xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] ไม่ใส่ชุดนักเรียน “เสรีภาพ” หรือ “เอาแต่ใจ” - จอมพล ป. “วีรบุรุษ” หรือ “หัวหน้าโจร”

เผยแพร่:



“สนธิ”เชื่อ การที่ไทยปล่อยตัวนักโทษชาวอิหร่าน เป็นการทูตแบบลับๆ แลกเปลี่ยนกับการที่อิหร่านปล่อยนักวิชาการชาวออสเตรเลีย โดยไทยอาจได้สิ่งตอบแทนคือบริษัทคิงส์เกตอาจถอนฟ้องหรือลดค่าปรับกรณีปิดเหมืองทองอัคราฯ ชี้กรณีม็อบเด็กเรียกร้องแต่งชุดไปรเวตไปเรียนเป็นความคิดโหลยโท่ย มัวเล่นเรื่องกระพี้ แทนที่จะเรียกร้องเรื่องที่เป็นแก่นสารของการศึกษา แฉน้องชาย “ธนาธร” จ่ายเงิน 20 ล้าน หวังจะได้เช่าที่ดินทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทำเลทองใจกลางย่านธุรกิจ น่าจะเข้าข่ายติดสินบน แต่ทำไมอัยการไม่ฟ้อง ชี้กรณี “รุ้ง”ดีเบตกับ “ดร.อานนท์”แล้วโดนสอนมวยทุกเม็ด และ “เพนกวิน” อ้างหนังสือพิมพ์ฝรั่งแบบมั่วๆ ว่า ร.7 จะขายพระแก้วมรกต สะท้อนว่าแกนนำม็อบรุ่นนี้แท้ที่จริงแล้วกลวง ไม่ได้มีความรู้อะไรเลย มีแต่ความหลงตัวเอง อยาดพูดอะไรก็พูดไปตามอารมณ์ ชำแหละตัวตน “จอมพล ป.” ฮีโรของ “เพนกวิน” ที่แท้เป็นจอมเผด็จการ ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพราะหิวอำนาจและหิวเงิน ทำรัฐประหารให้ตัวเองได้เป็นนายกฯ พยายามล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ยึดวังศุโขทัยของรัชกาลที่ 7 สร้างตราประจำตัวรูปไก่เหยียบคฑาที่มีหัวเป็นครุฑ เพื่อแสดงว่าตัวเองอยู่เหนือสถาบัน จอมพล ป.จึงเป็นตัวพ่อของขบวนการล้มเจ้า และสืบทอดมาถึงหลานเหลนอย่าง “เพนกวิน”ที่เทิดทูนจอมพล ป.ยิ่งกว่าพ่อตัวเอง

วันที่ 4 ธ.ค.63 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะมาพูดถึงเรื่องราวที่นักเรียนเลว ย้ำต้องแต่งตัวได้อย่างเสรี จริงๆ แล้วมันคือ “เสรีภาพ” หรือ “เอาแต่ใจ” ผลที่ตามมาของเรื่องนี้เป็นอย่างไร? นอกจากเรื่องของการแต่งไพรเวตไปโรงเรียนของกลุ่มนักเรียนเลว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพูด ตลกร้ายของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายธนาธร ยัดเงินใต้โต๊ะ หวังหาประโยชน์จากที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษตริย์ ในขณะที่ธนาธรพยายามโจมตีสถาบันฯ มากระชากหน้ากาก จอมพล ป. ที่เป็นไอดอลของเพนกวิน และกลุ่มคณะราษฎร 2563 แท้จริงแล้วเป็นวีรบุรุษ หรือหัวหน้าโจร

และพูดถึงการทำหน้าที่ของ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร จริงๆ แล้วยืนอยู่จุดไหน อีกทั้งยังมีเรื่องที่เพนกวินพูดจาให้ร้ายรัชกาลที่ ๗ เรื่องขายพระแก้วมรกต เรื่องจริงเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep.62 ไม่ใส่ชุดนักเรียน “เสรีภาพ” หรือ “เอาแต่ใจ” - จอมพลป. “วีรบุรุษ” หรือ “หัวหน้าโจร”



คำต่อคำ SONDHI TALK [4 ธ.ค. 63] : จอมพล ป. วีรบุรุษ หรือ หัวหน้าโจร

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563 วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ 5 ธันวาคม แล้ว เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ของรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงมีคุณูปการกับพวกเราอย่างมาก 70-80 ปี พระองค์ท่านปกครองแผ่นดิน ให้ความอบอุ่นกับพวกเรา แล้วก็ให้ธรรม เป็นคนที่ปกครอง โดยมาจากพระองค์ท่านให้กับพวกเราทุกคน พวกเราพร้อมใจกันระลึกถึงพระองค์ท่าน


