xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] ฤๅ “สกุลธร” จะเป็นคดีบอสภาค 2?

เผยแพร่:



“สนธิ”ชี้กรณี “บิ๊กเมาน์เท่น” ควรห้ามจัดคอนเสิร์ต-อีเวนต์ชั่วคราว เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เชื้อโควิด-19 ระบาดอีกรอบ ระบุกรณีเพจ “เยาวชนปลดแอก”โพสต์เชิดชูระบอบคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การล่มสลายของม็อบ แสดงถึงความไร้สาระ หลังจากนี้แกนนำที่เป็นเด็กก็มีแต่จะถูกดำเนินคดี ถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องออกมาเป็นแกนนำรุ่น 2 ไม่ว่าจะเป็น ส.ศิวรักษ์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อานันท์ ปันยารชุน และปริญญา เทวานฤมิตรกุล ส่วนกรณี “ปวิน” ถูกตามแอบถ่ายในญี่ปุ่นคงเป็นเพราะถูกเอาคืน ที่ชอบเอารูปคนอื่นมาโพสต์ และความจริงอีกด้านคือ“ปวิน”เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด “ชาญวิทย์” ผู้ถูกสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังม็อบเด็ก ป้ายชื่อกลุ่ม “รอยิสต์มาร์เก็ตเพลส” ของปวิน จึงโผล่ในม็อบเด็กตั้งแต่ต้น ตั้งข้อสังเกตคดี “น้องชายธนาธร” จ่ายใต้โต๊ะ 20 ล้าน อาจซ้ำรอยคดี “บอส อยู่วิทยา” เพราะคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ตามคำแถลงของอัยการบอกว่าตำรวจจะแยกกรณี “สกุลธร” จ่ายสินบนเป้นอีกคดีต่างหาก แต่ศาลพิพากษาเมื่อปลายปี 62 ให้จำเลย 2 คนมีความผิด ปีกว่าๆ แล้ว ตำรวจยังไม่ทำอะไรเลย ขณะที่ความเห็นของอดีตผู้พิพากษา “พีระพันธุ์” ยืนยันชัดว่าจากการที่ศาลลงโทษ 2 จำเลยในข้อหารับสินบน แสดงว่า “สกุลธร”ซึ่งเป้นคนจ่ายเงิน น่าจะทำผิด ม.143 และ 84 แต่อัยการ “ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม” คนสนิทของ “อรรถพล ใหญ่สว่าง” ประธานคณะกรรมการอัยการ กลับออกมาแก้ต่างแทน โดยเปรียบกับการจ่ายใต้โต๊ะเพื่อฝากคนเข้าทำงาน เมื่อคนให้เงินถูกหลอกจึงถือว่าไม่มีความผิด ทั้งที่พนักงานสอบสวนก็แทงลงไปในสำนรวนแล้วว่าจะแยกเป็นอีกคดีหนึ่ง แต่นายปรเมศวร์ออกมาแสดงความเห็นแบบนี้ ถือว่าเป็นการแทรกแซงคดีหรือไม่

วันที่ 18 ธ.ค.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะมาพูดถึงประเด็นที่หลายคนมองข้าม คือการทำหน้าที่ของตำรวจ เเละอัยการ ในคดีสินบน 20 ล้านของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งคำพิพากษาออกมาเเล้วตั้งเเต่ปี 2562 จนผู้ที่มีความผิดติดคุกออกมาเเล้ว หรือมันจะซ้ำรอยคดีนายบอส อยู่วิทยา มาติดตามกันครับ

อีกเรื่อง มาดูเวรกรรมของนายปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ ซึ่งเคยทำเรื่องเหล่านี้ไว้กับคนอื่นปัจจุบัน กำลังคืนสนองตัวเอง จะเป็นอย่างไรมาดูกัน

และเรื่องที่คุณสนธิต้องขอโทษแฟนๆ ที่ตัวเองค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องม็อบเด็ก วันนี้เพิ่งรู้ว่าจริงๆ เเล้วกำลังสู้อยู่กับคนบ้า จะบ้าอย่างไร รอติดตามได้ใน SONDHI TALK : ฤๅ “สกุลธร” จะเป็นคดีบอสภาค 2?



คำต่อคำ SONDHI TALK [18 ธ.ค. 63] ฤา "สกุลธร" จะเป็นคดีบอส ภาค 2


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563 อีกประมาณเกือบสองอาทิตย์เราก็จะผ่านพ้นปีใหม่ไปแล้ว วันปีใหม่ คือวันศุกร์ที่ 1 มกราคม ก็จะเป็นรายการที่พิเศษหน่อยจากรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" คอยติดตามดูก็แล้วกันครับว่ามีอะไรพิเศษบ้าง แต่เอาเป็นว่าวันนี้มีเรื่องสุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านผู้ชมคงจำได้ เราเคยเจอภาวะการณ์ฝุ่น PM 2.5 มา ตอนนี้กลับมาแล้ว ค่าฝุ่นสูงมาก ท่านผู้ชมออกไปข้างนอกต้องใส่หน้ากากนะครับ ตอนนี้บางคนผิวหนังเริ่มมีตุ่ม เริ่มมีผื่น กระจายบนผิวหนัง ดวงตา ตาแดง เปลือกตาแดง น้ำตาไหล ในบ้านก็มีฝุ่นเข้ามา


ท่านผู้ชมจำได้ไหมผมเคยเล่าให้ฟังว่า ผมเคยใช้เครื่องกรองอากาศ manature แต่ของผมนี่รุ่น 1 รุ่นแรกเลยนะ เครื่องกรองอากาศนี้กรองฝุ่นได้จนถึง 0.3 ไมครอน กรองเล็กกว่า PM 2.5 เยอะ แล้วเงียบ ผมใช้มาร่วมสิบกว่าปีแล้วยังไม่เสียเลย แผ่นกรองก็ไม่ต้องเปลี่ยน ท่านผู้ชมครับ เพื่อสุขภาพ มีอยู่ไม่มาก ผมเข้าใจว่ามีอยู่ประมาณ 100 เครื่อง รีบโทรศัพท์มาเลยท่านผู้ชม ผมไม่ต้องเล่าสเปกให้ฟังล่ะ เอาเป็นว่าผมเอาหัวเป็นประกันว่าสุดยอด ตั้งแต่ผมใช้เครื่องกรองอากาศมา ไม่มีอะไรที่มันสู้เครื่องกรองอากาศของ manature ได้ เป็นเทคโนโลยีเยอรมนี ราคา 19,900 บาท ราคาเขาขายเต็ม 27,000 บาท งวดนี้ให้ 19,900 บาท ใครต้องการผ่อน 10 เดือน ก็ได้ครับ เดือนละ 1,990 บาท โทรศัพท์มาตามตัวเลขที่ผมขึ้นให้


ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้เรามีเรื่องที่จะพูดประมาณ 4 เรื่อง เรื่องแรก ไม่พูดไม่ได้ คือ บิ๊กเมาน์เท่น ลองฟังดูนะครับ เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ผมต้องขอประทานโทษท่านผู้ชม มันเหลวไหลมาก ผมเพิ่งรู้ว่าเรื่องม็อบ ผมกำลังสู้กับเด็กบ้าๆ สติไม่ดี เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

เรื่องที่สามก็น่าสนใจนะครับ ท่านผู้ชมคงรู้จักคุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่ชอบเอารูปคนอื่นเข้ามาโพสต์ในเพจของตัวเอง ให้เขาวุ่นวายไปทั่วทั้งสังคม วันนี้ดาบนั้นคืนสนองแล้ว คืนสนองอย่างไร ? เดี๋ยวไปดูกัน ส่วนเรื่องสุดท้าย คือคดีน้องคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คือคุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ผมกำลังบอกว่ามันทะแม่งๆ มันกำลังจะกลายเป็นคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ภาค 2


ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้ถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องบิ๊กเมาน์เท่น ก็จะเชยไปหน่อย แต่ว่าผมมีประเด็นและมีหลายๆ มิติที่จะเสนอความเห็นในเรื่องของการจัดคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น เอาเป็นว่าเล่าแบ็กกราวนด์กันก่อนก็แล้วกันว่า บิ๊กเมาน์เท่นนั้นเขาเตรียมงานกันมานานแล้ว คนเตรียมงานก็คือ คนที่เขาตั้งฉายาว่า "ป๋าเต็ด" คนที่เพิ่งเข้ามา join แกรมมี่ มีหน้าที่ในการจัดคอนเสิร์ต จัดงานต่างๆ ขึ้นมา

แกรมมี่นั้นมีรายได้อยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือลิขสิทธิ์เพลงที่ตัวเองมีอยู่ตอนนี้ เพลงเก่าๆ ที่คนโน้นคนนี้ร้องมา แล้วก็เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท ใครก็ตามที่จะร้องหรือจะเอาออก ก็ต้องมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ อีกอันหนึ่งก็คือการจัดคอนเสิร์ต สมัยก่อนนั้น เนื่องจากว่ายังไม่มีโควิด ก็จะมีทัวร์ของนักร้องที่อยู่ในเครือข่าย ก็ออกไปทัวร์เรื่อยๆ ก็จะเก็บเงินเก็บทอง แบ่งส่วนหนึ่งให้นักร้อง อีกส่วนหนึ่งบริษัทก็เอาไป


การจัดงานครั้งนี้ ที่โคราช ก็จัดโดยที่ขายบัตรไปประมาณ ... อ้างว่าขาย 5 หมื่นใบ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มีบัตรฟรีอยู่ประมาณ 2 หมื่นใบ ก็คือตัวเลขที่ไปแจ้งกับทางการเจ้าหน้าที่ คือ 5 หมื่นใบ แต่ตัวเลขจริงสำหรับคนที่เข้าไป ก็ประมาณ 7-8 หมื่นคน ปัญหาการจัดคอนเสิร์ต จริงๆ แล้วผมเห็นใจ มันมีอยู่ 2-3 เรื่อง ที่ผมเข้าใจ และผมก็ไม่ได้ตำหนิอะไรทั้งสิ้น หลายคนก็บอกว่าการที่ถูกปิด เป็นเพราะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะว่าพวกนักร้อง หรือคนที่ขึ้นเวที


... คือพวกศิลปินพวกนี้จะเป็นคนที่มีความคิดเป็นอิสระ แล้วมีนิสัยอย่างหนึ่งคือ ต่อต้านการควบคุม แน่นอนที่สุด คนพวกนี้ต้องไม่ชอบ คสช.แน่ แล้วก็ไม่ชอบลุงตู่แน่ ถึงขนาดมีการตะโกนในงานว่า I HERE TOO แปลเป็นไทยเอาเองก็แล้วกัน แต่ภาษาอังกฤษก็คือ ผมได้ยินเหมือนกัน I HERE TOO แต่ก็พลิกไปอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือนที่ผมชอบพูดคำว่า เรือหาย เรือ ก็คือ ship หาย ก็คือ หาย ฉิบหาย แต่เพื่อให้มันสุภาพนิด หรือมีลูกเล่นหน่อยก็คือ เรือหาย (shipหาย)


การที่มีคอนเสิร์ตแล้วมีคนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผมไม่ได้ติดใจเรื่องนี้หรอก ไม่ได้ติดใจจริงๆ เหมือนกับการแจกรางวัลออสการ์ คนที่ได้รับรางวัลออสการ์ ขึ้นมาได้รับรางวัล แล้วก็พูดออกความเห็นทางการเมือง คนที่อยู่ในงานก็จะปรบมือกันบ้าง คนที่ไม่ชอบก็เงียบไป ถ้าผมจำไม่ผิด จะมีรางวัลๆ หนึ่งให้กับโรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) ขึ้นมา เดอ นีโร ก็รับรางวัล แล้วเขาพูดอยู่ 3-4 คำ เขาบอกว่า Fuck you Trump! แล้วเขาก็เดินลงจากเวที มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ท่านผู้ชมอย่าไปจริงจังกับมัน เรื่องพวกนี้



จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ น่าจะกำไร ได้รายได้จากงานนี้ประมาณ 150 ล้านบาท แล้วก็หลังจากที่ทำผิดกฎ ผิดระเบียบ ก็ถูกดำเนินคดี ดำเนินคดีก็มีจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งปรับทั้งจำ แนวโน้มก็น่าจะโดนปรับมากกว่า ก็คือ 1 แสนบาท เมื่อแลกกับรายได้ประมาณ 150 ล้านบาท หรืออาจจะไม่ถึง เพราะว่าวันสุดท้ายที่จัดนั้น ต้องยกเลิกงานประมาณ 4 ทุ่ม

เอาล่ะ ไม่เป็นไร ท่านผู้ชม เรามาทำความเข้าใจกับการชุมนุมกันสักนิดหนึ่ง การจัดคอนเสิร์ต กับการชุมนุม ที่เด็กชุมนุมกันอยู่นั้น ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอก เพียงแต่การจัดคอนเสิร์ต มีคน 7-8 หมื่นคน เต็มสนามไปหมด รู้สึกว่าจะเป็นงานที่จัดที่โรงแรมสนามกอล์ฟ ดิ โอเชี่ยน เขาใหญ่ ปากช่อง เดิมทีเป็นศูนย์ฝึกอบรมของบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต พื้นที่จัดเขาบอกว่าจุคนได้ถึง 150,000 คน ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่ผมกังวล และผมคิดว่ารัฐบาลไทย ศบค. ควรที่จะทำเป็นมาตรฐานเดียวกันไปหมดเลย ผมต้องขอโทษท่านทั้งหลายที่มีอาชีพในการจัดคอนเสิร์ต หรือจัดอีเวนต์ ผมคิดว่าในขณะนี้เราการ์ดตกไม่ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น


ท่านผู้ชมจำคอนเสิร์ตสิงห์ปาร์คได้ไหม ? พังทลายฉิบหายวายป่วงหมดเลย พังทลายเรือหายไปหมด เพราะอะไร ? ก็เพราะว่ามีคนที่ติดโควิดแล้วเข้าไป จนกระทั่งสิงห์ปาร์คต้องกักกันคนของตัวเองอยู่ 14 วัน แล้วก็มีการแพร่เชื้อกระจายไป ในขณะนี้ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง จากการซึ่งเราไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่เลย กลายเป็นวันนี้เริ่มมีติดเชื้อใหม่ขึ้นมาเป็นจุดๆๆๆ แน่นอนที่สุด ผมยังมีความมั่นใจ ผมยังมีความมั่นใจในความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ และผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เชื่อมั่นว่าเอาอยู่ เอาอยู่ แต่เผอิญท่านตกกระไดไปนิดหนึ่ง ที่ท่านไปบอกว่า โควิดกระจอก ถ้าท่านไม่พูดคำว่าโควิดกระจอก ท่านยืนยันว่า ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ผมให้ความมั่นใจว่าหมอไทย กระทรวงสาธารณสุข เอาอยู่แน่นอน ไม่เป็นไร เพราะผมยอมรับตรงนี้ เพราะหมอไทยเก่งที่สุด แล้วก็ไม่มีที่ไหนที่จะรักษาโควิดได้ดีเท่ากับประเทศไทย ท่านผู้ชมหลายคนที่เล่นเฟซบุ๊ก คงจะได้เห็นคลิปหลายคลิปของคนต่างชาติ ท่านผู้ชมลองเดินไปแถวสุขุมวิทสิครับ จะเห็นเลย เช้าๆ วันอาทิตย์ หรือวันเสาร์ วันหยุด จะมีฝรั่งใส่กางเกงขาสั้นเดินเป็นครอบครัว บางทีลงมาคนเดียว ถือหนังสือพิมพ์มา แล้วเข้าไปนั่งกินกาแฟ คนพวกนี้คือคนที่กลับบ้านไม่ได้ แล้วติดอยู่ในประเทศไทย แล้วก็ยังมีพวกคนที่ไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปอยู่ที่เกาะลันตา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่กระบี่ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่สงขลา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่สมุย กลับบ้านไม่ได้ บางทีมาเป็นครอบครัว แล้วปรากฏว่าไม่มีเครื่องบินกลับ


มีแม่กับลูกคู่หนึ่ง อยู่ที่เกาะลันตา ผมดูคลิปแล้วผมก็หัวเราะและน้ำตาซึมๆ เขากับลูกสาวร้องเพลงไทย เพลงชาติไทย โดยใช้สำเนียงฝรั่งร้อง แล้วสรุปที่เขาร้อง เขาบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุด ในโลกนี้ ไม่มีแล้วที่ไหนจะสู้ประเทศไทยได้ เมื่อกลับบ้านไม่ได้ อยู่ตามชุมชน คนในชุมชนก็ดูแลเหมือนครอบครัวเดียวกัน อ๋อ แน่นอน ถ้าอยู่โรงแรมห้าดาว ไม่มีเงิน ก็ต้องออกมาเช่าบ้านพักอยู่ หาข้าวกิน หลายต่อหลายคนที่เป็นฝรั่งที่อยู่ในภูเก็ต เดินไปเดินมา ไม่มีตังค์ติดตัว ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว เจ้าของร้านก็เอาก๋วยเตี๋ยวให้กิน และถ้าเป็นโควิด ก็รักษาฟรี ไม่เสียเงิน หาได้ที่ไหน มีที่เดียวคือประเทศไทย แต่! การที่เรามีเช่นนี้ การที่เรามีหมออันดับ 1 ไม่ใช่แปลว่าเราควรจะการ์ดตกนะ หมายความว่าอย่างไร ?

