xs
xsm
sm
md
lg

ประจาน “ขบวนการทอน” ยุม็อบ “ศักดินาจงพินาศ” แต่ “เครื่องราชฯ” ก็อยากได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สมยี่ห้อ “บิดาแห่งความย้อนแย้ง” สมราคาเจ้าของนิยาม “โทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง”

ที่ผ่านมาทำหน้าที่ลูกอีช่างติมาตลอด พอวันหนึ่งถึงคราวถูกตรวจสอบบ้าง “ตี๋เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และประธานคณะก้าวหน้า บอกว่าถูกกลั่นแกล้ง

ตามคิวที่ “เสี่ยใหญ่ไทยซัมมิท” เดินหน้าตรวจสอบการจัดหา “วัคซีนโควิด-19” ของรัฐบาล ในประเด็นเรื่องความล่าช้า และความล้มเหลว พร้อมกับยกระดับอัปเลเวลตั้งข้อสังเกต ว่าการที่ “แอสตราเซเนกา” ยักษ์ใหญ่ด้านวัคซีนสัญชาติอังกฤษ มอบหมายให้ “บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด” ผลิตและจำหน่ายวัคซีนในไทยว่า เหมือนการผูกขาดให้เอกชนรายเดียว โดยไม่มีการแข่งขัน

อ้าปากเห็นลิ้นไก่ ทุกคนรู้ว่า “ตี๋เอก” ต้องการจะสื่อไปที่ “สถาบันฯ

ปรากฏว่า เมื่อเกิดกรณีที่น้องชายในอุทร “เสี่ยตะ” สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด พัวพันในฐานจ่ายเงิน 20 ล้าน ให้ผู้ต้องหาที่ถูกพิพากษาจำคุก เพื่อให้บริษัทฯ ได้สิทธิพัฒนาที่ดิน 2 แปลงงามใจกลางกรุงเทพฯ ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กลับตอบเหมือนมะนาวไม่มีน้ำว่า น้องชายตัวเองได้ชี้แจงไปแล้ว ต้องไปสอบถามเจ้าตัวเอง พร้อมกลับโอดโอยว่าเรื่องนี้ฝ่ายรัฐพยายามเอามา เพื่อต้องการกดดันตัวเองให้หยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง

นอกจากจะไม่ได้คำชี้แจงอะไรที่จะทำให้สังคมคลายของสงสัย “เสี่ยเอก” ยังลากไปดรามาว่า ถูกกลั่นแกล้งตามระเบียบ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องคอร์รัปชันสินบาทคาดสินบน ไม่ใช่ “ค่านายหน้า” อย่างที่ “น้องชาย” ชี้แจงออกมา แล้วยังพันไปถึงหน่วยงานที่ถูก “ม็อบราษฎร” ตั้งหน้าตั้งตาถล่มมาตลอด

แทนที่พี่ชายอย่าง “เฮียเอก” ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลของบรรดาม็อบลิเบอร่าน ที่พูดอะไร “ติ่งส้ม-สายล้ม” พร้อมจะฟังอย่างสนิทใจ จะอธิบายพอหอมปากหอมคอ แต่กลับ “ถามม้าตอบช้าง” ไม่สมราคาอดีตนักธุรกิจที่ใครต่อใครยกว่า รุ่นใหม่ไฟแรงจะปูพื้นสักหน่อยว่า เงินมูลค่า 20 ล้านบาทที่น้องชายจ่ายไปเป็นค่าอะไรในทางธุรกิจ

แบบนี้มันเข้าอีหรอบน้ำท่วมปากเพราะรู้ความจริงอยู่เต็มอกหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือคดีของ “เสี่ยตะ-สกุลธร” เป็นอันชัดเจนว่าตำรวจเตรียมออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา “ติดสินบนเจ้าพนักงาน” แถมยังลามไปถึง “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้เป็นแม่ด้วย เมื่อปรากฏว่าเช็คใบแรกสั่งจ่ายในนามบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นั่นหมายความว่าต้องแจ้งข้อหาเพิ่มต่อ “สมพร” ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจด้วย