ท่านผู้ชมครับ อาทิตย์นี้มีหลายเรื่อง เรื่องแรก คือ เบื้องหลังอิหร่านปล่อยตัวนักจารชนออสเตรเลีย มีหลายคนสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องอะไร และทำไมในเวลาเดียวกันประเทศไทยก็ปล่อยตัวนักโทษอิหร่านกลับอิหร่านไป เดี๋ยวฟังกัน


เรื่องที่สอง คือเรื่องชุดนักเรียน เป็นเสรีภาพ หรือเอาแต่ใจตัวเอง ? ท่านผู้ชมตามมา ผมมีข้อคิดอะไรหลายๆ อย่างให้คิด


เรื่องที่สาม เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูด ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าน้องชายคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะซึ่งพี่ชายพยายามจะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ตัวน้องชายก็พยายามจะทำมาหากินกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์


เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องเก่า แต่ผมมีมิติมุมมองอีกแบบหนึ่งที่เสริมเติมไป คือการถกเถียงกันระหว่างคุณรุ้ง หนูรุ้ง ปนัสยา กับอาจารย์อานนท์ โดยมีคุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นหลาวเอียงไป


เรื่องที่ห้า คือเรื่องที่นายเพนกวิน ใส่ร้ายรัชกาลที่ 7 ขายพระแก้วมรกต

เรื่องสุดท้าย คือเรื่อง ฉีกหน้ากากวีรบุรุษคณะราษฎร 2563 ที่นายเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ เทิดทูนเหลือเกิน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผมจะเอาเบื้องหน้าเบื้องหลังมาเล่าให้ฟังว่า ไม่ใช่วีรบุรุษ คือมหาโจรคนหนึ่งนี่เอง แต่คนไม่รู้ หรือรู้ พวกนี้รู้ แต่ไม่ยอมพูด


แต่ก่อนจะเข้ารายการ พูดสั้นๆ เรื่องนายโจชัว หว่อง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญประเทศไทยพิพากษาเรื่องของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ศาลแขวงที่ฮ่องกงก็พิพากษา ตัดสินจำคุกนายโจชัว หว่อง เป็นเวลา 13 เดือน น.ส.แอกเนส โจ 10 เดือน และนายอีแวน ลัม 7 เดือน ท่านผู้ชมครับ ต้องถือว่าน้อยมาก ไม่มาก ไม่ถึงปี 1 ปี 1 เดือน ผมคิดว่าประเทศจีนจงใจที่จะให้ลงโทษไม่หนักนัก เพราะว่าผมเห็นเขาลงโทษกันในประเทศจีน จำคุกตลอดชีวิต จำคุก 50 ปี ประหารชีวิต แต่พอมาตรงนี้ข้อหาซึ่งร้ายแรงมาก เขาจำคุกเพราะเขาจงใจจะทำให้มันดูเบา เพื่อไม่ได้เป็นที่ติฉินนินทา แล้วเหมือนกับว่าเป็นการสั่งสอนพวกรุ่นหลังๆ ว่ามึงอย่าซ่านะ ท่านผู้ชมครับ ผมยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะถึงคิวคณะราษฎร 2563 แต่เชื่อผมเถอะ ไม่นานเกินรอ

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 หรือประมาณสัก 8 ปีที่แล้ว มีชายชาวต่างชาติ ชาวอิหร่าน 3 ท่าน ได้ก่อระเบิดให้เกิดขึ้นที่สุขุมวิท ซอย 71 มีการประกอบระเบิดแสวงเครื่องผิดพลาด เลยทำให้บ้านที่อยู่ใกล้เคียงระเบิด เสียหายรุนแรง บาดเจ็บ 5 คน หนึ่งในคนร้ายที่หลบหนีออกมา ออกมาในสภาพเลือดอาบ เพราะว่าตัวเองโดนระเบิดที่ตัวเองก่อด้วย แล้วก็เลยเอาระเบิดขว้างใส่มือตำรวจ แต่ว่าระเบิดเกิดไประเบิดใกล้ตัว ทำให้ขาขาด คนร้าย 3 คนนี้ก็เลยถูกจับ เป็นชาวอิหร่าน ถูกศาลพิพากษา หนึ่งในนั้นถูกพิพากษาจำคุก 15 ปี และนี่คือการก่อเหตุที่ร้ายแรง แต่ผิดพลาดเลยไปโดนจับ ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังที่ชาวอิหร่าน 3 คนนั้น วางระเบิด ถูกส่งตัวมาเพื่อทำภารกิจลับอันใดบ้าง ก็มีการคาดคะเนกันไปต่างๆ นานา แต่ที่ค่อนข้างจะมีเหตุผลและใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ก็คือชาวอิหร่านทั้ง 3 คนนั้น มาเพื่อที่จะวางระเบิดให้มีผลกระทบกับชาวยิว หรือชาวอิสราเอลที่อยู่แถวๆ นั้น