ผมยังเชื่อของผมอยู่ว่า ในช่วงโควิดยังไม่ชัดเจน และผมคิดว่าจะยังไม่ชัดเจนจนกระทั่งจะเริ่มชัดเจนในปลายปี 2564 ก็คือปีหน้า ชัดเจนก็คือ มีวัคซีนออกมาเรียบร้อยแล้ว คนส่วนใหญ่ได้รับการฉีดเรียบร้อยแล้ว และมีปริมาณคนที่ฉีดวัคซีนมากพอที่จะทำให้เกิดกลุ่ม Herd Immunity คนติดกันเยอะๆ แล้วฉีดวัคซีน แล้วมันจะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นเอง อันนั้นจะมาถึงประเทศไทย ผมคิดว่าน่าจะปลายปีหน้า หรืออย่างช้าที่สุดก็คือ ต้นปี 65 เพราะฉะนั้นจากนี้ไปจนถึงเวลาที่เรายังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัวร์ เรายุติกิจกรรมบางอย่างเอาไว้ก่อนได้ไหม ให้แน่นอนตายตัวเลย ก็คือว่า กิจการข้อแรก คือการจัดคอนเสิร์ต ต้องเลิกหมด ไม่มีการจัด


ป๋าเต็ดอ้างว่าป้องกันอย่างดีแล้ว มีการวัดอุณหภูมิ คุณวัดอุณหภูมิอย่างไร คนตั้ง 5-7 หมื่นคน คุณไม่มีทางวัดได้ แล้วอีกอย่างหนึ่ง อาจจะเป็นคนที่มีเชื้อโควิด แต่ยังไม่ออกอากาศ อุณหภูมิก็เลยไม่ขึ้น ในขณะเดียวกัน คุณดูสิครับ คุณบอกคุณเว้นระยะห่าง คุณเว้นอย่างไร แค่เข้าคิววัดอุณหภูมิ ก็ติดกันแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย คนที่จัดคอนเสิร์ต จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ หรือใครก็ตามที่คิดจะจัดคอนเสิร์ต จัดอีเวนต์ จัดโน่นจัดนี่ ยุติก่อนชั่วคราวได้ไหม ?

คุณต้องยอมรับมันไปว่าโควิด-19 คือตัวทำลายธุรกิจของคุณ ต้องยอมอดทน เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพราะว่าถ้ามันเกิดติดขึ้นมา เกิดอาการที่เขาเรียกว่า SUPER SPREADER ออกมา ท่านผู้ชมจำได้ไหม สนามมวยลุมพินีไง สมัยแรกเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง ที่มีนายพลคนหนึ่งติดโควิดมาจากอิตาลี แล้วไม่ยอมบอกใคร


เซียนมวยก็เข้าไป โน่นนี่นั่น ไปเกิดที่แพร่ ที่อุตรดิตถ์ ที่จังหวัดโน้นจังหวัดนี้ ใครจะไปรู้ว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น พอเกิดขึ้นมาแล้ว ตายล่ะ อย่างน้อยที่สุด ทุกวันนี้ชีวิตพวกเราที่อยู่ในเมืองต่างๆ ยังใช้ชีวิตอยู่ได้เป็นปกติดี ร้านค้ายังเปิดได้ คนก็ยังเข้าห้างสรรพสินค้าได้ เป็นเพียงแต่ทุกคนระวังตัว ใส่หน้ากาก ล้างมือ ไม่ยืนใกล้กัน แต่ลักษณะอีเวนต์กับคอนเสิร์ต คุณบังคับให้ยืนห่างกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ คุณก็รู้อยู่แล้วในข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นแล้ว ธุรกิจจัดคอนเสิร์ต จัดอีเวนต์ เป็นไปได้ไหมท่านผู้ชม และ ศบค. ให้ยกเลิกเด็ดขาด เป็นคำสั่งเด็ดขาดเลยจากกระทรวงมหาดไทย ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ห้ามไม่ให้มีการจัดคอนเสิร์ตเด็ดขาด เด็ดขาดเลย แต่ชาวบ้านใช้ชีวิตประจำวันได้ จะไปเที่ยวภูชี้ฟ้า ไม่เป็นไร ขับรถไป เพราะว่าอย่างน้อยไปภูชี้ฟ้า คุณไม่ได้เข้าแถวแออัดยัดเยียด คุณจอดรถแล้วคุณก็ไปกางเต็นท์ของคุณ อยู่ห่างๆ กัน ระยะห่าง เว้นระยะได้อยู่แล้ว แล้วก็ใส่หน้ากาก ระมัดระวังตัว อย่างนั้นไม่เป็นไร


เข้าพารากอน เข้าเซ็นทรัลเวิลด์ เข้าห้างสรรพสินค้าโน้น ห้างสรรพสินค้านี้ ก็ใส่หน้ากาก ทุกคนก็ใส่หน้ากากอยู่ เมื่อใส่หน้ากากอยู่แล้ว เวลาเขายืนเข้าคิวซื้อของ เราก็ยืนห่างเขามา เราก็ระวังตัว ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร กิจกรรมในการทำมาหากิน ผมคิดว่าตามปกติแล้ว ขณะนี้เดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าประเภทเดียว ขอให้ไม่มีเลยได้ไหม ก็คือการจัดคอนเสิร์ต การจัดอีเวนต์ คนที่เคยเป็นพริตตี้ คนที่เคยเป็น MC ต้องทำใจ เพราะอาชีพคุณมันโดนโควิดฆ่า คุณต้องรอ คุณไม่รอไม่ได้ แล้วคนจัดก็ต้องอดทนนิดหนึ่งว่าในขณะนี้ต้องไม่จัดอะไรทั้งสิ้น นั่นคือมิติและประเด็นที่ผมอยากจะเสนอ ผมไม่ได้ตำหนิของจีเอ็มเอ็ม เพราะจีเอ็มเอ็มอยากได้เงิน จีเอ็มเอ็มก็คิดง่ายๆ ว่าถ้าอย่างนั้นแล้ว เข้าไปแล้ววัดอุณหภูมิ นั่งระยะห่าง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มีครับ ถ้าคนเป็นหมื่นๆ คน มันมีแน่นอนที่สุด มันไม่มีทางที่จะแก้ได้ ป๋าเต็ดจะพูดอย่างไรก็ตาม เป็นคำพูดที่ผมฟังแล้ว ฟังไม่ขึ้น สะท้อนให้เห็นความเห็นแก่ตัวที่อยากได้เงินมากกว่า

ท่านผู้ชมสังเกต ผมไม่ได้พูดเรื่องการเมืองเลยนะ ช่างมัน จะขึ้นเวที จะด่าใคร เป็นปกติธรรมดาของการจัดคอนเสิร์ต ศิลปินขึ้นมา มันก็ต้อง ... ท่านผู้ชมครับ ผมเคยประท้วงมาแล้ว และผมจำได้ หงา คาราวาน เคยขึ้นเวทีผม คาราบาวเคยร้องเพลงโน่นนี่ เวลามีเรื่องมีราวทีไร ศิลปินจะยืนอยู่ข้างฝั่งตรงกันข้ามกับคนที่มีอำนาจตลอดเวลา


เพราะฉะนั้นแล้ว เป็นปกติธรรมดา แอมมี่ ที่ไม่ได้ขึ้นเวที จริงๆ แล้วจะขึ้นก็ขึ้นไปเลย เพราะยังไงมันก็ไปชูสามนิ้วบนเวทีอยู่แล้วนี่ ถึงไม่มีแอมมี่ แต่ที่สำคัญก็คือผมไม่ได้กังวลในเรื่องสามนิ้ว สี่นิ้ว ห้านิ้ว ผมเป็นกังวลว่า ลักษณะแบบนี้ถ้ามันเกิด SUPER SPREADER ขึ้นมาทันที ในหมู่คนเป็นหมื่นคน ถ้ามัน SPREAD ทีละ 300 คน ตายหรือไม่ตายล่ะ งานนี้ แล้ว 300 คน กลับบ้านไปอีก ไปตามจังหวัดต่างๆ SPREAD ต่อไปอีก จนกระทั่งครบ 14 วัน ถึงจะรู้ว่าตัวเองเป็น ความเสียหายมันมีขนาดไหน เพราะฉะนั้นแล้ว อดทน อดกลั้น อย่าให้มีการจัดคอนเสิร์ต หรืออีเวนต์ จัดอีเวนต์ก็ไม่ควรจะจัด จัดอีเวนต์ก็เหมือนกัน มีงานมอเตอร์โชว์ มอเตอร์โชว์มันก็ไม่ได้แน่นเหมือนคอนเสิร์ต มันเดินห่างๆ กันได้ แต่ละคนก็อยู่บูธของปอร์เช่ อีกคนอยู่บูธของโตโยต้า อีกคนอยู่บูธมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ยืนห่างๆ กันได้ ไม่เป็นไร แล้วทุกคนใส่หน้ากาก มันไม่ได้แนบชิดติดตัว แล้วพอมีเพลงขึ้นมาก็กระโดดเย้วๆๆ กัน มีฟงมีแผนก็จับมือถือแขนกัน มีอารมณ์ขึ้นมาก็กอดโน่นกอดนี่กัน ตรงนี้ล่ะน่ากลัว


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ และคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ ตลอดจนท่านนายกรัฐมนตรี จากนี้ไปจะถึงสิ้นปีแล้ว ผมคิดว่าถ้าจะทำสิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดีต่อชาติบ้านเมือง ก็คือให้ประกาศออกไปเลยว่า จากนี้ไปจะไม่มีการจัดคอนเสิร์ตใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบ


สถานการณ์โควิด ถึงแม้จะมีวัคซีนออกมา ก็ยังไม่ได้ดีขึ้น มิหนำซ้ำแล้ว ที่อังกฤษก็เริ่มพูดออกมาแล้วว่า โควิดอังกฤษเริ่มกลายพันธุ์อีกแล้ว เยอรมนีล็อกดาวน์ ยังไม่ได้จบสิ้นนะท่านผู้ชม อย่าเพิ่งหลงดีใจ อย่าเพิ่งหลงดีใจต่อเรื่องพวกนี้


ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมว่า คอนเสิร์ต/อีเวนต์ ต้องปิดประตูตาย หรือถ้ามันมีโรคภัยไข้เจ็บแบบนี้ตลอดเวลา อาจจะเป็นยุคที่สังคมไทยหรือสังคมโลกต้องยุติคอนเสิร์ตกันแล้ว ต้องยุติเลยจริงๆ


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องบิ๊กเมาน์เท่น ผมไม่ได้ติดใจเรื่องอะไร ผมติดใจว่าไม่ควรจะให้จัดตั้งแต่ต้น สิงห์ปาร์คก็เช่นกัน ก็ไม่ควรจะให้จัดตั้งแต่ต้น ผมรู้ว่ามันหน้าหนาวแล้ว มันไม่มีอะไรสุดยอดเท่ากับการจัดคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ท่ามกลางลมหนาว จัดเย็นๆ กลางคืน เขาใหญ่ อากาศเย็น พาแฟนไป คนโน้นคนนี้ก็อยากพาคนที่ตัวเองรักไป แต่ในที่สุดแล้ว ตรงนี้กลับจะกลายเป็นอันตรายและอาจจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมในอนาคต ถ้าเราไม่ระวัง เพราะฉะนั้นถ้าเลิกเรื่องนี้ ควรจะเลิกไปเลย

ท่านผู้ชมครับ เมื่อประมาณ 11 วันที่แล้ว คือวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เคยพูดไปแล้วครั้งหนึ่้ง แต่ผมจะทวนความจำอีกที เฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก หรือที่เขาเรียกว่า Fee YOUTH ได้ลงโลโก้สีแดง พร้อมข้อความว่า "แรงงานสร้างชาติ มิใช่มหาราชองค์ใด" โดยเนื้อหาในโพสต์ประกาศเปิดตัว RT ก็คือ Restart Thailand แต่สัญลักษณ์กลับเป็นรูปค้อนและเคียว ก็ปรากฏว่าเกิดความวุ่นวายกันหมดในบรรดาหมู่คนที่สนับสนุนม็อบเด็ก และตลอดจนสื่อมวลชน นักวิชาการ เขาออกมาโวยวาย โดยผู้ที่สนับสนุนม็อบก็บอกว่า เด็กพวกนี้เขาไม่ใช่กลุ่มแกนนำ ไม่ได้มีความฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์


การชูค้อนและเคียวทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังคนหนึ่ง คือ คุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ธรรมศาสตร์ ตอนนี้ลี้ภัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ออกมาแก้ต่างให้เด็กพวกนั้น หลังจากที่มีการ์ตูน โดยบัญชา คามิน ออกมาให้เห็น ในการ์ตูนท่านผู้ชมคงจะเห็นว่า การ์ตูนภาพแรกคือภาพที่อเมริกาโกรธเพนกวิน บอกว่า "ไอ้กวิ้น กูเสียแรงเลี้ยงชีสเค้ก สนับสนุนเงิน แถมจะให้ทุนไปเรียนต่อ มึงดันกลายมาเป็นคอมมิวนิสต์เสียนี่ ไอ้บ้า!" แล้วรูปข้างล่างลงมาก็บอกว่า "อ้าว ก็คนให้มาบอกเราไม่ใช่เหรอว่าชูสองสิ่งนี้ คนจะเข้าม็อบมากขึ้น" จริงๆ แล้วมันก็เป็นอย่างที่การ์ตูนเขียนล่ะครับ คือตอนนี้ม็อบเด็กกลายเป็นม็อบที่ไม่มีมุกจะเล่นต่อไปแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป วันนี้ผมจะไม่พูดเรื่องนี้ยาวครับ เพราะมันมีเรื่องราวต่างๆ หลายอย่างที่จะต้องพูด