งานนี้ “แม่สมพร” จึงต้องซวยไปเป็นคำรบสองหลังก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แจ้งความดำเนินคดี “รุกป่า” กว่า 3 พันไร่ ที่ จ.ราชบุรี

พอๆ กันกับกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ “เรือยอชต์” ชื่อ Silvretta ลักษณะเรือ 1 ชั้นครึ่ง สีขาว-น้ำเงิน ขณะจอดลอยลำอยู่ที่ท่าจอดเรืออ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า ต.อ่าวปอ อ. ถลาง จ.ภูเก็ต ก่อนจะพบว่า เรือยอชต์ลำดังกล่าวเป็นของ “ธนาธร” และ “สกุลธร” สองพี่น้องมีชื่อร่วมกันเป็นเจ้าของเรือลำนี้

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “ตี๋เอก” ผู้มักมีภาพติดดิน กินง่ายอยู่สบาย มี “ของเล่นเศรษฐี” ประดับบารมี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเรือยอชต์ลำนี้จดทะเบียนที่ “หมู่เกาะคุก” ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของนิวซีแลนด์ ในวงการไฮโซ-สีเทารับรู้กันว่าเป็น “เขตปลอดภาษี” ซึ่งบรรดาคนรวย นักการเมืองนิยมไปจดทะเบียนกันที่นี่ เพื่อ “เลี่ยงภาษี” หนักกว่านั้นเอาไว้ใช้สำหรับการ “ฟอกเงิน”

ทว่า คำตอบของ “เสี่ยเอก” เจ้าของนวัตกรรมการเมืองรุ่นใหม่ โปร่งใสโชว์โอนทรัพย์สินเข้า “บลายด์ทรัสต์” ก่อนการเลือกตั้งสร้างบรรทัดฐานใหม่การเมือง สร้างความงงงวยเป็นอย่างมาก เพราะบอกว่า “เรื่องเล็กมาก”

“เหตุผลที่ไม่ออกมาตอบโต้เพราะเรื่องเล็กมาก จะเข้าทางกลายเป็นประเด็น แต่เมื่อถามแล้วผมตอบให้ฟัง เรือยอชต์นี้ ผมและเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกันไปซื้อมาจากบริษัท โบ๊ท ลากูน ยอร์ชชิ่ง เอเชีย ลิมิเตด ซึ่งตั้งอยู่ที่ฮ่องกง ดังนั้นเราไปซื้อเรือมือสอง บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือลำนี้ไปจดทะเบียนที่บริษัท คุก มีอยู่เท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านี้” เขาว่าไว้เช่นนั้น

แล้วก็เหมือนจะเป็นยี่ห้อ “ธนาธร” ไปแล้วว่า เรื่องเรือยอชต์นี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง อ้างว่ามีขบวนการการวางเพลิงเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ แทนที่จะชี้แจงว่าเหตุใดจึงซื้อเรือดังกล่าว และเหตุใดจึงเลือกที่จะไปจดทะเบียนที่นั่น ยิ่งถ้ารู้ว่าคนขายจดทะเบียนไว้ที่นั่น หากคิดเรื่องจ่ายภาษี เสียค่าระวางเรือเต็มเม็ดเต็มหน่วย คงไม่คิดคบค้าด้วยแต่ต้น หรือไม่

ระดับ “ธนาธร” มีหรือจะไม่มีความรู้เรื่องนี้ ยกเว้นจงใจ และไม่คิดว่าจะมีคนจับได้

ฟังจากคำตอบแล้ว คุ้นๆ คล้ายๆ กรณี “บกพร่องโดยสุจริต” ของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เหมือนกัน อย่างที่มีคนเคยเปรียบเทียบว่า นี่มัน “แม้วน้อย” ชัดๆ

อีกจุดสำคัญ ซึ่งจริงๆ “ธนาธร” ควรจะเคลียร์ไว้แต่เนิ่นๆ คือ เรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่แม้จะมีการยื่นต่อ ป.ป.ช.เอาไว้ว่า มีเรือยอชต์มูลค่า 10 ล้าน แต่ปรากฏว่าไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงบางอย่าง

