xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สนธิ”ชี้คำพิพากษาจำคุกแกนนำ กปปส.เท่ากับเป็นสร้างพลังอำนาจให้ 3 ป. ปรับ ครม. หลังจากรัฐมนตรี 2 คนของ พปชร.พ้นจากตำแหน่ง เพิ่มศักยภาพในการบริหารเกลี่ยความขัดแย้งภายใน พปชร.ได้ และเป็นบทเรียนของผู้นำการชุมนุม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เหมือนเตะหมูเข้าปากหมา เป็นเครื่องมือให้คนบางกลุ่มขึ้นสู่อำนาจ แต่ตัวเองติดคุก มองนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ โจ ไบเดนเริ่มรุก ประกาศ “อเมริกากลับมาแล้ว” ดึงพันธมิตรมาร่วมมือแล้วให้ตนเองเป็นผู้นำ แข็งกร้าวกับจีน ขอตั้งฐานทัพที่ฟิลิปปินส์ หนุนญี่ปุ่น-ไต้หวันสู้จีน ขณะที่จีนก็พร้อมตอบโต้ ยืนยันไม่ให้อเมริกาเข้ามายุ่งกับฮ่องกง ไต้หวัน และซินเกียงเด็ดขาด โดยสีจิ้นผิงเคยแสดงจุดยืนเมื่อ 23 ตุลา 63 ว่า ไม่กลัวการรุกราน และพร้อมทำสงครามเพื่อยุติสงคราม เปิดโปงธาตุแท้สหรัฐฯ-อังกฤษ ที่ชอบอ้างสิทธิมนุษยชนไปกดดันประเทศอื่นๆ แต่ตัวเองกลับละเมิดสิทธิมนุษยชนคนพื้นเมืองอย่างรุนแรงในการตั้งฐานทัพที่เกาะดิเอโกการ์เซีย  ส่วนกรณี 2 นายตำรวจใหญ่ถูกผู้ต้องหาคดีขนยาไอซื 1,500 กก.ซัดทอดว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ผบช.ภ.6 ได้ชี้แจงรอง ผบ.ตร.แล้วอ้างไม่พบความเกี่ยวข้อง เหมือนเป็นการตัดตอน ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องทำความจริงให้ปรากฏ ต้องโอนสำนวนจากภาค 6 มาที่ สตช.แล้วตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และเมื่อเปรียบเทียบคดี “น้องแนน” ที่ถูกดำเนินคดีฐานสมคบค้ายาบ้า 41 เม็ดร่วมกับแฟนหนุ่ม ทั้งที่ตัวเองไม่เกี่ยวข้อง แต่ต้องติดตุกฟรี 21 เดือน เพราะยากจน ไม่มีเส้นสาย ก็จะยิ่งเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้

วันที่ 26 ก.พ.64 เมื่อเวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalkโดยวันนี้หลากหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องคดี กปปส.ที่แกนนำถูกตัดสินจำคุก ซึ่งจะเข้าทำนอง “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” หรือไม่ รวมถึงนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคโจ ไบเดน ความสัมพันธ์กับจีนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เปิดโปงธาตุแท้สหรัฐฯ - อังกฟษ ประเทศที่ชอบอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนไปกดดันประเทศอื่น แต่ตัวกลับละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชาวพื้นเมืองบนเกาะดิเอโกการ์เซียที่สหรัฐฯ เข้าไปตั้งฐานทัพ

อีกเรื่องที่ต้องตามต่อ คือ คดีจับไอซ์ 1,500 กก.ที่ จ.ตาก ที่ปรากฏชื่อนายตำรวจใหญ่เข้าไปพัวพันในคดี จากคำให้การของผู้ต้องหา จะเป็นปาหี่เหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับคดี "น้องแนน" ชาวจังหวัดสุรินทร์ที่ต้องติดคุกฟรี 21 เดือน เพราะความยากจน



คำต่อคำ SONDHI TALK [26 ก.พ. 64] : เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 อีกสองวัน เสาร์และอาทิตย์ แล้ววันจันทร์หน้าก็จะเป็นวันเริ่มต้นเดือนมีนาคม เร็วมากครับ วันนี้เป็นวันที่ยิ่งใหญ่มากในทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา ท่านผู้ชมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร เอาเป็นง่ายๆ แล้วกัน ผมจะบอกให้ว่าวันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าพระองค์ท่านได้มอบความรักโดยผ่านพระธรรมคำสั่งสอนให้กับชาวโลก เป็นวันที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับผมแล้ว ยิ่งใหญ่กว่าวันวาเลนไทน์เสียอีก เพราะว่าพระพุทธเจ้ามอบความรักในโลกนี้โดยผ่านพระธรรมคำสั่งสอน

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ อาทิตย์นี้ จะมีเรื่องราวหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ เรื่องใหญ่ที่ใหญ่เทียมฟ้าพอๆ กันก็คือเรื่องของคดีการจำคุกแกนนำ กปปส. เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้ เมื่อวานซืนนี้ และอีกคดีหนึ่งก็คือคดีเรื่องเกี่ยวกับคดีของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และเรื่องของการกล่าวหาของนายเกิดชนะ ได้มีพัฒนาการไปอย่างไร เดี๋ยวผมจะพูดให้ฟังในตอนท้าย


นอกจากเรื่อง กปปส.แล้ว ยังมีเรื่องการปรับ ครม. ซึ่งต้องมีอย่างแน่นอนที่สุด เพราะว่ารัฐมนตรี 3 ท่าน คือ คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คุณถาวร เสนเนียม ต้องหลุดพ้นจากตำแหน่ง เพราะโทษจำคุก

นอกจากนั้นแล้ว ผมก็จะพูดถึงเรื่องการปรับ ครม. แต่ก่อนผมจะพูดถึงเรื่องการปรับ ครม. ผมมีมิติ มุมมองอย่างไรในเรื่องที่ กปปส.มีมาวันนี้ ตั้งแต่ต้น ท่านผู้ชมลองฟังดูเบื้องหน้าเบื้องหลังมีอย่างไรบ้าง ผมเคยพูดเรื่องนี้เป็นชิ้นๆๆๆ แต่วันนี้ผมจะโยงทุกเรื่องหมดเลย เพราะวันนี้มันพิสูจน์เห็นได้ชัดว่า ในที่สุดแล้ว กปปส.ที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ ถ้าพูดตามภาษาแถวบ้านผมเขาเรียกว่า "เตะหมูเข้าปากหมา" วันนี้คนที่สบายใจที่สุด ได้เปรียบที่สุด ก็คือพี่น้อง 3 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น เดี๋ยวติดตามผมมานะครับ

ส่วนเรื่องการปรับ ครม.นั้น เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้ มีอย่างไร แล้วผมก็จะถือโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐมนตรีบางท่านให้ท่านผู้ชมฟังเล่นๆ เป็นของแกล้มอาหาร แกล้มเหล้า แกล้มเบียร์ ก็ว่ากันไป

เรื่องที่สาม ผมจะพูดเรื่องต่างประเทศ เพราะผมไม่ได้พูดมานานแล้ว ผมกำลังจะอัปเดตเรื่องความขัดแย้งของจีนและอเมริกา ซึ่งนับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้น และผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ท่านผู้ชมมีความจำเป็นต้องรับทราบเอาไว้

นอกจากนั้น ผมจะเล่าเรื่องเกาะๆ หนึ่งที่ชื่อ เกาะดีเอโก การ์ซีอา (Diego Garcia) ผมเคยพูดมาแล้วในเรื่องเกาะนี้ แต่ไม่ละเอียด วันนี้ผมจะอธิบายว่าเกาะนี้มันสะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษยธรรมและการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของประเทศทางโลกตะวันตกว่าเขาทำอย่างไร สรุปผมกำลังบอกว่า ประเทศในโลกตะวันตกที่อ้างสิทธิมนุษยชนเข้ามาในพื้นภูมิภาคเรานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกทั้งสิ้น

เรื่องต่อจากเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องของความคืบหน้าคดียาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม และสุดท้าย ผมจะตบลงด้วยคดียาบ้า 41 เม็ด ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ น้องแนน ทำไมผมต้องเอาคดีนี้มาพูดตอนจบ เพราะพอผมพูดจบแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นข้อเปรียบเทียบระหว่างยาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม กับยาบ้า 41 เม็ด ว่าความยุติธรรมมันไม่มีในสังคมไทยสำหรับคนจน แต่ความยุติธรรมจะมีเฉพาะคนมีอำนาจ และคนมีเงินเท่านั้นเอง


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ ในช่วงบ่าย ศาลอาญา ศาลชั้นต้น ได้อ่านคำพิพากษาคดีการชุมนุมของ กปปส. โดยที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ฟ้องแกนนำ กปปส. 39 คน เป็นจำเลย ใช้เวลา 5 ชั่วโมงในการอ่าน ตอนจบก็มีการอ่านคำพิพากษาจำคุก สุเทพ เทือกสุบรรณ (จำเลยที่ 1) 5 ปี ชุมพล จุลใส นี่คือลูกหมีที่ห้าวเป้งมากในยุคนั้น จำคุกมากที่สุด 9 ปี 24 เดือน ก็คือ 11 ปีนั่นเอง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี จำเลยที่ 4 จำคุกเป็นเวลา 7 ปี อิสสระ สมชัย จำเลยที่ 5 จำคุก 7 ปี 16 เดือน (ก็คือ 8 ปี 4 เดือน) ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 7 จำคุก 5 ปี ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี 16 เดือน (7 ปี 4 เดือน) นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จำเลยที่ 15 จำคุก 3 ปี อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ จำเลยที่ 16 จำคุก 4 ปี 8 เดือน นายสาธิต เซกัล จำเลยที่ 17 จำคุก 2 ปี โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ จำเลยที่ 24 จำคุก 4 ปี 16 เดือน สาวิทย์ แก้วหวาน จำเลยที่ 29 จำคุก 2 ปี สำราญ รอดเพชร จำเลยที่ 33 จำคุก 2 ปี 16 เดือน อมร อมรรัตนานนท์ จำเลยที่ 34 จำคุก 20 เดือน นางทยา ทีปสุวรรณ จำเลยที่ 38 จำคุก 1 ปี 8 เดือน โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี และยังมีอีก บางคนก็ถูกยกฟ้องไป อย่างเช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็ถูกยกฟ้อง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ถูกยกฟ้อง

ศาลท่านพิพากษาโดยท่านชี้แจงให้ฟังว่า การชุมนุมทางการเมืองโดยที่ไม่ได้ก่อเหตุให้เกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ท่านพูดว่า หากมีผู้ใดกระทำความผิดอาญา ต้องแยกการกระทำเฉพาะราย ไม่อาจกล่าวหาเหมารวมว่าร่วมกันกระทำความผิด นั่นคือที่มาว่าทำไมถึงยกฟ้องบางคน ทำไมบางคนรอลงอาญา เพราะดูแล้วความผิดไม่มาก อย่างเช่น บางคนแค่ขึ้นเวทีไปปราศรัยเฉยๆ แล้วก็ลงจากเวที ไม่ได้นำมวลชนไปที่โน่นที่นี่ ก็ถูกยกฟ้องไป อย่างเช่น เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ท่านผู้ชมครับ ผมเคยถูกพิพากษาจำคุก โดยศาลฎีกาจำคุก 8 เดือน ในคดีที่บุกและยึดทำเนียบฯ เพราะฉะนั้นแล้วโอกาสที่การที่หลายๆ คนที่ถูกจำคุกนั้น ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ตื่นเต้น เพราะผมคิดว่าคำตอบจะต้องออกมาอย่างนี้ เพราะผมเคยพูดเมื่อเช้าวันที่ 24 ระหว่างทานข้าวเช้ากับบรรดาเพื่อนร่วมงานของผม เขาถาม ผลจะเป็นอย่างไร ผมบอกว่า สำหรับกรณีของคนที่ไปปิดล้อมและขัดขวางการเลือกตั้งนั้น ต้องโดนโทษจำคุกอย่างแน่นอน หนีไม่ได้


ศาลได้พูดว่า การที่จำเลยนำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสถานที่ราชการให้จำเลยกับผู้ชุมนุมเข้าไปตรวจสอบปรากฏว่ามีการทำงานหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ยอมให้ตรวจสอบนั้น เกิดจากผู้ชุมนุมเรียกร้อง กดดัน คุกคามให้อยู่ในภาวะจำยอม ไม่ได้ถือว่าอนุญาต เป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันควร ทำให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ

ส่วนความผิดในฐานก่อการร้ายนั้น ศาลยกฟ้องหมด เพราะศาลบอกว่าไม่สามารถจะสืบได้ว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง

เอาเป็นว่าอย่างนี้ก็แล้วกัน คดีนี้มันเป็นคดีที่มีที่มาที่ไป ผู้สื่อข่าวหลายท่านก็พยายามจะอธิบายให้ฟังว่าคดีนี้เป็นอย่างไร คนโน้นโดนกี่ปี คนนี้โดนกี่ปี สำหรับผมแล้ว ไม่สำคัญ ผมจะเล่าที่มาที่ไปดีกว่า

ข้อเท็จจริงก็คือว่า อย่างไรการขัดขวางการเลือกตั้งก็ต้องถูกจำคุกแน่นอน และผมก็เชื่อมั่นว่า ในการต่อสู้คดี ถ้าสู้ไปจนถึงศาลฎีกาแล้ว อาจจะหลุดข้อหาอื่น แต่ว่าข้อหาการขัดขวางการเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถจะหลุดได้ และอีกอย่างหนึ่ง หลายๆ คนก็จะหมดอนาคตทางการเมืองไป ไม่ว่าจะเป็นคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ คุณถาวร เสนเนีนยม คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือคุณทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของคุณณัฏฐพล แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมต้องอธิบายให้ฟังสักนิดหนึ่ง คือ แกนนำทั้งหมดของ กปปส. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีอยู่ไม่กี่คน ต้องถือว่าเป็นแกนนำหลัก


แกนนำหลักคือใคร ? คือคนที่นำทุกคน และเริ่มทุกอย่าง เริ่มจากการที่กลุ่มแกนนำ กปปส.นั้น ต้องการที่จะประท้วงรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์

เหตุผลหนึ่งที่ศาลท่านค่อนข้างที่จะพูดจาชัดเจนในคำพิพากษา คือ ได้มีการชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร ทั้งเมือง ปิดถนนหมดทุกแห่ง รถไปไหนมาไหนไม่ได้ ร้านค้าต่างๆ ปิด ทำมาค้าขายไม่ได้ ซึ่งการชุมนุมของ กปปส.นั้น ต่างจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และต่างกว่าการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง หรือแม้กระทั่งกลุ่มสามนิ้ว เพราะว่าพันธมิตรฯ เสื้อแดง และกลุ่มสามนิ้ว ชุมนุมกันเป็นจุดๆ อย่างเช่น สามนิ้วชุมนุมกันสี่แยกปทุมวัน หรือมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนพันธมิตรฯ ก็ชุมนุมที่ทำเนียบฯ หรือชุมนุมที่สนามบิน ส่วนเสื้อแดงนั้นชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์ แต่ กปปส.นั้น ชุมนุมและปิดกรุงเทพฯ ทั้งหมดเลย เหมือนกับว่ากรุงเทพฯ นั้นเป็นของ กปปส. และอีกประการหนึ่ง ในคดีความที่ผมอ่าน ก็คือว่า แกนนำ กปปส. พยายามที่จะตั้งรัฏฐาธิปัตย์ขึ้นมา ก็คือตั้งรัฐบาลของตัวเอง ก็คือพูดง่ายๆ ว่าจะตั้ง ครม.ของตัวเอง ซึ่งในลักษณะแบบนี้ ศาลบอกว่านี่คือการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

ท่านผู้ชมครับ ทั้งหมดนี้ต่างกับกลุ่ม กปปส. ที่แกนนำ 39 คน โดนฟ้อง เพราะนอกจากจะขัดขวางการเลือกตั้งแล้ว ยังเป็นต้นเหตุทำให้ กทม.ทั้ง กทม.เป็นอัมพาตไปหมด เพราะฉะนั้นแล้ว การที่มีโทษจำคุกไม่ใช่เป็นเรื่องอะไรที่น่าประหลาดใจ แต่ว่าศาลค่อนข้างละเอียดมากในการพิจารณา เพราะว่าผมอ่านคำพิพากษาแล้ว อ่านความผิดแล้ว ศาลท่านพิเคราะห์ความผิดแต่ละคนจริงๆ เลย บางคนก็ยกฟ้อง อย่างเช่น เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พิภพ ธงไชย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย บางคนโดนโทษไม่เกิน 1 ปี รอลงอาญา 2 ปี คนต่างๆ เหล่านี้อาจจะเป็นเพราะว่าบทบาทไม่เด่นชัด น่าจะเป็นแค่ไปขึ้นปราศรัยเท่านั้น แสดงว่าศาลได้ลงรายละเอียดถึงบทบาทจำเลยแต่ละคนในการชุมนุมครั้งนี้

ส่วนลูกหมี ชุมพล จุลใส โดนหนักที่สุด อาจเป็นเพราะว่ามีบทบาทมากที่สุด ตลอดจนนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ ก็เป็นเรื่องของการขัดขวางการเลือกตั้ง

นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์
ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ท่านผู้ชมคิดเหมือนผมไหมว่า ทำไมศาลชั้นต้นถึงไม่ให้ประกันตัวไปทันที แต่กลับส่งผู้ต้องหา 6 คน เข้าไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ยื่นขอประกันตัวกับศาลอุทธรณ์ ก็คือต้องส่งไปศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งศาลอุทธรณ์ วันนี้เป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันหยุด ผมเข้าใจว่าคงจะไม่มีคำสั่ง เพราะว่าคงจะเตรียมการอุทธรณ์ไม่ทัน น่าจะอุทธรณ์ได้และปล่อยตัวได้ภายในอาทิตย์หน้า แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะธรรมดาแล้วคดีที่โทษต่ำกว่า 15 ปี ศาลจะให้ประกันตัวอย่างแน่นอนที่สุด แต่ศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัว มิติตรงนี้แปลได้หลายเรื่องมาก มีนัยเยอะมาก ซึ่งผมจะไม่เอามาพูดตอนนี้ อาจจะต้องรอดูเหตุการณ์สัก 1-2 อาทิตย์ แล้วผมค่อยอธิบายให้ฟังอีกที

ผลของคดีนี้ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ พี่น้อง 3 ป. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะทำไม ? ตำแหน่งรัฐมนตรีที่หายไป 2 ตำแหน่ง ของพรรคพลังประชารัฐ เป็นการสร้างพลังอำนาจให้กับกลุ่มพี่น้อง 3 ป. ในการแต่งตั้งคนมาแทนคนที่หลุดไป ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารภายในของพรรคพลังประชารัฐ และสามารถจะเกลี่ยความขัดแย้งที่มีอยู่ให้น้อยลง รัฐมนตรีหายไป 3 คน ของประชาธิปัตย์ 1 คน พลังประชารัฐ 2 คน ตลอดจน ส.ส.อีก 2-3 คนนั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนเสียงในรัฐบาลเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าเสียงในรัฐบาลวันนี้มีเกินกว่าครึ่งไปหลายเสียง


ทีนี้ เมื่อดูผลคดีและดูเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ท่านผู้ชมต้องมองย้อนหลังไปนิดหนึ่ง ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่า ผมเคยพูดเป็นเรื่องๆ

การชุมนุมครั้งแรกของ กปปส.นั้น เริ่มที่สถานีรถไฟสามเสน ของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมก็จำเป็นต้องเอาตำนานหลายอย่างมา คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ในขณะนั้น ส.ส.พัทลุง เคยส่งเลขาฯ ประจำตัวมาพูดคุยกับหลานชายผม คุณวริษฐ์ ลิ้มทองกุล บอกว่า คุณนิพิฏฐ์ ชวนให้ผมออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในกรณีของการนิรโทษฯ สุดซอย แต่ผมตอบปฏิเสธไปว่าผมไม่เอา ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ในตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์พยายามจะผลักดันให้ผมออกมานำอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมบาดเจ็บสาหัสมาเยอะ และผมมีความรู้สึกว่าผมถูกหลอกใช้มาตลอด ผมไม่ยอมให้ใครมาหลอกใช้ผมอีกต่อไป แล้วท่านผู้ชมจำได้ไหมผมเคยพูดในรายการ ว่ากูจะไม่ยอมให้มึงมาหลอกใช้อีก