คุณสมศักดิ์ เจียมธึรสกุล ก็อ้างว่า ความคิดนี้ไม่ใช่ความคิดของแกนนำ เป็นความคิดของเด็กแค่ 2-3 คน แค่นั้นเอง ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะว่าท่านผู้ชมต้องรู้นะว่าเฟซบุ๊กเพจ เยาวชนปลดแอก เป็นเพจหลักเลยของผู้ชุมนุมในการสื่อสารต่างๆ การเรียกให้ชุมนุม ตลอดจนการตอบโต้ข่าวสารข้อมูล รวมทั้งเผยแพร่ข้อความต่างๆ ผู้ที่จัดทำต้องมีความเชื่อมโยงกับนายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือ ฟอร์ด ซึ่งเป็นเลขาธิการเยาวชนปลดแอก - Free YOUTH ส่วนผู้ทำกราฟฟิกชื่อ นายภาณุมาศ สิงห์พรม หรือ เจมส์ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของนายฟอร์ด อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้จบแค่วันนี้


ต่อมาวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม เจ็ดวันต่อมา กลุ่มเยาวชนปลดแอกพวกนี้ก็มีการโพสต์เพจ มีดอกกุหลาบสีแดง มีเนื้อหาข้อความว่า "พรรคสีฟ้าไม่เท่ากับประชาธิปไตยฉันท์ใด Communist ก็ไม่เท่ากับเผด็จการฉันท์นั้น" ฉะนั้น จีน เกาหลีเหนือ ก็ไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้ หากพูดถึงคำว่า "คอมมิวนิสต์" ภาพจำของหลายคนคงเป็นดั่งปิศาจร้าย น่ากลัว ไม่ควรยุ่งเกี่ยว และอาจจะนึกถึงประเทศเผด็จการอย่างจีน เกาหลีเหนือ แต่แท้จริงแล้วความหมายของคอมมิวนิสต์หาได้เป็นไปตามที่โลกทุนนิยมเผด็จการหลอกลวง คอมมิวนิสต์คือชื่อของสังคมประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่เหล่านายทุนเผด็จการต่างหวาดกลัว"


คือสรุปง่ายๆ ว่า คอมมิวนิสต์ในโลกนี้ คอมมิวนิสต์ที่แท้จริงมันไม่มี ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีเหนือ หรือเวียดนาม หรือลาวนั้น เป็นคอมมิวนิสต์จอมปลอมทั้งสิ้น คอมมิวนิสต์ที่แท้จริงก็คือเด็กพวกนี้ที่กำลังจะชูเรื่องคอมมิวนิสต์

ทีนี้ โพสต์นี้มันทำคนสติแตกไปเยอะเลย คือมันเหลวไหลมาก ให้กับกลุ่มแนวร่วมม็อบปลดแอก ม็อบราษฎร เพราะมันแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าเป็นม็อบที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน โดยมิอาจจะแก้ตัวได้อีก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็เลยทำให้นายเพนกวิน หรือนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีจุดยืนเกี่ยวกับเยาวชนปลดแอก ออกมาระบายความในใจในเฟซบุ๊ก ซึ่งมันยาวเหลือเกิน ผมไม่พูดให้ท่านผู้ชมฟังก็แล้วกันนะครับ แต่สรุปก็คือ การแก้ตัวนั่นเอง


จริงๆ แล้วเพจเยาวชนปลดแอก มันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับพวกม็อบราษฎร 63 สังเกตอย่างหนึ่งนะท่านผู้ชม ช่วงหลังม็อบราษฎร 63 ไม่ได้ใช้ว่า ม็อบ 2475 ให้มันจบในยุคเรา เพราะว่า 2475 ถูกเปิดโปงไปแล้วว่ามันเป็นคณะมหาโจร ไม่ใช่คณะราษฎร พวกนี้ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น ราษฎร 2563 สรุปง่ายๆ ท่านผู้ชมครับ นี่คือความไร้ทิศไร้ทาง สะเปะสะปะ ซึ่งนำไปสู่ความล่มสลายของม็อบ ท่านผู้ชมครับ แกนนำเด็กๆ ก็คงจะถูกดำเนินคดีอย่างที่ทราบมา เป็นพรวนเลย ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วมั้งท่านผู้ชมที่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงแกนนำ นี่ผมไม่ได้พูดเล่นนะท่านผู้ชม เดี๋ยวจะหาว่าผมแดกดัน

ผมว่าเรื่องของเรื่อง ในวันนี้ผมจะต้องขอโทษท่านผู้ชมด้วย ด้วยความจริงใจและจริงจัง ว่า ท่านผู้ชมต้องอดหลับอดนอนมาฟังผมพูดในกรณีข้อเท็จจริงที่มันตรงกันข้ามกับม็อบเด็ก แต่ละเรื่องๆ ไม่ว่าจะเป็น 2475 คณะราษฎร หรือมหาโจร ? จอมพล ป. พิบูลสงคราม วีรบุรุษ หรือมหาโจร ? การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อนั้น เป็นการปฏิรูป หรือการทำลายล้าง ? ท่านผู้ชมอดทนฟังผมมาตลอด จนในที่สุดมาถึงวันนี้แล้ว ผมเพิ่งรู้ว่าผมกำลังทะเลาะกับคนบ้าอยู่ เด็กบ้า ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่า อาทิตย์ที่แล้วผมบอกว่าพวกนี้เหมือนใครรู้ไหม ? เหมือนเด็กไร้เดียงสานุ่งผ้าอ้อม แล้วขี้แตกเต็มผ้าอ้อม แล้วก็วิ่งร้องไห้ไปมา วันนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากจะพูดว่าม็อบนี้คงจะไม่มีอีกแล้ว แต่เอาเป็นว่า ตอนนี้มันไร้สาระจนกระทั่งผมสงสารตัวเองว่า ผมหลงต่อสู้กับคนบ้าแบบนี้ได้อย่างไร เขาถึงบอกว่า "คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง" คำพูดอุปมาอุปไมยนี้ไม่มีวันผิดไปเลยแม้แต่นิดเดียว


ในขณะนี้หลายๆ คนที่แอบสนับสนุนเด็กอยู่ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ แน่นอนที่สุด ท่านอุตส่าห์ไปยืนปราศรัยอยู่ข้างๆ รถบรรทุกเลย ในขณะที่เด็กพวกนี้กำลังรุกเข้าไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ท่านไปพูด ท่านไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น


ท่านแสดงออกอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของทุกๆ คนเลย แต่เก็บตัวเงียบ คืออาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ท่านก็คือ Architect สถาปนิกตัวดีเลย ตัวสำคัญที่สุดในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมศักดิ์ เจึยมธีรสกุล ก็เป็นคนที่อาจารย์ชาญวิทย์ ปั้นขึ้นมา หรือคุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็เป็นคนที่สนิทสนมกับอาจารย์ชาญวิทย์ ถึงขนาดที่เรียกว่ามีรูปเจอกันที่ญี่ปุ่น ส่วนจะสนิทสนมกันขนาดสนมแล้วก็สนิทกันขนาดไหน ผมไม่ทราบ ก็เอาเป็นว่าเป็นคนที่อยู่ในลักษณะที่ชอบในสิ่งเดียวกัน ที่คล้ายๆ กัน


อีกคนหนึ่งก็คือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี คือท่านอานันท์ ปันยารชุน ปีนี้อายุ 88 ปีแล้ว อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ 87 คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ 79 ก็ 3-4 คนนี้รวมๆ กันแล้วหลายร้อยปี


ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมท่านผู้ชม ผมเสนอว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมอยากจะให้เสนอแกนนำรุ่น 2 มา โดยมีอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ เป็นหนึ่งในแกนนำ ต่อด้วยชาญวิทย์ เกษตรศิริ ต่อด้วยคุณอานันท์ ปันยารชุน และอีกคนซึ่งขาดไม่ได้ ... คุณอานันท์ ปันยารชุน นั้นมีวีรกรรมอันหนึ่งซึ่งผมไม่เคยลืมเลย ท่านผู้ชมคงไม่ทราบว่าคุณอานันท์ ปันยารชุน สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นคนที่ยกเลิกพระราชอำนาจการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแต่ก่อนอยู่ในพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณอานันท์ บอกว่าไม่ได้แล้ว ให้ยกอำนาจนี้ออกไป รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าแทนที่จะมาปรึกษาหารือหรือแทนที่จะคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องไปด้วยกัน

คุณอานันท์ บอกว่า เอาล่ะ จากนี้ไปมหาเถรสมาคมเสนอใครมาก็ตาม ก็จะเสนอมาที่รัฐบาล รัฐบาลก็มีหน้าที่ส่งไปให้พระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย ซึ่งในที่สุดคุณอานันท์ ก็ใช้หลักการแบบเลือกตั้ง ก็คือว่า มหาเถรสมาคมมีเสียงว่าอย่างไร ก็เอา ซึ่งคุณอานันท์ ก็คงอาจจะไม่ได้คิดถึง หรือคิดแล้ว แต่ว่าช่างมัน ว่ามหาเถรสมาคมนั้น มันก็เหมือนสภาผู้แทนราษฎร คนที่ขึ้นมาเป็นสมเด็จได้ ต้องจ่ายเงินจ่ายทอง ต้องมีสินบาทคาดสินบน ต้องมีบารมี แล้วบารมีสร้างมาจากไหน ถ้าไม่ใช่มาจากเงินจากทอง ด้วยเหตุนี้ สมัยก่อนเขาถึงให้พระราชอำนาจในการตั้งสมเด็จพระสังฆราช ให้อยู่ในมือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วสิ่งที่คุณอานันท์ ทำไปนั้น ต่อมาคุณทักษิณ ชินวัตร ก็เอาผลงานของคุณอานันท์ นั้น มาพยายามที่จะตั้งสมเด็จเกี่ยว หรือสมเด็จพุฒาจารย์ ที่วัดสระเกศ ให้ขึ้นมา


แต่ว่าในขณะนั้นเนื่องจากว่าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ท่านยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ก็เลยหาเรื่องว่าพระองค์ท่านทำงานไม่ได้แล้ว เอาสมเด็จเกี่ยว หรือสมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นคนที่ขึ้นมารักษาการตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และตั้งแต่สมเด็จเกี่ยว ขึ้นมา หรือแม้กระทั่งก่อนสมเด็จเกี่ยว ขึ้นมาก็ตาม เพราะสมเด็จพระญาณสังวร พระองค์ท่านเป็นคนที่ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ธัมมชโย และเครือข่ายสายธรรมกายทั้งหลาย ก็ถูกสมเด็จเกี่ยว แต่งตั้งเข้ามานั่งอยู่ในมหาเถรสมาคม แล้วถ้าเกิดสมเด็จญาณฯ มีอะไรที่ไม่สบาย เพราะว่าพระองค์ท่านทรงประชวรหนักพอสมควร หลังจากนั้นมาแล้ว ไม่ใช่ตอนที่ตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราชนะครับ ตอนที่ตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ในช่วงนั้น เป็นช่วงที่อ้างว่าสมเด็จพระสังฆราชปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ แต่วันที่ตั้ง เป็นวันที่พระองค์ท่านไปแจกประกาศนียบัตรอยู่ในงานๆ หนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นแล้ว คุณอานันท์ ปันยารชุน ก็เป็นคนที่มีวีรกรรมนี้ที่ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้ ผมก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอามาอยู่รวมกันเลยก็แล้วกัน เอาตั้งแต่คุณ ส.ศิวรักษ์ มา อาจารย์ ส. อายุก็ 87 คุณอานันท์ 88 แล้วก็เอาเพิ่มเติม คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ ทำไมต้องเป็นชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตเปนอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่เบื้องหลังทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในธรรมศาสตร์ทุกวันนี้ ทุกอย่าง เบื้องหลังที่เกิดขึ้นกับม็อบทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นจากคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็เป็นเด็กสร้างของคุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ


คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ สมัยที่มีอำนาจอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็โยกย้ายแต่งตั้ง หรือให้ตำแหน่ง รศ. , ผศ. รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ให้กับคนที่อยู่ในเครือข่ายตัวเอง ให้ขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วสั่งสอน แล้วก็ใช้ข้อมูลที่ผิดพลาดสอนเด็กไปในแนวทางที่ตัวเองต้องการ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่า คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่จริงๆ คนนี้ล่ะคือหัวใจที่สำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังในการเริ่มม็อบนี้ และในการชุมนุม และอุปมาอุปไมยเหมือนเป็นคนที่วางเกม แพลนอะไรต่ออะไรหลายอย่าง คนไม่ค่อยพูดถึง มี ดร.นิว ได้เขียนข้อความมา ไม่ได้ระบุว่าเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ แต่ผมอ่านแล้ว ผมเห็นว่าเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าถ้าอาจารย์ชาญวิทย์ กล้าพอที่จะสนับสนุนเด็ก ก็ต้องกล้าพอที่จะเป็นหัวหน้า เพราะฉะนั้น มาวันนี้ ท่านอาจารย์ ส. ท่านอานันท์ ปันยารชุน ท่านอายุ 88 ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านมีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม ให้ท่านเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 คนแรก คนที่สอง ก็คือ ส.ศิวรักษ์ แกนนำรุ่นที่ 2 คนที่สอง คนที่สามก็คือ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ


แล้วคนที่สี่ที่ผมอยากจะเสนอ ไม่ทราบว่าท่านผู้ชมจะเห็นด้วยไหม คือ อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ซึ่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนๆ นี้ว่ากันว่า แนวโน้มก็น่าจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อไปอีก ทำไมต้องเป็นอาจารย์ปริญญา ? เพราะอาจารย์ปริญญา เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าอยู่เบื้องหลังม็อบเด็กสามนิ้วมาตลอด แล้วก็อยู่เบื้องหลังของอะไรก็ตามที่เป็นการคัดค้านระบบระเบียบอะไรก็ตาม อาจารย์ปริญญา เป็นคนที่ดี ใช้ได้ แต่อาจารย์ปริญญา ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ เหมือนอาจารย์ชาญวิทย์ ชอบทำตัวเป็นอีแอบ ตอนนี้ไม่ต้องแอบ ผมเปิดออกมา เปิดไพ่ 4 ใบนี้ให้ท่านผู้ชมดู ไม่ต้องแอบแล้ว อาจารย ส.ศิวรักษ์ ท่านนายกฯ ทำไมคุณอานันท์ ปันยารชุน สมควรเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 ? ท่านยืนข้างเด็ก แล้วไม่สังเกตเหรอครับ ท่านเป็นคนที่สนิทสนมกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ธนาธร นั้น เวลาไปพูดกับใคร จะยืนตัวตรง พูดง่ายๆ ว่าไม่ยอมค้อมหัวให้ใคร แต่พอมาถึงอานันท์ ปันยารชุน โก้งโค้งอย่างนอบน้อม เพราะรู้ว่าคิดในแนวเดียวกัน เมื่อคุณเอาอานันท์ เข้ามาแล้ว อีกคนหนึ่งก็ คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ แล้วก็ตบลงด้วยอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมว่า 4 คนนี้น่าจะเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาขึ้นมาเลยดีกว่า มันจะได้ไม่ต้องเป็นข้อถกเถียงกันอีกต่อไป ไม่ต้องแอบอยู่ข้างหลังเด็กอีกต่อไป และผมมีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่งครับ พวกเด็กๆ ทั้งหลายที่เรียนอยู่ที่ราชภัฏ ที่ไม่ได้เรียนธรรมศาสตร์ ผมดูการประท้วงรุ่นนี้และดูการต่อสู้ครั้งนี้ เด็กธรรมศาสตร์ทั้งนั้น รุ้ง เพนกวิน ธรรมศาสตร์หมด