โดยในการยื่นต่อ ป.ป.ช.”ธนาธร” ระบุว่า มีเรือยอชต์มูลค่า 10 ล้านบาท ได้มาเมื่อ 26 มิ.ย. 61 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของเรือยอชต์ที่ถือครองว่าเป็นรุ่นใด ยี่ห้อใด แต่เมื่อตรวจสอบในใบ Cook Islands Certificate of Registry พบว่า วันที่ลงทะเบียน (Date of Registration) คือวันที่ 20 ต.ค. 2560 (20 Oct 2017) ซึ่งปรากฏชื่อของ “ธนาธร” อยู่บ้านเลขที่ 157 เลควิลล์ วิลล่า แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. ถือหุ้นในเรือยอชต์ Silvretta จำนวน 20% ร่วมกับ “สกุลธร” ที่ถือหุ้น 20% เช่นกัน

ที่ชัดๆ คือ วันลงทะเบียนที่ไม่ตรงกัน และที่คลุมเครือ คือ ราคาค่างวดเรือหรูที่ว่ากันว่าลงผิดไปเป็นเท่าตัว

หาก “ธนาธร” จะโอดโอยว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่ปัญหา แต่ประเด็นสำคัญคือ คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ทองแท้ย่อมต้องไม่กลัวไฟ ต่อให้มีการกลั่นแกล้งแค่ไหน แต่ถ้าตอบได้ ชี้แจงได้ มีหลักฐานอ้างอิง ก็ไม่มีใครเอาไปฆ่าแกงได้

ปัญหาคือ พหูสูตรอย่าง “เฮียทอน” กลับได้แต่ “แบะๆ” เรื่องของตัวเอง



ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ
มีหลายฉากหลายช็อตที่ “ธนาธร” ประเมินผิดพลาด ไม่มองหน้า ระแวงหลัง ว่าการที่เที่ยวไปตรวจสอบคนอื่น โดยไม่สำรวจหลังบ้านตัวเองจะมีปัญหาในภายหลัง

และเมื่อตัวเองไม่ได้คลีนจริง กลายเป็นการถูกย้อนศร จนลดความน่าเชื่อถือของตัวเอง คล้ายๆ กับครั้งที่โร่เอาทรัพย์สินของตัวเองไปใส่ไว้ใน “บลายด์ทรัสต์” มอบหมายให้สถาบันการเงินไปบริหารจัดการทรัพย์สินทั้งหมด แง่หนึ่งก็เพื่อต้องการแสดงความโปร่งใส ไม่หวังเข้ามาหากินทางการเมือง โชว์ความเป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อจะสร้างการเมืองที่ดี

ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เพื่อที่จะไม่ถูกตรวจสอบนั่นแหละ และปรากฏว่า ในภายหลัง “ธนาธร” กลับโป๊ะแตก ว่ามันเป็นแค่ทำเท่ๆ เป็นบลายด์ทรัสต์เก๊ ที่ไม่มีอยู่จริง เพียงเพื่อต้องการหาเสียงเท่านั้น

หัวเป็นอย่างไร หางก็เป็นอย่างนั้น “ธนาธร” ต้องการการเมืองที่ใสสะอาด เที่ยวโพนทะนาสร้างอิมเมจที่ดี แต่สุดท้ายตัวเองทำไม่ได้ เช่นเดียวกับบรรดา ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน ที่ขณะนี้ขยันสร้างวีรกรรม “ย้อนแย้ง” ไม่จบสิ้น

ยิ่งกลับเหตุการณ์ล่าสุดยิ่ง “งามไส้” เข้าไปอีก เมื่อหลังพบว่า พลพรรค “แก๊งก้าว” ทั้ง ส.ส., อดีต ส.ส. และกรรมาธิการจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล แห่ขอ “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” กันยาวเป็นหางว่าว