คำพิพากษาครั้งนี้พิสูจน์ชัดเจนว่าแกนนำ กปปส. เริ่มจากการประท้วงการนิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งเดิมทีสมัยก่อนผมเคยเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง นี่คือตำนานทางการเมือง ซึ่งผมประสบด้วยตัวเอง ถ้าท่านผู้ชมตั้งใจฟังแล้วเรียงร้อยเรื่องราวต่างๆ ไป ท่านผู้ชมจะเข้าใจ


นายวรชัย เหมะ นายวัฒนา เมืองสุข มาหาผมที่บ้านพระอาทิตย์ บอก พี่สนธิ มีทางไหมที่ถ้าเราจะร่วมมือกันขอนิรโทษกรรมให้พวกเสื้อแดง เสื้อเหลือง เพราะเป็นการคิดเห็นต่างทางการเมือง การชุมนุมต่างๆ การบุกรุกสถานที่ การขัดขวางการจราจร ไม่ได้เป็นคดีอาญาที่ไปฆ่าใครตาย แต่ถ้าใครฆ่าใครตายก็ดำเนินคดีต่อไป แยกต่างหาก ผมบอกว่า ผมไม่ขัดข้องเรื่องนี้ ขอเรื่องเดียว จะไม่มีการนิรโทษกรรมคนที๋โดนมาตรา 112 เขาบอกโอเค เขาก็เอากลับไปคุยกัน พอเอากลับไปคุยกันแล้ว รู้สึกว่าทางรัฐบาลจะเริ่มเห็นด้วย ทางคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มเห็นด้วย ทำซะที เพื่อจะให้มีบรรยากาศที่ดีต่อกันและกัน แต่ปรากฏว่า พอข่าวเรื่องนี้เกิดขึ้นมา ทั้งคุณเฉลิม อยู่บำรุง


คุณประยุทธ์ หัวเกรียน จากมหาสารคาม พอรู้ว่าจะมีเรื่องนี้ขึ้นมาปั๊บ ก็บินไปหาทักษิณ ไปพูดกับทักษิณใหญ่เลย ท่าน ไหนๆ เขาจะนิรโทษกรรมเสื้อแดง เสื้อเหลืองแล้ว นิรโทษกรรม ใส่ท่านเข้าไปเลย เอาให้สุดซอย คุณเฉลิม ถึงกับออกแรงอย่างมาก เอาหน้าเอาตา ทักษิณ ก็เลยโทรศัพท์มาหาน้องสาว บอกว่า ใส่ชื่อพี่เข้าไปด้วยสิ เอาให้สุดซอยไปเลย เพราะพี่ก็มีคดีความอยู่ ไหนๆ ก็นิรโทษแล้ว ก็โยนพี่เข้าไปในกลุ่มเลย นี่คือที่มาของการประท้วง ซึ่งข้อเสนอจากการนิรโทษกรรมแบบนี้ โดยพ่วงทักษิณ เข้ามา สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล แม้กระทั่งผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ข้าราชการต่างๆ ประชาชนทั้งหลาย บอกว่ารับไม่ได้ แบบนี้ นิรโทษกรรมสุดซอย นั่นคือที่มาว่าทำไมถึงผลักดันให้ผมออก พอผมไม่ออก คุณสุเทพ ก็เลยต้องแปลงกายออกจากความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วมาเป็นแกนนำประชาชน แล้วก็ดึงเอาแต่ละคนไป

ท่านผู้ชมครับ ในช่วงประท้วงนิรโทษกรรมสุดซอย ท่านผู้ชมที่เป็นพันธมิตรฯ เองก็ทราบว่าหลายท่านก็เข้าไปร่วมชุมนุม กปปส. แต่ผมไม่ไป ที่ผมไม่ไปเพราะผมไม่ไว้ใจคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยพื้นฐาน โดยเนื้อแท้ DNA ก็ยังเป็นนักการเมืองเต็มตัว และผมตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้ทหารมีส่วนรับรู้ และแอบจับมือเบื้องหลังกับแกนนำ กปปส.บางคน ซึ่งผมพิสูจน์แล้วว่าไม่ผิด

ทีนี้ พอชุมนุมขึ้นมา จู่ๆ แล้ว ความที่อารมณ์คนทั่วหล้าไม่พอใจในการนิรโทษกรรมสุดซอย ก็เลยออกมากันเยอะเลย เป็นล้านๆ คน เป็นประวัติศาสตร์ของการชุมนุมที่มีคนออกมาเยอะที่สุด แล้วก็หลายๆ จุด หลายๆ ประเด็น หลายๆ ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง มีความสนุกสนานกับการชุมนุม ตั้งกัน เอาอาหารมาแจกกันกิน กินชีสกัน กินคาเวียร์กัน สำหรับพวกไฮโซ ตั้งโต๊ะกัน มีดารามาถ่ายเซลฟีลง เป่านกหวีดกัน ก็ปรากฏว่าแกนนำ กปปส.บางคนมีความรู้สึกว่าคนออกมาเยอะขนาดนี้ ต้องขยายพื้นที่ ขยายพื้นที่ของการสู้เพื่อต่อต้านนิรโทษกรรมสุดซอยอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเอาหลายอย่าง เผอิญตอนนั้นเรื่องกรณีจำนำข้าวเป็นเรื่องใหญ่ จนในที่สุดแล้ว ทุกคนก็ เอาล่ะ ล้มรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์


สมัยผมชุมนุม ผมมักน้อย ผมชุมนุมเพียงเพื่อให้รัฐบาลชุดทักษิณ ชินวัตร ลาออก แล้วเลือกตั้งใหม่ ผมพอใจแค่นี้ เพราะผมถือว่าทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นทำงานเพื่อเอื้อตัวเอง เอื้อพวกพ้อง และมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นมา ตลอดจนมีการจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ ผมพอใจเพียงแค่นี้ แต่ กปปส.ไม่ใช่ กปปส.ต้องการใหญ่กว่านั้น ที่ต้องการใหญ่กว่านั้นเพราะเบื้องหลังมีแกนนำอยู่ 2-3 คน ซึ่งต้องการที่จะขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน นั่นจึงเป็นที่มาของการบีบรัฐบาลตลอดเวลา จนในที่สุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประกาศลาออก

เมื่อลาออกแล้ว ตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วรัฐธรรมนูญระบุชัดเจน เมื่อลาออกแล้ว ระหว่างที่มีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลที่ลาออกก็สามารถเป็นรัฐบาลรักษาการได้ ต้องมีรัฐบาลรักษาการ จำได้ว่า คุณชัยเกษม นิติสิริ ตอนนั้นก็เป็นคนพูดออกมาชัดเจนว่า จะให้ผมทำอย่างไร ผมต้องเป็นรัฐบาลรักษาการ ไม่รักษาการไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบังคับให้เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มพวกนี้ กปปส. ที่มีเบื้องหลังอยู่ 2-3 คน ก็เลยดิ้นรนเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้มาตรา 7 ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นมา โดยที่เขามองว่าในขณะนั้นมันเป็นช่วงสุญญากาศ ไม่มีใครเป็นรัฐมนตรี แต่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เพียงแต่เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่ง กปปส.ไม่ต้องการให้คุณยิ่งลักษณ์ อยู่


เมื่อไม่ต้องการให้คุณยิ่งลักษณ์ อยู่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านไม่เอาด้วย เพราะพระองค์ท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีชัดเจนว่าเมื่อรัฐบาลลาออก คุณยิ่งลักษณ์ ต้องเป็นนายกฯ รักษาการ พระองค์ท่านก็ไม่เซ็น เมื่อไม่เซ็นแล้วก็เลยเกิด ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Deadlock ไม่รู้จะไปทำอย่างไรแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ตอนนั้นก็เลยประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการจัดเตรียมการเลือกตั้ง เพราะว่าคุณยิ่งลักษณ์ มั่นใจว่าเลือกตั้งใหม่ก็ได้เข้ามาอีกเหมือนเดิม ทางกลุ่ม กปปส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำ 2-3 คน ที่อยู่เบื้องหลัง ก็บอกว่าไม่ได้ ให้มีการเลือกตั้งไม่ได้ ให้มีการเลือกตั้งเดี๋ยวกลุ่มทักษิณ ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ในที่สุดแล้วก็เลยเกิดกระบวนการล้มการเลือกตั้ง เดินขบวนไปขัดขวางการเลือกตั้งตามพื้นที่ต่างๆ ที่มีการเลือกตั้ง และนั่นคือที่มา

เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องนี้ก็เลยเกิดขึ้นเป็นเรื่องราวใหญ่โต เกิดความวุ่นวายขึ้นมา ประเทศชาติไม่สงบ ความขัดแย้งตรงนี้หาที่ลงไม่ได้ หาทางออกไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก อีกฝ่ายหนึ่งก็หวังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะใช้มาตรา 7 แต่เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธที่จะใช้มาตรา 7 และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เลยมีการขัดขวางการเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้ก็เลยเข้าทางของกลุ่มทหารที่ต้องการจะปฏิวัติ เพราะทหารมีอยู่บางกลุ่มที่เขาทนไม่ไหวแล้ว มันวุ่นวายไปหมด เมืองทั้งเมืองปิดหมด ไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ สรุปแล้วก็เหมือนกับว่าถูกยึดอำนาจ แล้วในกลุ่มของ กปปส.เองก็พยายามตั้งรัฏฐาธิปัตย์ขึ้นมา เอาล่ะ เรามีคนจำนวนเท่านี้ เรายึดได้แล้ว เราตั้ง ครม.ของเราเอง โน่นนี่นั่น ไปเช็กดูอดีตข้อมูลเหล่านี้มีมาหมดเลย


ทีนี้ ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น ในขณะนั้น ผมต้องเตือนก่อนนะท่านผู้ชม ก่อนที่จะมีการยึดอำนาจ กระแสรัฐประหารแรงมาก มีกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่ง ผมรู้ว่าชื่ออะไร แต่อย่าให้ผมเอ่ยชื่อเลย ต้องการที่จะยึดอำนาจ รัฐประหาร แล้วก็ทำให้ทุกอย่างสงบลง แล้วแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่ดีขึ้น ในขณะนั้นข่าวชิ้นนี้ก็หลุดไปถึงคุณทักษิณ ชินวัตร เพราะว่า ... ท่านผู้ชมครับ ด้วยความสัตย์จริง คุณทักษิณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ เคยสนิทสนมกัน และยังสนิทสนมกันต่อมาระยะหนึ่ง แล้วก็เลิกสนิทสนมกันแล้ว

ท่านผู้ชมจำได้ไหมที่ผมเคย ... ผมเป็นคนแรกที่เอาคลิปถั่งเช่ามาออกในเว็บไซต์ mgronline คนเข้าไปดูล้านกว่าคน สมัยสิบกว่าปีที่แล้ว ล้านกว่าคนนี่เท่ากับสิบกว่าล้าน ยี่สิบกว่าล้านในสมัยนี้นะ เพราะว่าโซเชียลมีเดียยังไม่มี แล้วในคลิปถั่งเช่า ซึ่งเป็นการอัดเทปของ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คุณทักษิณ พูดชัดเจนว่า ไว้ใจคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณทักษิณ จะไปพูดอย่างนั้นได้อย่างไรถ้าไม่รู้จักคุณประยุทธ์ดี และไม่มีการติดต่อดี แล้วก็ปรากฏว่าเบื้องหลังจริงๆ ก็ได้มีการติดต่อของคุณทักษิณ กับทหาร โดยตัวเชื่อมก็คือ ญาติคนหนึ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นคนประสานงานระหว่างทักษิณ กับประยุทธ์ เพราะฉะนั้นแล้ว ถามว่าทักษิณ กับคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ รู้จักกันดีไหม ? รู้จักกันดี แม้กระทั่งตอนที่คุณทักษิณ ลี้ภัยไป


สรุปง่ายๆ ว่า คุณทักษิณ ก็เลยมองเกมว่า ตายล่ะ ถ้าคนอื่นยึดอำนาจปฏิวัติ ซึ่งผมรู้ว่าคนที่เป็นหัวหอกในการยึดอำนาจเป็นคนที่เกลียดคุณทักษิณมาก สู้ให้ประยุทธ์ยึดอำนาจดีกว่า เพราะว่ารู้จักกันดี เพราะว่าทักษิณเคยชมประยุทธ์ ในคลิปถั่งเช่า ก็เลยยุยงให้ประยุทธ์ยึดอำนาจดีกว่า มีอะไรเจรจากัน พูดจากัน มันก็จะซอฟต์ลง อ่อนลง ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็รู้ว่าคุณประยุทธ์จะยึดอำนาจ

ท่านผู้ชมครับ ถ้าติดตามข่าว ต้องไปอ่านข่าวย้อนหลังเก่าๆ คุณสุเทพ หลังจากมีการชุมนุมแล้ว มีการยึดอำนาจเรียบร้อยแล้ว และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ไปกินอาหารที่แปซิฟิก คลับ ซึ่งอยู่แถวถนนเพลินจิต อยู่ฝั่งตรงข้ามธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ คุณสุเทพ โชว์เลยว่า ผมติดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้ เอาไลน์ให้ดู ติดต่อกันตลอดเวลา พูดอย่างนี้ๆๆ ก็คือแสดงว่าคุณประยุทธ์ กับคุณสุเทพ เป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก และผมก็รู้ ท่านผู้ชมครับ นี่คือประสบการณ์ส่วนตัวของผมจะเล่าให้ฟัง

ตอนที่เขาชุมนุม กปปส. หลายๆ คนไปขึ้นเวที มีคนเสนอคุณสุเทพ ว่า เอาคุณสนธิ มาพูดด้วยสิ คุณสนธิ เป็นหนึ่งในแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุณสุเทพ ปฏิเสธตลอดเวลา ตลอดที่ชุมนุมกัน ไม่เคยเลยที่จะบอกว่าคุณสนธิ มาขึ้นเวทีพูดช่วยหน่อยได้ไหม ไม่ใช่ เพราะอะไรรู้ไหม ? เพราะยุคนั้นคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ชอบผม และบอกคุณสุเทพ ว่าใครขึ้นเวทีก็ได้ ต้องไม่มีสนธิ ขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ได้แคร์ เพราะผมไม่ต้องการชุมนุมอยู่แล้ว ก็ปรากฏว่ากลายเป็นว่าผมรอดในงานนี้ เพราะผมไม่ได้ไปยุ่งอะไรด้วยเลย เห็นหรือยังครับท่านผู้ชม ธรรมะมันจัดสรรกันได้ดี


ทีนี้ พอยึดอำนาจมาเสร็จเรียบร้อย ท่านผู้ชมสังเกตตามผมไหม สิ่งแรก วาระแรกที่รัฐบาลชุด คสช.ทำ คืออะไร ? ปรองดอง กลับไปดูข่าวเก่าๆ ปรองดองกันจริงๆ บังคับให้เสื้อเหลือง เสื้อแดง มานั่งคุยกัน บังคับให้ กปปส. มานั่งคุยกัน คือพูดง่ายๆ ว่า ต้องการจะสร้างความสมานฉันท์ ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน เพื่ออะไร ? เพื่อเป็นการให้สังคมยอมรับ จะได้เปิดประตูให้คุณทักษิณ กลับเข้ามาประเทศไทยได้อย่างที่ไม่มีการโดนคัดค้าน นี่คือสิ่งที่ทำไมทักษิณ ถึงอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิวัติ ท่านผู้ชมครับ นี่คือความจริง แต่ปรากฏว่ามันไปติดขัดอยู่ 2-3 เรื่อง


เรื่องแรกก็คือ คุณประยุทธ์ เข้ามาปฏิวัติบนพื้นฐานของการป้องกันการนองเลือด ซึ่งมันไม่มี แต่ว่าการคอร์รัปชันถูกชูขึ้นมา ทีนี้พอถูกชูคอร์รัปชันขึ้นมา รัฐบาลชุด คสช.ตอนนั้น ไม่ยอมชูเรื่องที่ใหญ่ที่สุดและอยู่คาใจประชาชนหมดเลย ก็คือเรื่องการจำนำข้าว การขี้โกงการจำนำข้าว ก็ปรากฏว่าไม่มีการชูเรื่องนี้ขึ้นมา


แต่ในที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ถูกกดดันหนัก ก็เลยต้องชูเรื่องการจำนำข้าวขึ้นมาเป็นประเด็นหลักเลยในการที่จะยึดอำนาจ ตรงนี้ก็เลยทำให้ทิศทางที่คุยกับทางคุณทักกษิณ พลาดไป และเมื่อตั้งรัฐบาล คสช. คนๆ หนึ่งที่ทำให้รัฐบาลชุด คสช. และการปรองดองมันป่วนไปหมด ชื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งท่านเป็นองคมนตรีในปัจจุบัน

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านไม่ได้สนใจงานปรองดองที่ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามที่จะทำกัน คนที่ประสานงาน พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ให้กับคุณทักษิณ ก็คือ พล.อ.นพดล อินทปัญญา ซึ่้งเป็นทหารคนสนิท เลขาฯ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

พล.อ.นพดล อินทปัญญา
คุณไพบูลย์ คุ้มฉายา ท่านไม่ได้ทำอะไรเลยงานนี้ที่ท่านขึ้นมา ท่านทำอยู่อย่างเดียว ท่านตามเช็กบิลลูกน้องเก่าทักษิณ ที่ทำผิดทุกเรื่อง ใครชุมนุมตรงไหน ใครไปเผาศาลากลางตรงไหน ท่านเข้าไปจับ ท่านเข้าไปดำเนินคดี ท่านส่งฟ้องศาล มันก็เลยทำให้แผนที่วางร่วมกับทักษิณ และทักษิณคิดว่าจะมีการปรองดอง มันพังทลายไปหมด เมื่อมันพังทลายไปหมดแล้ว ทุกอย่างก็เลยต้อง ... ภาษาจีนกำลังภายในเขาเรียกว่า ต้องผลักเรือตามน้ำไป คุณประยุทธ์ไม่มีทางเลือก ก็เลยต้องดำเนินนโยบายแข็งกร้าว ไม่แข็งกร้าวไม่ได้ เพราะถ้าคุณประยุทธ์ ไม่แข็งกร้าว คุณไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่้งอยู่ข้างหลัง ก็จะบอกว่า ไม่ได้นะ เขาทำผิดกฎหมายนะ ถ้าเราไม่จัดการ ปรองดองส่วนปรองดอง ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันไป และในขณะนั้นส่วนใหญ่ที่ทำผิดกฎหมายก็คือกลุ่มพวกคนเสื้อแดง

ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ผมเชื่อว่าหลายๆ คนจะรู้เรื่องนี้ดี แต่ไม่กล้าพูด แต่เพื่อความเข้าใจ ทำไมคุณสุเทพ ถึงร่วมมือกับคุณประยุทธ์ เพราะหวังว่าในอนาคตข้างหน้า เมื่อมีการตั้งรัฐบาลแล้ว ก็จะสามารถที่จะสอดแทรกคนของตัวเองเข้าไป หลายๆ คนก็ได้เข้าไป ได้ตำแหน่งหลายคน อย่างเช่น บางคนก็ได้ไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. บางคนได้ไปเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ก็ได้เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเช่นกัน ต่อมาจนกระทั่งถึงช่วงเลือกตั้ง พอช่วงเลือกตั้ง ก็ตั้งคุณณัฏฐพล ไปเป็นรัฐมนตรี คุณพุทธิพงษ์ ไปเป็นรัฐมนตรีเช่นกัน เห็นหรือยังครับ นี่คือการตอบแทน คุณสุเทพ ส่งพรรคของตัวเองเข้าไปมี ส.ส.2-3 คน ก็ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอนนี้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
นี่คือสิ่งที่คุณสุเทพ วางเอาไว้ เป็นเพียงแต่ว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นครั้งที่ผ่านมานี้ การคำนวณของคุณสุเทพ ผิดพลาด นึกว่ายังมี กปปส.อยู่ที่จะหนุนหลังให้เต็มที่ ปรากฏว่าส่วนใหญ่แล้ว 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ หนีหมด ไม่เอาแล้ว ก็เลยได้ ส.ส. รวมทั้งบัญชีรายชื่อ มาแค่ 4-5 คน เท่านั้นเอง ถ้าคุณสุเทพ หวังว่าจะได้มาสัก 20-30 คนแล้ว ก็จะมีการแต่งตั้ง รวมทั้งคุณสุเทพ ด้วย เข้าไปเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีใหญ่ๆ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงพูดว่า งานนี้ถ้าจะสรุปแล้วก็คือการเตะหมูเข้าปากหมา คนที่เอนจอยที่สุดในขณะนี้ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ฉะนั้นใครก็ตามที่เคยร่วมกับ กปปส. ผมไม่อยากจะพูด เดี๋ยวจะโกรธผม เบิกเนตรซะ ว่าความจริงโดนหลอกมาตลอด ท่านผู้ชมครับ ผมถึงบอกไงว่าผมจะไม่ยอมให้ใครมาหลอกใช้ผมอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่ผมได้ทำ โดยผมลาออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผมมาทำรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ผมไม่ยืนข้างใครแล้ว ผมยืนบนความถูกต้อง ความถูกต้องเท่านั้นสำหรับผม คือเรื่องที่ใหญ่โตที่สุด