ปรากฏว่าไปอ้างถึงเด็กทั่วประเทศไทย ผมอยากจะฝากบอกไปถึงลูกหลานที่เรียนอยู่ราชภัฏต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏอุบลราชธานี ราชภัฏยะลา ราชภัฏโน้นราชภัฏนี้ จริงๆ แล้วคุณเป็นแค่ไม้ประดับของเด็กธรรมศาสตร์ไม่กี่คนเอง ทำไมจะต้องไปหลงเชื่อ คุณดูข้อมูลข้อเท็จจริง คุณเห็นหรือยังว่าพวกเขาเละเทะขนาดไหน จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มาชูป้ายคอมมิวนิสต์ แล้วมาชูโน่นชูนี่ ก็คือเหมือนเด็กขี้แตกกลางผ้าอ้อม ผมเสียใจจริงๆ ที่ผมหลงมาทะเลาะกับคนบ้าแบบนี้ คุณเรียนราชภัฏมา เขาไม่เห็นคุณอยู่ในสายตาหรอก คุณคือราชภัฏ เขาธรรมศาสตร์ ไม่มี คุณไปดูสิ แกนนำเคยมีไหม สายธรรมศาสตร์ สายจุฬาฯ ทั้งนั้น จุฬาฯ ยังน้อยกว่าธรรมศาสตร์ หลักๆ ก็คือธรรมศาสตร์นั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเด็กธรรมศาสตร์อยากจะประท้วง อยากจะต่อสู้ ก็ปล่อยให้เด็กธรรมศาสตร์ต่อสู้ไปสิ เขาไม่เคยเห็นพวกคุณอยู่ในสายตา จริงๆ แล้วคุณบอกว่าคุณต่อสู้เพื่อไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำ ผมจะบอกให้ วันนี้ในแกนนำม็อบราษฎร 2563 มันมีความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว โดยสถาบันเป็นตัวชูโรงออกมาว่า ใครอยู่ที่ไหน จะต้องเหนือกว่าคนที่อยู่ต่ำกว่า ไปดูสิครับ ราชภัฏเชียงราย ราชภัฏฉะเชิงเทรา มีบ้างไหมล่ะที่เข้ามาร่วมกับเขา ? ไม่มี ไปดูแกนนำทั้งหลาย ไม่เด็กธรรมศาสตร์ ก็เด็กจุฬาฯ


ท่านผู้ชมครับ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับคุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ซึ่งผมอ่าน เห็นข้อมูลแล้วผมก็นึกขำอยู่ในใจ คุณปวิน เป็นคนที่สร้างเฟซบุ๊ก รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ขึ้นมา มีคนติดตามเป็นล้านคน แล้วคุณปวิน จะมีชื่อเสียงมากในการปล่อยรูปที่หลายๆ คนไม่เคยเห็นออกมา ซึ่งก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าคุณปวิน ไปเอารูปต่างๆ เหล่านี้มาจากไหน แต่วันนี้คุณปวิน โดนย้อนศรไปแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม เมื่อประมาณ 7-8 วันที่ผ่านมานี้ มีคนใช้ทวิตเตอร์คนหนึ่ง ชื่อว่า @kkknaka87890 คนๆ นี้เขาอ้างว่าเขาเป็นนักศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเดียวกับที่คุณปวิน สอนหนังสืออยู่ คุณปวิน เป็นนักวิชาการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หลบหนีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ขณะเดินอยู่ริมถนน ปั่นจักรยานในเมืองเกียวโต ได้มีการโพสต์ภาพคุณปวิน นั่งอยู่บนรถไฟฟ้ากับแฟนชาวตะวันตกคนหนึ่ง


ลองฟังคำพูดในทวิตเตอร์ของบัญชี @kkknaka87890 นะครับ โพสต์ว่า

"วันนี้เราจะมารีวิวการเดินทางไปมอของเรา แล้วเราไปเจอสมเด็จแม่ปวินกันนะคะ (1)"
"สวัสดีจ้าเพื่อนๆ ที่คิดถึงเกียวโตทุกคน วันนี้เราจะมารีวิวการเดินทางไปมอของเรากันสั้นๆ (2)"
"โดยปกติเราจะปั่นจักรยานไปมอ จะขอเริ่มต้นจากสถานีรถไฟอิชิโจจิละกัน ก็จะปั่นไปทาง ตามภาพ ชมบรรยากาศในเมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่สงบเอามากๆ ต่างจากไทยเหลือเกินที่มีแต่รถยนต์ (แต่ก็แอบคิดถึงสมัยเรียนมอปลายที่ไทยอยู่นะ) ที่นี่จะมีแต่คนปั่นจักรยานแบบเรา และเดินเป็นส่วนใหญ่ เราชอบมากๆ (3)"
"แต่ก่อนไปถึงมอโดยปกติถ้าเราไม่รีบเราก็จะแวะดื่มกาแฟเบาๆ ที่ร้าน Alpine Coffee ก่อน ถ้าใครมาเป็นเรารับรองคงฟินมากๆ เลยแหละ จิบกาแฟยามเช้าก่อนไปเรียน (4)"
"แต่ แต่!!...รู้ไหมตอนเราปั่นจักรยานยกลับไปยังหอพักของเรารู้ไหมเราเจอใคร เราตื่นเต้นมากเราเจอคนที่คล้ายแม่ปวินมาก แต่ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า เราก็ไม่กล้าไปทักอะ เพื่อนๆ ช่วยกันดูได้ไหมว่าใช่หรือเปล่า ถ้าใช่เราจะตามไปส่องแล้วมารีวิวอีกนะ (5)"


ท่านผู้ชมครับ จากนั้น วันต่อมา คือวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ทวิตเตอร์บัญชีเดิมก็โพสต์ภาพปวิน ขณะกำลังโดยสารรถไฟฟ้า โดยสวมหน้ากากอนามัย โดยข้างๆ เป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นแฟน แล้วก็บอกว่า "เพื่อนๆ ช่วยดูหน่อยใช่สมเด็จแม่ปวินไหม อิจฉาอ่าสวีทกับแฟนที่รถไฟเข้าบ้าน ไม่รู้นะเข้าบ้านแล้วสวีทกันแบบไหนต่อ" ในวันเดียวกันนั้น ทวิตเตอร์ก็ยังโพสต์ภาพนายปวิน ขณะเดินออกจากที่พักด้วย คือพุงพลุ้ยเลย คุณปวิน นั้นอ้วนเหลือเกิน ก็เลยถูกล้อเลียนไป


นอกจากนั้นแล้ว คนที่โพสต์ทวิตเตอร์นี้ยังบอกว่า "ถ้าหากมินเนี่ยนอ่านอยู่ช่วยฟอลน้องหน่อยน้าาาาา เรามีรูปเด็ดแม่ปวินอีกเยอะจะได้มาดูที่น้องได้" ท่านผู้ชมครับ วันที่ 11 ธันวาคม หลังจากมีการเผยแพร่ภาพนายปวิน ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวหลายภาพ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็เลยออกมาตอบโต้ บอกว่า ตำรวจญี่ปุ่นได้จับกุมตัวชาวญี่ปุ่นผู้ถ่ายภาพดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เป็นข่าวใหญ่ในญี่ปุ่น พร้อมอ้างเป็นเครือข่ายจากยุโรป รายละเอียด ปวิน เขาพูดอย่างนี้ "ขอแจ้งข่าวดังนี้ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ตำรวจญี่ปุ่นได้จับคนร้ายชาวญี่ปุ่น วัยกลาง 30 ที่มาป้วนเปี้ยนแถวที่พักดิชั้น เพื่อนบ้านเห็นผิดปกติ เลยเรียกตำรวจ ตำรวจมาอย่างรวดเร็ว และจับตัวไปโรงพัก สารภาพว่า ได้มาเฝ้าติดตามดิชั้นมาตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน ตามที่ได้รับการว่าจ้างมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมาก และยังไม่เป็นข่าวในญี่ปุ่น"

คุณปวิน พูดต่อ "การข่มขู่นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ดิชั้นเคยถูกคนร้ายบุกมาถึงที่พักเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว เหตุการณ์ผิดปกติครั้งนี้เริ่มมาเดือนกว่าๆ มีบุคคลอ้างว่ามาส่งพัสดุให้ดิชั้นที่ทำงาน แต่เมื่อดิชั้นไม่อยู่ ก็เดินจากไป ทางตำรวจได้นำภาพที่จับไว้ได้ใน CCTV และเริ่มการสอบสวนอย่างทันที จากนั้นในเวลาไม่นานดิชั้นได้รับโทรศัพท์ลึกลับประมาณอาทิตย์กว่า โทรมาหลายครั้งแต่ไม่แสดงหมายเลขโทรศัพท์ โดยคนพูดเป็นคนญี่ปุ่น แกล้งว่าโทรมาจากสำนักงานไปรษณีย์ อยากทราบที่อยู่ดิชั้น คือฟังแล้วมันไม่ใช่ ทำไมไปรษณีย์ถึงต้องโทรมาถามที่อยู่เรา แถมโทรก็ไม่แสดงหมายเลข จึงได้แจ้งตำรวจ จนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม จับคนร้ายได้ ทางการญี่ปุ่นยังไม่บอกทุกอย่าง แต่มีการสันนิษฐานเบื้องต้นมา อาจจะมาจากเครือข่ายในยุโรป โดยเฉพาะจากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่น้องอั้ม เนโกะ ถูกคนร้ายทำร้ายเมื่อปีที่แล้ว ตำรวจจับได้เช่นกัน และเป็นคนเช็ก กำลังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานระหว่างตำรวจญี่ปุ่นกับตำรวจฝรั่งเศส"


ท่านผู้ชมครับ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ผมเข้าใจว่าคุณปวิน ก็คงจะตกใจพอสมควร อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบปล่อยรูปของคนอื่นออกมา พอโดนคนอื่นติดตามแล้วก็ปล่อยรูปของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะเดินกับแฟน นั่งรถไฟกับแฟน ถ่ายรูปตอนที่ตัวเองลงมาจากอพาร์ตเมนต์พุงพลุ้ย แล้วก็เขียนล้อเลียนไป ก็เลยทำให้ตกอกตกใจ แจ้งตำรวจ แล้วก็ปรากฏว่า เท่าที่เราเช็กดู แม้ว่าคุณปวิน จะอ้างว่าผู้ถ่ายภาพตนเองถูกจับไปแล้ว ผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าวที่ลงรูปคุณปวิน ก็ยังโพสต์ภาพพร้อมคำเสียดสีคุณปวิน อยู่อย่างต่อเนื่อง

ในวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม ท่านผู้ชมครับ วันที่ 10 หรือ 11 คุณปวิน อ้างว่าตำรวจจับคนที่ถ่ายรูปตัวเองไปได้เรียบร้อยแล้ว แต่วันที่ 12 วันรุ่งขึ้น คนใช้ทวิตเตอร์รายเดิมได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับชีวิตนายปวิน โดยภาพคนใกล้ชิดนายปวิน นำสุนัข หมาชื่อ น้องหมูหยอง ออกมาอุจจาระในสวนใกล้บ้าน โดยระบุในข้อความด้วยว่า "ไหนแม่ปวินบอกเป็นผู้ร่วมสัมมนาแต่ทำไมเอาน้อนหมูหยองออกมาขี้ในสวนด้วยอ่า แถมอยู่ด้วยกันอีก จริงๆ ภาพมีอีกเยอะแนะแม่แต่หนูยังไม่ให้ดู ใครอยากดูต่อช่วยฟอลหน่อยน้าาา"


วันต่อๆ มาทวิตเตอร์นี้ก็ยังคงโพสต์ภาพเยาะเย้ยนายปวิน อย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้ถูกจับดังที่นายปวิน อ้าง ไม่มี ดูสิครับ มีทั้งรูปที่จูบกับแฟน มีรูปที่หมาเดินบนหลัง หมูหยอง มีรูปที่แหกขาออกมา มีรูปเยอะแยะไปหมดเลย ท่านผู้ชมดูเอาเองก็แล้วกันนะครับ ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับคุณปวิน แน่นอนที่สุด คนที่แอบถ่าย หรือจ้างคนไปแถบถ่าย ย่อมมีความแค้นอะไรกับคุณปวิน การนำภาพส่วนตัวของคนอื่นมาโพสต์ เผยแพร่ในเฟซบุ๊กตัวเอง แล้วก็ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ซึ่งนายปวิน เป็นคนก่อตั้ง เป็นแอดมิน คุณปวิน ก็ทำเรื่องแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว คือเอาเรื่องของชาวบ้านเขา ที่เขาไม่ได้อนุญาตให้มาโพสต์ แต่ไหนแต่ไรมาคุณกลุ่มนี้คิดเอาเองว่าตัวเองอยู่ในต่างประเทศ อยู่ถึงเกียวโต หรือสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สมศักดิ์ ไม่ค่อยมีนิสัยปล่อยภาพแบบนี้เหมือนคุณปวิน เพราะฉะนั้นเมื่อคิดว่าตัวเองอยู่เกียวโต ไม่มีใครกล้าทำอะไรกับตัวเอง ก็เลยทำการหมิ่นประมาท ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ชักใยล้มล้างระบอบการปกครอง ใส่ร้าย ละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างอิสระเสรี รวมถึงบางคนทำผิดกฎหมายในประเทศที่ตัวเองลี้ภัยอย่างรุนแรง เช่น ปลูกและค้ายาเสพติดด้วย อย่างเช่น นายต้าร์ วันเฉลิม ที่เรียกร้องหาตัววันเฉลิม ปลูกกัญชาในกัมพูชาแล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กก่อนหายตัวไปในเดือนมิถุนายน 2563




กรณีที่นายปวิน ถูกติดตาม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Stalk ... Stalker ผู้ที่ติดตาม พยายามตีปี๊บร้องสื่อในเครือข่าย ทั้งประชาไท บีบีซีไทย สื่อในเครือข่าย แสดงให้เห็นถึงความหวาดหวั่น หวาดกลัวต่อการถูกตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ของคนที่หลบหนี ไปเคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศ ว่า ไม่ว่าคุณจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว แต่โลกวันนี้มันแคบเหลือเกิน

ท่านผู้ชม ผมก็มีเรื่องของประเทศจีนมาเปรียบเทียบให้ดู ท่านผู้ชมเคยรู้ถึงปฏิบัติการหนึ่งของจีนที่เขาเรียกว่า ปฏิบัติการ "ตาข่ายสายฟ้า" ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Sky Net ซึ่งสี จิ้นผิง เป็นคนคิดขึ้นมา


