะล้มมาตรา 112 ไป ฝ่ายปกป้องคือคุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ท่านเป็นรักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า และนายศาสตรา โตอ่อน อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และนักวิชาการกลุ่มสถาบันทิศทางไทย

ส่วนฝ่ายค้านที่ต้องการแก้หรือล้มมาตรา 112 ก็คุณรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ตัวแทนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายเดวิด สเตร็คฟัสส์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เดี๋ยวผมจะมีเรื่องนายเดวิด สเตร็คฟัสส์ เป็นพิเศษให้

เขาก็พูดจากัน อธิบาย คุณรังสิมันต์ โรม ก็ชี้แจงว่าควรจะแก้ไข 112 หรือยกเลิกไป คุณเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็ ... ก็คือสายใครสายมัน ก็เห็นได้ชัดเจนว่าสายที่ต้องการจะยกเลิกก็หาข้อมูล หลักฐาน เหตุผล มายกเลิก ส่วนสายที่ปกป้อง ก็ปกป้องไป คุณหมอวรงค์ และท่านอาจารย์อานนท์ ท่านก็ออกมาฟาดฟัน ที่ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่องนี้คือความเห็นของอาจารย์ศาสตรา โตอ่อน น่าสนใจมากท่านผู้ชม


อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน ท่านอธิบายว่า มาตรา 112 ไม่ใช่ Lese-majeste' นั่นก็คือการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เป็นกฎหมายปกป้องประมุขของรัฐ Lese-majeste' พูดกันมาก คำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นต่างกว่ามาตรา 112 เพราะมาตรา 112 เป็นเรื่องการปกป้องประมุขของรัฐ ส่วน Lese-majeste' หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นคำที่ใช้ในยุโรป ในสมัยของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ในขณะที่กฎหมายปกป้องประมุขของรัฐ เป็นยุคที่หมดสิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปแล้ว ดังนั้น มันจึงเป็นการก่ออาชญากรรมทางวิชาการในประเทศนี้มาอย่างยาวนาน โดยเอา Lese-majeste' ซึ่งถ้าเทียบกับเมืองไทยแบบที่ ส.ส.โรม พูด ว่าเป็นกฎหมายตราสามดวงฟันคอริบเรือน อันนั้นเหมือนกันกับ Lese-majeste' ส่วนมาตรา 112 เป็นกรณีการปกป้องประมุขของรัฐตามปกติ

อาจารย์ศาสตรา พูดต่อ สิ่งที่ผมต้องการชี้ให้เห็นคือ มันมีความยัดเยียดข้อมูลเท็จให้สังคม ถือว่าเป็นการขาดจรรยาบรรณทางวิชาการอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการนำยุคสมัยยุคหนึ่งที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดมาปะปนกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันเป็นประเพณีของประเทศเรา


อาจารย์ศาสตรา ก็เลยถามว่า ไอ้เรื่องประเพณี เนื่องจากอาจารย์ศาสตรา โตอ่อน ท่านเรียนอยู่ที่เยอรมนี ท่านบอกว่าถ้าคุณไปในเยอรมนีแล้วคุณทำท่าฮิตเลอร์ มันผิดกฎหมายไหม มันไม่ผิด แต่เขาไม่ให้ทำกัน และอาจารย์ศาสตรา ท่านก็พูดคำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจผม ท่านบอกว่า พวกคุณฝรั่ง อย่าคิดว่าวัฒนธรรมตะวันตกของคุณเป็นศูนย์กลาง อะไรที่ไม่เหมือนกับวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิ่งผิด ไม่ใช่ครับ อาจารย์พูดบอกว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีคุณเป็นศูนย์กลาง โลกใบนี้มีทั้งโลกวัฒนธรรมตะวันออก โลกของมุสลิม คุณก็เคยทะเลาะกับเขาไปทั่วโลก เพราะคุณคิดว่าคุณถูกต้องนั่นเอง

อาจารย์ศาสตรา พูดต่อในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพราะว่าทางตะวันตกจะเน้นพวกพรรคก้าวไกล ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน อาจารย์พูดบอกว่า ต่อมาผมจะพูดถึงสิ่งที่ ส.ส.รังสิมันต์ โรม พูด ขอขยายความนิดหนึ่งที่ท่าน ส.ส.พูดว่า สิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีกรอบจำกัด

หมายความว่าอย่างไร คุณรังสิมันต์ โรม พูดบอกว่า สิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีกรอบจำกัด ใช้ได้หมดทั่วโลก ทุกอณูภาคของโลกนี้ ท่านอาจารย์ศาสตรา บอกว่า ไม่จริงครับ สิทธฺมนุษยชนเขาแบ่งแยกให้มีความแตกต่างจากสิทธิพลเมือง เท่านั้นเอง สิทธิมนุษยชน หมายความว่าทุกคนในโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นสัญชาติไหน คุณได้รับการคุ้มครอง แต่ในสิทธิพลเมือง เช่น สิทธิเลือกตั้ง พวกนี้ให้เฉพาะคนชาตินั้นเท่านั้น


อาจารย์ศาสตรา พูดต่อว่า ทีนี้ อย่างนี้ครับ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะทำได้อย่างไม่มีกรอบจำกัด สิทธิมนุษยชนมันมีกรอบจำกัดครับ และก็ไม่มีกรอบจำกัด สิทธิที่ไม่มีกรอบจำกัด คือสิทธิอะไร ? สิทธิในการนับถือศาสนา สิทธิในความคิดที่อยู่ในหัวสมอง คุณจะคิดอะไรก็ตาม เป็นสิทธิของคุณ ไม่มีใครว่าอะไร แต่ในขณะเดียวกัน สิทธิหลายประการจะเป็นสิทธิที่มีกรอบจำกัด ยกตัวอย่างเช่น การแสดงความคิดเห็นนั้น ถ้าไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ก็ผิดกฎหมาย และในกรณีนี้ไปละเมิดประมุขของรัฐ จะไม่ผิดกฎหมายได้อย่างไร จะให้ยกเลิกกฎหมายนี้ได้อย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นการพูดที่ผิดคอนเซปต์

ทีนี้ ท่านอาจารย์ศาสตรา โตอ่อน ท่านพูดมาประเด็นนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ชอบเน้นตลอดเวลา ท่านพูดบอกว่า The king can do no wrong มันมีจริงครับ ก็คือพูดง่ายๆ ว่าไม่สามารถเอาผิดกับพระเจ้าแผ่นดินได้ แต่หลักที่อาจารย์ปิยบุตร พูดว่า The king can do nothing ต้องไม่ทำอะไร อาจารย์ศาสตรา บอกว่า ผมเพิ่งได้ยินครั้งแรก และโปรเฟสเซอร์โรม ก็คือคุณรังสิมันต์ โรม เอามาพูด ไม่ว่าท่านเอาหลักการนี้มาจากไหน อาจารย์ศาสตรา พูดต่อว่า ไม่มีทางหรอกครับที่รัฐบาลที่พระมหากษัตริย์จะไม่ได้ทำอะไรเลย ประเทศที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทำอะไรเลย มีอยู่ประเทศเดียว เป็นประเทศที่เป็นสาธารณรัฐที่ไม่ได้มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อย่างเช่น อเมริกา