ตอนนี้รายการของการที่จะจำคุกของแกนนำ กปปส. จำคุกมาแล้วนี่ พันธมิตรฯ ก็จำคุกมาแล้ว 8 เดือน เสื้อแดงก็จำคุกมาแล้ว กปปส. ก็มาแล้ว ท่านผู้ชมครับ คิวต่อไปคือม็อบสามนิ้ว ก็ในเมื่อจำคุกหมดแล้วนี่ครับ เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อฟ้า ก็เหลือชุดสามนิ้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ชุดสามนิ้วจากนี้ไปก็จะโวยวายไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าใครออกแบบเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่ามีการออกแบบให้ทุกคนโดนหมด ไม่เป็นไรครับท่านผู้ชม นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะประเทืองปัญญาท่านผู้ชมพอสมควร


ท่านผู้ชมครับ ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงของการปรับ ครม.ล่ะ ตอนนี้ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผมพูดไปแล้วว่า เป็นสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 2 สายนี้หลุดไปแล้ว มันก็ต้องขึ้นมาอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แล้ว ไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีสายตรงเพิ่มอีกหรือเปล่า เท่าที่ดูแล้วอาจจะไม่มี เพราะฉะนั้นแล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็คือเจ้าของพรรค และเจ้าของรัฐบาลตัวจริง

ข่าวล่าสุดบอกว่า คุณสันติ พร้อมมาก ไม่ใช่! คุณสันติ พร้อมพัฒน์ อยากจะออกจากกระทรวงการคลัง เพราะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดนคุณอาคม กดไว้ โดนเวทมนต์อาคมกดเอาไว้ ไม่สามารถจะขยับทำอะไรได้ กำลังจะเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ ว่าให้พรรคประชาธิปัตย์นั้นเอาโควตาตัวเองนั้นมาลงรัฐมนตรีช่วยฯ คลัง แล้วตัวเองจะขอไปเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ คมนาคม อย่างน้อยก็มีงานมีการทำบ้าง มีโครงการบ้าง มีโน่นมีนี่

นายสันติ พร้อมพัฒน์
จริงๆ แล้วถ้าจะปรับ ครม.ครั้งนี้ ผมอยากจะเห็นคุณสุชาติ ชมกลิ่น หรือเสี่ยเฮ้ง ถูกปรับออกเหมือนกัน มีหลายคนที่ผมอยากให้ถูกปรับออก คุณสุชาติ ชมกลิ่น นั้น ผมไม่รู้จักท่าน แต่ผมเห็นว่าท่านมาอยู่กระทรวงแรงงาน ท่านไม่มีผลงานอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วยิ่งมีปัญหาเรื่องแรงงานเถื่อนเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ท่านไม่ได้คิดที่จะแก้หรือมีมาตรการใดๆ ในเรื่องแรงงานเถื่อน คือพูดง่ายๆ ว่าท่านเป็นคนที่ไม่มีฝีมือเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านมีแต่บทลูกของลูกทุ่งออกมา แล้วท่านก็มี ส.ส.ในมือ ผมไม่คิดว่าท่านจะเหมาะที่จะนั่งอยู่กระทรวงแรงงาน และมีอีกหลายๆ ท่านที่ใช้ไม่ได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น
คำถามก็คือว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ จะปรับ ครม.เพื่อประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดนี้ หรือจะปรับ ครม.เพื่อให้กลุ่มการเมืองมีความสุขกัน

ท่านผู้ชมครับ มันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูดหน่อย ท่านผู้ชมจำเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะได้ไหม นิคมอุตสาหกรรมจะนะ มันเป็นการที่จะมีการใช้พื้นที่ใน อ.จะนะ เพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม แล้วชาวบ้านก็มาร้องเรียนกันเต็มเลย โดยที่คนที่เป็นนายทุนในเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะนั้น เป็นหลานชาย หรือเป็นตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ สาย TPI PL ก็คือสายของคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ท่านผู้ชมคงรู้จักคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ดีนะ ตอนนี้หลานชายเป็นคนออกหน้า


ทั้งหมดโครงการนี้ ชาวบ้านหลายคนที่อยู่ในดินแดนจะนะไม่มพอใจมาก ต่อสู้มาตลอด ก็ปรากฏว่าได้มีการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขึ้นมาเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมเห็นรายงานข่าวชิ้นหนึ่ง ได้เสนอเข้า ครม. เพื่อให้ ครม.รับทราบ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ท่านผู้ชมและพี่น้องชาวจะนะ จ.สงขลา ให้รับทราบว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ปรากฏว่า โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ นั้น ทำผิดขั้นตอน เพราะในมติ ครม. ในปี 62 ระบุชัดเจนว่าให้ ศอ.บต. ก็คือหน่วยงานที่ดูแลภาคใต้ กับสภาพัฒน์ ร่วมมือกันเพื่อทำพิจารณาโครงการจะนะ แต่ว่าไม่ได้ทำ โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ทำโดยผู้อำนวยการ ศอ.บต. และรองผู้อำนวยการ ศอ.บต. 2 คน คิดโครงการนี้ขึ้นมา ทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมากเลย


 จนในที่สุด เมื่อตั้งประธานกรรมการพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว มีการตรวจสอบแล้ว ก็ยื่นเรื่องกลับไป ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ที่เสนอมานั้น ผิดหมด ไม่ได้ร่วมมือกับสภาพัฒน์ แต่เป็นการตั้งเรื่องของ ศอ.บต. ก็เลยให้เริ่มใหม่จากศูนย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าสภาพัฒน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สภาพัฒน์จะเข้าใจปัญหาของท้องถิ่น จะเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน จะไม่ทำตามที่ ศอ.บต. ซึ่ง ศอ.บต.ทำตามนายทุนเต็มตัว

ท่านผู้ชมครับ น่าประหลาดใจ ผมไม่คิดว่าคนที่เป็นประธานพิจารณาหาข้อเท็จจริงจะเป็นคนๆ นี้ เพราะผมไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนที่เสนอเรื่องนี้เข้ามา คนนั้นคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า


คนซึ่งพวกท่านผู้ชม หรือหลายๆ คนบอกว่าเป็นรัฐมนตรีสายสีเทา แต่ว่าการกระทำของคุณธรรมนัส พรหมเผ่า ครั้งนี้ ต้องถือว่าแหวกแนว เพราะว่ายึดถือหลักการและเอาประชาชนเป็นหลัก เขาจะเป็นคนอย่างไรก็ตาม ผมไม่รู้ แต่ผมถือว่าการที่เขาหาข้อเท็จจริงได้แบบนี้ แล้วเขาเสนอให้เริ่มใหม่โดยมีสภาพัฒน์เข้ามาร่วมตามมติ ครม. ผมถือว่าเขาเป็นคนที่ใช้ได้

ท่านผู้ชมครับ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องต่างประเทศมาหลายอาทิตย์แล้ว ผมไม่ได้ลืมเรื่องนี้ เพราะว่า 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมามีแต่เรื่องในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องร้อนๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ยังจะต้องพูดต่อเรื่องในประเทศ เพราะยังมีเรื่องที่คาใจอยู่หลายๆ ประเด็นที่ผมจะพูดในวันนี้ด้วยเช่นกัน แต่ว่าผมคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องมาอัปเดตเรื่องราวของอเมริกาและจีน เพื่อให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันนิดหนึ่งว่าเหตุการณ์ตั้งแต่โจ ไบเดน ขึ้นมานั้น สัมพันธภาพ ความรู้สึก และนโยบายการทูตที่อเมริกาได้วางเอาไว้เกี่ยวกับประเทศจีนโดยเฉพาะนั้น กำลังเริ่มจะมีผลอย่างไร ที่สำคัญที่สุด มีผลอย่างไรนั้น มันจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในอนาคตของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอธิบายให้ฟังให้เข้าใจ เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มาก เพียงแต่ว่าการเดินเกมนั้นมันค่อยๆ เดินไป ถ้าท่านผู้ชมไม่ได้ติดตามข่าวตลอดเวลา และไม่สามารถจะเรียงร้อยข่าวแต่ละข่าวให้เข้าด้วยกัน ท่านผู้ชมจะไม่เข้าใจเลยว่าในขณะนี้อะไรมันกำลังเกิดขึ้น แต่ผมบอกท่านผู้ชมได้อย่างหนึ่งว่า ความตึงเครียดระหว่างอเมริกาในยุคโจ ไบเดน นั้น ตึงเครียดไม่ได้น้อยกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ เผลอๆ อาจจะตึงเครียดมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าไบเดน เป็นคนประเภท เสื้อใส่สูทแล้วสามารถชักปืนออกมายิงกับจีนได้ ในขณะซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตัวเป็นชุดคาวบอย แล้วก็แสดงความห้าวเป้งออกมา ท่านผู้ชมตามผมมาก็แล้วกัน

ในการประชุมต่าๆง ในช่วงนี้ ผมจะใส่ใจเป็นพิเศษ ว่า นายโจ ไบเดน ประชุมเรื่องอะไร ประชุมที่ไหน ที่ประชุมมีนัยอะไรบ้าง และพูดอะไรบ้าง และในขณะเดียวกัน ก็มีคำพูดของสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นั่นคือประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ก่อนที่นายไบเดน จะขึ้นมา นายสี จิ้นผิง พูดอะไร


เมื่อประมาณ 8 วันที่แล้ว ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในการประชุมทางไกลด้านความมั่นคงที่เมืองมิวนิก หรือที่เรียกว่า Munich Security Conference นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนที่ 46 ซึ่งกล่าวกับที่ประชุม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้นำจากชาติยุโรป เช่น นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นายแอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แล้วนายไบเดน ในวันนั้น เน้นย้ำว่า อเมริกากลับมาแล้ว ก็คือว่า America is back นัยของทรัมป์ ในอดีตก็คือว่า America is first ความจริงแล้วนัยไม่ได้ต่างกัน แต่วิธีการไม่เหมือนกัน


นายทรัมป์ America is first ก็คือตัวเองเป็นคาวบอย เป็นพระเอก แต่ไบเดน America is back หมายความว่า (ผมแปลตามภาษาชาวบ้านนะครับ) เฮ้ย อั๊วหายไปนาน อั๊วกลับมาแล้วนะ เพราะฉะนั้นลื้อสบายใจได้ ทุกอย่างเหมือนเดิม (อั๊วจะเป็นผู้นำลื้อต่อไปเหมือนเดิม) แต่นายไบเดน ไม่ได้พูดเช่นนั้น คืออย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า นายไบเดน พยายามจะดึงพันธมิตรทางยุโรปออกมาเป็นพวก แต่แน่นอนที่สุด ในการดึงเข้ามานั้น ในที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการที่ทุกประเทศในยุโรปก็ต้องยอมให้อเมริกาเป็นผู้นำ นี่คือสิ่งที่ไบเดน พยายามทำ ผมจะเอาคำพูดของไบเดน ที่พูดในวันนั้นมาเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง แล้วท่านผู้ชมติดตามคำพูดนี้ให้ดีๆ แล้วท่านผู้ชมจะสามารถอ่านความหมายระหว่างบรรทัดได้ชัดเจน

ไบเดน พูดอย่างนี้ครับ "อเมริกากลับมาแล้ว ผมพูดกับคุณวันนี้ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารงานของผม และผมขอส่งข้อความที่ชัดเจนนี้ไปทั่วโลกว่า อเมริกากลับมาแล้ว และพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Trans-Atlantic alliance) กลับมาแล้ว และเราจะไม่หันหลังมองกลับไป แต่เราจะมองไปข้างหน้าด้วยกัน" ก็คือพูดง่ายๆ ว่าสมัยก่อนนั้น ทรัมป์ ไม่ใส่ใจในพันธมิตรทางมหาสมุทรแอตแลนติก คือฝั่งยุโรป แต่วันนี้พันธมิตรกลับมาแล้ว


ไบเดน พูดต่อ "ในมุมมองของผม ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างยุโรปและอเมริกา และคงจะต้องเป็นหมุดสำคัญของสิ่งที่เราต้องการจะทำให้สำเร็จในทศวรรษที่ 21 ดังที่เราทำมาแล้วในทศวรรษที่ 20" นั่นก็คือว่า อเมริกาเป็นผู้นำ แล้วทุกคนเป็นผู้ตาม เพื่อที่จะให้อเมริกา และกลุ่มคนชาวผิวขาว สามารถจะครอบงำโลกได้ด้วยมาตรฐานที่ตัวเองตั้งไว้ให้ทุกคนต้องทำตามมาตรฐานนี้ ถ้าคนที่เป็นศัตรูกับอเมริกาไม่ทำตามมาตรฐานนี้ ต้องถือว่าเป็นคู่แข่ง หรือเป็นศัตรูกับอเมริกา

ไบเดน พูดต่อว่า "ยืนยันว่าสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนพันธมิตรภายใต้สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ โดยสหรัฐฯ จะสนับสนุนการขยายการลงทุนด้านกำลังทหารของยุโรป เพื่อให้ได้ขีดความสามารถทางด้านความมั่นคงร่วมกัน"

นายไบเดน จะยึดถือในมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต คือสรุปง่ายๆ ว่ามาตรา 5 ในสนธิสัญญานาโตนั้น ระบุลงไปเลยว่า หากประเทศหนึ่งประเทศใดในนาโตถูกโจมตี นัยนี้ก็หมายความว่าถ้าถูกรัสเซียโจมตี ไบเดน จะต้องผูกพัน เข้ามาปกป้องประเทศนั้นด้วยกำลังแสนยานุภาพอเมริกา โดยสิ่งนี้ไบเดน ถือว่าเป็นคำมั่นที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้

เพราะฉะนั้นแล้ว ไบเดน จะสังเกตอย่างหนึ่ง งวดนี้เขาบอกว่า อเมริกากลับมาแล้วนะ ในฐานะผู้นำ เพื่อต่อต้านสิ่งที่เขาเรียกว่าการโจมตีต่อประชาธิปไตยทั่วโลก ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี เจ้าภาพจัดการประชุมที่เมืองมิวนิก กล่าวต้อนรับอเมริกาในการกลับสู่ความร่วมมือแบบพหุภาคีอีกครั้งหนึ่ง ก็คือร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย แต่ลึกๆ ก็คือเมริกาเป็นผู้นำ

ทั้งนี้ ไบเดน เรียกร้องให้พันธมิตรดั้งเดิมของอเมริกาควรมีความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ เห็นไหมครับท่านผู้ชม นั่นก็คือ ไบเดน กำลังบอกว่า คุณต้องเชื่อสิ ถ้าผมนำคุณอีกครั้งหนึ่ง เหมือนสมัยทศวรรษที่ 20 ผมจะนำคุณเหมือนเดิม นั่นก็คืออะไร ? นั่นก็คือ อเมริกากลับมาแล้ว ไปสู่การเป็นผู้นำขั้วที่้เขาเรียกรวบรวมพันธมิตรเข้ามาเพื่อต่อต้านกับจีนและรัสเซีย

คือ ช่วงที่ทรัมป์ อยู่ ทรัมป์ มีปัญหากับยุโรปมาก และทรัมป์ ก็ตัดงบประมาณนาโต ย้ายทหารอเมริกาในเยอรมนีไปอยู่ที่อื่น แล้วก็บังคับให้ประเทศต่างๆ ในนาโตจะต้องลงขันมากขึ้นกว่าเดิมในการช่วยอเมริกาเพื่อสร้างนาโตให้เข้มแข็ง มีเงินมีทอง สร้างอาวุธ เพื่อปกป้องภัยจากรัสเซีย แต่งวดนี้นายไบเดน กลับมาอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนทรัมป์ ไบเดน พูดชัดเจนว่า จากนี้ไปผมจะเอาเงินเอาทองลงไปในกำลังทหาร ผมจะเอาเงินเอาทองมาสนับสนุนคุณในการสร้างนาโตให้เข้มแข็ง


ด้วยเหตุนี้ ศัตรูของอเมริกาที่อเมริกาต้องการจะทะเลาะเบาะแว้งด้วย ก็คือ ปูติน ของรัสเซีย ไบเดน พูดออกมาว่า "ปูติน พยายามหาหนทางในการทำให้ยุโรปอ่อนแอ นั่นหมายถึงโครงการต่างๆ ของยุโรปและพันธมิตรนาโต เขาต้องการทำลายความสามัคคีของความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะมันเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากที่เครมลินจะรังแกและคุกคามรัฐแต่ละรัฐ เมื่อเทียบกับการเจรจากับชุมชนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่แข็งแกร่งและเป็นปึกแผ่น" นั่นคือไบเดน บอกว่า เฮ้ย ถ้าชุมชนแอตแลนติก (คือ อียู) จับมือร่วมกัน สมาชิกองค์การนาโตจับมือร่วมกันแล้ว เวลาจะมีปัญหา ก็มีปัญหาทั้งกลุ่มกับรัสเซีย เพราะรัสเซียฉวยโอกาสช่วงที่นายทรัมป์ ไม่ได้สนใจพันธมิตรนาโตเลยแม้แต่นิดเดียว กล่าวรุกราน หรือรังแกสมาชิกแต่ละประเทศในยุโรป อย่างเช่น ปูติน ส่งทหารรัสเซียบุกเข้าไปในยูเครน ไปคาบสมุทรไครเมีย แล้วยึดไครเมียกลับมาจากยูเครน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งไบเดน กำลังส่งสัญญาณไปว่า จากนี้ไปคุณไม่ต้องกลัว คุณไม่ต้องกลัวว่ารัสเซียจะเข้ามารังแกคุณ รัสเซียเข้ามารังแกคุณ ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโตแล้ว เท่ากับรัสเซียกำลังรบกับอเมริกาเช่นกัน

พ้นจากรัสเซียแล้ว ไบเดน ก็พูดต่อเรื่องจีน ไบเดน อธิบายว่าจีนมีการละเมิดทางเศรษฐกิจ และเขาต้องการบีบบังคับ ตัดรากฐานระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า จีนเอาเปรียบในการค้าระหว่างประเทศมาก โดยที่ไบเดน ไม่ได้พูดเลยว่าอเมริกาเอาเปรียบอย่างไร คือผมกำลังสรุปง่ายๆ ว่า นายไบเดน กลับมาครั้งนี้ด้วยทัศนคติของความเป็นจักรวรรดินิยม ภาษาอังกฤษเขาเรียกลัทธิจักรวรรดินิยมว่า Imperialism ก็คือว่า กูต้องเป็นใหญ่ กูต้องครอบงำมึงทุกอย่าง มึงจะต้องทำตามกู กูจะเป็นคนจัดตั้งมาตรฐานของโลกขึ้นมา แล้วมึงก็ต้องยอมทำตาม ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ

เขาเห็นว่าบริษัทจากจีนควรอยู่ในมาตรฐานเดียวกับบริษัทในสหรัฐฯ และยุโรป โดยในตอนหนึ่งของการประชุมดังกล่าว ไบเดน กล่าวอย่างชัดเจนว่า "สหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปต้องจับมือกันสู้กับจีน ด้วยมาตรฐานของกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งเท่าเทียมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการคอร์รัปชันและการผูกขาด"


ท่านผู้ชมครับ จะเห็นได้ชัดว่านี่คือการโหมโรงของไบเดน เมื่อประมาณ 8 วันที่แล้ว ที่การประชุมความมั่นคงของมิวนิก

ท่านผู้ชมครับ อย่างที่ผมเคยพูดและวิเคราะห์ในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2563 ผมบอกว่า แม้นายโจ ไบเดน จะได้รับชัยชนะเหนือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ท่าทีที่แข็งกร้าว หรือจุดยืนในการปิดล้อมและต่อต้านจีนของอเมริกา ก็จะยังคงอยู่ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนท่าทีและยุทธวิธี จากสไตล์ทรัมป์ ซึ่งเป็นคอยบอยห้าวเป้ง ที่ผมพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ ใส่หมวกคาวบอยพกปืนไป 2 กระบอก เดินไปท้าคนโน้นยิง ท้าคนนี้ยิง มาเป็นสไตล์ไบเดน สไตล์ไบเดน เป็นลักษณะอย่างไร ? เป็นลักษณะผู้ดีมากขึ้น คือแสวงหาพันธมิตร แนวร่วมในภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรือการสร้างพันธมิตรในกลุ่ม QUAD คือภาคี 4 ฝ่าย