รัฐบาลจีนก่อตั้งปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตในนาม Sky Net หรือตาข่ายสายฟ้า ในปี 2558 ห้าปีที่แล้ว เพื่อแก้ปัญหาการทุจริต อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และคอร์รัปชัน โดยปฏิบัติการนี้ได้รับความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานรัฐ รวมทั้งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ อัยการสูงสุดจีน กระทรวงความมั่นคงและปลอดภัยสาธารณรัฐประชาชนจีน และธนาคารกลางแห่งประเทศจีน ท่านผู้ชม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนสามารถจะจับเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาชญากรกลับมาดำเนินคดีในประเทศได้แล้วมากกว่า 7,000 ราย ตามเงินคืนได้หลายหมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ว่า กระบวนการแบบนี้จริงๆ แล้ว คุณจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็มีสิทธิที่จะถูกติดตามได้ ถ้าคุณคิดว่าคุณอยู่ที่โตเกียวแล้วคุณเซฟ หรือคุณอยู่ฝรั่งเศส แล้วคุณเซฟ หรือคุณอยู่ที่อเมริกา คุณเซฟ แต่พอถึงวันๆ หนึ่งแล้ว ฝ่ายที่เขาถูกกระทำเขาเกิดตอบโต้บ้าง เมื่อเขาตอบโต้กลับไปบ้าง ผลที่มาก็คือ คุณปวิน (ขอประทานโทษกับภาษา) ประสาทแดก

ทีนี้ เผอิญเราก็มีตัวแทนซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของเราประจำญี่ปุ่น เราก็เลยเช็กข่าวไปถึงผู้แทนเรา นักข่าวเราอยู่ญี่ปุ่น ซึ่งเรียนหนังสืออยู่ญี่ปุ่น จบแล้วและทำงานอยู่ญี่ปุ่น เขาบอกว่า ผมเช็กข่าวจากสื่อหลักในญี่ปุ่นในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีข่าวเกี่ยวกับนายปวิน เลยครับ ข่าวที่เกี่ยวกับเขาครั้งล่าสุด คือ เดือนสิงหาคม 2563 เป็นข่าวที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอให้ปิดกั้นเพจ รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส และก่อนหน้านั้น เดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว ที่นายปวิน อ้างว่ามีคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านพักของตน ครั้งนั้นมีข่าวลงหลายสำนักข่าว ความเห็นของนักข่าวตัวแทนของเราบอกว่า ไม่สามารถชี้ชัดว่าเรื่องที่นายปวิน อ้าง เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เขาอาจจะเห็นภาพของเขาในทวิตเตอร์ตามที่อ้าง แล้วรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย จึงไปแจ้งตำรวจ หรือว่าอาจจะมโนขึ้นมาทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเลยก็ได้


เพราะฉะนั้นแล้ว เขาพูดมา บอกว่า จริงๆ แล้วนายปวิน เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และเคยมีกรณีก่อนหน้านี้ ถ้าเขาแจ้งตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ต้องสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว เนื่องจากมีสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง แต่จะมีการจับกุมคนที่สะกดรอยหรือไม่นั้น ไม่มีข่าว พิสูจน์ไม่ได้ ท่านผู้ชมครับ เรื่องมโนสาเร่แบบนี้เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้เป็นข่าวที่สื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจ แล้วใครให้ความสนใจรู้ไหมครับท่านผู้ชม ? บีบีซีไทย ครับ แต่จะใช้คำว่า "จับตัว" ตามที่ปวิน ใช้ คงไม่ใช่ ถ้ามีคนที่สะกดรอยตามอ้างจริงๆ อย่างมากตำรวจก็เชิญไปสอบถาม ไม่ใช่สอบปากคำ

ทีนี้ คุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จริงๆ แล้วไม่มีใครรู้ว่าเป็นลูกศิษย์ลูกหา หรือเป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมอย่างมากที่สุด (โปรดสังเกตคำพูดของผมนะครับ) "อย่างมากที่สุด" สนิทสนมกับ คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คืออาจารย์ชาญวิทย์


ท่านเป็นคนที่ปั้นลูกศิษย์ลูกหาให้เป็นด็อกเตอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ แล้วท่านก็เอาเข้าไปในเครือข่ายของท่าน แล้วท่านสนิทกับคุณปวิน อย่างมาก เคยคบหาดูใจกันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าดูใจกันแบบไหนนะครับ อีกทั้งยังเป็นผู้ฝากฝังให้คุณปวิน ได้มีตำแหน่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คอยประสานงานสร้างความแตกแยกกันอยู่ตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้

อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก่อนจะมีกลุ่ม รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส เขาเคยตั้งกลุ่มใต้ดิน ซึ่งเป็นต้นแบบในการเผยแพร่ชุดความคิดที่บิดเบือนให้กับบรรดาลูกศิษย์ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังคุณปวิน หรือที่เขาตั้งฉายาว่า "สมเสร็จลุงสุรชัย ณ เกียวโต" กลายเป็นกลุ่ม รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส อย่างปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นแล้ว ก็เลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ป้าย รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส มาโผล่ในม็อบนักศึกษาตั้งแต่ต้น เพราะว่าอาจารย์ชาญวิทย์ เป็นคนที่ใกล้ชิด หรืออาจจะเรียกว่าควบคุมเครือข่ายครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ธรรมดานะท่านผู้ชม นับพันคน ที่คอยล้างสมองนักศึกษา นักเรียน ในรั้วสถานศึกษา และออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบัน ทำให้อาจารย์ชาญวิทย์ อย่างไรก็ตาม สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา ต่อได้อีกทอดหนึ่ง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของคุณปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ณ เกียวโต อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ท่านผู้ชมครับ หลายๆ คนเอาแต่โจมตีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ราวกับว่าเป็นมันสมองใหญ่ ไม่ใช่ มันสมองใหญ่กลับฉลาดพอที่จะหลอกใช้คนอื่นอย่างเป็นระบบ ขณะที่ตัวเองอยู่ในประเทศอย่างสุขสบาย ท่านผู้ชมครับ เป็นปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์บิดเบือน ทำตัวเป็นมือที่มองไม่เห็น แต่พอสังเกตได้ไม่ยาก คอยชักใยเครือข่ายนักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ สื่อ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ตลอดจนทุนสามานย์ ไปสู่การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ คนๆ นี้ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะเป็นอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ หรือเปล่า


คนๆ นี้มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายล้มเจ้าทั้งหมด แม้แต่กลุ่มนักการเมืองชั่วที่เคยสร้างความแตกแยกให้กับแผ่นดินไม่เว้นแต่ละวัน ถ้าพอจำได้ คนๆ นี้ยังเคยปรากฏเป็นข่าวดังต่อที่สมัครเป็นสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่ ที่เพิ่งถูกยุบไป คนๆ นี้ว่ากันว่าเป็นครูบาอาจารย์ อายุมากแล้ว เขาเห็นลูกศิษย์ลูกหา เด็ก เยาวชน เป็นเครื่องมือเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ สานต่อภารกิจของคณะราษฎร 2475 ที่ยังไม่เสร็จ คนๆ นี้หวังที่จะมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นหัวหอกสำคัญในการล้มเจ้า คนๆ นี้มักจะโพสต์เฟซบุ๊กด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองว่า สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็นกันแล้ว และสิ่งที่เคยได้เห็น ก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกต่อไป

ท่านผู้ชมครับ นี่คือคนๆ นี้ ซึ่ง ดร.นิว เป็นคนเล่าให้ฟัง แต่อาจจะหมายถึงอาจารย์ชาญวิทย์ หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่ผมคิดว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายอาจารย์ชาญวิทย์ แต่อาจารย์ชาญวิทย์ ไม่น่าจะเป็นคนที่เลวทรามต่ำช้าอย่างนั้น เท่าที่ผมเคยรู้จัก เป็นคนเรียบร้อย กระตุ้งกระติ้ง ตุ๋มติ๋มมาก ไม่น่าจะเป็นคนในระดับแบบนั้นเลย แต่ที่แน่ๆ อาจารย์ปริญญา ก็เป็นลูกศิษย์เอกคนหนึ่งของอาจารย์ชาญวิทย์ เช่นกัน อาจารย์ปริญญา ที่ผมเสนอให้เป็นแกนนำรุ่น 2 และอาจารย์ชาญวิทย์ ผมก็เสนอให้เป็นแกนนำรุ่น 2 เหมือนกัน แทนเพนกวิน แทนรุ้ง ซึ่งจะต้องสู้คดี และอาจจะต้องติดคุกติดตะรางไป


ท่านผู้ชมครับ ขออนุญาตทานน้ำหน่อย ผมทานน้ำด่าง manature มาสิบกว่าปีแล้ว สุขภาพดีมาก ถ้าท่านผู้ชมอยากได้ ซื้อได้ที่ 7-11 ทุกสาขาแล้วครับตอนนี้


ท่านผู้ชมครับ ผมจะพูดถึงเรื่องคุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ อีกสักรอบหนึ่ง เหตุผลที่ต้องพูดอีกรอบหนึ่งเนื่องจากว่ามันมีพัฒนาการของคดีนี้ไปมากพอสมควร และก็มีวิวาทะกันจากหลายฝ่าย ตลอดจนคุณสกุลธร เอง ก็ได้ออกแถลงการณ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์นะครับ เขียนเป็นคำแถลงการณ์ออกมาเพื่อชี้แจงว่าคุณสกุลธร ได้ทำอะไรไปบ้าง

ตัวละครที่อยู่ในเรื่องราวของคุณสกุลธร นั้น ผมมาดูแล้ว ท่านผู้ชมเชื่อหรือเปล่าว่ามันเริ่มจะมีอะไรคล้ายๆ กับคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา อีกแล้ว ท่านผู้ชมตามผมมาก็แล้วกัน


คดีคุณสกุลธร นั้น ง่ายๆ ผมอธิบายให้ฟังก็แล้วกัน สำหรับท่านที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มา ก็คือว่า มันมีที่ดินอยู่ 12 ไร่ อยู่แถวๆ ชิดลม แถวนั้นเป็นที่ตั้งขององค์การโทรศัพท์ฯ แล้วคุณสกุลธร นั้น คุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ตั้งบริษัทชื่อ เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ เพื่อให้กับครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาบริหาร โดยเน้นหนักไปทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในบริษัทนี้ แต่ก่อนก็มีคุณสมพร เป็นกรรมการ


คุณธนาธร ก็เป็นกรรมการ ในช่วงหลังทั้งคุณสมพร และคุณธนาธร ก็ลาออกไป แล้วก็มีกรรมการชุดใหม่เข้ามา คนที่บริหารก็คือ คุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกคนที่สี่ ของคุณสมพร


แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนมาติดต่อคุณสกุลธร ว่ามีที่ดินของทรัพย์สินฯ แปลงหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงองค์การโทรศัพท์ฯ ตรงเพลินจิต ที่ตรงนั้นมีเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ โดยที่เสนอว่าสามารถจะติดต่อให้มีการยื่นโครงการเข้าไปโดยที่ไม่ต้องประมูล ให้ทำแบบนี้ โดยเจ้าหน้าที่คนที่มาติดต่อก็อ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จริง จะเป็นคนดำเนินเรื่องนี้ต่อไป

ในที่สุดแล้ว คุณสกุลธร เกิดความสนใจขึ้นมา คุณสกุลธร ก็เลยให้ดำเนินการไป พอดำเนินการไปแล้ว ก็หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วสองคนนั้นมาโกหกคุณสกุลธร วิธีการก็คือว่า มาเสกสรรค์ปั้นแต่ง ออกเอกสารเท็จ ว่าโครงการที่คุณสกุลธร เสนอไปนั้น มีโอกาสที่จะได้สูง เพราะฉะนั้นแล้วให้ทำโครงการแล้วเอาไปเสนอที่คณะกรรมการทรัพย์สินฯ เลย แล้วหลังจากนั้นก็ปรากฏว่า คุณสกุลธร ตามแถลงการณ์ เอะใจว่าได้มีการยกเลิกนัดหมายที่จะเข้าไปเสนอโครงการนี้ เพียง 1 วัน ก่อนถึงวันที่จะเสนอโครงการ คุณสกุลธร ก็เลยไปเช็ก ตรวจสอบกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ปรากฏว่า เอกสารที่คุณสกุลธร ได้นั้น เป็นเอกสารเท็จ


คำถามก็มีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง และนายหน้าคนหนึ่ง ซึ่งร่วมมือกัน ก็ถูกตำรวจจับไปแล้ว และถูกดำเนินคดี แล้วศาลก็พิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ก็ติดคุกกันคนละ 3 ปี ทั้งสองคนนี้ก็ออกจากคุกมาเรียบร้อยแล้ว คำถามมีอยู่ว่า เผอิญคุณสกุลธร จ่ายเงินไปให้ทางผู้ที่วิ่งเต้นติดต่อ ที่เอาเอกสารเท็จมาให้ 3 งวด งวดละ 5 ล้าน 10 ล้าน และ 5 ล้าน ทั้งหมดจ่ายไป 20 ล้าน คุณสกุลธร หลังจากที่โดนเรื่องนี้เปิดโปงออกมา ก็เงียบสนิทเป็นเวลา 3 อาทิตย์ เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ก็เลยตัดสินใจที่จะแถลงข่าวออกมา เมื่อแถลงข่าวออกมาแล้ว สิ่งที่คุณสกุลธร แถลง ก็คือว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 คุณสกุลธร ก็เลยอ้างว่าเรื่องนี้เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาเป็นเหยื่อ เป็นแพะรับบาป



คำว่า เป็นเหยื่อ เป็นแพะรับบาป ก็คือว่า มีนายหน้าวิ่งมาติดต่อเขาว่าจะเสนอที่นี้ให้ เขาก็เกิดความสนใจ ส่วนเงิน 20 ล้าน ที่ให้นั้น ตามแถลงการณ์ คุณสกุลธร ก็อ้างว่า เป็นเงินที่เป็นค่านายหน้าปกติธรรมดา ที่ธรรมดาก็ต้องจ่ายกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีใครวิ่งเต้นมาติดต่ออะไรที่จะขายอะไรให้ แล้วหาที่มาให้ได้ก็ต้องจ่ายค่านายหน้าเขา มีสัญญาอะไรเสร็จเรียบร้อย ก็คือค่านายหน้า แต่ว่าค่านายนหน้านั้น ก็แบ่งจ่าย 3 งวด 5 ล้าน 10 ล้าน 5 ล้าน รวม 20 ล้าน คุณสกุลธร ก็บอกว่าตัวเองนั้นเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นแล้วตัวเองไม่ผิด เมื่อตัวเองไม่ผิดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาดำเนินคดีอะไร


แต่คดีนี้ เนื่องจากว่ามีคำพิพากษาของศาลที่ลงพิพากษา 1-2 คน ที่ทำผิดไป คำพิพากษาตอนหนึ่งก็พูดชัดเจน ว่าคุณสกุลธร ได้มอบเงินให้คนสองคนนี้ เพื่อเอาไปดำเนินการวิ่งเต้น และเอาเงินก้อนนี้ไปมอบให้กับรองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ นี่คือคำพิพากษานะครับท่านผู้ชม เท่ากับว่าศาล หลังจากสืบพยานแล้ว มีคำพิพากษาออกมาก็ชี้ว่า คุณสกุลธร นั้นเป็นผู้ให้ นั่นคือการให้สินบน ถึงแม้จะเป็นการให้สินบนที่คนให้ "หลงเชื่อ" หลงเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ก็เลยให้ไป ก็ตรงกับที่คุณสกุลธร พูด บอกว่าได้มีการให้ไปแล้ว 5 ล้าน 10 ล้าน และ 5 ล้าน ก็มีคำถามติดตามมาเยอะแยะไปหมดเลย จนในที่สุดแล้วเรื่องนี้ก็เลยปูดขึ้นมา พอมันปูดขึ้นมาปั๊บ ก็เลยมีคำถาม ถามว่า คุณสกุลธร ผิดหรือเปล่า ? ในฐานะผู้ให้สินบน หลายคนก็บอก อย่างเช่น คุณปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ ซึ่งเดี๋ยวจะมีเรื่องของท่านที่ผมจะพูดอีกตอนหนึ่ง ในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสกุลธร และหลายๆ เรื่องที่คุณปรเมศวร์ ชอบออกความเห็นตลอดเวลา