อาจารย์ศาสตรา พูดต่อ พระมหากษัตริย์ทำได้หลายอย่าง เช่น ลงพระปรมาภิไธย อาจารย์ศาสตรา อธิบายความซึ่งผมคิดว่าดีมาก ท่านผู้ชมจำเอาไว้เลย ท่านบอกว่า พระมหากษัตริย์มีพระราชฐานะเป็น "รัฐบาลส่วนประจำ" ซึ่งมีกรอบของการเป็นรัฐบาลส่วนประจำ เวลาต้อนรับทูตานุทูตต่างๆ ก็เป็นหน้าที่พระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในทางกฎหมาย เขาเรียกว่า "รัฐบาลส่วนชั่วคราว" เพราะฉะนั้นแล้ว รัฐบาลส่วนประจำ มีหน้าที่ลงพระปรมาภิไธยให้กับส่วนรัฐบาลชั่วคราว ไม่ว่ารัฐบาลส่วนนั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากการยึดอำนาจ ก็ต้องลงพระปรมาภิไธย เพราะหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว อันนี้คือระบอบประเพณีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพราะฉะนั้นแล้ว ส.ส.พรรคก้าวไกล หรืออาจารย์ปิยบุตร บอกว่าไม่ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัส ห้ามพูด ท่านอาจารย์ศาสตรา ก็เลยบอกว่า ในประเพณีการปกครองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีหลักการอันหนึ่ง เถียงบนหลักการนะครับ เขาเรียกว่า Social King เรามี Social Media ใช่ไหม เราก็มี Social King เพราะ King ต้องสัมผัสอยู่ในสังคมไทย สังคมทุกสังคม พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ทางสังคม สามารถประกอบพระราชกรณียกิจได้ สามารถมีกระแสพระราชดำรัสได้ อาจารย์ศาสตรา ก็เลยยกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ชื่อ The King's Speech


The King's Speech เป็นภาพยนตร์ในยุคสงครามโลก ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคือ วินสตัน เชอร์ชิล และคิงจอร์จ พระเจ้าจอร์จที่ 6 ถามว่าพระมหากษัตริย์พูดได้ไหม ? ในโลกตะวันตก คิงจอร์จ ท่านพูดไม่เก่ง ท่านพูดติดอ่าง ท่านพูดไม่เก่งเลย ท่านยังต้องไปหัดพูด เพราะฉะนั้นหลักการพวกนี้ที่บอกกษัตริย์พูดไม่ได้ คุณเอามาจากไหน

ผมคิดว่าเรื่องที่อาจารย์ศาสตรา โตอ่อน พูด น่าสนใจมาก ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทีนี้ คนที่เข้ามาร่วมสัมมนา มีอยู่คนหนึ่ง เป็นฝรั่ง มาจากขอนแก่น ชื่อ เดวิด สเตร็คฟัสส์ ผมเอารูปขึ้นให้ดู

เดวิด สเตร็คฟัสส์ เป็นผู้อำนวยการสภาการแลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างประเทศ (CIEE) มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณเดวิด สเตร็คฟัสส์ ซึ่งออกมาพูดในวันนั้น ผมฟังแล้วก็ว่า เลอะเทอะหมด พูดไม่รู้เรื่อง ฝังตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2537 ยี่สิบเจ็ดปี


เดวิด สเตร็คฟัสส์ ฝังตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมถึงไม่ประหลาดใจว่าทำไมอาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นหลายคนมีแนวคิดที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เพราะคุณเดวิด สเตร็คฟัสส์ ก็คือ CIA เป็นสายลับสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวในการล้มสถาบันในภาคอีสาน เดวิด สเตร็คฟัสส์ อยู่เบื้องหลังไผ่ ดาวดิน แล้วเดวิด สเตร็คฟัสส์ เป็นคนขอทุน NED ท่านผู้ชมจำองค์กร NED ได้ไหม สาขาที่แตกออกมาจากกระทรวงการต่างประเทศ ก็คือ CIA ภาคพลเมือง ชื่อว่า National Endowment for Democracy

นายสเตร็คฟัสส์ ขอทุนจาก NED ให้กลุ่มอีสานเรคคอร์ด ในปี 2563 อีสานเรคคอร์ด ได้รับเงินจาก NED มาเพื่อดำเนินกิจกรรม คิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านบาท ฝังตัวมา 27 ปี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์มหาวิทยาลัยบางส่วนถึงเลอะเทอะขนาดนี้ แล้วผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสภาการแลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างประเทศ มันคืออะไร ตั้งชื่อขึ้นมาเพื่อตัวเองจะได้เป็นผู้อำนวยการ จะได้มีความชอบธรรมในการอยู่ที่นี่ แล้วฝังตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าคนขอนแก่น อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นหลายคน ตลอดจนสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น คงจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ไม่มีทางปิดผมได้หรอกครับ

ท่านผู้ชมครับ เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว คือวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564 มีข่าวฟ้องร้องกันชิ้นหนึ่ง ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเท่าไรนัก มันก็เป็นข่าวฟ้องร้องธรรมดา เรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่ง แต่สำหรับผมแล้ว และถ้าผมอธิบายเรื่องนี้ต่อไป ข่าวชิ้นนี้มันโยงกลับไปถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยยุค 2475 มาเรื่อยๆ และมันเป็นข่าวที่เมื่ออธิบายเรื่องเบื้องหลังของข่าวนี้ และที่มาที่ไปของข่าวนี้ และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ ท่านผู้ชมจะเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเพียงแต่เรายังนึกไม่ถึง

ม.ร.ว.ปรียานันทนา รังสิต
วันที่ 5 มีนาคม 2564 ม.ร.ว.ปรียานันทนา รังสิต หลานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้มอบหมายให้ทนาย คือ นายสมผล ตระกูลรุ่ง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ ดังต่อไปนี้ หนึ่ง นายณัฐพล ใจจริง ซึ่งปัจจุบันเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายณัฐพล คือใคร ? เขาเป็นคนที่แต่งหนังสือ 2 เล่ม เล่มหนึ่งชื่อ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" และ "ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี" ต้องอธิบายให้ฟังนิดหนึ่งนะครับ หนังสือสองเล่มนี้




ผู้ที่จัดทำ จัดพิมพ์ และเอามาเรียบเรียงทั้งหมด คือ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คุ้นๆ หูไหมครับ "สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน" และหนังสือสองเล่มนี้เป็นเหมือนกับพื้นฐาน หรือรากฐานของประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ที่ช่วงหลังคนรุ่นใหม่พากันมาอ่าน แล้วก็เชื่อตามหนังสือที่เขียนมาสองเล่มนี้

จำเลยคนที่สอง คือ นางกุลลดา เกษบุญชู มี้ด (มี้ด น่าจะเป็นนามสกุลสามี คงจะเป็นฝรั่ง) อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เกษียณอายุไปแล้ว แต่ก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ อาจารย์กุลลดา โดนฟ้องข้อหาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์นี้


คนที่สาม คือ นายชัยธวัช ตุลาธน ซึ่งปัจจุบันนี้มีตำแหน่ง ก็ไม่น่าประหลาดใจอะไร เป็นเลขาธิการพรรคก้าวไกล แต่ว่าโดนฟ้องในข้อหาที่เป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้

นายชัยธวัช ตุลาธน
คนที่สี่ คือ คุณอัญชลี มณีโรจน์ เป็นหุ้นส่วนในสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คนที่ห้า คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และคนที่หก คนนี้เป็นคนสำคัญ เป็นตัวจักรกล ทั้งการวางแผน ความคิดในการเดินเกมให้กับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คนนี้ชื่อคุณ ธนาพล อิ๋วสกุล ซึ่งตำแหน่งเป็นบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน


ฟ้องข้อหาอะไร ? ฟ้องข้อหา "ละเมิดไขข่าวด้วยข้อความฝ่าฝืนความจริง" เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เรื่องอะไร ? เป็นกรณีที่นายณัฐพล ใจจริง เขียนวิทยานิพนธ์ ในหัวข้อ "การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา" (2491-2500) รวมทั้งหนังสือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475-2500 และมีหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ชื่อ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" ซึ่งมีข้อความบางตอนที่คนฟ้องอ้างว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ทำให้ตระกูลรังสิต มีความเสียหาย