QUAD เริ่มต้นก่อนที่นายทรัมป์ จะหมดอำนาจไป มีเป็นภาคี 4 ฝ่าย ประกอบด้วย อเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งกลุ่ม QUAD ที่ตั้งขึ้นมานี้ เพื่อคานจีนโดยเฉพาะ คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นอนุภูมิภาคหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะให้ความร่วมมือทางการทหาร แสนยานุภาพ เพื่อต่อต้านจีนโดยเฉพาะ กลุ่ม QUAD ล้วนแล้วแต่เป็นขาใหญ่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วยกันทั้งสิ้น

อเมริกาได้มองอินเดีย อินเดียจะเป็นตัวละครที่เข้ามาร่วมกับอเมริกาในการคานจีน ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสัก 3 ตัวอย่าง ตั้งแต่นายไบเดน สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไม่ได้ดีขึ้นเลย ยังอึมครึมเหมือนเดิม ไม่ได้แตกต่างจากสมัยที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเลย ไม่ได้ต่างอะไรกันมากมาย

เรื่องที่ 1 เห็นได้ชัด ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง ไบเดน รีบโทรศัพท์ไปหาพันธมิตร หรือตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นพันธมิตร ที่ต่อต้านจีน เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน ทันทีเลย

วันที่ 28 มกราคม 2564 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ในอเมริกา นายไบเดน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง ต่อสายคุยกับผู้นำหลายประเทศ และออกแถลงการณ์ย้ำสนับสนุนพันธมิตรสหรัฐฯ ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ โดยส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ คัดค้านการอ้างสิทธิ์ของจีนในทะเลจีนตอนใต้ ที่มีข้อพิพาทในหลายชาติ


ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่ผมจะไปเรื่องของญี่ปุ่น ล่าสุด นายไบเดน ได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา เจรจากับนายดูแตร์เต เพื่อให้รื้อฟื้นสนธิสัญญาสิทธิในการเอากำลังทหารกองทัพมาเยือนฟิลิปปินส์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า เหมือนกับการอนุญาตให้ตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์อีกครั้งหนึ่้ง หลังจากที่ออกไปแล้ว สมัยก่อนอเมริกามีฐานทัพอากาศ เขาเรียกว่า กองทัพอากาศคลาร์ก (Clark Air Base) อยู่ที่ฟิลิปปินส์ แล้วยังมีหน่วยรบของกองกำลังพื้นดินของทหารอเมริกาอยู่ที่นั่น แต่ตอนหลังพอหมดสัญญาแล้ว ฟิลิปปินส์บังคับให้ออกไป ตอนนี้กำลังจะกลับมาเจรจา

นายดูแตร์เต เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เจรจาไปเจรจามาก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณอยากกลับมาอยู่ที่นี่เหมือนเดิม ได้ คุณจ่ายผมมา 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็คือ นายดูแตร์เต มองว่า ได้ เอาเงินมา 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นเงินที่ใหญ่ แต่ว่าผมไม่คิดว่านายไบเดน จะจ่าย แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า นายดูแตร์เต มองอเมริกาในฐานะผลประโยชน์ ว่าถ้าอยากได้ จ่ายเงินมา เรื่องมิตรสหาย พันธมิตร ไม่สนใจ อยากจะตั้งฐานทัพที่นี่ มาสิ มาเลย จ่ายเงินมาก่อน 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ


ทีนี้ ในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายไบเดน กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายโยชิฮิเดะ ซูงะ เมื่อวันพุธที่ 27 มกราคม เมื่อประมาณสองอาทิตย์กว่าๆ ที่แล้ว ประธานาธิบดีไบเดน พูดกับผู้นำญี่ปุ่นว่า รัฐบาลของเขา (อเมริกา) มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะปกป้องญี่ปุ่น รวมไปถึงหมู่เกาะเซ็งกากุของญี่ปุ่น หรือที่ทางจีนเรียกว่า หมู่เกาะเตียวหยู ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและจีนก็อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในนั้น ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับ พล.อ.ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมอเมริกา ที่สนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น นายโนโบอุ คิชิ โดยบอกว่าหมู่เกาะที่ญี่ปุ่นมีข้อพิพาทกับจีน ได้รับการคุ้มครองโดยสนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ก็คือพูดง่ายๆ ว่า บอกญี่ปุ่นว่า ถ้าจะรบกับจีน จะปะทะกับจีน ปะทะไปเลย ไม่ต้องกลัว อเมริกาพร้อมแล้วที่จะอยู่ข้างหลัง

นอกจากนี้ นายเน็ต ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอเมริกา ก็แถลงเตือนจีนเรื่องการคุกคามไต้หวัน หลังจากที่จีนส่งฝูงเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดมากกว่า 12 ลำ เข้ามาในเขตแสดงตน เพื่อป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน


นอกจากนั้นแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายแอนโทนี บลิงเคน เพิ่งให้คำรับประกันกับฟิลิปปินส์ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ที่ชื่อนายทีโอโดโร ล็อกซิน บอกว่าสนธิสัญญาการป้องกันซึ่งกันและกันที่สหรัฐฯ มีพันธะ ต้องปกป้องฟิลิปปินส์จากการโดนโจมตีในภูมิภาคแปซิฟิกนั้น ครอบคลุมทะเลจีนใต้ที่เป็นข้อพิพาทด้วย ซึ่งท่านผู้ชมรู้ไหมครับ ในสมัยนายบารัก โอบามา ไม่เคยมีข้อตกลงนี้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในสมัยไบเดน เริ่มเอาข้อตกลงนี้ ซึ่งไม่มีอยู่ในนั้น เอามาเพิ่มเติม ว่าข้อตกลงว่าเราจะป้องกันซึ่งกันและกันนั้น คลุมไปจนถึงพื้นที่ทะเลจีนตอนใต้ที่ฟิลิปปินส์อ้างว่าตัวเองนั้นมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน ซึ่งไปขัดแย้งกับสิทธิและกรรมสิทธิ์ที่จีนแอบอ้างอยู่ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า นายไบเดน กำลังบอกฟิลิปปินส์ว่า ชนมันไปเลย ไม่ต้องไปกลัว ก็เหมือนที่นายไบเดน ไปบอกกับนายซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เรื่องเกาะเซ็งกากุ ไม่ต้องกลัว ชนจีนไปเลย มาบอกฟิลิปปินส์ ไม่ต้องกลัว ชนจีนไปเลย ท่าทีดังกล่าวเลยทำให้โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีน นายอู๋ เฉียน ก็เลยบอกว่า เพื่อน ความพยายามใดๆ เพื่อยับยั้งจีนนั้น เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ รังแต่จะทำให้ตัวเองเจ็บตัว

ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างจีนและอเมริกานั้น อยู่ในจุดเริ่มต้นใหม่ในประวัติศาสตร์ ด้วยการมาของนายไบเดน อู๋ เฉียน พูดว่า ขอให้อเมริกาเลือกใช้แนวความคิดไม่เผชิญหน้ากัน เคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

เรื่องที่สอง ที่พิสูจน์ชัดเจนว่าความเข้มข้นในเรื่องนี้กำลังรุนแรงมากขึ้น อเมริกาส่งเรือพิฆาตแล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน 4 กุมภาพันธ์ สองอาทิตย์กว่าที่แล้ว ถัดมาเพียงไม่กี่วัน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS John McCain เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี ผ่านช่องแคบไต้หวัน ท่านผู้ชมครับ ต้องถือว่าเป็นเรือรบลำแรกของอเมริกาที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันในยุครัฐบาลของนายโจ ไบเดน

โฆษกของกองทัพเรือที่ 7 ออกแถลงการณ์ว่า USS John McCain ประจำการอยู่ที๋โอกินาวา ได้แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน ปกติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพูดชัดเจนว่า การแล่นเรือผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่ออินโด-แปซิฟิกที่มีเสรีและเปิดกว้าง กองทัพสหรัฐฯ จะทำการบิน แล่นเรือ และปฏิบัติการทุกที่ตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต ท่านผู้ชมเริ่มเห็นภาพหรือยัง

ช่องแคบไต้หวัน ซึ่งแบ่งระหว่างแผ่นดินใหญ่ กับหมู่เกาะไต้หวัน ซึ่งจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน เพราะฉะนั้นจีนอ้างสิทธิในการบิน และบางครั้งก็บินล้ำเข้าไปในพื้นที่ป้องกันภัยของไต้หวันด้วย จู่ๆ ก็มีเรือรบอเมริกาวิ่งเข้ามา โดยอเมริกาอ้างถึงสิทธิการเดินเรือต่างประเทศ หรือกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องของการเดินเรือ ท่านผู้ชมหลับตาวาดภาพเถอะว่า อุบัติเหตุมีสิทธิ์จะเกิดขึ้นได้ไหม ? มีสิทธิ์จะเกิดขึ้นได้แน่นอนที่สุด


และยังมีการเปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์แรกที่ประธานาธิบดีไบเดน ดำรงตำแหน่ง จีนได้ส่งเครื่องบินรบขนาดใหญ่ 2 ลำ เข้าใกล้เกาะไต้หวัน ทำให้ไต้หวันต้องใช้มาตรการป้องกัน รวมถึงการส่งเครื่องบินขับไล่ไอพ่นเพื่อติดตามเที่ยวบินจีน

ท่านผู้ชมครับ ที่ผ่านมาเรือรบสหรัฐฯ ที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันถูกจีนมองตลอดว่าเป็นการยั่วยุ คุกคามเสถียรภาพในภูมิภาค โดยสนับสนุนกลุ่มผู้สนับสนุนเอกราชไต้หวัน โดยเรือรบลำล่าสุดเป็นเรือพิฆาต USS John McCain และเรือพิฆาต USS Curtis Wilbur แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันในวันส่งท้ายปีเก่า ปี 2563

ท่านผู้ชมครับ กองทัพเรือที่ 7 ของอเมริกา เปิดเผยตัวเลขว่า ในปี 2563 ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ เรือรบสหรัฐฯ วิ่งผ่านช่องแคบไต้หวัน 13 ครั้ง มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 ที่มี 12 ครั้ง และเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา เพราะฉะนั้นแล้ว การเอาเรือรบวิ่งผ่านช่องแคบของไต้หวันนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ เคยทำมาแล้ว แต่ว่าคำถามคึอ ไบเดน อเมริกาเจรจาขอมาตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์กลับไปเหมือนเดิม ไบเดน เป็นครั้งแรกที่บอกกับนายซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก ว่า ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องเกาะเซ็งกากุ หรือเตียวหยู ในภาษาจีน เซ็งกากุ ในภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องกลัว อเมริกาอยู่ข้างหลัง ไบเดนก็บอกไต้หวันเช่นกัน บอกฟิลิปปินส์เช่นกันว่า ไม่ต้องกลัวจีน ถ้าต้องปะทะกับจีนก็ปะทะ

เพราะฉะนั้นแล้ว ไบเดน กับทรัมป์ คนละสไตล์ ไบเดน วันนี้รุกทางการทูตแล้ว ในขณะเดียวกันก็ใช้แสนยานุภาพแสดงออกในเบื้องหลัง ผมไม่รู้ว่ากลุ่มประเทศในอาเซียน หรือในเอเชียไกล จะคิดอย่างไรกับบทบาทของอเมริกาตอนนี้ แต่ผมจะมีข้อคิดของผมดังนี้

คนเป็นผู้นำในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มองว่าไบเดน นั้นมาชั่วคราว มีเทอมอยู่แค่ 4 ปี พ้น 4 ปีแล้ว นายไบเดน ก็ไม่อยู่แล้ว แล้วไม่รู้ว่าพรรคเดโมแครตจะยังได้เป็นประธานาธิบดีต่อไปอีกหรือเปล่า ในขณะที่ผู้นำในภูมิภาคนี้ รวมทั้งญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กลับมองว่า นายสี จิ้นผิง ยังจะต้องอยู่อีกนาน อีกหลายปี อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่า สี จิ้นผิง จะอยู่ต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 8 ปี เพราะฉะนั้นแล้ว เสถียรภาพทางผู้นำ และทางการเมืองของจีน มั่นคงกว่าของอเมริกามาก และอีกประการหนึ่ง อเมริกาตอนนี้เป็นประเทศที่อ่อนแอไปแล้ว

ท่านผู้ชมครับ ถือโอกาสขอแสดงความเสียใจกับประชาชนชาวอเมริกาที่คนตายไปเพราะโควิดเกิน 5 แสนคนแล้ว ประเทศที่เทคโนโลยีดีที่สุดในโลก การแพทย์ดีที่สุดแล้ว แต่มีคนตายเพราะโควิดเกิน 5 แสนคน เศรษฐกิจอเมริกาก็ไม่ได้ดีขึ้น เกาหลีใต้พูดชัดเจนว่าระหว่างอเมริกา กับจีน ทะเลาะกัน ข้าพเจ้าขอนั่งกินกิมจีที่บ้านดีกว่า แล้วเล่นโทรศัพท์ SAMSUNG ไม่สนใจ คุณทะเลาะกันเอง อย่ามาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าข้าง ไม่ว่าใครเป็นใคร ขออยู่เฉยๆ เพราะว่าเกาหลีใต้มีธุรกิจทางเศรษฐกิจผูกพันกับจีนอย่างสูงล้ำ เกาหลีใต้ไม่ต้องการที่จะสร้างปัญหาที่จะเอาอเมริกามาเพิ่มแสนยานุภาพในคาบสมุทรเกาหลี เพราะว่ามีพี่คิม จอง-อึน ของผมคอยค้ำคอเกาหลีใต้อยู่


เรื่องที่สาม เอาล่ะ นายไบเดน โทรศัพท์ไปหา สี จิ้นผิง รู้สึกจะเป็นคนสุดท้ายที่คุยด้วย หลังจากโทรไปหาคนโน้นคนนี้แล้ว โทรไปหาทางยุโรป โทรไปหาทางญี่ปุ่น โทรไปหาทางโน้นทางนี้ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในจีน คือหัวค่ำ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ตามเวลาในอเมริกา โจ ไบเดน ที่อเมริกา คุยกับสี จิ้นผิง เป็นครั้งแรก ใช้เวลาคุย 2 ชั่วโมง

ทำเนียบขาวชี้แจงว่าไบเดน ได้พูดอะไรบ้างในเวลา 2 ชั่วโมงนั้น ไบเดน พูดว่า หนึ่ง ประเทศจีน ปักกิ่ง ใช้แนวทางปฏิบัติเชิงบังคับที่ไม่เป็นธรรม ในเรื่องกฎหมายความมั่นคง การปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ผมเชื่อว่าจีนก็บอกว่านี่เป็นประเทศของกู มึงอย่าเสือก เพราะฮ่องกงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน (ขอโทษนะครับหยาบนิด) กูจะทำอะไรเป็นเรื่องของกู ไม่ได้หนักกบาลมึง

สอง การละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวมุสลิมอุยกูร์ในซินเจียง สาม การแสดงท่าทีก้าวร้าวในภูมิภาค รวมต่อไต้หวัน ซึ่งก็เหมือนกัน ก่อนที่ผมจะอ่านว่า สี จิ้นผิง ตอบโต้อะไร ผมก็รู้ว่าคำตอบเป็นอย่างไร เพราะว่าทั้งซินเจียง และไต้หวันนั้น ผมบอกท่านผู้ชมหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือว่า จีน คุยอะไรคุยได้ แต่ถ้าคุยถึงสิทธิ อำนาจ ของซินเจียง ของฮ่องกง ของทิเบต ของไต้หวันแล้ว จีนบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นของจีน คุณมายุ่งเกี่ยวไม่ได้ ไบเดน ก็บอก สี ด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลตนให้ความสำคัญที่สุด ก็คือการปกป้องความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพ และวิถีชีวิตของอเมริกัน ตลอดจนธำรงไว้ซึ่งความเสรี เปิดกว้างในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นั่นก็คือว่า ใช้มาตรฐานของอเมริกา หลักมนุษยธรรม หลักสิทธิเสรีภาพ

ประเดี๋ยวจบจากเรื่องอเมริกากับจีนแล้ว ผมจะมีเรื่องพิเศษเรื่องหนึ่งที่จะโยงให้เห็นถึงความเป็นมนุษยธรรมที่อเมริกาพากันพูดถึง ที่จะใช้มาตรฐานนี้ โดยกรณีพิเศษเป็นกรณีศึกษาเรื่องกรณีของหมู่เกาะที่ผมกำลังจะพูดให้ฟัง

หมู่เกาะนี้ ผมเคยเล่าให้ท่านผู้ชมฟังหลายครั้งแล้ว คือหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา (Diego Garcia) แล้วเรื่องราวของดีเอโก การ์ซีอา ที่ผมจะเล่าให้ฟังนี่ ไม่ใช่ผมพูดเองนะท่านผู้ชม CHRISTIANE AMANPOUR เป็นผู้สื่อข่าวอาวุโสที่มีชื่อมากในโลกนี้ ของ CNN เป็นคนไปทำข่าวเรื่องนี้มา ผมเพียงแต่ถอดข้อความต่างๆ ของ CHRISTIANE AMANPOUR แล้วสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความที่จะโฆษณาเรื่องหลักการมนุษยธรรมของชาติตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันกับหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา ตัวเองกลับเป็นทรราชกับชนชาวพื้นเมือง เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

ไบเดน กับสี จิ้นผิง ก็คุยกันเรื่องการระบาดโควิด โน่นนี่นั่น

กระทรวงการต่างประเทศจีนก็เลยแถลงตอบโต้บ้างหลังจากที่ทำเนียบขาวได้พูดมา กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสี ได้เตือนไบเดน ว่า การเผชิญหน้าซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับอเมริกานั้น จะนำความหายนะมาสู่ทั้งสองฝ่าย แล้วเขาบอกว่า เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูแนวทางที่จะช่วยหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด

ท่านผู้ชมสังเกตอย่างหนึ่งไหม จีนถ้าไม่หลังชนกำแพง จีนก็จะบอกว่า อย่าทะเลาะกันน่า มานั่งคุยกันดีกว่า หลายครั้ง แม้กระทั่งในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ จีนก็พูดอย่างนี้ตลอดเวลา มีอะไร คุณต้องการให้ผมซื้อสินค้าเพิ่มจากคุณ จีนก็เซ็นสัญญา พร้อม โดยให้รองนายกรัฐมนตรี นายหลิว เหอ เซ็นไปแล้วกับโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ายินดีที่จะซื้อสินค้าเพิ่ม แต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็รุกคืบ

สี จิ้นผิง แสดงท่าทีที่แข็งกร้าว ท่านผู้ชม ผมเดาไม่ผิด ในประเด็นฮ่องกง ซินเจียง และไต้หวัน สี จิ้นผิง เตือนไบเดน ว่า กิจการในดินแดนเหล่านี้ถือว่าเป็นอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจีน ซึ่งสี จิ้นผิง หวังว่าอเมริกาจะใช้ความระมัดระวัง

ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่สี จิ้นผิง พูดนั้น เหมือนกับสิ่งที่สี จิ้นผิง อธิบายเรื่องสงครามเย็นครั้งใหม่ในเวที World Economic Forum ปี 2021 สี จิ้นผิง ได้เตือนไบเดน ว่า จะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ หากยังคงดำเนินนโยบายกีดกันการค้า

สี จิ้นผิง ประชุมออนไลน์ โดยส่งสัญญาณถึงโจ ไบเดน ว่า อาจจะเกิดสงครามเย็นครั้งใหม่ หากไบเดน ยังคงดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าต่อจีน เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สี บอกว่า การสร้างกลุ่มขนาดเล็ก ซึ่งสี จิ้นผิง หมายถึงกลุ่ม QUAD ที่ผมอธิบายให้ฟังเมื่อกี้ 4 ประเทศ อเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น หรือเริ่มต้นสงครามเย็นครั้งใหม่ การปฏิเสธการคุกคาม หรือการข่มขู่เพื่อแบ่งแยกเศรษฐกิจออกจากกัน การขัดขวางการค้า หรือการคว่ำบาตร และการสร้างความโดดเดี่ยวหรือแตกแยก มีแต่จะทำให้โลกแตกแยกและทำให้เกิดการเผชิญหน้า