เอาเป็นว่า ในขณะนี้เรื่องราวของคุณสกุลธร ในที่สุดก็มีคุณวัชระ เพชรทอง เอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนกับอัยการสูง เมื่อเอาไปร้องเรียนกับอัยการสูงสุดแล้ว คุณวัชระ เพชรทอง ก็เอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนกับตำรวจกองปราบเช่นกัน ตำรวจกองปราบก็รับเรื่องมา แล้วก็บอกว่าจะตั้งกรรมการสอบสวน คำถามก็มีอย่างนี้ครับ ... คำถามมีอยู่ว่า ตำรวจทำไมถึงไม่แจ้งความให้กับคุณสกุลธร เป็นจำเลยไปด้วย ? ในขณะเดียวกัน คำถามก็มีต่ออัยการว่า ทำไมอัยการ เมื่อรับเรื่องมาแล้วถึงไม่บอกให้ตำรวจจัดการเอาคุณสกุลธร เข้ามาเป็นจำเลยคนหนึ่ง


อัยการสูงสุดก็เลยตั้งคณะกรรมการ แถลงข่าว แถลงออกมาว่า เรื่องที่ตำรวจส่งให้อัยการนั้น จริงอยู่ มีจำเลยแค่ 2 คน ก็คือคนซึ่งทำเอกสารเท็จ และปลอมแปลงเอกสาร และไปหลอกลวงคุณสกุลธร อัยการเคยถามตำรวจที่ทำสำนวนนี้ ถามว่า แล้วคนให้สินบน คือคุณสกุลธร นั้น ทำไมไม่ส่งมาด้วย ตำรวจเขาเขียนในหมายเหตุในสำนวน บอกว่า สำหรับคุณสกุลธร นั้น เขาแยกออกมาเป็นคดีต่างหากอีกคดีหนึ่ง อัยการก็เลยไม่ติดใจ ผมก็เลยคิดว่าคำแถลงของอัยการนั้นฟังขึ้น เหตุผลก็เพราะว่า เนื่องจากว่าตำรวจได้แจ้งชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่ว่าจะละเว้นคุณสกุลธร แต่จะแยกคุณสกุลธร ออกมาอีกคดีหนึ่ง เพราะฉะนั้นอัยการก็เลยหลุดพ้นไป เดิมทีก็นึกว่าอัยการจะเป็นอัยการยุคของนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ก็คิดว่าอัยการงวดนี้ก็เอาตัวรอดไปได้


แต่คำถามมันมีอยู่มาก มันยังไม่จบ ทำไมถึงยังมีอยู่มาก ? และทำไมถึงยังไม่จบ ? ผมจะเรียนให้ทราบ ประการแรก คำถามมีอยู่ว่า เมื่อตำรวจเขียนลงไปในสำนวนที่ส่งอัยการ ว่ากรณีของคุณสกุลธร ตำรวจจะแยกทำอีกคดีหนึ่ง ก็ปรากฏว่าเรื่องเกิดขึ้นประมาณปี 2560 สามปีแล้ว ตำรวจไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวแล้ว คุณสกุลธร ก็ยังเงียบอยู่ จนกระทั่งมีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมา คุณวัชระ เพชรทอง ก็เอาเรื่องราวนี้ไปร้องเรียนกับตำรวจกองปราบ หลังจากที่ไปร้องเรียนกับอัยการสูงสุดแล้ว ตำรวจก็เลยบอกว่ากำลังจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณา คำถามก็มีอยู่อย่างนี้ ว่าทำไมคุณคิดจะมาตั้งกรรมการตอนนี้ ? หลังจากเรื่องมันโผล่ขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวผมจะไล่เรียงตำรวจอีกทีหนึ่งว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ท่านผู้ชมตามผมมานะครับ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ ประมาณเกือบๆ สิบวัน คุณอิทธิพร ซึ่งเป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงว่า พนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหา ส่งให้อัยการในปี 2562 มีผู้ต้องหา 2 คน คือ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ซึ่งเป็นนายหน้า


พร้อมระบุข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ในส่วนของนายสกุลธร ที่ได้ให้เงินเพื่อจูงใจพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ผ่านขั้นตอนปกติ เป็นลักษณะการกระทำผิด จึงทำให้นายสกุลธร ไม่เป็นผู้เสียหายทางนิตินัย ซึ่งเป็นอีกคดีที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ทีนี้ พอศาลมีคำพิพากษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีคนถามว่า แล้วคุณสกุลธร ล่ะ ? พอมีข่าวออกมาว่าทำไมอัยการถึงไม่ดำเนินคดีกับคุณสกุลธร เนื่องจากคุณสกุลธร ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา อัยการจึงไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้องนายสกุลธร แล้วก็ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายเงินเป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากตัวผู้ต้องหาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการสอบพยานอื่นว่าเป็นความจริงมากน้อยเพียงใด และยังไม่ได้มีการสอบสวนนายสกุลธร ว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่ อย่างไร พนักงานอัยการจึงไม่มีการยื่นฟ้องนายสกุลธร


นอกจากนั้นแล้ว โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ยังพูดต่อว่า พนักงานสอบสวนได้ให้ความเห็นแล้วว่า ประสงค์จะแยกสำนวนสกุลธร เป็นคดีต่างหาก ด้วยเหตุนี้อัยการจึงไม่ได้แจ้งให้ดำเนินคดี เพราะอัยการไม่สามารถเริ่มต้นสอบสวนเองได้ ต้องรอพนักงานสอบสวนดำเนินการให้เสร็จและส่งมาให้อัยการก่อน จากนั้นอัยการจึงจะดำเนินการตามหน้าที่


ท่านผู้ชมครับ คำพูดที่บอกว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายเงินนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากตัวผู้ต้องหาเท่านั้น ยังไม่มีการสอบพยานอื่นว่ามีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เพียงใด และยังไม่มีการสอบสวนนายสกุลธร ว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่อย่างไร ซึ่งจากคำแถลงการณ์ของนายสกุลธร เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายสกุลธร ยอมรับว่ามีการจ่ายเงินจริง แต่เป็นการจ่ายค่านายหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ต้องเรียบร้อยแล้ว ว่ามีการจ่ายเงินจริง

คดีนี้ กองปราบปรามได้ทำการสอบสวนทางลับตั้งแต่ปี 2560 จนได้ข้อมูลที่ทำผิดอย่างชัดเจนของเจ้าหน้าที่ทรัพย์สินฯ รายดังกล่าว ก็เลยเชิญทรัพย์สินฯ ให้มาแจ้งความ ในการสอบสวนคดีนี้ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน คุณสุวัฒน์ แสงนุ่ม วันนี้คือใคร ? คือผู้การกองปราบคนปัจจุบัน


ในระหว่างนั้น ท่านผู้ชม เท่าที่มีข่าวมา คือมีการถกเถียงว่าจะดำเนินคดีกับคุณสกุลธร หรือไม่ ในฐานะผู้ใช้หรือผู้จ้างวานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 84 อย่างไรก็ดี ในที่สุดไม่มีการดำเนินคดีกับนายสกุลธร ไม่มีการเรียกนายสกุลธร มาสอบปากคำ เพราะพยานหลักฐานมีเพียงพอดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทรัพย์สินฯ รายนั้น ดังนั้นในการดำเนินคดีจึงไม่ปรากฏชื่อนายสกุลธร อยู่


ท่านผู้ชมครับ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้ หลังจากนั้นอีก 2-3 ปี ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีทุจริตในสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่กองปราบ ว่า กำลังดำเนินคดีเพิ่มเติมในสำนวนที่สอง ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะเป็นผู้ให้เงินกับสองผู้ต้องหาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินจำคุกไปแล้ว คุณสุวัฒน์ ผู้การกองปราบ พูดว่า "ยังคงให้พนักงานสอบสวนทยอยเรียกสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดก่อน เช่น เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ส่วนอื่นๆ เพื่อให้สำนวนมีความหนาแน่นขึ้น เพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะมีใครเข้าข่ายการกระทำผิดบ้าง"


ท่านผู้ชมครับ คุณสุวัฒน์ ยังพูดต่อ "ยังต้องตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้ต้องหาทั้งสองคนอย่างละเอียด ว่ามีการถ่ายเทเงินไปช่องทางใดบ้าง ยืนยันว่า หากพบผู้กระผิดเพิ่มเติม จะต้องถูกดำเนินคดี และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"


แล้วฟังคำพูดนี้ดีๆ ครับท่านผู้ชม นอกจากนั้นแล้ว คุณสุวัฒน์ ผู้การกองปราบ ยังพูดถึงการเรียกนายสกุลธร มาสอบปากคำหรือไม่นั้นว่า "ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ต้องสอบปากคำพยานแวดล้อมด้านอื่นๆ ก่อน เมื่อถามว่าจะมีการดำเนินคดีกับกรรมการบริหารบริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวว่า "ต้องดูก่อนว่าขณะนั้นเขากระทำในฐานะอะไร"


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ฟังดูก็ท่าทางจะฟิต ขยันขันแข็งกัน แต่ว่ามันทะแม่งๆ นะท่านผู้ชม ทะแม่งตรงไหน ? คือมันทะแม่งตรงที่ว่า ตำรวจกองปราบปราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.ต.สุวัมน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบฯ ซึ่งในปี 2560-2561 ขณะเกิดเหตุนั้น ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองปราบ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เรียกได้ว่า พล.ต.ต.สุวัฒน์ รู้เรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งมาตลอดหลายปี แต่ทำไมไม่ดำเนินคดีกับนายสกุลธร เสียที เพราะอะไร ?

ท่านผู้ชมตามผมมา ผมจะอ่านคำพิพากษาของศาล ออกมาปีกว่า ศาลพิพากษาในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ปีกว่าแล้ว จนกระทั่งผู้ต้องหาสองคน คือ นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ และนายสุรกิจ นายหน้า พ้นโทษแล้ว ตำรวจก็ยังไม่ทำคดีที่สองที่โยงไปถึงนายสกุลธร กับสมาชิกครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ เสียที


ท่านผู้ชมครับ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตผู้พิพากษา ท่านระบุว่า ความผิดของสองคนที่ติดคุกไปแล้วจะสำเร็จได้อย่างไรถ้าไม่มีผู้ให้เงิน นี่คือท่านผู้พิพากษาท่านให้ความเห็น ซึ่งนายสกุลธร และอาจจะรวมถึงกรรมการบริษัท เรียลเอสเตทฯ ก็อาจจะมีความผิดในฐานะเป็นผู้ให้ เพราะสองคนนั้นจะผิดได้อย่างไรถ้าไม่มีคนให้เงินไป

ข้อที่สองที่ผมตั้งข้อสังเกต ที่ผมว่ามันทะแม่งๆ 2560 กับ 2561 ขณะเกิดเหตุ เวลานั้น พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ซึ่งยศขณะนั้นคือพันตำรวจเอก มีเจ้านายก็คือ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช หรือที่เขาเรียกว่า ผู้การก้อง


เป็นไปไม่ได้ที่ผู้การก้อง กับผู้การหมู คือ พล.ต.ต.สุวัฒน์ คือผู้การก้อง เป็น ผบก. รอง ผบก.และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนของคดีนายสกุลธร ก็คือสุวัฒน์ แล้วผู้การก้องก็ย้ายขึ้นไปเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แล้วสุวัฒน์ ก็ขึ้นมาเป็นผู้การกองปราบแทน ผมเชื่อเลยว่า เป็นไปไม่ได้ทั้งผู้การก้อง ผู้การจิรภพ ภูริเดช และตัวผู้การคนปัจจุบัน จะไม่มีการคุยกัน เพราะคดีนี้เป็นคดีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องเล็กธรรมดา เป็นการปลอมแปลงเอกสาร


แล้วอีกประการหนึ่ง ผู้การก้อง มีพี่ชายคนนหนึ่ง ชื่อ พล.อ.จักรภพ ภูริเดช ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ นอกจากนั้นแล้ว พี่ชายของผู้การก้อง ยังเป็นกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อีกด้วย อีกหนึ่งตำแหน่ง 


เพราะฉะนั้นเรื่องทรัพย์สินฯ โดนปลอมแปลงเอกสาร แล้วไปหลอกนายสกุลธร พี่ชายของผู้การก้อง ซึ่งเป็นกรรมการทรัพย์สินฯ ต้องรู้เรื่องดี และน้องชาย ก็คือผู้การก้อง ที่เป็นผู้การ และ พล.ต.ต.สุวัฒน์ ตอนนั้นเป็นรองผู้การ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนายสกุลธร ก็ต้องรู้เรื่องกันหมด พี่ชายอาจจะบอกน้องชาย เออ ก้อง ช่วยดูเรื่องนี้หน่อยนะ เอาให้เต็มที่เลยนะ ครับพี่ ผมจะทำให้ ก็เลยต้องมาคุยกัน เพราะฉะนั้นแล้ว งานนี้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ ไม่ใช่แค่รู้เรื่องอย่างเดียว พล.ต.ต.จิรภพ ก็ต้องรู้เรื่องด้วย นี่คือข้อสังเกตของผม


เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็เลยอยากจะถามต่อไปยังท่านผู้บัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางคนปัจจุบัน คนๆ นี้เขามีฉายาว่า มือปราบสายธรรมะ อยู่กองปราบมาสิบกว่าปี คดีนี้ตำรวจใส่เกียร์ว่าง ไม่ทำคดี ไม่เรียกผู้ที่ควรถูกสอบสวนมาสอบสวน อย่างนี้ท่านว่าผิดปกติไหม ? เรื่องนี้จะเอาอย่างไรกันต่อ ? ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีคำอธิบายให้ชัดเจน เพราะผมไม่อยากให้มีคำลือ คำอ้าง คำเล่า หรือว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือติฉินนินทาให้ร้ายที่ทำให้เป็นเรื่องเสียหายว่าตำรวจกองปราบ ในยุคผู้การก้อง ร่วมมือกับ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แอบช่วยเหลือนายสกุลธร อยู่ เลยใส่เกียร์ว่าง ไม่เดินหน้าต่อไป ผมไม่อยากให้เกิดความคิดแบบนี้ขึ้นมา แต่การกระทำนั้นมันผิดปกติ ตั้งแต่ปี 60 มาถึงปี 63 ไม่ได้เดินเรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว มีอ้างอยู่นิดเดียว่าได้เคยไปสอบผู้ต้องขังสองคนในเรือนจำแล้ว ผู้ต้องขังสองคนไม่ให้ความร่วมมือ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ประเด็นคือคำพิพากษาพูดชัดเจนแล้ว ว่าสองคนนี้ที่เป็นจำเลยรับเงินมาแล้ว แล้วก็จะเอาเงินก้อนนี้ไปแบ่งให้กับรองผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ อันนี้ถือว่าชัดเจนแล้ว

อันที่สอง แล้วผมก็ถามว่า จากวันที่นายสองคนนั้นถูกจับได้ ถูกดำเนินคดี และในขณะเดียวกับที่ศาลพิพากษา ตั้งแต่วันที่จับได้แล้ว ทำไมไม่ส่งเรื่องนี้ไปให้ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน เพราะว่าคดีนี้เข้าข่ายมูลฐานการฟอกเงินแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าถ้า ปปง. ได้รับเรื่องตั้งแต่ปี 2560 ปปง. โดยที่ประธาน ปปง. คือ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล จะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้นิ่งเฉยแน่นอน เพราะเป็นคดีที่ใหญ่