ทีนี้เราจะไล่เข้ามาถึงรากของมัน วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง การเมืองไทยสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2491-2500 ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2552 ของนายณัฐพล ตอนนั้นที่ตีพิมพ์อยู่ กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษา คือ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด วิทยานิพนธ์นี้เกิดเรื่องเพราะว่าถูก ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเปิดโปงว่าพบการอ้างอิงหลักฐานปลอม


หลักฐานที่ปลอม ซึ่งต่อมาวิทยานิพนธ์ดังกล่าวถูกสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ดัดแปลงเนื้อหามาตีพิมพ์ในหนังสือสองเล่ม คือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" และ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" เอาล่ะ เรามาคุยกันว่า จำเลยที่ 1 คือ คุณณัฐพล ใจจริง บิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างไร

ข้อมูลอ้างอิงเป็นเท็จ ถูกระบุอยู่ในหน้า 105 ของวิทยานิพนธ์ แล้วถูกดัดแปลงมาเป็นเนื้อหาในหน้า 124 ของหนังสือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" ซึ่งเขียนโดย ดร.ณัฐพล ตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2556 ย่อหน้าหนึ่งอ้างว่า การเข้าแทรกแซงการเมืองในรัฐบาล จอมพล ป. หลังรัฐประหาร 2490 โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นปู่ของผู้ฟ้อง ในฐานะผู้สำเร็จราชการ เพื่อปูทางการเมืองที่ราบรื่นให้แก่สถาบันกษัตริย์ ได้สร้างปัญหา คือพูดง่ายๆ ว่าเริ่มเขียนบรรยายก็คือว่า ขุนชัยนาทนเรนทร กำลังทำอะไรเพื่อปูให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปคุมทางการเมือง

กรมขุนชัยนาทนเรนทร
ท่านผู้ชมเชื่อไหม วิทยานิพนธ์อ้างอิงหลักฐานปลอม เดี๋ยวเราจะมาพูดต่อว่ามันเป็นวิทยานิพนธ์ได้อย่างไร ในเมื่อหลักฐานที่อ้างอิงปลอม และพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็น

ได้สร้างปัญหาในปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาล จนนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งเมื่อปลายปี 2494 ดังเห็นได้จากหลักฐานที่รวบรวมได้ตั้งแต่ปลายปี 2493 จนถึงก่อนรัฐประหาร

ท่านผู้ชมครับ ตรงนี้สำคัญมากนะ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และรายงานของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ ได้ระบุข่าวความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสถาบันกษัตริย์ กับรัฐบาลในขณะนั้น ว่า ผู้สำเร็จราชการได้เสด็จฯ เข้ามานั่งเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประหนึ่งกษัตริย์เป็นประธานในการประชุมคณะเสนาบดีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การดำเนินการก้าวก่ายทางการเมืองของผู้สำเร็จราชการในการประชุมคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการที่พระองค์แต่งตั้งแต่วุฒิสมาชิกที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่รัฐสภา ได้สร้างความไม่พอใจแก่จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐบาล เป็นอย่างมาก


เดี๋ยวผมจะขออนุญาตขีดเส้นใต้ประโยคที่สำคัญ ประโยคที่สำคัญก็คือเพื่อพิสูจน์ว่าคุณณัฐพล นั้น ใช้ข้อมูลเท็จมาพูด ผมขีดเส้นใต้ตรงนี้ "รวมทั้งการที่พระองค์ทรงแต่งตั้งแต่สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่รัฐสภา ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐบาลเป็นอย่างมาก" ผมจะมาร์กเอาไว้และจำเอาไว้

ตีความในประโยคที่คุณณัฐพล พูด คือคุณณัฐพล ใจจริง เขียนว่า ผู้สำเร็จราชการพระองค์รัชกาลที่ 9 ตอนนั้นรัชกาลที่ 9 พระองค์ยังทรงเป็นยุวชนอยู่ เรียนหนังสืออยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุณณัฐพล ใจจริง เขียนว่า ผู้สำเร็จราชการ คือกรมขุนชัยนาทนเรนทร ได้เข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง ไปเป็นประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมากนะครับ อุปมาอุปไมยเหมือนการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกวันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล แล้วจู่ๆ จะมีรัชกาลที่ 10 มานั่งประชุมเป็นประธาน แล้วให้นายกฯ เป็นแค่ตัวประกอบ นี่คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ท่านผู้ชมครับ คำถาม คุณณัฐพล ใจจริง เอาหลักฐานมาจากไหนในการอ้างอิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2493 หรือถ้าเป็น ค.ศ. ก็ 1950 มันเกิดขึ้นเจ็ดสิบเอ็ดปีที่แล้ว คุณณัฐพล ตอนนี้ก็น่าจะห้าสิบกว่าๆ อย่างมาก ในช่วงนั้นก็คงจะเป็นวิญญาณเร่ร่อนในจักรวาล รอจุติขึ้นมาในท้องแม่ของตัวเอง คุณณัฐพล ยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นคุณณัฐพล ต้องมีหลักฐานอ้างอิงตัวนี้ ถึงจะพูดได้ แต่ในการเขียนวิทยานิพนธ์นั้น เขาต้องมี footnote ระบุว่า ข้อความตรงนี้เอามาจากไหน ที่เขาเรียกว่า เชิงอรรถอ้างอิงของวิทยานิพนธ์ คุณณัฐพล ได้อ้างอิงข้อมูลไว้วว่ามาจากสองแหล่ง แหล่งแรกคือ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2493 แหล่งที่สอง คือ จดหมายเหตุ หรือว่าเอกสารการทูตที่หอจดหมายเหตุของอเมริกา ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2493




ท่านผู้ชมครับ คือแหล่งอ้างอิงของคุณณัฐพล นั้น มาจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ในประเทศไทย และอีกอันหนึ่งคือ หอจดหมายเหตุซึ่งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เอาล่ะ เรากลับมาที่อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร นิดหนึ่ง ท่านเป็นคนค้นพบเรื่องนี้หลังจากที่วิทยานิพนธ์นี้ตีพิมพ์มาแล้วหลายปี แล้วคุณณัฐพล ก็รับปริญญาเอก ไปเรียบร้อยแล้ว ก็คือ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนั้น กับทีมงาน กำลังทำงานวิจัยศึกษาเรื่อง 70 ปี ครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตไปในปี 2559