ท่านผู้ชมครับ สี จิ้นผิง กำลังพูดถึงนโยบายที่ตรงกันข้ามกับไบเดน แล้วตอนนี้ ไบเดน บอกว่าเรามาร่วมมือกันนะ แต่ผมเป็นผู้นำ สี บอกว่า ปัญหาระดับโลกไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง นั่นก็คือว่า ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไปแล้วที่จะมีสิทธิทำตัวเป็นยักษ์ใหญ่คนเดียว แต่ต้องการความร่วมมือระดับโลก สี บอกว่า เราต้องเปิดเศรษฐกิจโลกให้กว้าง รักษาระบบการค้าพหุภาคีที่หยุดเลือกปฏิบัติและกีดกันทางการค้าการลงทุน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ท่านผู้ชม ผมเข้าใจได้ การที่สี พูดเช่นนี้เพราะว่าพูดถึงเรื่องการค้าแล้ว วันนี้ไม่มีใครสู้จีนได้ จีนก็เอาจุดแข็งของตัวเองนั้นผลักดันให้ไบเดน และประเทศที่เหลือในยุโรป ยอมรับว่าเลิกกีดกันทางการค้า เลิกกีดกันทางเทคโนโลยี ให้มีการค้าและเปิดเสรีไปหมดเลย เพราะคนที่จะได้ประโยชน์เต็มที่คือ จีน ในขณะที่ไบเดน และอเมริกา กลับมองตรงกันข้าม บอกว่า ขืนเปิดอย่างนี้ตลอดเวลา ก็ตายสิ จีนตอนนี้หายใจรดต้นคอแล้ว อีกหน่อยถ้าเปิดอย่างนี้ ถ้าไม่ขวางกั้น ถ้าไม่สร้างสิ่งกีดขวางไว้ จีนก็จะแซงหน้าอเมริกา

สี พูดว่า แต่ละประเทศมีความโดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบสังคมของตัวเอง ไม่มีประเทศไหนเหนือไปกว่าประเทศอื่น สี เรียกร้องไม่ให้มีการกำหนดลำดับขั้นของมนุษย์ หรือยัดเยียด หรือใช้ระบบของประเทศตนเองกับประเทศอื่น นั่นก็คือว่า ถ้าคุณจะสนับสนุนประชาธิปไตย คุณสนับสนุนไปสิ คุณก็ใช้ในประเทศคุณสิ ถ้าประเทศผมใช้ระบบการปกครองแบบนี้ คุณมายุ่งอะไรล่ะ นี่คือสิ่งที่สี พูด

แต่ในการประชุม World Economic Forum ถึงสี จะไม่ได้เอ่ยชื่อถึงนายไบเดน แต่คำพูด ทิศทาง เป้าหมาย ก็คือโจมตีไบเดน เพราะฉะนั้นแล้ว การพูดคุยกับโจ ไบเดน หรือโจ ไบเดน คุยกับสี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ต้องถือว่าเป็นการสนทนาครั้งแรกระหว่าง สี กับผู้นำสหรัฐฯ หลังจากที่ครั้งหลังสุด อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนมีนาคม 2563 สี สุภาพบุรุษพอ เพราะว่าในการหาเสียง โจ ไบเดน ด่าสี ว่าเป็น Thug อันธพาล กุ๊ย สี ไม่ว่าอะไร สี เฉยๆ ระหว่างที่โจ ไบเดน หาเสียงสู้กับนายทรัมป์ โจ ไบเดน ประกาศกร้าวจะผลักดันให้นานาชาติกดดันโดดเดี่ยวและลงโทษจีน ถึงแม้จะพูดอย่างนั้นก็ตามที หรือว่าจะพูดด่าจีนว่าเป็นอันธพาล เป็นกุ๊ย สี จิ้นผิง ก็ยังดำรงความเป็นแมนดาริน สุภาพบุรุษจีน ว่า เรามาร่วมมือกันดีกว่า อย่าทะเลาะกันเลย

เจ้าหน้าที่จีนแสดงความคาดหวังว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างอเมริกากับจีน น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี นั่นคือความใฝ่ฝันและความหวัง และเจ้าหน้าที่หลายคนก็พยายามที่จะบอกว่าอย่าทะเลาะกัน เราน่าจะคุยกันได้ และเราน่าจะอยู่ร่วมกันด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นความฝันที่เพ้อฝันหรือเปล่า จากเหตุการณ์ที่ผมเล่าให้ฟังแต่ละเหตุการณ์ ในเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในเรื่องไบเดน ไปรับปากญี่ปุ่นว่า ถ้ามีข้อขัดแย้งที่เกาะเซ็งกากุ (เตียวหยู) แล้ว ถ้าต้องปะทะกับจีน อเมริกาจะเข้าร่วมช่วยทันที รวมทั้งบอกฟิลิปปินส์ด้วย รวมทั้งที่ต้องการที่จะตั้งฐานทัพใหม่ในฟิลิปปินส์ ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ผมพูดมา และสิ่งที่เกิดขึ้นมา ในระยะเวลา 1-2 เดือน และใน 2-3 อาทิตย์ ที่ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์มันเริ่มพัฒนาไปมากพอสมควรแล้ว เกือบๆ จะถึงจุดที่เรียกว่า เผชิญหน้ากัน เดี๋ยวผมจะเอาคำตอบของ สี จิ้นผิง มาให้ท่านผู้ชมดู ที่ สี จิ้นผิง พูดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ส่วนตัวนะครับ เวลาผมอ่านข่าวต่างประเทศ ผมจะสนใจสุนทรพจน์ของผู้นำแต่ละประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอเมริกา จีน หรืออียู เพราะว่าสุนทรพจน์ หรือคำพูดนั้น ถูกกลั่นกรอง วิเคราะห์ มีองค์ประกอบของเหตุผลที่ทำให้ผู้นำแต่ละประเทศพูดออกมาบนพื้นฐานที่ผมเล่าให้ฟัง


เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563 ประมาณ 4 เดือนที่แล้ว เกือบๆ 4 เดือนที่แล้ว ก่อนที่ไบเดน จะเข้ามา ไบเดน เข้ามาวันที่ 20 มกราคม 2564 สี จิ้นผิง ได้ร่วมประชุมวาระครบรอบ 70 ปี ของกองทัพอาสาประชาชนจีน พูดง่ายๆ ว่า ครบรอบในการต่อสู้เพื่อประชาชนเกาหลี โดยที่ในตอนนั้นสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร และกองกำลังสหประชาชาติ ได้ร่วมกันเต็มที่เพื่อบุกข้ามเส้นแบ่ง 38 ของเกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ บุกเข้าไปยังเกาหลีเหนือ และใกล้เข้าไปสู่แม่น้ำยาลู ซึ่งเป็นแม่น้ำที่แบ่งเขตระหว่างเกาหลีเหนือและประเทศจีน ปรากฏว่ายังไม่ทันไร แค่เห็นลำแม่น้ำ จู่ๆ มีทหารจีน 1.4 ล้านคน โผล่เข้ามาจากอีกฝั่งของแม่น้ำ พร้อมกับอาวุธ สู้กับอเมริกาและพันธมิตร สงครามเกาหลีเหนือครั้งนั้น จีนคนตายไปเกือบ 2 แสนคน บาดเจ็บอีก 4 แสนกว่าคน แต่การรุกของจีนทำให้อเมริกา และกองกำลังสหประชาชาติ ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยก็อยู่ด้วย ต้องถอยร่นตลอดเวลา ถอยๆๆ จนกระทั่งพออยู่หลังเส้นแบ่งเขตแดน 38 องศา น่าประหลาดใจมาก จีนหยุดอยู่เพียงแค่นั้น นี่ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าจีนเมื่อไล่ศัตรูออกไปพ้นที่ๆ ตัวเองคิดว่าปลอดภัย ตัวเองก็ถอย เพราะถ้าจีนและเกาหลีเหนือยังบุกต่อไป วันนี้การเมืองคาบสมุทรเกาหลีจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่เหมือนเดิมตรงไหน ? ก็ตรงที่ว่า วันนี้เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ไม่ใช่ประเทศแบ่งแยกอีกต่อไปแล้ว เป็นเกาหลีเดียว และจีนก็จะมีอิทธิพลหนุนหลังประเทศเกาหลี

ท่านผู้ชมครับ สงครามเกาหลี คือเหตุผลสำคัญในการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563 สี จิ้นผิง พูดอย่างไร ผมจะอ่านให้ฟัง คำพูดที่กลั่นกรองออกมาแล้ว สี จิ้นผิง พูดว่า สงครามเกาหลีทำให้ชาวจีนไม่ต้องรอรับความเมตตากรุณาของชาติอื่น สามารถลบคำสบประมาทของการเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย คือสมัยก่อนเขาเรียกประเทศจีนว่า The Sick Man of Asia ก็คือคนป่วยแห่งเอเชีย ที่เกาะกินมาเป็นเวลานานนับร้อยปี และสามารถจะยืดอกได้อย่างภาคภูมิ สงครามต่อต้านสหรัฐฯ และกอบกู้เกาหลีครั้งนี้เหมือนเป็นหมุดหมายแห่งการฟื้นฟูประเทศจีน สงครามครั้งนี้พิสูจน์ว่า จักรวรรดินิยมจะไม่มีวันหาญกล้าเข้ามารุกรานประเทศจีนอีก และจีนสามารถยืนได้อย่างมั่นคงบนผืนแผ่นดินของตัวเอง และหากหาญกล้าเข้ามารุกราน ชาวจีนจะลุกขึ้นสู้อย่างไม่คิดชีวิต

ท่านผู้ชมครับ ชัยชนะจากสงครามเกาหลีครั้งนั้นได้วางรากฐานของจีนใหม่ในเอเชียและในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าชาวจีนสามารถแก้ไขปัญหาความสงบสุขของโลกได้ และยังทำให้เกิดการเร่งการพัฒนาการป้องกันประเทศ และกองทัพจีนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สี จิ้นผิง พูดต่อว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับผู้รุกรานจักรวรรดินิยมในภาษาที่พวกเขารู้จัก สี จิ้นผิง บอกว่า การยุติสงครามด้วยสงคราม คือการยับยั้งการรุกรานด้วยกำลัง ที่สำคัญคือ คว้าชัยชนะเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพและความเคารพ อี่จ้านจื่อจ้าน นี่เป็นภาษาจีนกลาง ก็คือยุติสงครามด้วยสงคราม อุปมาอุปไมยเหมือนสงครามสมัยก่อนใน 7 แคว้น ก่อนที่รัฐฉิน จิ๋นซีฮ่องเต้จะเกิดขึ้น จิ๋นซีฮ่องเต้ มีความรู้สึกว่าประเทศจีนมันประกอบด้วย 7 แคว้น มีฉิน มีเว่ย มีฉู่ มีเจียน มีหลายๆ แห่ง เดี๋ยวผมลำดับให้ จิ๋นซีบอกว่า มีแต่เพียงการประกาศสงครามแล้วยึดทุกแคว้นเข้ามา แล้วรวมประเทศเป็นประเทศเดียว ถึงจะยุติสงครามได้ นั่นคือหลักการของ "อี่จ้านจื่อจ้าน" การยุติสงครามด้วยสงคราม


สี จิ้นผิง พูดต่อ ชาวจีนไม่ก่อเรื่อง แต่ไม่กลัวที่จะมีเรื่องภายใต้ความยากลำบาก และภยันตรายภาคหน้า ท่านผู้ชม ขาของชาวจีนจะไม่สั่น ไม่ใช่ปากกล้าขาสั่น ส่วนหลังก็จะไม่ก้มค้อมหัวให้ใคร ชนชาติจีนไม่ใช่ชนชาติที่กลัวและไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ใดๆ

สี จิ้นผิง พูดต่อ จากการสงคราม การรุกรานของอเมริกา และกอบกู้เกาหลีด้วยความรักชาติ ชาวจีนได้พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ว่าตอนนี้ชาวจีนได้รวบรวมกำลังกันขึ้นมา และไม่สามารถจะมาตอแยได้ และถ้าหากมายั่้วให้โมโหโกรธาแล้ว รับรองว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

ท่านผู้ชมครับ สุนทรพจน์นี้ด่าอเมริกาเต็มๆ ท่านผู้ชมลองนึกดูก็แล้วกันว่า จุดยืนของ สี จิ้นผิง เป็นอย่างไร

จุดยืนของสี จิ้นผิง ชัดเจน ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า จีนไม่เคยกลัวใคร แต่ไม่รุกรานใครก่อน แต่ถ้าใครมารุกราน ตายเป็นตาย

ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้พอจะเข้าใจหรือยังครับที่ผมอธิบายให้ฟังว่าจีน-อเมริกาตอนนี้ วิวัฒนาการของความสัมพันธ์ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่เลวลง และที่สำคัญ ต้นปี 2564 สี จิ้นผิง ประกาศสั่งระดมพล 4 มกราคม 2564 สี จิ้นผิง สั่งระดมพลฝึกฝน "กองทัพมังกรพร้อมรบ" ท่านผู้ชมฟังแล้วมีความรู้สึกว่ามันสงบจริงหรือเปล่า ไม่สงบหรอกครับท่านผู้ชม

ท่านผู้ชมครับ ผมเคยพูดเรื่องหมู่เกาะ ดีเอโก การ์ซีอา (Diego Garcia) มาหลายครั้ง ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างอเมริกา อิหร่าน และจีน ตลอดจนรัสเซีย วันนี้ผมอยากจะพูดเรื่องดีเอโก การ์ซีอา เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของดีเอโก การ์ซีอา แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมจะเอาคำให้สัมภาษณ์ หรือการทำข่าวเจาะของคุณ CHRISTIANE AMANPOUR


CHRISTIANE AMANPOUR เป็นผู้สื่อข่าวระดับอาวุโส เรียกว่าชั้นเทพเลย ของ CNN เขาไปสัมภาษณ์เรื่องที่มาที่ไปของหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา และในที่สุดแล้ว ผลสรุปของ CHRISTIANE AMANPOUR ก็คือการพูดอย่างมือถือสาก ปากถือศีล ของอเมริกา พิสูจน์ให้เห็นชัด กรณีไปตั้งฐานทัพที่เกาะดีเอโก การ์ซีอา ยุทธภูมิสำคัญของมหาสมุทรอินเดีย โดยอ้างบทบาทของการต่อต้านผู้ก่อการร้าย โดยในข้อตกลงระหว่างนายอำเภอโลก ก็คือสหรัฐอเมริกา และผู้ช่วยนายอำเภอ ก็คือประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษ เป็นเจ้าของอาณานิคมเกาะดีเอโก การ์ซีอา อังกฤษนั้นอนุญาตให้อเมริกาเช่าหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา ให้ตั้งฐานทัพด้วยความเต็มใจ แลกกับผลประโยชน์ที่จะได้ส่วนลดในการซื้อขีปนาวุธที่ชื่้อ Polaris สำหรับติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ยิงจากเรือดำน้ำ มูลค่าแค่ 5 ล้านปอนด์ หรือ 14 ล้านดอลลาร์ อเมริกาและอังกฤษ เทพในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ใช้อำนาจข่มเหง ขับไล่คนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม กว่า 2 พันชีวิต ออกไปจากเกาะอย่างถาวร ส่งไปอยู่ที่เกาะอื่น ห่างบ้านเกิดตั้ง 1,200 ไมล์ ไปตกระกำลำบากในถิ่นสลัมในเมืองบนเกาะมอริเชียส และเกาะเซเชลส์

ท่านผู้ชมครับ ว่ากันว่า คุกกวนตานาโมในคิวบานั้น สะท้อนให้เห็นความไร้มนุษยธรรมของอเมริกา และเป็นใบเสร็จชิ้นสำคัญของการไม่เคารพสิทธิมนุษยชนที่ตัวเองพล่ามสอนคนอื่นตลอดเวลามากมายนักแล้ว แต่พอมาเจอหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา กลับหนักหนาสาหัสกว่าคุกกวนตานาโมเสียอีก


หมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา นั้น ในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม ประมาณ 3-4 เดือนที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องอเมริกา จีน หมากรุก กับหมากล้อม ผมเคยเล่าเรื่องเกาะดีเอโก การ์ซีอา ไว้คร่าวๆ ว่าเป็นเกาะไม่ใหญ่ มีคนอยู่ประมาณ 3 พันคน เป็นทหารอเมริกันทุกคน

ดีเอโก การ์ซีอา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกามาลงทุนในดีเอโก การ์ซีอา มาก มีฐานทัพเรือ มีฐานทัพอากาศ มีที่จอดเรือดำน้ำ ไว้หมด ทำไมอเมริกาต้องทำเช่นนี้ ? เพราะอเมริกาต้องการใช้ดีเอโก การ์ซีอา เป็นตัวเช็ก เช็กอะไรบ้าง ? เช็กจีน เช็กรัสเซีย ข้ามรัสเซียไปทางตะวันตก ไปทางนี้ จะเห็นว่าจุดของเขาเป็นจุดกึ่งกลางมหาสมุทรอินเดีย เขาสามารถคุมได้ทุกจุดของดีเอโก การ์ซีอา

ทุกจุดของดีเอโก การ์ซีอา ผมจะเอาตัวเลขให้ดูก็แล้วกันว่าฐานทัพที่เขาตั้งอยู่ในดีเอโก การ์ซีอา สามารถจะไปที่ไหนได้บ้าง

ดีเอโก การ์ซีอา ห่างจากโซมาเลีย แอฟริกา 2 พันไมล์ ก็บินประมาณ 5 ชั่วโมง ห่างจากเยเมน 2,290 ไมล์ 6 ชั่วโมงกว่า ห่างจากบาห์เรน-กาตาร์ 2,700 ไมล์ อัฟกานิสถาน 2,900 ไมล์ ห่างจากอินเดีย 1,100 ไมล์ ห่างจากพม่า (ย่างกุ้ง) 2,300 ไมล์ ห่างจากช่องแคบมะละกา 2,000 ไมล์ ห่างจากไต้หวัน 4,000 ไมล์ ห่างจากออสเตรเลีย 3,270 ไมล์

หรืออีกนัยหนึ่ง จากดีเอโก การ์ซีอา ถ้าเครื่องบินของอเมริกา เครื่องบินทิ้งระเบิด สามารถบินไปได้ตามที่ๆ ผมเอ่ยชื่อ ทั้งตะวันออกกลาง ทั้งเอเชีย ไปจนกระทั่งถึงทางยุโรปบางส่วน โดยใช้เวลาบินไม่ถึง 7 ชั่วโมง บางแห่งแค่ 4-5 ชั่วโมง ต้องถือว่าเร็วมากๆ

ตอนที่ผมคุยในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" นั้น เวลามันจำกัด ก็เลยไม่มีเวลาที่จะอธิบาย ผมไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเรื่องเกาะดีเอโก การ์ซีอา ผมคิดว่ารายละเอียดเกาะดีเอโก การ์ซีอา นั้น เอาเป็นสั้นๆ ก็แล้วกัน


เกาะนี้ถูกค้นพบโดยคนยุโรป และทำให้เป็นที่รู้จักโดยชาวโปรตุเกส ก่อนช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จะตกเป็นของฝรั่งเศส ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นของอังกฤษ หลังสิ้นสุดสงครามนโปเลียนใน พ.ศ.2346-2358 แต่ไหนแต่ไรมาเกาะนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว มีบรรพบุรุษที่ผสมผสานระหว่างเชื้อสายชาวแอฟริกา อินเดีย มาเลย์

ในช่วงที่อังกฤษปกครองดีเอโก การ์ซีอา อยู่ใน ช่วงทศวรรษที่ 1960 มีคนพื้นเมืองประมาณ 1 พันคน ต่อมาในช่วง ค.ศ.1967-1973 (2510-2516) หรือประมาณห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา อเมริกาพยายามเจรจากับอังกฤษให้อพยพชาวเกาะที่มีประชากรเพิ่มขึ้นราว 2 พันคน ออกไปให้หมด เพื่ออเมริกาจะได้มาตั้งโรงงานสนับสนุนกองทัพเรือ ตอบโต้อิทธิพลของรัสเซีย เพราะอเมริกามองว่าจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งนี้ โดยฐานเป็นสถานีส่งกำลังบำรุงสนับสนุนเรือลำเลียงกองทัพเรือดำน้ำ