ก็จะมีการสืบเสาะ วันนี้ก็คงจะรู้แล้วว่าเงินก้อนนี้ออกมาจากใคร ซึ่งการออกมาจากใครมันชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าคุณสกุลธร ออกแถลงการณ์ว่า เขาคือคนสั่งจ่าย แต่คุณสกุลธร อ้างว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินค่านายหน้า ที่สำคัญสองคนนี้เมื่อได้เงินมาเรียบร้อยแล้ว มันจะต้องไปจ่ายให้ใครบ้าง ตรงนี้ต่างหากที่ผมเชื่อว่า ปปง. น่าจะมีการสอบได้ ถ้ามีการส่งเรื่องให้ ปปง.ตั้งแต่ต้น แล้ววันนี้สำนวนคดีก็น่าจะจบได้แล้ว


ท่านผู้ชมครับ ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้บริหารและกรรมการบริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ ในห้วงเวลานั้นคือใคร ? คนพวกนี้ที่เป็นกรรมการ มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการเจรจาและตัดสินใจในเงิน 20 ล้านบาท หรือไม่ ? เพราะฉะนั้นแล้ว ตามผมมาท่านผู้ชม ตั้งแต่จดทะเบียนวันที่ 17 มกราคม 2548 จนถึง 27 เมษายน 2563 บริษัทนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหลายครั้ง ในช่วงก่อตั้งมีกรรมการ 4 คน คือ คุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในช่วงที่เกิดเรื่องของทรัพย์สินฯ ในเดือนมีนาคม-พฤศจิกายน 2560 คนนี้น่าจะเป็นกรรมการของบริษัท


พฤศจิกายน 2561 กรรมการ 5 คน สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพิ่มมา 1 คน ก็คือนายบดินทร์ธร น่าสนใจนะท่านผู้ชม


25 มกราคม 2562 คุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณรุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ลาออกจากตำแหน่ง น่าสนใจมากท่านผู้ชม ปี 62 คนที่มาแทนคือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการกับนางอัญชลี ชวนิชย์ ดุษฎี เตชะมนตรีกุล เสวก ประกิจฤทธานนท์ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ และบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ รวมเป็น 7 คน


29 พฤษภาคม 2562 (แค่ 4-5 เดือนต่อมา) กรรมการ 4 คน ก็ลาออกไป ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อัญชลี ชวนิชย์ ดุษฎี เตชะมนตรีกุล เสวก ประกิจฤทธานนท์ ลาออก เหลือกรรมการแค่ 3 คน คือ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ และบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ


ท่านผู้ชมครับ มีคำถาม ว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการ เอาคนนอกจำนวน 4 คน คือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอดีตปลัดสำนักนายกฯ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางอัญชลี ชวนิชย์ นายดุษฎี เตชะมนตรีกุล เสวก ประกิจฤทธานนท์ เป็นไปได้ไหมที่บริษัท เรียลเอสเตทฯ ไปพัวพันกับคดีเรื่องการเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือไม่ ?

ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่ผมจะไปต่อ ผมขออนุญาตอ่านคำพิพากษาส่วนที่สำคัญที่สุด ซึ่งคำพิพากษานี้ พิพากษาวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง


กุญแจสำคัญของคำพิพากษาที่สรุปตอนท้ายพูดอย่างนี้ครับ จากนี้ไปเป็นคำข้อความของคำพิพากษา


"นายสกุลธร จ่ายเงินรวม 3 งวด จำวนนเงินรวมทั้งสิ้น 20,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ... เพื่อประโยชน์ในการได้รับการจัดสรรที่ดินย่านชิดลม"


ท่านผู้ชมครับ นี่คือการให้ เพราะถ้าไม่มีการให้ จำเลยสองคนก็จะไม่มีการรับ ก็จะไม่มีการนำเอาเงินไปให้ ถึงแม้ว่าเจตนานั้นจะเอามาหลอก แต่วัตถุประสงค์ก็คือการให้เพื่อไปติดสินบนรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อประโยชน์ในการได้รับการจัดสรรที่ดินย่านชิดลม ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำพิพากษานะครับ

คุณสกุลธร ได้แถลงการณ์ออกมาว่า จ่ายค่านายหน้าถูกต้อง ยืนยัน รู้จักนายหน้าผ่านนู่นนี่้ คำพูดคำแถลงส่วนหนึ่งบอกว่า ในกรณีนี้ผมไม่ได้ไปวิ่งหาที่ดินแต่แรก แต่เป็นนายหน้าเข้ามาเสนอที่ดินให้ข้าพเจ้า คือเป็นคำแถลงการณ์ซึ่งพิมพ์สับสนมาก เดี๋ยวมีทั้งผม เดี๋ยวมีทั้งข้าพเจ้า โดยผมไม่ได้เป็นผู้มอบหมายให้นายหน้าไปจัดหา เมื่อผมพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ จึงมีการดำเนินโครงการต่อ


ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมหลายท่านก็คงจะเคยเข้าใจเรื่องระบบนายหน้า ผมวิ่งเต้นขายที่ดินให้ท่านผู้ชมแปลงหนึ่ง ตกลงกันว่าค่านายหน้า 3 เปอร์เซ็นต์ ถามว่านายหน้า 3 เปอร์เซ็นต์ จะจ่ายผมตอนไหน ? ตอนที่ที่ดินแปลงนั้นอยู่ในมือคนซื้อ คนขายได้เงินมา ก็มาจ่ายผม 3 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นระบบสากล หรือระบบเถ้าแก่ หรือระบบอะไรก็ตาม เป็นระบบแบบนี้ทั้งสิ้น สำหรับฝรั่งเขาจะมีสัญญา เรียกว่า Consultancy Fee ค่าที่ปรึกษา ซึ่งค่าที่ปรึกษานั้นจะจ่ายก็ต่อเมื่อจบงานแล้ว จึงจะจ่ายค่าที่ปรึกษา นอกจากเป็นบริษัทรับจ้างปรึกษาอย่างมืออาชีพที่้ต้องจ่ายรายเดือน อย่างเช่น Price Waterhouse, Baker McKenzie, Peat Marwick ตั้งเป็นที่ปรึกษาทางฝ่ายบัญชี หรือสำนักงานกฎหมาย Baker McKenzie มารับเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทๆ หนึ่ง โดยมีข้อตกลงว่า ต้องจ่ายค่าบริการขั้นต่ำเดือนละ 2 แสนบาท 3 แสนบาท 4 แสนบาท 5 แสนบาท เขาก็จ่ายไปทุกเดือน นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีข้อผูกมัดในสัญญาอีกว่า แต่หากมีคดีอะไรขึ้นมา ก็ต้องจ่ายเพิ่มตามค่าใช้จ่ายของคดีความนั้น นั่นคือ Consultancy Fee แต่ค่านายหน้าไม่มี ค่านายหน้าจะจ่ายก็ต่อเมื่องานจบแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณสกุลธร ว่า จ่ายเงินรวม 3 งวด 20 ล้าน ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทน... " นี่คือคำพูดของศาลนะครับ


ท่านผู้ชมครับ มีใครเขาจ่ายค่านายหน้าล่วงหน้า ? ไม่มี นี่คือข้อบกพร่อง ช่องโหว่ แล้วคุณสกุลธร ไม่รู้เลยหรือว่าในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นั้น การประมูลเขาต้องใช้ e-Bidding แล้วคุณเข้าไปยื่นเรื่องโดยที่ไม่มีการประมูล คุณก็ต้องรู้อยู่สิครับ ว่างานนี้ผิดปกติ ทำไมคุณต้องจ่ายล่ะ ? จ่ายเพื่อไม่ให้มีการประมูล เพื่อให้ยื่นเรื่องเข้าไปแล้วก็ให้คณะกรรมการยอมรับตามคำหลอกลวงของคนที่ให้มา

ท่านผู้ชมครับ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว คุณสกุลธร อธิบายความ เอาตัวอย่างให้ดูว่าเขาเคยทำโครงการอย่างนี้ ทำโปรเจกต์อย่างนี้ แล้วคุณสกุลธร ไม่เคยรู้เลยหรือ ? ตอนที่เขาเอาจดหมายปลอมมาจากสำนักทรัพย์สินฯ มันมีเบอร์โทรศัพท์อยู่ข้างล่างให้ติดต่อใคร คุณสกุลธร จะต้องเสียเงินตั้ง 20 ล้านบาท และผมรู้ว่าตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ โดยเฉพาะคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นั้น เป็นคนที่ระมัดระวังค่าใช้จ่ายมาก เรียกว่าทะเลเรียกพี่ ก็แล้วกัน แล้วจะไม่สงสัยหรือว่าลูกจ่ายไปทำไม 20 ล้านบาท ไหนลองโทรไปดูซิว่าของจริงหรือเปล่า ไม่ได้สนใจอะไรเลย


เพราะฉะนั้นแล้ว ประเด็นหลักก็คือว่า การจ่ายค่านายหน้าปกติเขาจ่ายกันตอนไหนล่ะ ? ตอนทำสัญญา หรือทำธุรกรรมสำเร็จแล้ว ? นี่คุณสกุลธร อ้างว่าจ่ายไป 20 ล้านบาท แต่ไม่ได้อะไรเลย อ้างแต่เพียงว่าหลงเชื่อเพราะได้รับเอกสารปลอมจากนายประสิทธิ์ และนายสุรกิจ เป็นไปได้อย่างไร


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้มันน่าสนใจอย่างหนึ่ง เดี๋ยวผมจะเอาให้ดู คุณสกุลธร ออกแถลงการณ์ระบุว่า "ข้าพเจ้าเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์นี้ และขอยืนยันในความบริสุทธิ์ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า จากข่าวที่สังคมได้รับนั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของบุคคลอื่น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว กรณีนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้เสียหายจากการปลอมแปลงเอกสาร" ท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่าพวกเราไม่ได้พูดด้วยคำกล่าวอ้างของบุคคลอื่น แต่ที่ผมพูดเป็นคำพิพากษา ที่พูดชัดเจนว่า "นายสกุลธร จ่ายเงินรวม 3 งวด จำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 20,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ... เพื่อประโยชน์ในการได้รับการจัดสรรที่ดินย่านชิดลม"


จริงๆ แล้วมันมีเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ที่ผมเรียกว่า ธรรมชาติ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเนื้อหามีเท่าที่คุณสกุลธร ออกแถลงการณ์ ผมจะตั้งข้อสังเกตว่า ตามธรรมชาติแล้วเมื่อคนถูกกล่าวหา หากบริสุทธิ์ใจและมีหลักฐานในมือครบอย่างที่อ้าง ว่า "สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงนั้นได้ถูกปรากฏอยู่ในเอกสารสำนวนสอบสวนตั้งแต่แรก" คุณสกุลธร น่าที่จะออกมาตั้งโต๊ะแถลง ที่สำคัญต้องเปิดให้สื่อมวลชนซักถามด้วย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่นี่คุณสกุลธร ออกแถลงการณ์เป็นตัวหนังสือหลังจากที่เรื่องนี้เขาเปิดเผยกันมาตั้้งแต่ช่วงปลายพฤศจิกายน 2563 เกือบสามสัปดาห์ คุณนั่งอมสากกะเบือไว้ หรือคุณกำลังคิดว่าจะต้องเตรียมหลักฐานอะไรไว้บ้าง หรือจะต้องหาคำตอบที่ดูไม่มีช่องโหว่ แล้วคุณก็เลยออกแถลงการณ์ แล้วคุณก็ไม่ให้เขาสัมภาษณ์ด้วย ให้เขาซักต่อหน้าคุณ คุณแค่ร่อนแถลงการณ์ออกไป

มันมีบุคคลสองท่านที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ ทั้งสองท่านน่าจะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมาย ท่านหนึ่ง คือ ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านเป็นอดีตผู้พิพากษา และท่านก็มาเล่นการเมือง อีกท่านหนึ่งคือ ท่านอัยการปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ท่านผู้ชมตามผมมาดีๆ แล้วฟังความเห็นของสองท่านนี้


ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์เนชั่น ทีวี ช่อง 22 ในเรื่องนี้ ท่านพูดว่า "ถ้าดูในคำพิพากษา มีการเอ่ยชื่อของคนที่กำลังเป็นข่าว ว่าคนนี้ (คือนายสกุลธร ท่านไม่ได้เอ่ยชื่อนะ แต่ผมระบุเอง) เป็นคนที่ตกลงให้สองคนเป็นคนเรียกหรือรับจากคนๆ นี้ (เรียกสินบนหรือรับสินบนจากคนๆ นี้) เพื่อจะไปกระทำผิด" ท่านพีระพันธุ์ บอกว่า "ประเด็นนี้ต่างหากที่ศาลลงโทษ" และท่านพีระพันธุ์ บอกว่า "ที่ศาลลงโทษเพราะว่ามีคนๆ หนึ่งเป็นคนให้ ถึงทำให้องค์ประกอบความผิดของคนสองคนสมบูรณ์ ที่ทำให้ศาลลงโทษได้" ท่านพีระพันธุ์ ตอบต่อมา ว่า แล้วคนที่ให้ผิดไหม ? ประเด็นคือถามว่า ท่านพีระพันธุ์ ตั้งคำถามว่า ถ้าสองคนนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์ (คือจำเลยที่ติดคุกไปแล้ว) สองคนนี้จะไปกระทำความผิดไหม ? ท่านพีระพันธุ์ บอกว่า ถ้าดูจากคำพิพากษาว่ามีการรับเงินมาพื่อตัวเองจะได้ไปทำงาน เอาเงินไปเจรจากับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานฯ เพื่อจะได้กระทำความผิด เพราะฉะนั้น แสดงว่าต้องมีการก่อให้กระทำความผิดเกิดขึ้น ตรงนี้ล่ะเป็นความผิด ฐานเป็นผู้ใช้

ท่านพีระพันธุ์ บอกว่า ทีนี้การกระทำความผิด หลักอาญา ง่ายๆ จะผิดต่อเมื่อเจตนา ท่านชี้เรื่องเจตนา เจตนาคืออะไร ตามกฎหมาย เจตนาคือ คิดว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเราตัดสินใจว่าเราจะทำตามที่คิด พอตัดสินใจเสร็จก็ทำตามนั้น สรุป 3 อย่าง คือ คิด ตัดสินใจ ลงมือกระทำ แล้วท่านพีระพันธุ์ พูดต่อว่า ถ้าดูในคำพิพากษา เขาบอกว่ามีการเจรจาขอผลประโยชน์ กลุ่มที่ให้ คือคุณสกุลธร ก็คิดแล้วว่าให้แล้วตนเองจะได้ผลประโยชน์ ตัดสินใจให้ไป เมื่อให้ไปจริงๆ แล้วจำนวนหนึ่ง อันนี้คือเจตนากระทำความผิดแล้ว

ท่านผู้การกองปราบครับ เฉพาะตรงนี้ท่านดำเนินคดีได้แล้ว ท่านแทบไม่จำเป็นต้องสืบพยานอะไรมากมายจนเกินไป หรือดึงเรื่องให้มันช้าๆ เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาตั้งข้อสงสัยว่าท่านดึงเรื่องมาตั้ง 2 ปีกว่าแล้ว

ท่านผู้ชมครับ ท่านพีระพันธุ์ ท่านน่ารักมาก ท่านอธิบายทางหลักกฎหมาย ท่านบอกว่ากรณีที่อ้างว่าได้ถูกหลอก เพราะจำเลยสองคนทำเอกสารปลอม ท่านพีระพันธุ์ ตอบว่า คนที่ไม่ได้มองในแง่มุมกฎหมาย แต่มองในแง่ความรู้สึก ก็พูดได้ทั้งนั้นล่ะ คือใช้ความรู้สึกพูด ก็พูดได้ทั้งนั้น แต่ในแง่กฎหมาย ท่านพีระพันธุ์ บอกว่า ต้องไปดูเจตนา ท่านยกตัวอย่างว่า สมมุติว่ามีโจรถูกหลอกให้ขึ้นผิดบ้าน ขึ้นปล้นผิดบ้าน แล้วบอกว่าผมไม่ผิด เพราะผมถูกหลอกให้มาผิดบ้าน ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังครับ

ท่านพีระพันธุ์ บอกว่าเรื่องนี้คำพิพากษาเขียนไว้หมดแล้ว อยู่ในคำพิพากษาส่วนหนึ่ง ต้องไปดูในสำนวนเก่าของตำรวจชั้นสอบสวนว่าอย่างไร แต่ต้องมีข้อมูลบางส่วน ไม่เช่นนั้นจะยื่นฟ้องไม่ได้ ข้อมูลบางส่วน ที่ผมบอกไง เส้นทางทางการเงินตั้งแต่แรก ทำไมกองปราบถึงไม่ส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไม่ส่งเลย ตั้งแต่มีเรื่องแรกๆ ถ้าส่งไปตั้งแต่มีเรื่องแรกๆ เรื่องก็เรียบร้อยแล้ว


ท่านพีระพันธุ์ บอกว่า มาตรา 143 ถ้าไม่มีคนให้ ไม่มีการเรียก ไม่มีการให้ ก็ไม่มีความผิดอยู่แล้ว แต่ถ้าศาลตัดสินเขาผิด แสดงว่าต้องมีการเรียก/การให้ ประเด็นคือ ใครคือคนให้ คนเรียกสินบนก็ถูกจำคุกไปแล้ว ท่านพีระพันธุ์ ถามต่อว่า "แล้วใครให้ล่ะ ?"