ทีนี้ ผมก็เลยถามอาจารย์ไชยันต์ ให้เล่าถึงการค้นพบความผิดปกติแบบนี้ อาจารย์ไชยันต์ เล่าให้ฟังว่า เรื่องของเรื่องก็คือว่า นักวิชาการบางคนมาเรียกผมว่าเป็นตำรวจความคิด ตำรวจวิชาการ อยู่ดีๆ ผมคงไม่ได้ไปจับงาน งานประเภทที่อ๋อ... นักวิชาการฝั่งหนึ่งนะ กลับมานั่งตรวจสอบเป็นตำรวจ ไม่ใช่ ท่านอธิบายว่า เริ่มต้นคือ หลังจากที่รัชกาลที่ 9 สวรรคต ท่านมีความประสงค์ที่จะทำงานวิจัยเรื่องการครองราชย์ 70 ปี ท่านเจอกับการเมืองอะไรบ้าง ที่จริงแล้วก็คิดจะทำมานานแล้ว แต่เพราะมันยังไม่หมดรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เพราะถ้าทำไปก่อนล่วงหน้า มันไม่มีอะไรต่อ ใช่ไหมครับ อันนี้ครบ 70 ปีแล้ว ก็ถือว่าทำ ก็มีผม มีอาจารย์ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ซึ่งก็เป็นอาจารย์จุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ ภาคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และมีอาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ ก็เชิญมาอยู่ในทีมงาน แล้วก็มีผู้ช่วยวิจัย คือในการที่เราจะศึกษา 70 ปี ครองราชย์ เราต้องศึกษาท่านตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ ก็ต้องไปหาเอกสารว่ามีใครเขียนอะไรเกี่ยวกับกษัตริย์บ้าง เพราะท่านขึ้นครองราชย์ในปี 2489 ผู้ช่วยวิจัยก็ไปหามา ผู้ช่วยวิจัยก็ไปหาเอกสารมา แล้วก็มานั่งห้องตรงนี้ ท่านก็ชี้ให้ดู ผมเพิ่งออกมา ห้องข้างๆ ก็เป็นห้องที่เราใช้คุยเรื่องงานวิจัย หารือกัน ผู้ช่วยวิจัยก็ได้เอกสารมาหลายเรื่อง แล้วหนึ่งในนั้นก็มีเอกสารเรื่องที่เกี่ยวกับอาจารย์ณัฐพล ซึ่งตอนนั้นถ้าผมจำไม่ผิด อาจารย์ณัฐพล ในวันที่ 10 ธันวาคม 2553 สัมมนาที่ธรรมศาสตร์ น่าจะเป็นคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แล้วมีสัมมนาในหัวข้อ "สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย" คนร่วมสัมมนาเป็นขาใหญ่ทั้งนั้น เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์สุธาชัย ยิ้่มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ซึ่งหลังจากนั้นแล้วก็ตั้งคณะนิติราษฎร์ขึ้นมา และอาจารย์ณัฐพล ใจจริง

ซึ่งตรงนี้เป็นข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง อาจารย์ณัฐพล เพิ่งจบด็อกเตอร์ได้ปีเดียว ถือว่าเด็กที่สุดแล้ว แต่ทำไมถึงมาขึ้นเวทีกับรุ่นใหญ่ขนาดนั้น ให้ผม สนธิ ลิ้มทองกุล เดานะครับ อาจารย์ณัฐพล ถูกวางตัวเอาไว้ให้เป็นผู้สืบทอดการโจมตีสถาบันกษัตริย์ ต่อจากพวกอาจารย์ขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในแวดวงวิชาการ ดูแล้วเขากะจะปั้นอาจารย์ณัฐพล ให้เป็นนักวิชาการดาวรุ่งในสายของตัวเอง ก็ว่าได้

มันก็จะมีข้อความที่อาจารย์ณัฐพล พูดว่า กรมขุนชัยนาท นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ซึ่งก็เหมือนกับพระมหากษัตริย์ ได้เข้าไปแทรกแซง คือนั่งประทับเป็นประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าไปประชุมประดุจเป็นกษัตริย์ประชุมเสนาบดีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วก็บอกว่าเข้าไปประชุมอยู่บ่อยๆ อันนี้คือเป็นหลักฐานจากการสัมมนาที่อาจารย์ณัฐพล เข้าสัมมนา

อาจารย์ไชยันต์ เล่าให้ฟังว่า ทีมวิจัยของเราก็มานั่งอ่าน พออ่านแล้วอาจารย์คนหนึ่งก็บอกว่า เอ๊ะ ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลยนะ เอามาจากไหน ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ผมไม่เคยได้ยินเลย ทีนี้นิสัยของนักวิชาการที่เป็นนักวิชาการจริงๆ พอเขาเห็นอะไรไม่เข้าท่าเข้าทางแล้ว ซึ่งปรากฏออกมาเป็นหลักฐาน เขาจะถามเลย ตรวจสอบหน่อยซิ เช็กหน่อย นักวิชาการพวกนี้เวลาอ่านอะไร สงสัย เป็นงานเขียนในลักษณะที่ค่อนข้างจะวิชาการ อาจารย์พวกนี้จะขอดูว่า เชิงอรรถ หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า footnote คืออะไร เอามาจากไหน

พออาจารย์ตรวจสอบไปแล้ว ย้อนไปถึงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2493 ที่อาจารย์ณัฐพล เขียนในวิทยานิพนธ์แล้วอ้างอิง และสอบไปถึงจดหมายเหตุ หรือเอกสารการทูต ที่หอจดหมายเหตุของอเมริกา ที่ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2493 ปรากฏว่าเขาไม่พบข้อความใดเลย ไม่พบข้อความใดๆ ที่สื่อความหมายไปในลักษณะที่ณัฐพล พูด ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก รวมทั้งหนังสืออีกสองเล่ม "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" กับ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี"


ทีนี้ เมื่อประมาณสัก 3-4 เดือนที่แล้ว ก็มีเรื่องถกเถียงกันในเรื่องนี้ บางกอกโพสต์ คุณมีได้อย่างไร หาไม่เจอ ปรากฏว่าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์กลับเป็นคนที่ลงมาชี้แจงข้อมูล ตีกรอบไว้เลยนะครับ ระบุว่า บางกอกโพสต์ขอชี้แจงข่าวในปี ค.ศ. 1950 หรือ พ.ศ. 2493 โดยบางกอกโพสต์ระบุว่า หนังสือพิมพ์ฯ ยืนยันว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2493 ที่อาจารย์ณัฐพล ใจจริง อ้างอิงนั้น ไม่เคยมีข้อมูลนี้เลยแม้แต่นิดเดียว อ้างอิงในวิทยานิพนธ์ "การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2491-2500" โดยบางกอกโพสต์บอกว่า จากการที่เชิงอรรถ (footnote) ในวิทยานิพนธ์ อ้างอิงถึงข่าวในบางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม


โดยส่วนหนึ่งระบุว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พยายามขยายบทบาททางการเมือง โดยเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี อยู่บ่อยครั้ง โดยการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับ จอมพล ป. และตอบโต้ด้วยการขอเข้าร่วมประชุมขององคมนตรีด้วย บางกอกโพสต์ขอชี้แจงว่า หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไม่เคยรายงานข้อมูลดังกล่าวตามที่อาจารย์ณัฐพล ได้อ้างอิงมา รวมทั้งไม่เคยเผยแพร่ช่องทางอื่น ซึ่งรวมทั้งหนังสือที่ชื่อว่า "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" ที่เขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกัน คือนายณัฐพล รวมไปจนถึงงานเสวนาที่เสวนากับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ระบุ แล้วก็เลยเอาเอกสารฉบับเต็มเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2493 มาให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากในวงการวิชาการ เรื่องนี้ คุณณัฐพล ใจจริง ได้ทำลายพรหมจารีย์ของวิทยานิพนธ์ เพราะวิทยานิพนธ์ต้องมีความจริง ต้องอ้างอิงได้ คุณเอาข้อความนี้ เอาตัวหลักฐานนี้มา คุณเอามาจากไหน คุณต้องมี footnote (เชิงอรรถ) ว่าอันนี้ที่ผมเอามา เพราะคนนี้พูดอย่างนี้ๆๆ แต่ปรากฏว่าใน footnote (เชิงอรรถ) ที่คุณเอามา มันเป็น footnote (เชิงอรรถ) ที่มาจากดาวอังคาร เพราะมันไม่มีอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ภาษาทางวิชาการเขาเรียกว่า Deep Fake โกหกแบบซึมลึก