ยังมีฐานทัพอากาศอีก สมัยสงครามอัฟกานิสถาน เคยมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B1, B2 และ B52 มีฐานแกะรอยการสื่อสารและดาวเทียม ยังมีท่าจอดเรือแบบทอดสมอสำหรับเตรียมกองเรือยุทโธปกรณ์เพื่อปฏิบัติการในภูมิภาคด้วย

ท่านผู้ชมครับ เกาะดีเอโก การ์ซีอา มีสถานีควบคุมดาวเทียมสื่อสารที่เกาะนี้ เรียกว่า REF มีสถานีวิทยุสื่อสารความถี่สูง GODSS อยู่ที่ปลายสุดทางใต้ของเกาะ ยังมีเรดาร์ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นเรดาร์ชนิดใด และดีเอโก การ์ซีอา ยังเป็นที่ตั้งของสถานี GPS 1 ใน 5 แห่งที่ควบคุมโดยกองทัพสหรัฐฯ


ดีเอโก การ์ซีอา ยังมีสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ มีมาตรฐานที่เครื่องบินสามารถบินด้วยเครื่องยนต์เดียวถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้ แอร์บัส A330 โบอิ้ง 767 โบอิ้ง 777 เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ ก็สามารถลงได้ และตำแหน่งที่ตั้งของดีเอโก การ์ซีอา ตั้งอยู่กึ่งกลางมหาสมุทรอินเดีย ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 28 ล้านตารางไมล์ โดยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน สินค้าจำนวนมหาศาล ระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก

ยกตัวอย่าง เศรษฐกิจญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันเกือบทั้งหมดจากตะวันออกกลาง โดยน้ำมันที่ญี่ปุ่นใช้ 88 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าจากตะวันออกกลาง ผ่านเส้นทางมหาสมุทรอินเดีย ปัจจัยเหล่านี้ถ้าประเทศใดมีบทบาทในแถบตอนเหนือมหาสมุทรอินเดีย ก็จะกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันและการค้าระหว่างยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยปริยาย เพราะฉะนั้นแล้ว ฐานทัพที่สำคัญของอเมริกาฐานหนึ่งก็คือ ดีเอโก การ์ซีอา

ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่า ผมได้เอาข้อมูลในเรื่องดีเอโก การ์ซีอา มาให้ท่านผู้ชมฟัง ทีนี้เรามาดูกันว่า มันมีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ ท่านผู้ชมจำได้ไหม 2557 โบอิ้ง 777-200 ER ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH 370 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปยังปักกิ่ง


มีข่าวลือจากฝั่งรัสเซียว่า MH 370 ถูกสหรัฐฯ โจรกรรมมาลงที่เกาะดีเอโก การ์ซีอา เนื่องจากว่าเที่ยวบินนี้ได้ขนวัตถุต้องสงสัยและมีความสำคัญต่อความมั่นคงอย่างสูงสุดอยู่บนเครื่องบินนั้น

ท่านผู้ชมครับ วันที่ 6 มกราคม 2563 หลังการลอบสังหารนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ของอิหร่าน อเมริกาโยกย้ายเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B52 ที่ประจำการในตะวันออกกลาง ไปยังเกาะดีเอโก การ์ซีอา ในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย โดยสหรัฐฯ จะส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปยังเกาะดีเอโก การ์ซีอา ก็เพราะฐานแห่งนี้ได้พ้นจากพิสัยทำการของขีปนาวุธของประเทศอิหร่าน

ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้เรามาฟังข่าวเจาะที่ทำโดยคุณ CHRISTIANE AMANPOUR นะครับ เป็นรายการ 60 นาที (60 minutes) โดยที่มี CHRISTIANE AMANPOUR และ ANDREW TKACH ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ CBS ของอเมริกา ได้เจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับดีเอโก การ์ซีอา

CHRISTIANE AMANPOUR อธิบายว่า ปี พ.ศ.2520 ระหว่างที่อเมริกา และโซเวียต รัสเซีย กำลังทำสงครามเย็น อเมริกาได้ตั้งฐานทัพลับทางการทหารในบริเวณแถบมหาสมุทรอินเดีย คือที่เกาะดีเอโก การ์ซีอา ซึ่งเป็นเกาะปะการังอยู่ตรงกลางมหาสมุทรอินเดีย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่ง โดยอังกฤษ ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ เป็นเจ้าอาณานิคม ยินยอมให้เช่าเกาะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่เกิดครั้งแรกบนเกาะเหล่านี้ มีชาวเกาะดีเอโก การ์ซีอา เป็นคนพื้นเมือง อาศัยมาอยู่ที่นี่ตั้งกว่า 200 ปี อาศัยอยู่ ต้องถูกขับไล่ออกไปให้หมด เรื่องนี้อังกฤษเห็นว่ามีปัญหา ก็เลยปฏิบัติการโหดในระหว่างปี พ.ศ.2510-2516 อพยพชาวเกาะพื้นเมืองประมาณ 2 พันคน ทั้งหมด ออกจากบ้านเกิดไกลไป 1,200 ไมล์ ไปรวมอยู่ที่สลัมที่เกาะมอริเชียสและเซเชลส์


ก่อนการอพยพครั้งสุดท้าย อังกฤษ ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา อังกฤษแก้ตัว ไม่ได้บังคับชาวเกาะให้ย้ายออกจากบ้านเมืองของตัวเอง ได้ตัดการขนส่งทางเรือที่บรรทุกอาหารและยาไปเกาะดีเอโก การ์ซีอา ขู่เข็ญชาวพื้นเมืองให้หวาดกลัว โดยระบุว่าทุกคนต้องออกจากเกาะนี้เพราะคนอเมริกันกำลังจะย้ายเข้ามา และมันไม่ปลอดภัยที่จะอยู่บนเกาะนี้อีก รวมทั้งให้กำจัด ฆ่าหมดเลยนะ สัตว์เลี้ยง หมู หมา ปลา ไก่ หมด นี่คือคำพูดของ CHRISTIANE AMANPOUR เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เรือถูกเช่าเหมาลำ พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้นำอะไรไปด้วย ยกเว้นกระเป๋าเสื้อผ้า เรือมีขนาดเล็ก และพวกเราไม่สามารถนำอย่างอื่นไปใช้ได้ ไม่มีอะไรเลย พวกเราร้องไห้ เราได้ทิ้งสิ่งมีค่าไว้เบื้องหลัง และนั่นคือบ้านของเรา นี่คือเสียงเล่าอย่างเจ็บปวดจากชาวเกาะดีเอโก การ์ซีอา

พวกเขากล่าวว่า พวกเขาถูกไล่ออกจากสวรรค์ แล้วตกลงในนรก ชีวิตต้องตกระกำลำบากในสลัมที่เมืองมอริเชียส ไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัว ไม่มีใครช่วยเหลือ ไม่มีงานทำในเมือง เพราะไม่เคยทำงานอย่างอื่นนอกจากประกอบอาชีพประมง และทำไร่ไถนา ปลูกมะพร้าว เขาบอกบางคนที่ทนไม่ได้ ฆ่าตัวตาย บางคนต้องไปนั่งขอทาน

ท่านผู้ชมครับ CHRISTIANE AMANPOUR บอกว่า 30 ปี โลกไม่เคยรับรู้สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจากผู้อพยพชาวดีเอโก การ์ซีอา จนกระทั่งปี 2543 นาย OLIVIER BALCOUD ชาวเกาะดีเอโก การ์ซีอา ได้ฟ้องร้องรัฐบาลอังกฤษเรื่องสิทธิแหล่งกำเนิด กับศาลอังกฤษ ในฐานะแกนนำชุมชนชาวดีเอโก การ์ซีอา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากที่เขาต้องสูญเสียพี่น้อง 3 คน เพราะฆ่าตัวตายจากความยากจน ว่างงาน และคิดถึงบ้านเกิด


ท่านผู้ชมครับ เขาบอกว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่มีวันยอมแพ้ นาย OLOVIER พูด ความยากลำบากทั้งหมดเป็นเพราะอเมริกาและอังกฤษ ทำให้ชีวิตของผู้คนของเราวันนี้กลายเป็นฝันร้าย

ระหว่างสืบหาพยานหลักฐาน ทนายของนาย OLIVIER ชื่อนาย RICHARD Gifford ได้ค้นพบเอกสารลับที่เป็นข้อตกลงระหว่างอเมริกา กับอังกฤษ ในการสร้างฐานทัพที่ดีเอโก การ์ซีอา เขาพูดให้นักข่าวฟังว่า ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าอายที่เห็นจากบันทึกของรัฐบาลอังกฤษที่เขียนไว้ว่า "จะไม่มีคนพื้นเมืองเลยแม้แต่คนเดียวที่อยู่ที่นี่ ยกเว้นนกนางนวล" เอกสารอีกฉบับหนึ่งของอังกฤษยืนยันว่า การขับไล่ประชาชนจากเกาะได้กระทำตามคำร้องขอของอเมริกา มีข้อความว่า "อเมริกาจะกำหนดให้กำจัดประชากรทั้งหมดของเกาะปะการังภายในเดือนกรกฎาคม และอังกฤษมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะทำตามด้วย" หลักฐานมีหมด


เมื่อถามว่าชาวอังกฤษได้อะไรตอบแทนจากการปล่อยให้กองทัพอเมริกาเช่าเกาะที่ร้าง ไร้ผู้คน คำตอบคือ ส่วนลดราคาขีปนาวุธ Polaris สำหรับเรือดำน้ำที่อเมริกาลดลง 4 ล้านเหรียญ

ท่านผู้ชมขำไหมครับ เงิน 5 ล้านปอนด์ เป็นเหตุจูงใจที่ยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับมโนธรรมที่เรียบง่าย เห็นหรือยังท่านผู้ชม ฝรั่ง ในที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษ อเมริกา นั้น ยืนอยู่บนผลประโยชน์ ไม่ได้ยืนอยู่บนมนุษยธรรมหรือมโนธรรมเลย

ผลจากการเปิดเอกสารลับนี้ ศาลฎีกาอังกฤษก็เลยประณามว่า การเนรเทศชาวเกาะพื้นเมืองของดีเอโก การ์ซีอา เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ศาลไม่ได้เสนอวิธีการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน หรือสิ่งที่ชาวเกาะต้องการมากที่สุด คือได้กลับบ้านเกิด มีสิทธิหาเลี้ยงชีวิตตามฐานะ แม้แต่เรื่องผู้อพยพชาวดีเอโก การ์ซีอา จะขออนุญาตไปเยี่ยมหลุมศพของพ่อแม่ตัวเอง ครอบครัว ก็ไม่สามาถทำได้ เพราะรัฐบาลอังกฤษสั่งห้าม เพราะฉะนั้นแล้ว เขาก็พยายามทุกอย่าง เขาทำหนังสือร้องเรียนจอร์จ ดับเบิลยู บุช นาย Cassam Uteem อดีตประธานาธิบดีมอริเชียส เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีบุช ในฐานะชาวเกาะ ให้ขอความเห็นใจ แต่รัฐบาลอังกฤษ อเมริกา ไม่ให้ ไม่ยอมทุกอย่าง แล้วพอ CHRISTIANE AMANPOUR ไปสัมภาษณ์รัฐบาลอังกฤษ อเมริกา เกี่ยวกับปัญหานี้ นาย DAN อดีตผู้บัญชาการฐานทัพดีเอโก การ์ซีอา เปิดเผยกับ CHRISTIANE AMANPOUR ว่า ผมมีความเห็นอกเห็นใจพวกเขาอย่างมาก และคิดว่าชาวอังกฤษอาจจะมีส่วนรับผิดชอบทางกฎหมาย สำหรับเรื่องนี้ตามหลักศีลธรรม สหรัฐฯ ต้องใส่ใจว่าสิ่งต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชาวเกาะ

ตั้งแต่ปี 2547 ตั้งแต่มีการฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษ ชาวเกาะบางส่วนพยายามจะกลับไปสู่เกาะถิ่นฐานเดิมของตน แต่ทำได้แค่อาศัยอยู่ในเกาะใกล้ๆ จนถึงปัจจุบันพวกเขายังกลับไปไม่ได้ พวกเขาจะไปไหว้หลุมฝังศพญาติพี่น้อง เขาก็ไปไม่ได้


ท่านผู้ชมครับ CHRISTIANE AMANPOUR พูดอย่างนี้ รัฐบาลอเมริกันและอังกฤษมักจะพูดถึงสิทธิมนุษยชนที่เป็นตัวแทนของสิทธิมนุษยชน แต่สิ่งที่พวกเขาทำกับเรา พวกเขาควรแก้ไข พวกเขาควรดูแลพวกเรา คุณก็รู้พวกเขาควรทำในสิ่งที่พวกเขาสั่งสอน ก็คือว่า มึงพูดอะไร อย่ามือถือสาก ปากถือศีล ต้องการที่จะเน้นในเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็ต้องทำให้มันถูกต้อง

เรื่องราวเกี่ยวกับการกระทำอันอัปยศของอังกฤษ และอเมริกา ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในหนังสือชื่อ THE ISLAND OF SHAME หรือว่า เกาะที่น่าอัปยศอดสู น่าอับอาย The Secret History of the U.S. Military Base on Diego Garcia เขียนโดยนาย DAVID VINE ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เมื่อเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2554

ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง สิ่งที่ผมพูดออกมานี้ ผมไม่ได้พูด ผมเอาคำสัมภาษณ์ข่าวเจาะของ CHRISTIANE AMANPOUR ออกมาตีแผ่ให้เห็นว่า คน 2 พันคน ถูกอังกฤษ และอเมริกา ไล่ออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่ตัวเองอยู่มาตั้ง 200 ปี เพียงเพื่ออเมริกาต้องการจะตั้งฐานทัพที่นั่น เพื่อที่จะขยายความเป็นเจ้าโลก ชีวิตคน 2 พันคน ไม่มีความหมาย ส่งไปเลย อยู่เกาะมอริเชียส และหมู่เกาะเซเชลส์ คุณจะไปตายโหงตายห่าที่ไหน มีงานทำไหม อยู่อย่างสลัม กูไม่สนใจ และในขณะเดียวกัน อังกฤษ และอเมริกา ก็เป็นสองหัวหอก นายอำเภอ และปลัดอำเภอ ที่เดินหน้าแล้วบอกว่า เฮ้ย สิทธิมนุษยชนนะ ให้ปกป้องรักษา ทุกคนต้องอยู่ในมาตรฐานแบบทางตะวันตกในการดูแลสิทธิมนุษยชน มาตรฐานอะไร ? CHRISTIANE AMANPOUR บอกแล้วไง มาตรฐานอะไร ตะวันตกยังไม่เคยมีมาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ได้มาจากผม แต่มาจาก CHRISTIANE AMANPOUR คนที่ทำข่าวเจาะในเรื่องนี้ เกี่ยวกับเบื้องหลังของหมู่เกาะดีเอโก การ์ซีอา และการมือถือสาก ปากถือศีล ของประเทศอเมริกา และอังกฤษ ที่ยืนหยัดอยู่บนสิทธิมนุษยชน

ท่านผู้ชมครับ เรากลับมาดูการพัฒนาเรื่องราวของคดีที่นายเกิดชนะ มินา ผู้ต้องหาและพยานในคดีลักลอบขนยาเสพติด ยาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม และมีการซัดทอด กล่าวหาว่ามีนายตำรวจ 2 คน คนหนึ่งคือ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล น้องชายท่านราชเลขาฯ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล และอีกคนคือ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ อินทร์ต๊ะสืบ หรือที่เขาเรียกว่า รองต๊ะ เกี่ยวพันกัน


เมื่อมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ปรากฏว่ากองบัญชาการภาค 6 ก็คือท่าน พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ท่านก็รับเรื่องนี้เข้าไป แล้วปรากฏว่าไม่ได้ทำการสอบสวนหรือทำตามที่ พล.ต.ท.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เรียกร้องไป ก็คือให้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับ ตร. หรือส่งเรื่องเข้ามาที่ ตร. เพื่อให้มีการพิจารณาข้อกล่าวหาต่างๆ ว่ามันจริงหรือไม่จริง เพื่อให้โอกาส พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ หรือรองต๊ะ ได้มาชี้แจงว่าเป็นอย่างไรบ้างที่เขากล่าวหาว่าคุณสมคบ

พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์
ล่าสุด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผู้บัญชาการภาค 6 ก็เลยทำสำนวนสอบสน เชิญตัว น.ส.ทักษินันท์ บัวคำ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ที่ อ.แม่สอด มาสอบปากคำ เขาบอกว่าเขาตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ และข้อมูลเป็นทางการเงิน ในเบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหา แต่หากผลการสืบสวนสอบสวนในภายหลังพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย นี่คือสิ่งที่เขารายงานมา


หลังจากนั้น คนที่สอง ก็คือ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ อินทร์ต๊ะสืบ รองผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 6 ก็เช่นเดียวกัน พนักงานสอบสวจภาค 6 พูดอย่างนี้ครับ ชุดคณะพนักงานสืบสวนได้สืบสวนหาความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีนี้ ผลการสืบสวนยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาในคดีนี้ หากผลการสืบสวนสอบสวนภายหลังพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย


คนที่สาม คือ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พนักงานสอบสวนของภาค 6 ก็เขียนว่า ชุดพนักงานสืบสวนได้สืบสวนหาความเชื่อมโยงกับผู้กระทำผิดในคดีนี้ ผลการสืบสวนยังไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาในคดีนี้ หากผลการสืบสวนสอบสวนภายหลังพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม จะได้ดำเนินการตามกฎหมาย

ท่านผู้ชมครับ ลอกข้อความกันมาเป๊ะๆ ชุดคำพูดเดียวกัน เพื่อกันสองนายตำรวจ ก็คือ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ และ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ซึ่งข้อความตอบกลับอย่างนี้ ท่านผู้ชม ตำรวจที่เขาคลุกคลีกับการสืบสวนสอบสวนมาเป็นอย่างดี เขาเรียกว่า ผีเห็นผี ก็คือตอบมายาวนาน เขาตีความหมายให้ผมฟังว่า มึงยังไม่ได้สอบ และมึงน่าจะมีความประสงค์จะตัดตำรวจทั้ง 3 คนนี้ออกจากสำนวน พูดง่ายๆ ต้องการจะตัดตอนผู้กระทำผิดออกไม่ให้ปรากฏในสำนวนฟ้องอัยการ

ท่านผู้ชมครับ ผมบอกมาแล้วว่าเรื่องนี้ถ้าไม่ทำความจริงให้ปรากฏ ประเทศชาติจะพังทลายหมด และจะทำให้คนตั้งข้อสงสัยแล้วจะกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท ทำให้พระองค์ท่านเสื่อมเสียชื่อเสียง ผมพูดมาตั้งนานแล้ว ท่านผู้ชมอย่าไปฟังว่าเป็นความขัดแย้งของตำรวจ 2 คน ไม่ใช่ ไม่ได้มีความขัดแย้งเลย พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จับกุมในฐานะเป็นผู้อำนวยการเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด จับกุมผู้ต้องหา เป็นประธานในการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดที่ขนยาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม แล้วได้รับคำให้การของนายเกิดชนะ มินา บอกว่าโน่นนี่นั่น แล้วก็พาดพิงไปถึงตำรวจ 2 คนนี้ คือ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ และ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล

ท่านผู้ชมอ่านคอลัมน์ของ "เหยี่ยวถลาลม" ในหนังสือพิมพ์มติชน ที่ผมเอาโพสต์ในเฟซบุ๊กของผม "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" คุณเหยี่ยวถลาลม คอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่องตำรวจมานานแล้ว และเป็นที่เคารพนับถือของตำรวจ เขาพูดในทำนองเดียวกับผมเลย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้ง เป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้น ต้องทำความจริงให้ปรากฏ และที่สำคัญ ที่สำคัญที่สุด ที่ผมทราบมา ยืนยันได้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ได้รายงาน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ตลอดเวลาถึงความคืบหน้าของเรื่องราวต่างๆ

 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ - พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าถ้าท่านไม่หลบอยู่หลังฉาก ท่านรับทราบเรื่องนี้แล้ว ท่านต้องแจ้งไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ท่านต้องบอกคดีนี้ให้โอนสำนวนทุกอย่างมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่ง เพราะว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับการกล่าวหานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ยศพลตำรวจโท ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และรองผู้การอำนวยการที่ภาค 6 มันเกี่ยวพันกัน ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ก็คือว่าตั้งคณะกรรมการที่มียศสูงกว่าพลตำรวจโทขึ้นมา

