xs
xsm
sm
md
lg

ชาวญี่ปุ่นกว่า 27% ปฏิเสธฉีดวัคซีนโควิด เพราะกลัวผลข้างเคียง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ญี่ปุ่นเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้ว แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังลังเลที่จะรับวัคซีน ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อควบคุมการระบาดของโรค

วัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์สำหรับผู้คนเกือบ 420,000 คนได้ขนส่งมายังญี่ปุ่นแล้ว บุคลากรทางการแพทย์ได้ทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรก หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม บรรดาผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวจะเข้ารับวัคซีนเป็นกลุ่มต่อมา
รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้ราวร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่สำหรับโรคโควิด-19

ผลการสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อวันที่ 6-7 ก.พ. พบว่า ประชาชนที่สุ่มสำรวจร้อยละ 63.1 ยินดีที่จะรับการฉีดวัคซีน แต่อีกร้อยละ 27.4 ระบุว่าจะไม่รับวัคซีน โดยกลุ่มผู้หญิงวัย 40-50 ปีเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการรับวัคซีนมากที่สุด


ญี่ปุ่นสั่งซื้อวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์และโมเดิร์นนาของสหรัฐที่มีประสิทธิภาพ 95% และวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกาของอังกฤษที่มีประสิทธิภาพ 70% คาดว่าประชาชนทั่วไปจะได้รับวัคซีนในเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป

ผลการสำรวจอีกชิ้นหนึ่งโดยบริษัทวิจัย Ipsos พบว่า ญี่ปุ่นรั้งท้ายในอันดับที่ 4 ในเรื่องความเต็มใจของประชาชนที่จะรับวัคซีน โดยประเทศที่ประชาชนลังเลที่จะฉีดวัคซีนมากที่สุด คือ รัสเซีย ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น

ผลสำรวจพบว่า ชาวญี่ปุ่นเพียงร้อยละ 19 บอกว่า เต็มใจอย่างยิ่งที่จะรับวัคซีน และร้อยละ 26 บอกว่าจะรับวัคซีนในทันทีที่พร้อม ส่วนประชาชนส่วนใหญ่ยังบอกว่าขอรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเหตุผลสำคัญคือกังวลผลข้างเคียงจากวัคซีน

ผลการสำรวจพบว่า การรับหรือปฏิเสธวัคซีนแตกต่างกันตามเพศและอายุ ผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่เต็มใจรับวัคซีนสูงที่สุดถึงร้อยละ 72 ขณะที่กลุ่มผู้หญิงวัย 40-50 ปีเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการรับวัคซีนมากที่สุดถึงร้อยละ 40.9


ญี่ปุ่นเคยมีประวัติผลข้างเคียงจากวัคซีนหลายกรณี ที่ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพมาจนถึงทุกวันนี้

วัคซีนโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ถูกเพิกถอนการใช้งานในปี 2536 จากความกังวลว่าอาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ในปี 2554 วัคซีน 2 ตัวสำหรับเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และปอดบวม ถูกระงับการใช้หลังจากทำให้เด็ก 4 คนเสียชีวิต

ในปี 2556 กระทรวงสาธารณสุขระงับการส่งเสริมการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หลังพบว่ามีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดเรื้อรัง ทั้ง ๆ ที่วัคซีนชนิดนี้ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าปลอดภัย และยังตั้งเป้าให้เด็กหญิงทั่วโลกร้อยละ 90 ได้รับวัคซีนนี้ก่อนอายุ 15 ปีในช่วงทศวรรษ 2020-2030

ประสบการณ์ผลกระทบจากวัคซีนในอดีต และทัศนะของชาวญี่ปุ่นที่ระแวดระวังต่อการใช้ยาต่าง ๆ อยู่แล้ว ทำให้การการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้จะมีวัคซีนมากมาย แต่หากจำนวนผู้ที่ฉีดวัคซีนมีไม่มากเพียงพอ ประสิทธิภาพในการป้องกันการระบาดก็จะไม่เกิดขึ้นได้.
กำลังโหลดความคิดเห็น...