หลักฐานอ้างอิงหายากมาก เอกสารเก่า 60-70 ปี ทีมงานอาจารย์ไชยันต์ ยอมรับว่าถ้าไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครรู้จักในบางกอกโพสต์ และไม่ได้ใช้ connection อาจารย์ไชยันต์ ต้องใช้ connection เพราะแกเป็นนักวิชาการกึ่งๆ โรคจิต คือสงสัยอะไรแล้วไม่ยอมหยุดตรงนั้น ต้องเดินหน้าต่อ ค้นจนกระทั่งตัวเองพอใจ เจอแล้ว หรือพอใจว่า โกหก

อาจารย์ไชยันต์ เผอิญมีลูกศิษย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์เคยเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปทำงานอยู่ที่อเมริกา วอชิงตัน ดี.ซี. อาจารย์ไชยันต์ อุตส่าห์ติดต่อไปแล้วก็ขอให้ลูกศิษย์ช่วยไปเช็กที่หอจดหมายเหตุ ปรากฏว่า ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ไม่เจอเช่นกัน


การที่ไม่เจอ มันน่าสนใจนะครับ เพราะว่าจดหมายเหตุมันมีรายงานของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในประเทศไทย รายงานเหตุการณ์ในปี 2493 นั้น รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอเมริกา ในรายงานนั้นมีอยู่จุดเดียวเท่านั้นเองที่ตรงกับที่ณัฐพล อ้าง ที่ผมขีดเส้นใต้ไปเมื่อกี้นี้ ที่ผมบอกท่านผู้ชมว่ามีอยู่ว่า พระองค์ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเข้าสู่รัฐสภา ได้สร้างความไม่พอใจแก่จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐบาลเป็นอย่างมาก

ในเอกสารระบุว่า "จอมพล ป. แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการที่ผู้สำเร็จราชการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาและลงนามรับรองโดยองคมนตรี นายกรัฐมนตรีไม่มีบทบาทและ จอมพล ป. พบว่าตัวเองมีอิทธิพลไม่พอที่จะทำให้สมาชิกวุฒิสภาให้เสียงสนับสนุนรัฐบาล"

ท่านผู้ชมที่อยากรู้ว่าภาษาอังกฤษเขาพูดอย่างไร ขออนุญาตอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง ในจดหมายเหตุนี้ที่ทูตอเมริกาส่งกลับไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เขาระบุว่า Government is not especially pleased with the appointment list promulgated by the Regent. In this connection it should be noted that appointments to the Senate are made by the Regent and countersigned by the Chairman of the Privy Council. The Premier has no part in the procedure and can only influence the appointments indirectly. It is suspected that in this case, the Primier's influence was not as great as he would like. ก็สรุปตามที่ผมแปลไปตอนต้น


แต่ในจดหมายเหตุ ไม่มีเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ปรากฏข้อความใดๆ ทั้งสิ้นในการที่ผู้สำเร็จราชการไปนั่งเป็นประธานในการประชุม ครม.

คือถ้ามี มันก็ต้องรายงานออกไปแล้ว และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างที่คุณณัฐพล พูด มันก็เท่ากับว่า คุณณัฐพล กำลังใส่ร้ายกษัตริย์ ว่ายังใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ โดยให้ประธานองคมนตรี หรือโดยให้ผู้สำเร็จราชการ ก็คือกษัตริย์นั่นเอง ไปนั่งหัวโต๊ะในการประชุม ครม. โดยที่ผู้สำเร็จราชการคนนั้นก็คือ กรมขุนชัยนาทนเรนทร

ท่านผู้ชมครับ นี่คือสาเหตุที่ทายาทของท่านผู้สำเร็จราชการได้ฟ้องนายณัฐพล และเป็นจำเลยที่ 1 ด้วย เพราะทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากนายณัฐพล ใจจริง เด็กสร้างของเครือข่ายนักวิชาการผู้เฒ่าที่ต้องการสร้างทายาทสืบทอดต่ออำนาจแนวความคิดของการที่จะทำลายล้างสถาบันกษัตริย์

ท่านผู้ชมครับ นายณัฐพล เป็นนิสิตปริญญาเอกที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทุนกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นทุนที่ให้เงินไปนั่งอ่านหนังสือ เขียนหนังสืออยู่เมืองนอก ทำให้มีโอกาสได้ไปค้นข้อมูลที่อเมริกาด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่นายณัฐพล เขียนนั้น ย่อมมีคนเชื่อถือมาก แต่นายณัฐพล กลับโกหก หลอกลวง เดี๋ยวผมจะต่อไปถึงผลที่จะตามมา และผมจะขอเสนออย่างไร

รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ในแวดวงวิชาการถือว่าเป็นเจ้าแม่เอกสารต่างประเทศ แต่พออาจารย์ไชยันต์ สอบถามไปที่อาจารย์กุลลดา เรื่องหลักฐานเชิงอรรถวิทยานิพนธ์ อาจารย์กุลลดา กลับบอกว่าไม่มี ให้ไปถามที่ณัฐพล เอง ก็แสดงว่าอาจารย์กุลลดา ไม่รู้ว่าสมรู้ร่วมคิดกับณัฐพล หรือเปล่า แต่การตอบแบบนี้ก็คือปัดความผิดไปที่ณัฐพล แต่ไม่สามารถจะปัดความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ได้ คำถามคือ ทำไมอาจารย์กุลลดา ถึงไม่ตั้งคำถามถามถึงข้อนี้ เพราะว่าคำถามที่คุณณัฐพล เขียนลงไปในวิทยานิพนธ์นั้น เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก เพราะฉะนั้นแล้ว อาจารย์กุลลดา จำเป็นจะต้องมีสติ ต้องเอะคิด ฉันเองก็ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้เห็นเรื่องนี้นะ แต่เธอบอกบางกอกโพสต์มา และมีในหอจดหมายเหตุที่อเมริกา ไหนขอดูหน่อยซิ อาจารย์กุลลดา ไม่ทำ เพราะอาจารย์กุลลดา เป็นหนึ่งในเครือข่ายของคนที่ต้องการที่จะส่งเสริมณัฐพล ให้เป็นทายาทในการนำพาเรื่องราวต่างๆ ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ออกมา

ท่านผู้ชมครับ ความจริงเรื่องนี้มันไม่น่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไรเลย แทบจะไม่ได้มีผลต่อสังคมในวงกว้างขนาดนี้ ความจริงไม่มีอะไรหรอก แต่เผอิญมันมีขบวนการที่เอาวิทยานิพนธ์ของนายณัฐพล ที่ไม่ถูกต้อง เอามาดัดแปลงเป็นหนังสือสองเล่ม คือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" และ "ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี" คนที่ตีพิมพ์ สปอนเซอร์ ไม่ใช่ใครที่ไหน สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และใครเป็นนายทุนสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะก้าวหน้า


สำนักพิมพ์นี้ เป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เนื้อหาโจมตีสถาบันกษัตริย์มาตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยเว้นเลย ไม่เคยเว้นเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากนั้นแล้วก็ยังพยายามที่จะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มาอ่านหนังสือสองเล่มนี้ แล้วก็อ้างว่า ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงว่า เป็นหนังสือสองเล่มที่ขายดี ก็จะไม่ขายดีได้อย่างไร คุณเอาความเท็จที่สำคัญ ที่เป็นจุดสำคัญที่สุด มารวมอยู่ในหนังสือสองเล่มนี้

ในขณะเดียวกัน หนังสืออีกหลายเล่มของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เกี่ยวกับเรื่องสถาบันกษัตริย์ เรื่องสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ การเมืองการปกครอง ก็มีส่วนที่บิดเบือนและใส่ร้ายป้ายสีสถาบันเบื้องสูงมาตลอด ตั้งแต่รัชกาลที่ 9 แล้ว เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 10 ที่น่าเสียใจและที่น่าพวกเราต้องโกรธเรื่องนี้ กลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์กระแสหลักของเด็กและเยาวชนในรุ่นนี้่ไปแล้ว