อย่างที่ผมเคยแนะนำว่า ต้องเอาอธิบดีอัยการคดียาเสพติดเข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อสอบสวนดูว่าที่มันซัดทอดกล่าวหานี้มีมูลแค่ไหน เชื่อได้หรือเปล่า เพราะว่าคดีต่างๆ พวกนี้พอมีการซัดทอดกันเรียบร้อยแล้ว คนที่ถูกซัดทอดจะต้องมาชี้แจง และถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ในข้อหาสมคบ ไม่ได้ค้ายา แต่สมคบ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเอาเรื่องๆ หนึ่งของผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 21 ปี ชื่อ น้องแนน ค้ายาบ้า 41 เม็ด เขาไม่ได้ค้า ผัวเขาค้า ท่านผู้ชมฟังดูแล้วเปรียบเทียบ 2 เรื่องกัน จะเห็นได้ชัดว่า แค่ยาบ้า 41 เม็ด ซึ่งผัวค้า เมียไม่รู้เรื่อง เมียยังโดนข้อหาสมคบเลย นับประสาอะไรกับพยาน ยืนยัน ซัดทอด รวมทั้งชี้ตัวในรูปว่าเป็นคนนี้ๆ ถูกต้องหมด กลับถูกกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ตัดตอนไป

คุณอภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผมไม่รู้คุณเกษียณเมื่อไร คุณเป็นตำรวจรุ่น 36 เมื่อคุณเป็นตำรวจรุ่น 36 คุณก็เป็นรุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข จักรทิพย์ ชัยจินดา ผมเข้าใจว่ากันยายนนี้ คุณจะเกษียณแล้ว คุณคิดว่าคุณจะเกษียณไปอย่างมีความสุขหรือ คุณไม่ต้องห่วง เรื่องนี้มีคนตามคุณตลอดเวลา ผมจะบอกให้คุณรู้ ผมกลัวว่าเมื่อคุณจบออกไปแล้ว คุณจะโดนข้อหาย้อนหลัง 157 มีคนเตรียมเล่นงานคุณข้อหา 157 แล้ว คุณเตรียมรับให้ดีๆ คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็เช่นกัน คุณเกษียณปี 65 หลังคุณเกษียณแล้ว เรื่องนี้จะตามหลอกหลอนคุณไป เพราะว่าเรื่องของเรื่องคือว่า พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เขาได้แจ้งคุณมาตลอด เขาไม่ได้ละเลย คุณเพียงแต่หลบฉาก แล้วคุณก็แก้เกมด้วยการตั้งตำรวจอีก 2 คน เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง คุณไม่ต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงมันมีอยู่แล้ว ว่าจับยาได้ 1,500 กิโลกรัม แล้วจำเลยและพยานซัดทอดตำรวจ 2 คน นี่คือข้อเท็จจริง มีอยู่แล้ว สิ่งที่คุณทำ คุณไม่ต้องตั้ง พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก ซึ่งสนิทสนมกับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล สนิทสนมกันมาก ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง คุณไม่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงมันลงตัวเรียบร้อย มันจบอยู่ตรงนี้ คุณเป็นเพียงแต่ว่า ออกคำสั่ง ตร. ให้โอนย้ายสำนวนจากกองบัญชาการภาค 6 มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วคุณประกาศตั้งคณะกรรมการสอบสวนความเกี่ยวพันกันระหว่างคำกล่าวหาของนายเกิดชนะ มินา ที่กล่าวหา พ.ต.อ.เอกราษฎร์ และ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ว่ามีมูลแค่ไหน และเพื่อความโปร่งใสให้กับประชาชน

คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข คุณรู้ไหมว่าคนที่ดูคลิปผม มีเป็นสิบกว่าล้านคนในเรื่องนี้ เขารู้เรื่องนี้หมด เขาไม่ลืมหรอก คุณจะเอามือข้างเดียว ช้างตายทั้งตัว คุณจะเอาใบบัวมาปิดได้อย่างไร ผมบอกคุณแล้วว่าเรื่องนี้มันสะท้านฟ้า สะเทือนดิน ถ้าคุณทำอะไรเปิดเผย ตรงไปตรงมา หรือถ้าคุณเป็นตำรวจที่รักษากฎหมายจริงๆ

มีอีกประเด็นหนึ่ง คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก่อนที่ผมจะจบเรื่องนี้ คุณตั้งข้อกล่าวหาของตำรวจ ผู้การจังหวัดชลบุรี ผู้การจังหวัดตราด หรืออะไรนี่ล่ะ ตั้งข้อหารุนแรง อนุญาตให้เปิดบ่อนการพนัน โน่นนี่นั่น ผิดวินัยร้ายแรง คำถามคือ เมื่อตำรวจด้วยกันเอง คุณตั้งข้อหาเขาร้ายแรงแบบนั้นได้ แล้วทำไมหลงจู๊สมชาย คุณตั้งข้อหาแค่เปิดบ่อนการพนัน คนเขาสงสัยว่าคุณสมรู้ร่วมคิดกันหรือเปล่า คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข สักวันหนึ่ง ผมไม่รู้จักคุณเลย หน้าคุณผมก็ยังไม่เคยเจอ แต่ผมทนไม่ได้กับวิธีการทำงานของคุณ สักวันหนึ่ง ผมจะออกรายการสักชุดหนึ่ง สักวันศุกร์หนึ่ง พูดเรื่องการทำงานของคุณตั้งแต่ต้นจนจบเลย นี่คุณเข้ามากี่เดือนแล้ว คุณรับงานวันที่ 1 ตุลาคม 4 เดือนเอง คุณสุวัฒน์ 4 เดือนนี้ผมไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมที่จะสะท้อนความสามารถของการทำงานของคุณในฐานะคุณเป็น ผบ.ตร. เพราะฉะนั้นแล้ว คุณตั้งไปทำไม พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก และผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด คุณไปหาข้อเท็จจริง คุณไปหาอะไร คุณพูดให้ใครฟัง คุณอาจจะหลอกลวงพวกขอทานแถวริมถนนได้นะ แต่คุณหลอกลวงคนที่มีปัญญา คนที่รู้เรื่องนี้ไม่ได้ เพราะว่าเรื่องนี้มันจบแล้ว คุณสุวัฒน์ มันจบแล้วจริงๆ เหลืออยู่เรื่องเดียว โอนเรื่องจากกองบัญชาการภาค 6 เพราะกองบัญชาการภาค 6 พยายามช่วยเหลือตำรวจ 2 คนนี้ โดยตัดออก ไม่ให้อยู่ในสำนวน คุณเอามาสิ เอามาเลย คุณแน่จริง ถ้าคุณทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คุณต้องใช้วิธีนี้ คุณอย่าซื้อเวลา ถ้าคุณสั่งการให้โอนสำนวนนี้มา แล้วคุณตั้งกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาชุดหนึ่ง ผมถือว่าคุณเป็นตำรวจที่ใช้ได้ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทรยศต่อวิชาชีพของคุณ แต่ผมดูวิธีการกระทำของคุณแล้ว คนที่สื่อมวลชนตั้งว่า จอมหลบฉาก ยิ่งใหญ่มาก ถูกต้อง ไม่ผิดเลย ผมไม่อยากจะพูดต่อ คุณเป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกลนะ แต่ไม่เป็นไร

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้นี้ผมพูดถึงเรื่องเหตุการณ์กรณีของ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ กับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็อธิบายความไปหลายอย่าง ท่านผู้ชมก็คงจะเข้าใจดีมากกว่าเก่า แต่เผอิญมันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูด มากถึงมากที่สุด ความจริงเป็นเรื่องเล็กๆ มันอาจจะไม่มีความสำคัญอะไรนักหนา กับกรณีของผู้บัญชาการต่อศักดิ์ สอบสวนกลาง ที่ถูกผู้ต้องหายาเสพติด 1,500 กิโลกรัม กล่าวหาและซัดทอดว่ามีส่วนในการสมคบ


เรื่องของเด็กผู้หญิงคนนี้ ชื่อ สุพรรณษา (น้องแนน) เป็นเรื่องที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับเรื่องของท่านผู้บัญชาการต่อศักดิ์ แต่ว่าในลักษณะสาระของเรื่องแล้ว มันมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายๆ กัน ที่ไม่คล้าย มีอยู่อย่างเดียว ก็คือว่า เด็กคนนี้เป็นลูกคนจน พ่อแม่ทำนา อาชีพส่วนตัวก็คือเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ร้านอาหาร โดนคดียาเสพติด 41 เม็ด ที่แฟนตัวเองเป็นคนเอาไปขาย โดยตัวเองไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว ก็ยังโดนข้อหาสมคบ เด็กคนนี้ถูกจำคุกอยู่ 21 เดือน ในระหว่างรอคดีอยู่ ไม่มีใครช่วยเลยแม้แต่นิดเดียว สู้ชีวิตด้วยชะตากรรม พ่อแม่นั่งร้องไห้อยู่ที่ตีนโรงศาล ทนายก็ไม่รับว่าความ

เรื่องของน้องแนน ถ้าผมเล่าให้ท่านผู้ชมฟังจนจบ ท่านผู้ชมจะเริ่มเห็นแล้วว่า ในประเทศไทยนั้น คนมีอำนาจ กับคนมีเงิน ไม่ติดคุกหรอกครับ ปลอดภัยทุกคน มีอำนาจ หรือมีเงิน แต่น้องแนน ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความจนที่ตื่นมาแล้วไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะหาอะไรกิน มันเป็นเรื่องที่เจ็บช้ำน้ำใจมาก ท่านผู้ชม ผมเห็นเรื่องนี้มา เป็นข่าวชิ้นหนึ่ง ข่าวเล็กๆ ไม่มีใครสนใจเลย แต่ผมเอะใจ ผมเลยให้ทีมงานไปตรวจสอบ ยิ่งตรวจสอบเท่าไร ยิ่งได้รับทราบความจริงเท่าไร ผมคิดถึงความอยุติธรรมในสังคมไทยในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วผมเศร้า

ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านผู้ชมต้องคิดตามผมมา ท่านผู้ชมคงได้รับฟังความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในกระบวนการยุติธรรมบ้านเรามาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือศาล วันนี้ผมจะชวนมาดูเรื่องหนึ่ง เมื่อผมรับทราบแล้ว อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ผมสะเทือนใจมาก สะเทือนใจจริงๆ ยิ่งผมเป็นคนซึ่งขุดคุ้ยและทำเรื่องกรณีของลูกอภิมหาเศรษฐี อย่างนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา หรือกรณีหลายกรณี อย่างเช่นกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งไม่อุทธรณ์ กรณีของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ในเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษี หรือกรณีที่ศาลทุจริตประพฤติมิชอบ สั่งยกฟ้องนายโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร และอัยการไม่ยอมแม้กระทั่งจะอุทธรณ์

พานทองแท้ ชินวัตร
ตลอดจนมาถึงเรื่องราวของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ที่มีอำนาจ และมีพี่ชายเป็นท่านราชเลขาฯ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ดูมีทิศทางที่จะได้รับการสมรู้ร่วมคิด ทำให้ไม่ต้องดำเนินการไปจนสุดซอย

ผมจะเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง เมื่อปี 2561 มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ สุพรรณษา บำเพ็ญเพียร หรือชื่อ น้องแนน เป็นชาวบ้านโคกเพชร ต.พระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ถูกดำเนินคดียาเสพติด ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยรู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถูกลากเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาร่วมกับแฟนหนุ่ม คดีนี้ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง

ท่านผู้ชมครับ คดีนี้เล็กมาก เล็กมาก แต่สาระและนัยของความยุติธรรมมันใหญ่มาก มันตอบคำถามพวกเรา ประชาชนทั่วไป ตอบคำถามได้หมดเลยว่า สังคมไทยในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ใครมีอำนาจ ใครมีเงิน ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ต้องติดคุก

28 พฤษภาคม 2561 น้องแนน หรือสุพรรณษา บำเพ็ญเพียร ซ้อนรถจักรยานยนต์กับแฟนหนุ่ม ชื่อ นายศุภกิจ นิยมสวน ขณะนั้นอายุ 21 ปี คบกันเพียงไม่กี่เดือนเอง น้องแนนจบการศึกษาระดับ ม.3 เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ส่วนนายศุภกิจ เป็นลูกจ้างอยู่ในร้านคาร์แคร์ใกล้ๆ กัน อยู่กินกันฉันสามี-ภรรยา รักกัน แฟนหนุ่มชวนไปทำตลาดนัด แต่แฟนหนุ่มมีวาระซ่อนเร้น คือไปส่งยาบ้า 41 เม็ด ไม่ใช่ยาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม 41 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 4.041 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.854 กรัม มูลค่า 2,400 บาท เอาไปส่งให้ใครล่ะ ? สายตำรวจ ที่ดำเนินการล่อซื้อเพื่อเอามาเป็นผลงานของตัวเอง


ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ แล้วแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แฟนหนุ่มรับสารภาพ ก็เลยถูกตัดสินจำคุก 4 ปี 6 เดือน ส่วนน้องแนน ปฏิเสธ เพราะว่าน้องแนนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียว แฟนชวนให้ไปที่ตลาดนัด แต่ถือโอกาสไปส่งยาบ้า ตำรวจตรวจปัสสาวะน้องแนน ก็ไม่พบสารเสพติด ท่านผู้ชมครับ เมื่อโดนดำเนินคดีแล้ว น้องแนนไม่มีเงินประกันตัว จนน่ะ ความจนของคน ถูกคุมขังในเรือนจำกลางสุรินทร์ กว่า 8 เดือน ไม่มีปัญญาประกันตัว ติดต่อไปแล้ว ติดต่อทั้่งยุติธรรมจังหวัด ที่อ้างว่ามีเงินประกันตัว ช่วยเหลือผู้ต้องหา หรืออาจจะเป็นเพราะว่านโยบายของกระทรวงยุติธรรม ไม่ให้เงินประกันตัวกับคนที่โดนคดียาเสพติด โดยไม่มีข้อยกเว้น ผมไม่ทราบ แต่ผมมีความรู้สึกว่า ถ้าเด็กคนหนึ่ง อายุ 21 ปี แล้วไปเล่าเรื่องราวต่างๆ พ่อแม่ไปบอกว่าลูกสาวโดนอย่างนี้ ลูกสาวไม่ผิด ลูกสาวยืนยัน ลูกสาวไม่รู้เรื่อง ขอประกันตัวมาเพื่อสู้คดี ยุติธรรมจังหวัดน่าที่จะพิจารณาแล้วช่วยเหลือในเรื่องเงินประกันตัวให้ ไม่มี

จนกระทั่งมีทนายความคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกคนจนเหมือนกัน ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เรียน กศน. จนกระทั่งจบ แล้วก็ไปเรียนสุโขทัยธรรมาธิราช จนได้ตั๋วทนาย เป็นทนายความอาสา ยื่นมือเข้าช่วย คือทนายคำสิงห์ กำลังเดินทางไปที่ศาล ไปทำงานติดต่อคดีอื่นที่ศาล เห็นพ่อแม่น้องแนนนั่งร้องไห้ เป็นชาวนา ไม่มีความรู้ใดๆ เรื่องกฎหมาย นอกจากนี้ คดียาเสพติดก็ไม่มีทนายคนไหนที่จะว่าความให้ หรืออาสาเป็นทนายให้ ผมเชิญคุณคำสิงห์ มาจาก จ.สุรินทร์


คุณคำสิงห์ พูดอย่างนี้ วันนั้นผมไปธุระที่ยุติธรรมจังหวัดสุรินทร์ เห็นสองผัวเมียที่เป็นพ่อแม่ของน้อง เข้ามาขอความช่วยเหลือจากยุติธรรมจังหวัดสุรินทร์ เท่าที่ผมฟัง เชื่อที่พ่อแม่เล่ามาตั้งแต่ต้นว่า น้องบริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องจริงๆ เดือนกว่าๆ ก็มีหนังสือจากยุติธรรมจังหวัดสุรินทร์ แจ้งว่า ไม่อนุมัติช่วยเหลือรายนี้ ทั้งจัดหาทนายความและเงินประกันตัว อาจจะเป็นเพราะเป็นคดีนโยบายยาเสพติดหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ

ทนายคำสิงห์ พูดต่อ ดูแล้วน่าสงสาร คนไม่มีที่พึ่งแล้ว เดินทางมาเพื่อหากองทุนยุติธรรมตามที่คุณได้โฆษณาสวยหรูว่าจะช่วยเหลือประชาชน ในใจผมคิดว่าเขาน่าจะเดือดร้อนจริง เพราะตอนแรกผมยังไม่ได้พูดคุยกับน้อง เพราะน้องยังอยู่เรือนจำ ผมก็คิดว่าให้พวกเขายื่นเรื่องราวตามขั้นตอนราชการก่อนว่าจะช่วยเหลือหรือไม่ช่วย พอผมฟัง บอกว่าถ้าเรื่องราวเป็นจริง ก็เอานามบัตรผมไว้ ถ้าทางยุติธรรมจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือแจ้งว่าไม่อนุมัติหรือช่วยเหลือใดๆ ก็ติดต่อผม ผมจะว่าความให้ฟรี

จากนั้นพ่อกับแม่น้องแนน โทรมาหาผม ขอความช่วยเหลือเรื่องทนายความ และช่วยหาทางให้เอาลูกสาวออกจากเรือนจำ เนื่องจากตั้งแต่ลูกถูกจับมา ก็ถูกส่งเข้าเรือนจำ ไม่มีเงินประกันตัว เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน

นางพัชราพร บำเพ็ญเพียร แม่ของน้องแนน ซึ่งผมเชิญมาที่กรุงเทพฯ เลยนะ พูดว่า ไม่รู้จักคุณทนายมาก่อน บังเอิญไปเจอ ถ้าไม่เจอทนาย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็ถาม เจอโดยบังเอิญจริงๆ ไม่เคยรู้จักเลย

จากนั้น ทนายคำสิงห์ คนตัวเล็ก แต่ใจใหญ่โตมาก ก็ทำเรื่องเพื่อเข้าไปสอบถามลูกความในเรือนจำ สัญชาติญาณทนาย พอคุยด้วยสักพักก็รู้ คุณคำสิงห์ เชื่อว่าน้องแนนไม่น่าจะโกหก และไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่รู้เห็น ไม่มีส่วนร่วมในการทำผิดในครั้งนี้ เพียงแค่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปกับแฟนที่เพิ่งคบหา ระหว่างนั้นทนายคำสิงห์ ก็เลยช่วยสู้คดี ต่อสู้คดี ว่าความให้ จนอีก 8 เดือนต่อมา ในช่วงต้นปี 2562 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องน้องแนน ท่านผู้ชมครับ น้องแนนไม่ผิดในศาลชั้นต้น น้องแนนอยู่ในเรือนจำยาวนานถึง 8 เดือน บนยาบ้า 41 เม็ด จากวันนั้นถึงวันนี้ วันนี้น้องแนนเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นคนซึมเศร้า วันที่มาที่ทำงานผม น้องแนนไม่พูดอะไรเลยทั้งสิ้น นั่งเงียบสนิท เพราะว่าเป็นโรคซึมเศร้า


หลังจากยกฟ้อง น้องแนนก็ได้ออกจากเรือนจำ ทางอัยการก็เลยยื่นอุทธรณ์ วันนั้นท่านทนายคำสิงห์ ได้เล่าให้ฟังว่า พาคุณแม่น้องแนนไปขอร้องท่านอัยการ อย่าอุทธรณ์เลย สงสารเด็ก ท่านผู้ชมครับ อัยการก็น่ารัก อ้างว่าเป็นหน้าที่ของเขา เขาฟัง แต่ไม่ทำตามที่เราร้องขอ เขาอุทธรณ์ไปตามหน้าที่ เราก็ต้องสู้คดีไปตามหน้าที่

ท่านผู้ชมครับ หยุดตรงนี้ก่อน ท่านผู้ชมรู้สึกเอะใจอะไรไหม ? ผมทำตามหน้าที่ ผมต้องอุทธรณ์ แล้วคดีคุณหญิงอ้อ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ทำไมไม่อุทธรณ์ล่ะ ทำไมไม่ฎีกาล่ะ ทำไมไม่อุทธรณ์ล่ะ แล้วคดีของคุณโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ศาลชั้นต้นสั่งยกฟ้อง ทั้งๆ ที่คำศาลที่สั่งยกฟ้องนั้น มีผู้พิพากษาองค์คณะเขียนคำคัดค้านไว้ว่าไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อจำเลย ก็เลยยกฟ้อง ถามว่าทำไมท่านไม่อุทธรณ์ ปล่อยให้คดีขาดอายุความไปเลย เท่ากับคุณโอ๊ะ พานทองแท้ อัยการไม่อุทธรณ์ เพราะคุณโอ๊ค พานทองแท้ เป็นคนที่มีเงินมีทอง และพ่อแม่มีอำนาจ มีบารมี

คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อัยการไม่อุทธรณ์เพราะว่าเป็นคุณหญิงพจมาน หรือบอส วรยุทธ อยู่วิทยา อัยการดุเดือดกว่านั้น ดำเนินเรื่องสั่งไม่ฟ้องเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เอามาขึ้นศาลเลยแม้แต่นิดเดียว

คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร
ท่านผู้ชม ผมต้องคั่นเอาไว้ตรงนี้ แล้วเอาตัวอย่างเปรียบเทียบให้ท่านผู้ชมดู ดูความยุติธรรมที่บัดซบของสังคมไทยในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นี่คือคำพูดของคุณคำสิงห์ ผมคิดว่าต้องช่วยต่อสู้คดีแบบสุดๆ แม่บอกไม่มีเงิน ผมบอก ไม่เป็นไร เราก็ทนายคนจน ทนายบ้านนอกเหมือนกัน ครั้งแรกไม่ได้คิดว่าจะช่วยต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา จะช่วยแค่ศาลชั้นต้นก็พอ แต่หลังจากผมสอบถามน้องในเรือนจำที่สุรินทร์แล้ว มั่นใจว่าน้องบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พอเราไปขอความเมตตาจากท่านอัยการ ท่านอัยการบอกว่า ผมต้องอุทธรณ์คดีตามหน้าที่

ท่านผู้ชมครับ ตัวอย่างที่ผมยกให้ฟังเมื่อกี้ ผมอยากให้ท่านอัยการที่บอกว่าอุทธรณ์ตามหน้าที่ และผู้บังคับบัญชาอัยการที่อุทธรณ์ตามหน้าที่ ฟังคดีตัวอย่างที่ผมยกให้ดู แล้วท่านอายบ้างหรือเปล่า แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมอัยการถึงควรที่จะไม่อุทธรณ์ โดยที่ทำตามหน้าที่เหมือนกัน แต่สามารถจะไม่อุทะรณ์ได้

อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า พนักงานอัยการ ในฐานะทนายแผ่นดิน ทำหน้าที่ยุติธรรมแค่ไหน เปรียบเทียบกับรองอัยการสูงสุด นายเนตร นาคสุข ที่มีคำสั่งสั่งไม่ฟ้องนายบอส อยู่วิทยา ท่านผู้ชมครับ 12 ธันวาคม 2562 ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาให้น้องแนนมีความผิด ลงโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน และปรับเงิน 566,600 บาท ค่าปรับ 41 เม็ด ตกปรับเม็ดละ 13,700 บาท

ทนายคำสิงห์ พูดอย่างนี้ วันนั้นผมฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเข่าอ่อนเลย คดีพลิกกลับ เพราะเขายกหยิบประเด็นผู้ชายที่เป็นแฟน เขาโพล่งว่า ใช้น้องคนนี้ไปโอนเงินเข้า ATM ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงแล้ว น้องแนนยืนรอที่ฟุตปาธ ตามคำเบิกความของสายลับล่อซื้อ คือสายลับล่อซื้อยาบอกแล้ว ว่าน้องแนนยืนรอที่ฟุตปาธ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ศาลอุทธรณ์จึงหยิบยกประเด็นนี้ประเด็นเดียว มาลงโทษว่าสมคบกัน เป็นแฟนกัน อยู่กินกันฉันสามี-ภรรยา ต้องรู้เรื่องนี้ เชื่อมโยงให้สอดคล้องเรื่องโอนเงินเพื่อลงโทษ ทนายคำสิงห์ ก็เลยฮึดสู้ถึงฎีกา หักล้างให้ได้


นางพัชราพร บำเพ็ญเพียร แม่น้องแนน บอกว่า ไม่คิดว่าจะมีการอุทธรณ์ต่อหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องแล้ว ลูกสาวอยู่ในเรือนจำฟรีๆ 8 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้ไปฟังคำตัดสินอีก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 และถูกตัดสินจำคุก 5 ปี 12 เดือน ตกใจมาก พูดไม่ออก ปรับอีก 5 แสนกว่าบาท ครอบครัวยากจน ไม่มีอะไรจะไปประกันตัวลูก ก็เลยต้องไปอยู่ที่เรือนจำ เคยไปร้องเมื่อตอนลูกสาวเข้าไปครั้งแรก ที่ยุติธรรมจังหวัด แต่เขาไม่รับเรื่อง

ระหว่างลูกถูกจำคุก ทุกสัปดาห์ ทุกวันศุกร์ ตัวก็จะขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปเรือนจำ ที่อยู่ห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อเยี่ยม สังเกตได้ตั้งแต่รอบแรกแล้วว่าลูกสาวนั้น จากคนที่เคยเป็นคนร่าเริง กลายเป็นโรคซึมเศร้า เป็นตั้งแต่ถูกจำคุก 8 เดือน รอบแรก จนกระทั่งถึงวันนี้

ท่านผู้ชมครับ หลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษน้องแนน ทนายคำสิงห์ จึงทำเรื่องอยู่ 2 เรื่อง คำร้องขออนุญาตว่าศาลฎีกาจะรับฎีกาหรือไม่ และสอง ทำเรื่องฎีกาไปพร้อมๆ กัน แม้จะมีความหวังริบหรี่เนื่องจากเป็นคดียาเสพติด ยาบ้า 41 เม็ด ถือว่าเป็นคดียาเสพติดเล็กๆ ในสารบบ ถ้าศาลฎีกาไม่รับ คดีน้องแนนก็จบที่ศาลอุทธรณ์เลย และน้องแนนจะต้องโทษจำคุกอีก 8 ปี

ท่านผู้ชมครับ ในช่วงปี 2557-2562 จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม ผู้ต้องหาคดียาเสพติดทั่วประเทศไทยมีมากถึงราวปีละ 3-4 แสนคน อย่างไรก็ตาม ทนายคำสิงห์ ก็สู้ ใช้เวลานานกว่า 4 เดือน ทำเรื่องยื่นฎีกาเข้าไป จนศาลจังหวัดสุรินทร์รับเรื่อง ซึ่งก็ควรจะรับเรื่อง เพราะว่าถ้าศาลชั้นต้นตัดสินยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ลงโทษ มีเหตุอันควรที่จะให้รับฎีกาได้ เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นและอุทธรณ์นั้นขัดแย้งกัน และส่งให้ศาลฎีกา ศาลฎีการับเรื่องพิจารณา

ท่านผู้ชมครับ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา และระหว่างดำเนินการให้ศาลฎีการับเรื่องน้องแนน น้องแนน สุพรรณษา ต้องกลับเข้าเรือนจำยาวนานอีก เพราะครอบครัวไม่มีเงินประกันตัว จริงๆ ถ้ามีเงินประกันตัว ก็ประกันได้ จริงๆ ยุติธรรมจังหวัดถ้าเห็นคดีแล้วว่าศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ลง แสดงว่ามีความขัดแย้งในดุลพินิจ น่าที่จะให้สิทธิน้องแนนโดยการช่วยเหลือเรื่องการประกันตัว แต่ยุติธรรมจังหวัด ก็คือยุติธรรมจังหวัด คำสั่งจากส่วนกลางมา จะมีอย่างไรก็ตาม กูไม่ทำเสียอย่าง กูเบื่อ กูก็อ้างว่าเป็นคดียาเสพติด

สุดท้ายศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตรับพิจารณา น้องแนนเข้าเรือนจำท่ามกลางความโศกเศร้า คุณแม่ร้องไห้จนเป็นลม ไม่คิดว่าศาลอุทธรณ์จะตัดสิน ท่านผู้ชมครับ ขอให้ท่านผู้ชมทราบหน่อย คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ผิด และศาลพิพากษาชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจอีกแบบหนึ่ง ใจไม่อยู่กับตัวแล้ว ที่สำคัญคือ ถ้ามีเงินก็ประกันตัวได้ แต่นี่ไม่มีเงินเลยแม้แต่นิดเดียว

วันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมานี้ ในที่สุดศาลฎีกามีดุลพินิจตามพยานหลักฐาน อ่านคำพิพากษาตัดสินยกฟ้อง ว่าจำเลยไม่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลฎีกาพิพากษานะครับ ตอนหนึ่งของคำพิพากษาศาลฎีกา ท่านผู้พิพากษาท่านเขียนคำพิพากษาไว้อย่างนี้

วันเกิดเหตุ จำเลยเดินทางมากับนายศุภกิจ ซึ่งเป็นสามี เนื่องจากนายศุภกิจ ชวนไปตลาดนัด โดยนายศุภกิจ ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยนั่งซ้อนท้ายมา เห็นได้ว่าในการตรวจค้นตัวจำเลยและการตรวจปัสสาวะไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ไม่มียาเสพติดเลย ลำพังข้อเท็จจริงที่ได้ความตามที่นำสืบของโจทก์ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยร่วมทางมากับนายศุภกิจ และจะนำพฤติกรรมนายศุภกิจ มาเชื่อมโยงเพื่อลงโทษจำเลยนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผล ก็เป็นข้อเท็จจริง มันไม่ชอบด้วยเหตุผล เดี๋ยวผมอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อ แล้วผมจะอธิบายความให้ฟัง

ดังนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา จึงมีความสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยร่วมกับนายศุภกิจ มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษายกฟ้อง


ท่านผู้ชมครับ เรามาดูกันนิด คุณคำสิงห์ ทนายคนจน พูดอย่างไร คดีนี้มันจบไปแล้ว แต่ผมอยากจะสะท้อนว่า แม้มันจะเป็นจุดเล็กๆ แต่เรื่องราวยิ่งใหญ่มากสำหรับคนจน สำหรับคนอย่างพวกเรา คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ สำหรับคนที่มีอำนาจวาสนา บารมี มีอำนาจ และมีเงินมีทอง มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับคนจนมาก เพราะว่าเราต่อสู้โดยเดิมพันเสรีภาพของเรา คุณคำสิงห์ พูดต่อ ศาลฎีกายกฟ้อง ผมไม่ติดใจเท่าไร เพราะสมประโยชน์เราแล้ว ตามที่เราต่อสู้ในแนวทางคดี ศาลไม่เชื่อตามที่ศาลอุทธรณ์ลงในประโยคนี้ ศาลฎีกาค้าน แต่สิ่งที่คุณคำสิงห์ อยากจะสะท้อนปัญหาให้เห็น ว่าน้องแนน ถูกจำคุก 2 ครั้ง เป็นเวลาถึง 21 เดือน รอบแรก 8 เดือน และหลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฮีก 13 เดือน คุณคำสิงห์ อยากให้หน่วยงานของรัฐ ผมอยากให้คนที่ใกล้ชิดท่านรัฐมนตรีฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน ฟังไว้ หรือฟังเรื่องนี้แล้วส่งไปให้คุณสมศักดิ์ ฟัง

อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาเยียวยา โดยจ่ายเงินไปตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน โดยผ่านกองทุนของจังหวัดเยียวยาในจุดนี้

วันหนึ่งน้องแนนต้องได้รับค่าตอบแทนวันละ 800 บาท เดือนละ 24,000 บาท 21 เดือนที่ถูกจำคุกไป ก็เป็นเงิน 4 แสนกว่าบาท ไม่ใช่เงินเยอะเลยเมื่อเปรียบเทียบเงินกองทุน เพราะฉะนั้นแล้ว จะไปยึดเอาหลักคำพูดในกฎหมาย หรือในข้อบังคับว่าศาลต้องให้พ้นผิด ถามว่า ศาลยกข้อสงสัยให้เป็นประโยชน์จำเลย ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมว่า นี่คือการพ้นผิดเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ยุติธรรมจังหวัด หรือกระทรวงยุติธรรม หรือคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ถ้าเห็นแก่คนจนที่ถูกกระบวนการยุติธรรมรังแกมาตลอด รีบจัดเงิดเชยให้เขาซะ

คุณคำสิงห์ พูดต่อ ผมอยากจะเปิดเผยจุดบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม เพราะคดีนี้ศาลฎีกาพิมพ์ในคำพิพากษา พิพากษาแล้ว 18 พฤศจิกายน 2563 ศาลพิพากษาใช้ดุลพินิจตัดสินว่ายกฟ้อง แต่ศาลฎีกากลับนัดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 หลังจากที่พิพากษาไปแล้ว 2 เดือน คุณคำสิงห์ บอกว่า ขั้นตอนตรงนี้ไม่แฟร์ เมื่อพิพากษามาแล้วควรอ่านทันที เพราะรู้แล้วว่าสำนวนจำเลยถูกจองจำ เสรีภาพสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ต้องด่านโดยเร็วๆ เพราะฉะนั้นเท่าที่ตัดสินเมื่อ 18 พฤศจิกายน ยันถึง 28 มกราคม 2564 เป็นเวลาสองเดือนกว่าที่เขาถูกจองจำโดยคุณตัดสินว่าเขายกฟ้อง เขาไม่ผิด ตรงนี้อำมหิตมาก


กระบวนขั้นตอน ระบบของศาล ผู้พิพากษามีหน้าที่เซ็นว่า พิพากษายกฟ้อง แต่กระบวนการระเบียบของศาล ทั้งๆ ที่ยกฟ้อง ถ้าดำเนินการโดยเร็ว ให้เขาอ่านคำพิพากษาโดยเร็ว ก็สามารถที่จะปล่อยตัวเขาได้เร็วขึ้นอีก 2 เดือน คุณคำสิงห์บอกว่ามันล่าช้าเกินไป

โดยหลักธรรมชาติของระเบียบศาล ระบบศาล เขาจะส่งคำพิพากษาไปให้ที่ศาลจังหวัดสุรินทร์นัดอ่าน ซึ่งกว่าจะนัดอ่านก็ 28 มกราคม ศาลฎีกาออกนั่งบัลลังก์ที่กรุงเทพฯ อ่านผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจำเลยอยู่ในเรือนจำสุรินทร์ ทนาย อัยการ อยู่ในห้องพิจารณา และผู้พิพากษาอยู่เป็นสักขีพยานตรงจุดนั้น อ่านคำพิพากษา 30 นาที อ่านเสร็จ 10 โมงเช้า นี่ผมจะฝากถึงท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อ่านเสร็จ 10 โมงเช้า ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง แต่กว่าจำเลยจะถูกปล่อย ตั้ง 6 โมงเย็น 8 ชั่วโมง ท่านผู้บัญชาการเรือนจำสุรินทร์ ท่านสบายดีหรือ

คนจะได้รับอิสรภาพ ต้องหน่วงเวลา ช้า ใจเขาใจเรา คนรอรับก็ใจจะขาด คนอยากออกเร็ว

ท่านผู้ชมต้องเข้าใจเรื่องหนึ่ง ที่อัยการท่านบอกว่าท่านจำเป็นต้องอุทธรณ์ ผมขี้เกียจที่จะไปโต้เถียงกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เดี๋ยวจะเป็นการละเมิดศาล แต่ผมมีข้อคิดอย่างนี้

ท่านผู้ชมเปรียบเทียบแล้วกันว่าระหว่างน้องแนน ที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับสามีที่ขี่มอเตอร์ไซค์ เพื่อเอายาบ้า ครอบครองยาบ้า 41 เม็ด และในการตรวจค้นก็ไม่เจอว่าน้องแนนมียาบ้าอยู่ เพราะว่าคนที่ล่อซื้อ คือตำรวจ และคนเอาไปส่ง คือสามี สามีพาน้องแนน จากคำให้การทุกอย่าง จะไปเที่ยวตลาดนัด แต่ถือโอกาสไปส่งยาด้วย ลำพังตรงนี้น่าจะเป็นข้อสงสัยให้ตำรวจตั้งแต่แรก ว่า เอ๊ะ น้องแนนไม่น่าจะเกี่ยวข้องด้วยนะ แต่ความที่ตำรวจมองว่าเป็นการสมคบ ผมก็ถามกลับแล้วกัน ตำรวจ คุณสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข จะฟังด้วยก็ได้ ผมก็ถามกลับว่าในกรณีที่ตำรวจสุรินทร์มาจับน้องแนน ซึ่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์สามีไป โดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง แล้วโดนจับข้อหาสมคบในยา 41 เม็ด คำถามมีอยู่ว่า ยาไอซ์ 1,500 กิโลกรัม ที่มีพยานที่ถูกจับได้ แล้วซัดทอดไปจนถึง พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ นั้น สมควรหรือไม่ที่พวกคุณจะต้องมาพิจารณา โดยใช้มาตรฐานเดียวกับที่คุณใช้กับน้องแนน ท่านผู้ชมเข้าใจคำพูดผมหรือยัง

เช่นเดียวกัน อัยการเมื่อเห็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว อย่าใช้คำว่าผมต้องอุทธรณ์ไปตามหน้าที่ คุณไม่ใช่เครื่องจักร คุณมีสมอง คุณมีจิตใจที่จะรักความเป็นธรรม เพราะคุณเป็นทนายแผ่นดิน คุณต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นี่ยังดีนะ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์พาน้องแนนไป ถ้าไอ้หมอนี่มันแวะจอดมอเตอร์ไซค์ตรงไหน แล้วมันคุยกับคนข้างทาง คนข้างทางจะไม่โดนไปด้วยเหรอ ถ้าคุณใช้มาตรฐานนี้

เรื่องนี้ผมเจ็บปวดมาก ยิ่งมีเรื่องของบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ยิ่งมีเรื่องของคุณหญิงอ้อ พจมาน ณ ป้อมเพชร คุณพานทองแท้ ชินวัตร ยิ่งมีเรื่องของ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ กับ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และ พ.ต.อ.เอกราษฎร์ ท่านผู้ชมเจ็บปวดเหมือนผมไหม


น้องแนน โชคร้ายที่เป็นคนจน ไม่มีอำนาจเหมือน พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยศใหญ่ๆ อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่แอบช่วยเหลือ น้องแนนหาเช้ากินค่ำ ทำงานอยู่ในห้องอาหาร เป็นสาวเสิร์ฟ น้องแนนเลยต้องติดคุก น้องแนนเลยต้องถูกข้อหาสมคบด้วย ท่านผู้ชมครับ บัดซบไหม ผมว่ามันโคตรบัดซบเลย กระบวนการยุติธรรมในบ้านเรามันล่มสลายไปหมดเลย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ผมไม่ได้ว่าอะไรท่าน แต่ผมอยากจะเบิกเนตรท่านนิดหนึ่ง ว่ากระบวนการยุติธรรมในยุคท่านมันโบ๋เบ๋แล้ว ไม่มีอีกต่อไป ในยุคท่าน ใครมีอำนาจ ใครมีเงิน ไม่ต้องติดคุก

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เรามาถึง สุดท้ายของรายการนี้ แต่เป็นสุดท้ายที่ผมเจ็บช้ำน้ำใจมากเรื่องกรณีน้องแนน ท่านผู้ชมครับ ผมทนไม่ได้ ผมเชิญน้องแนน ครอบครัวน้องแนน ทนายคำสิงห์ มา ผมรู้ว่าเขาเป็นคนจน ท่านผู้ชมที่ร่วมทำบุญกับผมคราวที่แล้วในการเช่าพระไป และผมก็ทำบุญไปแล้วตามรายละเอียดที่แจ้งให้ท่านผู้ชม ยังเหลือเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ผมก็เลยเอาเงินสด 1 แสนบาท มอบให้กับครอบครัวของน้องแนน คนจน ขนาดทนายคำสิงห์จะนั่งรถตู้ เช่ารถตู้มาเพื่อมาที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีเงินเลย และผมขออนุญาตท่านผู้ชมที่บริจาคมา เอาเงินกองกลางนี้ที่เอาไว้ทำบุญ มอบให้กับทนายคำสิงห์ ทนายตัวเล็กแต่ใจใหญ่มาก ใจยิ่งใหญ่มาก 1 แสนบาท เพราะคุณคำสิงห์ ก็ไม่ได้คิดเลยที่จะได้เงินจากครอบครัวน้องแนน


ท่านผู้ชมครับ เมื่อไรเราถึงจะก้าวไปสู่ความยุติธรรมที่ไม่มีแบ่งว่าใครมีอำนาจ หรือใครมีเงินมีทอง จะต้องได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกันหมด วันนี้เราหาไม่เจอภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วพบกันวันศุกร์หน้า สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...