ท่านบอกต่อว่า "ตามหลักกฎหมายเขาดูอะไร ? เขาดูว่าคุณคิด คุณให้ไหม และตัดสินใจจะให้ไหม เมื่อตัดสินใจแล้วคุณให้ไหม ก็ในคำพิพากษาก็เขียนไว้ชัดว่า ก็ให้ไปแล้ว 3 ครั้ง" 5 ล้าน 10 ล้าน 5 ล้าน


ท่านพีระพันธุ์ ก็ตอบ คุณสกุลธร อาจจะมีความผิด 2 มาตรา คือ มาตรา 143 และมาตรา 84 โดยมาตรา 84 คือ เป็นความผิดฐานผู้ใช้ให้กระทำความผิด ผู้ใช้คือคนที่ไปก่อหรือมีส่วนร่วมทำให้เขาเกิดการกระทำความผิด ประเด็นคือ ถ้าไม่มีการให้ ตกลงว่าจะให้เงินผลประโยชน์จำนวนนี้ เขาจะทำไหม ? ก็ถ้าไม่มีเงินตรงนี้ ไม่มีผลประโยชน์ตรงนี้ เขาก็ไม่ไปทำ อันนี้คือมาตรา 84 มันเกิดไม่ได้ แต่ความผิดตามมาตรา 143 เกิดขึ้นได้ แปลว่า เขาตกลงตามที่รับว่าจะโดนหลอกหรือไม่ คือให้ผลประโยชน์เขาไปเพื่อให้เขาดำเนินการเจรจาเพื่อให้ตนเองได้มา แล้วเขาก็ปลอมโน่นปลอมนี่ออกมาด้วย นี่คือมาตรา 143 และมาตรา 84

ท่านพีระพันธุ์ ตอบต่อว่า กรณีอัยการแถลงว่าคดีนี้ไม่ใช่การปัดตก แต่การเอาผิดคนให้สินบนไม่ได้มีอยู่ในสำนวนตั้งแต่แรก ท่านก็พูดถูกส่วนหนึ่งนะ แต่ว่าถ้าท่านเห็นว่าน่าจะมาพร้อมกัน ท่านก็แจ้งไปได้ ก็สามารถถามได้ว่า ทำไมอีกคนหนึ่งไม่มา ซึ่งอัยการแถลงแล้ว ว่าถามแล้วว่าทำไมอีกคนไม่มา แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เขียนเป็นหลักฐานลายมือในสำนวนสอบสวนแล้วว่า อีกคนจะแยกทำเป็นอีกคดีหนึ่ง ท่านผู้การกองปราบครับ นี่คือตัวการที่เล่นงานท่านได้นะครับ ในกรณีที่ท่าน 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ปี 60

ท่านพีระพันธุ์ พูดต่อว่า ถ้าผมมองในแง่กฎหมาย สำนวนฟ้องที่สองมีน้ำหนักมากขึ้นแล้ว เพราะสำนวนที่หนึ่งมีคำพิพากษาของศาลมายืนยัน ท่านพีระพันธุ์ พูดว่า ถ้าคำพิพากษาของศาลใช้ไม่ได้ แล้วจะไปลงโทษจำคุกคนสองคนได้อย่างไร นึกออกไหม ถ้าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคำพิพากษาฟังไม่ได้ โต้แย้งไม่ได้ ก็ตัดสินผิดสิ

ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำพูดของท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา


อีกท่านหนึ่งคือท่านอาจารย์ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม เพื่อเตือนความจำท่านผู้ชมนิดหนึ่ง ท่านอัยการปรเมศวร์ เป็นคนที่ชอบออกแสดงความคิดเห็นบนเฟซบุ๊กของท่านในหลายๆ เรื่อง และท่านก็เป็น 1 ใน 7 คณะทำงานอัยการสูงสุดตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ที่เสพโคเคนและขับรถชนตำรวจเสียชีวิต แล้วท่านก็ออกมาปกป้องท่านอดีตรองอัยการสูงสุด ท่านเนตร วันนั้น ช่วงนั้นก็เป็นเรื่องที่ฮือฮาพอสมควร



วันนี้ท่านปรเมศวร์ อินทรชุมนุม เป็นผู้ตรวจการอัยการ เป็นที่ปรึกษาโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด วันนี้ท่านมาอีกแล้ว ท่านออกความเห็นเชิงกฎหมายเกี่ยวกับคนจ่ายเงินสินบน ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง ท่านพูดอย่างนี้ ท่านอุตส่าห์อ้าง ยกคำพิพากษาศาลฎีกา 335/2563 ที่เกี่ยวกับการจ่ายสินบน ก็คือบอกว่า "คนจ่ายเงิน จ่ายเงินให้เพราะถูกเจ้าพนักงานหลอกลวงว่าสามารถช่วยเหลือฝากเข้าทำงานรับราชการได้ หรือรับงานของราชการได้ อันเป็นความเท็จ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่สามารถช่วยเหลือฝากเข้าทำงานรับราชการหรือรับงานของราชการตามที่กล่าวอ้าง และโดยการหลอกลวงของเขา เป็นเหตุให้คนจ่ายเงินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงและมอบเงินให้เขาไปดำเนินการตามที่เขากล่าวอ้าง ถือว่าคนจ่ายเงินได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีในข้อหาฉ้อโกงได้ เพราะคนจ่ายเงินมอบเงินให้เขาไปนั้น ล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกเขาหลอกลวง ถือไม่ได้ว่าคนจ่ายเงินเป็นผู้ก่อให้เขากระทำความผิด คนจ่ายเงินจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่หลอกลวงในความผิดฐานฉ้อโกงได้ ส่วนคนจ่ายเงินจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา มาตรา 144 หรือไม่" ท่านอัยการปรเมศวร์ พูดต่อว่า ในส่วนตัวเห็นว่า "เมื่อคนจ่ายเงินถูกหลอกให้หลงเชื่อ ก็น่าจะไม่มีความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน"




ท่านผู้ชมครับ มาตรงนี้ก่อน งานนี้แก้ต่างให้กับคุณสกุลธร เต็มๆ เลย ผมมองหน้าคุณสกุลธร วันนี้ และจากปากของท่านอาจารย์ปรเมศวร์ น่าคล้ายๆ บอส วรยุทธ อยู่วิทยา เข้าไปทุกที ท่านอัยการทั้งหลายครับ ท่านอัยการก็ทำดีมาแล้วนะ อุตส่าห์บอกว่าเรื่องนี้ได้ถามพนักงานสอบสวนแล้วว่าทำไมไม่ส่งนายสกุลธร ฟ้องด้วย พนักงานสอบสวนก็แทงลงไปในสำนวนว่า กำลังแยกออกมาเพื่อเป็นอีกคดีหนึ่ง แต่ท่านปรเมศวร์ มาล้มโต๊ะแบบนี้ แล้วท่านปรเมศวร์ พูดต่อว่า เพราะคนจ่ายเงินไม่ได้จ่ายใช้เพื่อจูงใจให้แก่เจ้าพนักงาน ท่านปรเมศวร์ ครับ แต่ว่าคุณสกุลธร จ่ายให้กับคนสองคนนั้น ศาลพิพากษาแล้วว่าเพื่อไปจูงใจ นำไปให้รองผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ คนละกรณีกับคำพิพากษาศาลฎีกาอันนี้ของท่านเลย ท่านปรเมศวร์ ทำไมท่านเอามารวมผสมกันอย่างนี้ คนจ่ายเงินไม่ได้จ่ายใช้เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการ แต่จ่ายเงินเพราะถูกเจ้าพนักงานหลอกลวง แต่คุณสกุลธร จ่ายเงินให้กับนายสองคนที่ติดคุกไป โดยศาลพิพากษาแล้ว เพื่อเป็นค่าดำเนินการและ "นำไปให้" รองผู้อำนวยการทรัพย์สิน

ท่านผู้ชมครับ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ประเด็นผมคิดว่าท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านเป็นคนที่พูดจามีหลักมีเกณฑ์ หลักกฎหมายท่านแม่นมากกว่าท่านอัยการปรเมศวร์ เยอะ เมื่อเปรียบเทียบสองคนนี้แล้ว ท่านปรเมศวร์ ท่านเหมือนเด็กน้อยเพิ่งเรียนกฎหมาย แต่ประเด็นของผมไม่ใช่เรื่องนี้ ผมมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก และผมอยากจะฝากไปถึงท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตเป็นอัยการสูงสุด แล้วเป็นประธาน ก.อ. ประธานคณะกรรมการอัยการ ท่านอรรถพล ใหญ่สว่าง ลูกน้องคนสนิทที่รับใช้ท่านมาตลอด เผอิญชื่อ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม


คุณปรเมศวร์ อยู่กับท่านอรรถพล มานานแล้ว เคยเป็นหน้าห้องท่านอรรถพล แล้วล่าสุดที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นผู้ตรวจการ ก็เป็นเพราะว่าเป็นคนสนิทของท่านอรรถพล ท่านผู้ชมตามผมมา ท่านพีระพันธุ์ ท่านเป็นอดีตผู้พิพากษา ท่านไม่ได้เป็นผู้พิพากษาแล้ว เหมือนกับท่านชูชาติ ศรีแสง อดีตหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกา ท่านออกความเห็นในเรื่องการเมืองเต็มที่ เรื่องกฎหมาย แต่ท่านเกษียณอายุแล้ว ท่านไม่ได้เป็น


แต่ท่านปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ท่านยังเป็นอัยการอยู่ ท่านมาซี้ซั้วออกเฟซบุ๊ก ออกความเห็นทางกฎหมายในเรื่องที่ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรืออย่างไรก็ตาม ในฐานะท่านเป็นอัยการ จากตำรวจจะต้องส่งมาอัยการอีกทีหนึ่ง ท่านมาพูดอย่างนี้ ท่านแทรกแซงคดีหรือเปล่า ? สมควรไหม ? ผมขอให้ท่านเลิกโพสต์ลงเฟซบุ๊กท่านได้เสียที จากนี้ไปท่านอรรถพล ท่านช่วยแจ้งให้ลูกน้องสุดที่รักของท่าน เฮ้ย ปรเมศวร์ หยุดดีกว่า เพราะว่าคุณปรเมศวร์ ยังรับราชการเป็นอัยการอยู่ จะมาชี้นำคดีหรืออย่างไร ? ท่านมีสิทธิที่จะพูดตามสิทธิของท่านได้ แต่ท่านมีกรอบที่ล้อมท่านเอาไว้ คือ เพราะท่านยังคงเป็นอัยการอยู่ แล้วท่านไม่ใช่เพิ่งทำนะ ท่านทำมาหลายครั้งแล้ว ท่านเงียบหายไปพักหนึ่ง เพราะท่านโดนสังคมกระหน่ำท่านในเรื่องคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา นี่ท่านเฮ้าเลี่ยนอีกแล้ว ท่านหยุดได้แล้ว เฟซบุ๊กท่าน อย่ามาพูดหรือออกความเห็น เพราะว่าผมเกรงว่าถ้าท่านยังขืนทำต่อไปในเรื่องนี้ คนเขาจะเข้าใจท่านผิด


มิหนำซ้ำท่านยังไปออกรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" ของนายดนัย พูดในทำนองเดียวกันหมด ท่านลืมตัวไปหรือว่าท่านคือใคร ? ท่านคืออัยการที่ยังรับราชการอยู่ และท่านเป็นถึงผู้ตรวจการ ท่านหยุดออกความเห็นได้ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Shut up ภาษาไทยเขาเรียกว่า หุบปาก ท่านต้องรู้สถานภาพของท่านเอง ท่านหยุดได้เลย ท่านกำลังชี้คดีใช่ไหม ทั้งๆ ที่ข้อหา เนื้อหาของคำพิพากษาศาลฎีกาอันนั้น กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับนายสกุลธร คนละเรื่องกัน แล้วท่านก็รู้ว่าอะไรที่พูดก็ไม่ได้แปลว่าศาลจะต้องคิดตามที่ท่านพูด คำถามคือ แล้วท่านพูดทำไม ? ท่านพูดโดยที่ท่านยังสวมหมวกเป็นอัยการอยู่ พูดทำไม ท่านยังไม่เกษียณอายุ รอให้ท่านเกษียณแล้ว ท่านลาออกจากอัยการแล้ว ท่านจบชีวิตอัยการ ท่านจะโพสต์เฟซบุ๊กวันละ 3 เวลา 5 เวลา 10 เวลา เชิญท่านทำตามสบาย


นี่คือประเด็นที่ผมต้องการพูด ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม ? ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมเกรงว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าใจผิดว่าท่านปรเมศวร์ รับงานตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ มา ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้รับหรอก เพียงแต่ว่าท่านพูด ท่านไม่คิด ท่านลืมตัว ท่านอยากดัง


ว่าแต่ว่า คดีที่เมาแล้วขับรถชนคนที่คดียังอยู่ที่อัยการนนทบุรี ตั้งนมตั้งนานแล้ว มันไปถึงไหนแล้วครับท่านปรเมศวร์

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็พอแก่กาลเวลาในเรื่องนี้ ก็เอาเป็นว่าอาทิตย์หน้าเราค่อยเจอกันใหม่ นี่ใกล้จะสิ้นปีแล้ว รายการสิ้นปีผมจะมีรายการพิเศษ แล้วคอยดูโพสต์ที่จะลงใน "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ คือวันพรุ่งนี้ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...