หนังสือที่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่เป็น footnote ที่ไม่มี แล้วอ้างอิงหลักฐานที่ไม่มีเลย กลายเป็นหนังสือกระแสหลักในเรื่องประวัติศาสตร์ให้กับเด็กรุ่นใหม่ คุณณัฐพล และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คุณนี่ทำร้ายสังคมไทยมาก เอาแยกออกไปแล้วกัน แยกออกไปเรื่องคุณไม่ชอบสถาบันกษัตริย์ เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ ลำพังแค่การบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วคุณเอาหนังสือที่อ้างอิงหลักฐานที่ไม่ปรากฏเลย แล้วคุณเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมา แล้วทำให้เด็กรุ่นใหม่หลงเชื่อ ผมไม่อยากจะพูดว่าพวกคุณนี่วารานุสจริงๆ ผมแทบไม่คิดเลยนะว่าพวกคุณเป็นสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คุณน่าจะเป็นโรงน้ำแข็งฟ้าเดียวกัน ที่ปั้นน้ำเป็นตัว

ท่านผู้ชมครับ ผมจะเตือนความจำนิดหนึ่ง ท่านผู้ชมที่ติดตามผมมานานแล้วคงจำได้ว่า เรื่องนี้ สิบกว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 2548-2549 ท่านผู้ชมครับ ผมเคยพูดมาแล้วเรื่องนี้ ผมเคยพูดถึงขบวนการล้มเจ้า ขบวนการดิสเครดิตสถาบันผ่านนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย นายทุนที่มีแนวคิดแบบฝ่ายซ้าย ผมจำได้ว่าผมหยิบหนังสือฟ้าเดียวกัน หน้าปกสถาบันกับโลโก้ โคคา-โคล่า


คือพูดง่ายๆ ว่า ฟ้าเดียวกันกำลังบอกว่าการตลาด สถาบันกษัตริย์ก็คือสินค้าชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้ต่างไปกว่าโคคา-โคล่า ผมหยิบขึ้นมาโชว์ที่เวทีด้วยซ้ำ ท่านผู้ชมครับ สิบกว่าปีที่แล้ว ไม่มีใครเชื่อตอนนั้น หาว่าผมหยิบเรื่องสถาบันมาบังหน้า เพื่อโจมตีทักษิณ ชินวัตร ที่ผมโจมตี ตอนนั้นผมบอกว่าคุณปล่อยให้สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมาพิมพ์หนังสือประเภทนี้ได้อย่างไร แล้ววันนี้เป็นอย่างไรล่ะ

ท่านผู้ชมครับ ยุคนั้น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ แม้กระทั่งราชนิกุล คนในรั้วในวัง ออกมาก่นด่าผมว่ามโน วันนี้คุณจะปฏิเสธอีกไหมว่าไม่มีขบวนการล้มเจ้า ท่านผู้ชม มันน่าเจ็บใจไหม แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า คนที่เห็นอะไรก่อน ต้องเจ็บตัวก่อน คือพูดง่ายๆ ว่า ผมเคยพูดให้กับพรรคพวกใกล้ชิด น้องๆ ฟังว่า พวกเอ็งอย่าเสือกมีวิสัยทัศน์หรือมองอนาคตได้เหมือนที่กูมี (ผมพูดในวงกินข้าว) เพราะถ้าเอ็งภูมิคุ้มกันตัวเองไม่ดีพอ เอ็งต้องตายไปแล้ว แต่เผอิญพี่หนังเหนียว พี่ไม่รู้สึก เพราะพี่มั่นใจและศรัทธาในตัวพี่เองว่าสิ่งที่พี่พูดนั้นเป็นความจริง พี่ก็พร้อมจะพูดมาตลอดเวลา โดยพี่ไม่หยุดพูด และพี่ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ คำก่นด่า ต้องใช้เวลาสิบปี ถึงจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมพูดเมื่อสิบปี 2548-2549 สิบห้าปีที่แล้ว ผมต้องเจ็บช้ำน้ำใจมาตลอด จนกระทั่งวันนี้มันก็คือความจริง

อุปมาอุปไมยเหมือนผมไม่ได้ทำอะไรผิด เหมือนน้องแนน ยาบ้า 41 เม็ด โดนศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์จำคุก แล้วผมสู้ถึงศาลฎีกา ในที่สุดแล้วศาลฎีกายกฟ้องน้องแนน ศาลฎีกา


อย่างน้อยที่สุดน้องแนนก็ได้อิสรภาพ และน้องแนนก็ได้เงินเยียวยา ผมไม่ต้องการเงิน แต่ผมถามว่าใครจะมาเยียวยาผม และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวนะ หลายเรื่อง

เอาล่ะ เรามาพูดถึงฟ้าเดียวกันสักนิดหนึ่ง สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ข้อแรก ผมเป็นคนทำหนังสือมาตลอดชีวิต ท่านผู้ชมเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาวางบนโต๊ะให้ผมดู คุณสนธิ ถ้าผมพิมพ์ 1 หมื่นเล่ม ต้นทุนเท่าไร ผมบอกได้ทันทีเลย ประมาณคร่าวๆ ขอแค่ราคากระดาษมาเท่านั้น ผมจะคำนวณให้เสร็จเลย ค่าพิมพ์ ค่าทำเพลต ค่าโน่นค่านี่ อยู่ในหัวผมหมด


สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่ตั้งอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ที่จ่ายเงินเดือนให้คนเยอะแยะ หลายคน ถ้าไม่มีนายทุนมาหนุนหลัง อยู่ไม่ได้ และนายทุนที่มาหนุนหลัง ต้องมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนว่าตั้งขึ้นมาเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เผอิญนายทุนคนนี้ หรือกลุ่มนี้ เป็นคนมีตังค์ คือกลุ่มคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เลยพร้อมจะสนับสนุนให้มา ข้อแรก ต้องมีทุน ข้อที่สอง ต้องมีนักวิชาการ รวมทั้งมีคนอ่านบางกลุ่ม ที่มีความคิดเอียงไปในทิศทางล้มสถาบันกษัตริย์ มาเขียนบทความให้ ท่านผู้ชมครับ ในช่วงก่อตั้งสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ปี 2545-2546 ผมอยากให้จำชื่อคนๆ นี้เอาไว้ คุณธนาพล อิ๋วสกุล ชื่อเล่น ชื่อ ปุ๊ เป็นคนที่ใกล้ชิดและเป็นมันสมองให้คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เขาเคยพูดว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการตั้งชื่อหนังสือพิมพ์เล่มนี้ขึ้นมา จากหนังสือของท่าน ส. ศิวรักษ์ และบทกวีของศรีปราชญ์ ซึ่งเป็นกวีเอกของไทยสมัยอยุธยา

คุณธนาพล อิ๋วสกุล พูดอย่างนี้ ชื่อฟ้าเดียวกัน เราเชื่อเรื่องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม ก็พยายามหาชื่อภาษาไทยที่มันเข้ากับเนื้อหา แล้วอาจารย์ ส. ศิวรักษ์ แกมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "เจ้าข้าฟ้าเดียวกัน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโคลงกลอนของศรีปราชญ์ มันก็กระชับดี ก็เลยเอามาเป็นชื่อหนังสือพิมพ์


ผมจะอ่านโคลงสี่สุภาพให้ฟังนะ เป็นการตอบโต้ระหว่างศรีปราชญ์ กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ในคืนวันลอยกระทง ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นสนมในสมเด็จพระนารายณ์ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พูดจากระแนะกระแหนศรีปราชญ์ ว่า