ส่องรายชื่อ บางคนเป็น “ตัวพ่อ-ตัวแม่” ให้ท้ายม็อบลามปาม “สถาบันพระมหากษัตริย์” เองเสียด้วย

หลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี 2563 จำนวน 31,268 คน ในจำนวนพบว่า มี ส.ส.ก้าวไกล เเละอดีต ส.ส.อนาคตใหม่ พรึ่บพรั่บ

เปิดชื่อว่า ต้องร้องว่า “งงในงง” ว่าตกลงเป็นพวกแหกปากตะโกน “ศักดินาจงพินาศ” แต่พฤติกรรมนั้น “เครื่องราชฯ ก็จะอยากได้” อย่างไรอย่างนั้น

สำหรับมีรายชื่อ “แก๊งก้าว” ส.ส.ก้าวไกล และอดีตอนาคตใหม่ที่ขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาวชิรมงกุฎ (ชั้นสายสะพาย) ได้แก่ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ

ส่วนหนึ่งของ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่กรอกข้อมูลและลงลายมือชื่อในเอกสารขอเครือราชอิสริยาภรณ์
ขณะที่ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ชั้นสายสะพาย) ได้แก่ 1. ชำนาญ จันทร์เรือง 2. คำพอง เทพาคำ 3. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ 4. สุรวาท ทองบุญ และ 5. อภิชาติ ศิริสุนทร ส่วนทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ได้แก่ 1. นายเอกภพ เพียรพิเศษ ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ได้แก่ 1. เกษมสันต์ มีทิพย์, 2. ไกลก้อง ไวทยากร, 3. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, 4. ขวัญเลิศ พานิชมาท, 5. คารม พลพรกลาง, 6. จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ, 7. จรัล คุ้มไข่น้ำ, 8. จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์, 9. จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ, 10. เจนวิทย์ ไกรสินธุ์, 11. พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์, 12. ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ, 13. นิรามาน สุไลมาน, 14. ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์, 15. ณัฐวุฒิ บัวประทุม, 16. ทวีศักดิ์ ทักษิณ, 17. ทศพร ทองศิริ, 18. เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร,19. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์, 20. ปดิพัทธ์ สันติภาดา, 21. ปริญญา ช่วยเกตุศิริรัตน์, 22. พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, 23. พีรเดช คำสมุทร, 24. มานพ ศิริภูวดล, 25.วรภพ วิริยะโรจน์, 26. วาโย อัศวรุ่งเรือง, 27. วินทร์ สุธีรชัย, 28. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, 29. วุฒินันท์ บุญชู, 30.ศักดินัย นุ่มหนู, 31. สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล, 32. สมเกียรติ ถนอมศิลป์, 33. สมชาย ฝั่งชลจิตร, 34. สุเทพ อู่อ้น, 35. เยาวลักษณ์ วงศ์ประภารัตน์, 36. ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์, 37. เบญจา แสงจันทร์, 38. วรรณวิภา ไม้สน, 39. ศิริกัญญา ตันสกุล และ 40. สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา

เรียกได้ว่า มากันเกือบครบ ที่ขาดไปก็บรรดา “ตัวเอ้ๆ” อาทิ “ประธานเอก”, “จารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และอดีต ส.ส.อนาคตใหม่, “สาวช่อ” พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และอดีต ส.ส.อนาคตใหม่ รวมทั้ง “สามนิ้วตัวแม่” อย่าง “เจ๊เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ปัจจุบันยังเป็น ส.ส.ก้าวไกล อยู่

ต้องบอกว่า “สายล้ม” นี่มากันเพียบ ทำเอา “สาวก 3 นิ้ว” อกอีแป้นจะแตก รายของ “น้องกาณฑ์” ศศิพัฒน์ พงษ์ประภาพันธ์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และแนวร่วมคณะราษฎร 63 ซึ่งเคยร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ แต่จากกันไม่ค่อยดี ก็ได้ทีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กประณาม “แก๊งก้าว” ว่า