หะหายกระต่ายเต้น…ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน…ต่ำต้อย
นกยูงหางกระสัน…ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวหน้อย…ต่ำต้อยเดียรฉาน

ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ด่าศรีปราชญ์ ว่าเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ศรีปราชญ์ ก็ตอบโต้ว่า

หะหายกระต่ายเต้น…ชมแข
สูงส่งสุดตาแล…สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด…สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า…อยู่พื้นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นรู้แล้วนะครับที่มาของคำว่าฟ้าเดียวกัน

ส่วนนักวิชาการและนักเขียนประจำฟ้าเดียวกัน ก็เป็นนักวิชาการสายล้มเจ้าทั้งหมดเลย บางคนก็ทำงานกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมาก่อน นี่เรื่องจริง นักวิชาการพวกนี้ก็เช่น ธงชัย วินิจกุล ตอนนี้สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เกษียร เตชะพีระ สมชาย ปรีชาศิลปกุล นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่อ้างว่าเป็นปราชญ์ทางเหนือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปิยบุตร แสงกนกกุล พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ประจักษ์ ก้องกีรติ และสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ซึ่งภรรยาก็ทำงานอยู่กับผมที่บริษัทผู้จัดการ ส่วนคุณณัฐพล ใจจริง ต้องเรียกว่าเป็นดาวรุ่งที่ถูกปลุกปั้นขึ้นมาโดยนักวิชาการสายนี้ ผลงานเล่มแรกก็โด่งดังเลย แล้วคุณณัฐพล ประวัติเป็นอย่างไร ? มาเล่าสู่กันฟังนิดหนึ่ง

คุณณัฐพล จบปริญญาเกียรตินิยมอันดับ 2 จากคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง ธรรมศาสตร์ เคยเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 9


คุณณัฐพล ยังโพสต์เลยว่า ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ รับคนแรกของคณะ ได้รางวัลเรียนดี ทุนภูมิพล ช่วงเรียนปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์ ณัฐพล ได้รับอิทธิพลทางความคิดและความสนใจประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยจากกลุ่มด้านประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ ทั้งรุ่นใหญ่ อย่างเช่น อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ณัฐพล เคารพนับถือชาญวิทย์ มาก กล่าวถึงอาจารย์ชาญวิทย์ ว่า เป็นหนึ่งในผู้เปิดโลกประวัติศาสตร์ให้เขาตั้งแต่ปี 2535 เพราะสอนสนุก ใจกว้าง และณัฐพล ยังทันกับอาจารย์รุ่นอย่างเช่นอาจารย์ธงชัย วินิจกุล ที่มาสอนที่ธรรมศาสตร์ช่วงสั้นๆ ก่อนจะย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เปิดประเด็นเชิงวิพากษ์ประวัติศาสตร์ความคิดและการเมือง หลังจากนั้นณัฐพล ก็มาเรียนปริญญาโทต่อที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็ยังบอกคนใกล้ชิดว่ามาทำงานที่สื่อผู้จัดการ หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในช่วงเวลาที่ณัฐพล ไปเรียนต่อปริญญาเอก เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางความคิด เคลื่อนไหวผ่านนิตยสารหรือสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นำโดยธนาพล อิ๋วสกุล และชัยธวัช ตุลาธน เริ่มก่อตัวขึ้น


ถ้าจะพูดถึงว่าความคิดในการป้อนความคิดต่างๆ ที่บิดเบือนให้กับเด็กรุ่นใหม่ กุญแจสำคัญคือคุณธนาพล อิ๋วสกุล นี่คือตัวการสำคัญที่ผมไม่อยากให้ท่านผู้ชมลืมชื่อคนๆ นี้ไป แนวคิดความสนใจของณัฐพล เรื่อง บทบาทคณะราษฎร์ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 บทบาทสถาบันกษัตริย์ต่อความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนั้น แล้วณัฐพล ก็ไปทำปริญญาเอกต่อที่จุฬาฯ ก็อยู่ในกลุ่มอาจารย์ที่อยู่ในเครือข่ายของอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ปิยบุตร แสงกนกกุล ก็เริ่มเสนอบทความทางวิชาการออกเป็นระยะ

ณัฐพล จบปริญญาเอก สาขาดุษฎีบัณพิต หรือด็อกเตอร์ทางรัฐศาสตร์ จากจุฬาฯ ในปี 2552 สิบสองปีที่แล้ว ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีมาก วิทยานิพนธ์ที่อ้างอิงข้อมูลที่โกหกแต่ได้ดีมาก ในหัวข้อ "การเมืองไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา" แล้ววิทยานิพนธ์นี้ก็เอามาตีพิมพ์ ดัดแปลงเนื้อหามาพิมพ์หนังสือ 2 เล่ม "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" ตีพิมพ์ครั้งแรก 2556 นำไปสู่ปัญหาถูกเปิดโปงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลในปี 2561 หรือเก้าปีหลังจากจบการศึกษาที่จุฬาฯ แล้ว


ปัจจุบัน ณัฐพล มีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ยังเคยเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาด้วย

เรื่องราวของการอ้างอิงในหลักฐานที่ไม่มีเลย ในปลายปี 2563 ปลายปีที่แล้ว ดร.ไชยันต์ ก็เริ่มเปิดเผยกับสื่อ เพื่อทักท้วงให้มีการแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้อง สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นเดือดเป็นแค้น ไม่เคยมีใครมาตั้งคำถามถาม สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คุณปุ๊ ธนพล อิ๋วสกุล ทำตัวเป็นศาสดาในเรื่องทางวิชาการ ในเรื่องของสถาบันกษัตริย์ในอดีต ตอบโต้ ดร.ไชยันต์ อย่างรุนแรง มโนเรื่องดังกล่าวขึ้นมา เนื่องจากหนังสือ "ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี" การเมืองไทย มีการแก้ไขข้อความกันผิดพลาดเรียบร้อยแล้ว แล้วก็อ้างว่า ดร.ไชยันต์ พยายามจับผิดเรื่องเล็กน้อยดังกล่าว เนื่องจากไม่สามารถหักล้างข้อเสนอและคำอธิบายของ ดร.ณัฐพล ได้ แต่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันไม่ได้กล่าวถึงความผิดพลาดในหนังสือ "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ"

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันครับ คุณใช้สมองส่วนไหนของร่างกายคุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องนี้โคตรจะไม่เล็กน้อยเลยนะ แล้วจุดบกพร่องการตีความผิดพลาดมีมากมาย ไม่ใช่เฉพาะกรณีอ้างอิงในสิ่งที่ไม่มี มีอยู่สามสิบกว่าจุด อาจารย์ไชยันต์ ดูแล้วผิดพลาดตั้งสามสิบกว่าจุด ยังมีนักวิชาการคนอื่นอีก เช่น คุณกังวาล พุทธิวนิช ผู้เขียนหนังสือ "74 ปี คดีสวรรคต" ก็ค้นพบข้อจุดบกพร่องอีกประมาณสามสิบกว่าจุดเช่นกัน


สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันครับ คุณจะผิดแล้วผิดอีก ท่านผู้ชมครับ ผมอยากตั้งคำถามถึงบัณฑิตวิทยาลัยของจุฬาลงกรณ์ กับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ พวกคุณปล่อยออกมาได้อย่างไร คุณให้เขาเป็นถึงด็อกเตอร์ วิทยานิพนธ์ที่มีข้อผิดพลาดสามสิบกว่าจุด แล้ววิทยานิพนธ์ที่อ้างอิงหลักฐานที่ไม่มี มโนขึ้นมา วิทยานิพนธ์ที่มีข้อความที่โกหกตอแหล มันเป็นวิทยานิพนธ์ได้อย่างไร แล้วคุณให้ปริญญาไปได้อย่างไร อาจารย์ที่ปรึกษา คุณปรึกษาแบบตวักตะบวยอย่างไรถึงให้ทำอย่างนี้ได้

วิทยานิพนธ์นี้เผยแพร่ไป 11-12 ปีแล้ว อ้างอิงกันผิดๆ ในวิทยานิพนธ์และผลงานทางวิชาการอื่นๆ บางคนเขียนวิทยานิพนธ์ใหม่บางเรื่อง เช่น เรื่อง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย โดยคุณอนุชา อชิรเสนา ก็อ้างอิงวิทยานิพนธ์ของนายณัฐพล ซึ่งมีข้อบกพร่อง ผิดอยู่สามสิบจุด รวมทั้งจุดที่โกหกตอแหล ไม่มีหลักฐาน เขาก็อ้างอิงอันนี้ไป แสดงว่าวิทยานิพนธ์ของคุณอนุชา อชิรเสนา ก็มีปัญหาเช่นกัน ใช่ไหม ? ก็คุณเอาผลไม้มาทาน ต้นไม้พิษมันออกผลไม้พิษ แล้วคนก็มาหยิบผลไม้พิษมาทาน ก็ต้องโดนพิษเป็นปกติธรรมดา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ทำเป็นเล่นไป

ไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการอย่างเดียว เพราะประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกบิดเบือน ถูกเด็กนำไปใส่ในโลกออนไลน์ นำไปบิดเบือนเพื่อใช้เคลื่อนไหวทางการเมือง ปลุกระดม จนเด็กละเมิด ม.112 และ ม.116 ติดคุกติดตะรางไปแล้วจำนวนหนึ่ง คุณณัฐพล และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คุณควรที่จะไปติดคุกแทนเด็ก คุณให้ผลไม้พิษเด็กทาน เด็กโดนคดี 112 เพราะฉะนั้นแล้วพวกเด็กที่ติดคุก คุณต้องไปเรียกร้องสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นายทุนคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คนให้ข้อมูลที่ผิดของคุณก็คือ ณัฐพล ใจจริง ที่แต่งหนังสือที่พวกคุณอ่านแล้วว่าดีจริงๆ แล้วคุณก็ไปประท้วงบนพื้นฐานข้อมูลที่ผิด


ท่านผู้ชมครับ ยังมีอีกมาก แต่ผมยังไม่อยากพูด แม้กระทั่งกรณีผลกระทบของสมเด็จย่า วันนี้ถ้าท่านผู้ชมเปิดเข้าเว็บไซต์วิกิพีเดีย หรือเสิร์ชกูเกิล ในหัวข้อรัฐประหารในประเทศไทย 2490 ท่านผู้ชมจะพบว่าเนื้อหารัฐประหารปี 2490 เกิดขึ้นวันที่ 7 พฤศจิกายน 2590 (วันเกิดผมพอดี) มีหลายตอนบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง ระบุเลยว่า สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร รายงานว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหารด้วย ท่านผู้ชม มันเลวทรามต่ำช้ามาก เพราะวิกิพีเดียนี่คือ ใครมีข้อมูลอะไร ก็ใส่เข้าไป สามารถจะแก้ได้ตลอดเวลา พอเราเลื่อนไปดูแหล่งอ้างอิงข้อมูลว่าอยู่ดีๆ สมเด็จย่าจะเป็นผู้นำการรัฐประหารได้อย่างไร ปรากฏว่า มีการใช้แหล่งอ้างอิงข้อมูลคือวิทยานิพนธ์ของนายณัฐพล ใจจริง ซึ่งเชื่อมโยงไปที่หนังสือของนายณัฐพล ที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันตีพิมพ์ด้วย ระยำไหม ท่านผู้ชม ?

แล้วในวิกิพีเดียที่กล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จย่า ดันมีคนทะลึ่งเอาข้อความนี้ไปใส่ "สำหรับบทบาททางการเมือง สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร รายงานว่า ทรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490" (อ้างอิงวิทยานิพนธ์ของณัฐพล ใจจริง)

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรนะ สมเด็จย่า ตอนที่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ท่านก็ทรงศึกษาวิชาปรัชญาวรรณคดีฝรั่งเศส ภาษาบาลีและสันสกฤต


การบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ การสร้างกระแสความเข้าใจผิดทางสังคมการเมือง ปลุกปั่นให้เด็กเยาวชน เห็นผลมาแล้ว อย่างกรณีเพนกวิน แกนนำม็อบใส่ร้ายรัชกาลที่ 7 ท่านผู้ชมจำได้ไหมผมเคยพูดเรื่องนี้แล้วว่า ทรงเคยขู่ว่าจะขายพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ พอไปเช็กหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันอังคารที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) หน้า 21 กลับพบว่าไม่มีเนื้อหาอะไรเลยที่ระบุว่ารัชกาลที่ 7 ตรัสขายทรัพย์สินพระราชวัง วัดพระแก้ว หรือพระแก้วมรกต

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะใช้คำหยาบเลย มันติดอยู่ที่ปาก จะหลุดคำว่าเหี้ยไปหลายครั้งนะ ไม่กล้าพูด ผมคิดไม่ถึงว่าสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน มันคือตัวการหลักเลยนะ ในการปลูกต้นไม้พิษเพื่อออกผลไม้พิษ แล้วเครือข่ายพวกอาจารย์ พวกแก่ๆ ทั้งหลายเอาไปให้เด็กๆ กิน ผมได้ข่าวว่าเหตุที่เรื่อง ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน ผมอยากให้ฟ้องจุฬาฯ ด้วย เพราะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์วิทยานิพนธ์

ท่านผู้ชมครับ เป้าหมายของขบวนการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ขบวนการล้มเจ้า ไม่ได้อยู่ที่กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการ แต่อยู่ที่หนึ่งในเสาหลักสามเสาหลักของไทย นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง


ท่านผู้ชมครับ เรื่องของณัฐพล ใจจริง และการบิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยการอ้างอิงข้อมูลที่ไม่มี โดยเอาอ้างอิงข้อมูลที่ตัวเองอ้างมาเพื่อมาสนับสนุนให้ความชอบธรรมกับข้อกล่าวหา หรือความคิดที่ตัวเองเขียนออกมา เป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก ผมไม่รู้ว่าสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คุณภูมิใจไหมที่คุณรับอาจารย์คนหนึ่งมา เป็นถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้ว ที่วิทยานิพนธ์นั้นมีข้อบกพร่องสามสิบจุด แล้วมีจุดสำคัญก็คือโกหก คุณภูมิใจที่จะมีอาจารย์แบบนี้ คุณก็ภูมิใจต่อไปเถอะ ผมมีหน้าที่อย่างเดียว ผมเจอใครผมก็จะบอกว่า สวนสุนันทา รับคนที่เขียนวิทยานิพนธ์ที่โหลยโท่ย ที่ไม่เข้ามาตรฐาน และผมก็จะบอกคนทั่วๆ ไป ถ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ยังไม่ดำเนินการอะไรให้มันเด็ดขาดอออกไป เพื่อรักษาชื่อเสียงจุฬาลงกรณ์ฯ ผมก็จะบอกว่า วิทยานิพนธ์ของเด็กที่จบจุฬาฯ เดี๋ยวนี้เชื่อถือไม่ค่อยได้

เรื่องนี้ท่านผู้ชมว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเปล่า ผมเริ่มเรื่องนี้ผมบอกว่ามันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ห่วงโซ่ที่ผูกพันกับหลายๆ เรื่องนั้น พอรวมกันเข้าไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อาทิตย์หน้า ค่อยว่ากันใหม่ วันนี้จบเพียงแค่นี้ก็พอ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...