“นักการเมืองใครได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นเรื่องปกติ ทุกพรรคได้หมด ทุกประเทศมีเครื่องราชฯ… แต่กลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย ที่แสดงออกว่าเป็นพวก anti-monarchism ชัดเจนอย่างพรรคก้าวไกล ส.ส.กับทีมงานที่ได้เครื่องราชคือ shame on you น่าอายและน่าสมเพช เพราะเป็นผู้ทรยศต่ออุดมการณ์ พฤติกรรมที่คุณแสดงออกกับมวลชน ปากบอกสู้กับศักดินา แถมยังมาด่าพรรคเพื่อไทยว่าสู้ไปกราบไป แต่ ส.ส.พรรคส้มไปสาระแนไปขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เเบบนี้เข้าข่าย “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลแต่ชอบกินน้ำแกง” ในขณะที่คุณเรียกร้องการปลดแอกจากเผด็จการ คุณกลับไปขอเครื่องราชฯเพื่อเป็นสายรัดคอแห่งการครอบงำ แบ่งแยกคนไม่เท่ากัน เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ยอมก้มหัวเป็นฝุ่นใต้ตีนของผู้มีอำนาจเอง

ถ้าจะมาว่าเพื่อไทยขอได้ เสรีรวมไทยขอได้ ทำไมไม่ด่า พรรคฝ่ายค้านคนอื่นเขาต้านเผด็จการก็จริง แต่เขาไม่แสดงออกถึงการต่อต้านระบอบกษัตริย์ เขายังยึดตามหลักการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เคยไปทับถมพรรคคุณสักนิด ไม่ว่าพรรคคุณไม่เคยมีมารยาททางการเมืองขนาดไหนก็ตาม”

ไม่เท่านั้นยังดักคอไว้ด้วยว่า “ถ้าจะมาแถว่า รัฐสภาทำเรื่องให้ฟรี ประชาชนเขาไม่โง่นะ” พร้อมแจกแจงด้วยว่า ตามระเบียบ แม้บุคคลที่เป็น ส.ส.ครบ 1 ปี จะต้องได้รับเครื่องราชฯ โดยไม่ต้องขอ ระบบจะให้มาเอง แต่มีช่องทางให้ปฏิเสธ ง่ายๆคือ ไม่ต้องเซ็นใบรับรองตัวเองเท่านั้น

นั่นคือ ทางสำนักงานเลขาธิการผู้แทนราษฎร จะต้องเอากระดาษมาให้เซ็นชื่อขอ แล้วถึงจะส่งไปโดยอัตโนมัติ ถ้า ส.ส.พรรคส้มไม่อยากได้ ก็ไม่ต้องเซ็นชื่อ เท่านั้นถือว่าจบ แต่นี่ใบขอเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียกันหรา

เรื่องแบบนี้ถ้าอุดมการณ์หนักแน่นจริง คงไม่ถูกค่อนขอดเหน็บแนมขนาดนี้

เอาอย่าง “จารย์ป๊อก-ปิยบุตร” ปะไร ออกมาชี้แจงยืดยาวในทำนองว่า ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่สภาฯ หลายครั้ง เพื่อให้เซ็นใบรับรองเพื่อขอเครื่องราชฯ รอบนี้ แต่ก็ได้ปฏิเสธไม่ได้เซ็นตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอมา

ยิ่งกว่านั้นยังบอกด้วยว่า ตอนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. “ความยากลำบากในชีวิต” ก็เริ่มต้นขึ้น พิธีรีตอง รัฐพิธีต่างๆ ที่บังคับใช้กับ ส.ส. เคยคิดถึงขั้นว่าจะไม่เข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ที่เป็นพิธีการในการเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. แต่มี “เพื่อนมิตรจากพรรคอื่น” แนะนำด้วยความปรารถนาดีว่า ควรเข้าร่วม นำมาซึ่งภาพที่ “ธนาธร - ปิยบุตร - พรรณิการ์” แต่งชุดขาวเข้าร่วมรัฐพิธีที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อเดือน พ.ค.62 นั่นเอง

แม้ พ.ศ.นี้ “ปิยุบตร” จะโพสต์ให้ดูดีอย่างไร ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า ตัวเองก็เคยได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อปี 2551 และปี 2556 สมัยรับราชการ เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จะอ้างว่าทางมหาวิทยาลัยดำเนินการให้ก็แล้วแต่ ไม่พ้นนำมาซึ่ง “ความย้อนแย้ง” ของเหตุผลในการไม่ขอรับเครื่องราชฯในครั้งนี้ที่ว่า “เพื่อให้ผมยังคงความเป็นอิสระในการนำเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”

จากเหตุผลเท่ๆ กลายเป็น “ข้ออ้างเก๊ๆ” ในทันที เพราะในขณะที่ “ปิยุบตร” ได้รับพระราชเครื่องราชฯ 2 หนก่อน เจ้าตัวก็ได้ใช้คราบ “นักวิชาการ” ในนามอาจารย์ “คณะนิติราษฎร์” เสนอประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่แล้ว

ทำไปทำมาคนที่ควรมีหลักที่สุดใน “แก๊งก้าว” อย่าง “ปิยุบตร” ก็ยังออกอาการลิ้นพันหลักตัวเอง

ตอกย้ำให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วนักการเมืองใน “แก๊งก้าว” ทั้ง ส.ส.พรรคก้าวไกล หรืออดีต ส.ส.อนาคตใหม่ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนักการเมืองและ ส.ส.พรรคอื่น ที่เชี่ยวชาญชำนาญเรื่องการ “แหกตาประชาชน”

ตามท้องเรื่องนี้ต้องไปถาม “แกนนำม็อบราษฎร” สะสมคดีข้อหา “มาตรา 112” เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กันไว้ถ้วนหน้า จากแรงยุ-เสียงเชียร์สุดลิ่มจาก “แก๊งก้าว” ว่าคิดอ่านอย่างไร

ที่น่าสนใจ “ปิยบุตร” ยังไปยกคำฝรั่งของ Etienne de la Boétie นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1576 เพื่อเพิ่มความเท่ให้กับคำชี้แจงตัวเองอีกด้วยว่า "ธรรมชาติของมนุษย์ คือ ความเป็นอิสระและความต้องการเป็นอิสระ … เหตุผลประการแรกของความเป็นทาสโดยใจสมัคร คือ ความเคยชิน”

ผนวกกับของ Pierre Bourdieu นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสอีกคนที่ว่า “ระบบการมอบรางวัล เหรียญตรา เกียรติยศ คือ เครื่องมือแห่งการครอบงำ ไม่เพียงแต่ช่วยแบ่งแยกคนออกเป็นพวกเป็นประเภทเท่านั้น แต่ยังช่วยล้อมกรอบให้คนอยู่ในโอวาทด้วย”

ชักแม่น้ำมาทุกสายทั้งเรื่องทาส-ความเป็นอิสระ-เหรียญตรา-เกียรติยศ-การครอบงำ แค่ต้องการให้หลุดข้อครหาการขอรับเครื่องราชฯเท่านั้น

กลับกลายเป็นว่าแม่น้ำทุกสาย ทั้งสินบนน้องชายธนาธร-เรือยอชต์ไฟไหม้-มาถึงเครื่องราชฯทั้งของ “ปิยบุตร” แลัทีมงาน “แก๊งก้าว” กลับประจานตัวเองว่าเป็น ทาสแห่งความย้อนแย้ง ตลบแตลง มากกว่า

ที่สำคัญคือไอ้ความเคลื่อนไหวทั้งหลายแหล่ที่ไปร่วมปลุกระดม “ม็อบ” ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “รักแท้ในคืนหลอกลวง” เพราะเรื่องของเรื่องคือ “กลเกมแห่งการแย่งชิงอำนาจ” เพื่อสถาปนากลุ่มก๊วนของตนเองเข้ามาแทนที่ก็เท่านั้น

...ใช่หรือไม่ แถไถอธิบายมาให้รับรู้กันบ้างจะเป็นไรไป.