ต่อมา เมื่อประมาณสักไม่นานมานี้เอง ชาวอิหร่าน สำนักข่าวอิหร่าน ก็ได้แถลงว่า ได้ปล่อยตัวนักโทษชาวออสเตรเลีย ที่เป็นนักวิชาการหญิง เชื้อสายอังกฤษ ซึ่งถูกกักขังข้อหาจารกรรมเอาไว้ 2 ปีกับ 3 เดือน โดยถูกกักขังที่คุกขังเรือนจำกลางทะเลทรายที่เมืองการ์ชาก ของอิหร่าน มาแล้ว 2 ปี 3 เดือน

สองเหตุการณ์นี้ คนละประเทศ ของเรามีชาวอิหร่าน 3 คน คนหนึ่งพ้นโทษไปแล้ว จากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ ก็กลับไปแล้ว เหลือ 2 คน ถูกปล่อยตัวพร้อมๆ กันกับที่ทางอิหร่านได้ปล่อยตัวนักจารกรรมหญิงคนนี้ ชื่อ ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต (Dr. Kylie Moore-Gilbert) เป็นนักวิชาการทางด้านตะวันออกกลาง ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น โดยที่ถูกอิหร่านจับข้อหาเป็นสปายให้กับชาวยิว ซึ่งมาแฝงตัวอยู่ในประเทศอิหร่าน ซึ่งเธอก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา ตามปกติธรรมดา ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่ว่า ท่านผู้ชมครับ ผมจะเล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฟังเพื่อประกอบการพิจารณาจากการบรรยายของผมในวันนี้ให้ฟังนิดหนึ่ง


ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต ถูกพยายามจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอิสราเอล ที่จะเจรจาให้อิหร่านปล่อยตัวออกมามานานแล้ว ถึงขนาดเสนอจ่ายเงินเป็นค่าไถ่มูลค่า 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 พันล้านบาท แต่อิหร่านก็ปฏิเสธ ไม่ยอมเจรจาด้วย อาจจะเป็นเพราะว่า ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต คนนี้ กำความลับอะไรที่เยอะแยะไปหมด เพราะในข้อเท็จจริงแล้วผมเชื่อว่า ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต นั้น คงจะทำงานให้หน่วยสืบราชการลับ ถ้าไม่ใช่หน่วยมอสซาด ของอิสราเอล ก็ต้องเป็น CIA ของอเมริกา หรือว่าเป็นหน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย ซึ่งทั้ง 3 หน่วยสืบราชการลับ ออสเตรเลีย อิสราเอล และอเมริกานั้น เชื่อมโยงข้อมูล แบ่งปันกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ในที่สุดแล้ว ขนาดเจรจามาหลายปี ให้เงินให้ทอง ก็ยังไม่ตกลงกัน ปรากฏว่าจู่ๆ ก็ถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งทุกคนงงกันไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่แน่ๆ คือ ออสเตรเลียไม่งง เพราะออสเตรเลียรู้อยู่แล้วว่า ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต จะต้องถูกปล่อยตัว เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังถึงทฤษฎีของผม แต่ขณะเดียวกัน นักโทษอิหร่านอีก 2 คน ที่ถูกปล่อยตัวเช่นกันจากเมืองไทย แล้วส่งกลับไปอิหร่าน


ท่านผู้ชมครับ อธิบดีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยท่านได้ชี้แจงออกมาว่า การปล่อยตัวนั้น เป็นปกติธรรมดา เพราะว่ามีข้อตกลงกันในระหว่างประเทศต่างๆ ว่า ถ้านักโทษคนใดคนหนึ่ง สัญชาติอิหร่าน หรือสัญชาติอะไรก็ตาม ติดคุกอยู่ในประเทศไทย เป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วเจ้าตัวมีเจตจำนงหรือความประสงค์ที่จะให้ส่งตัวกลับไปประเทศตัวเอง และประเทศตัวเองไม่ขัดข้องที่จะรับนักโทษคนนี้มาเพื่อไปรับโทษต่อ ซึ่งโดยหลักการก็คือ อธิบายว่าไปรับโทษต่อที่เหลือ แต่จริงๆ แล้ว กลับไปแล้วก็จะถูกปล่อยตัว เหตุผลก็เพราะว่ามีคดีหลายคดี อย่างเช่น คดียาเสพติด โทษของประเทศไทยแรงมาก ในขณะซึ่งโทษบางโทษ ซึ่งชาวอิหร่านขนยาเสพติดแล้วโดนจับได้ ถูกจำคุก 20 ปี แต่ในโทษลักษณะเดียวกันในอิหร่านโทษแค่ 3 ปี เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะปล่อยตัวก็สูง แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ ท่านผู้ชม


ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า นักโทษ 2 คนนี้เคยพยายามที่จะส่งตัวกลับไปอิหร่าน ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรกที่สำเร็จ หลายครั้งแล้ว แต่ประเทศที่คัดค้านตลอดเวลา ก็มีออสเตรเลีย มีอิสราเอล และมีอเมริกา เหมือนกับว่าเขารู้ว่าสองคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย คัดค้าน ไม่ให้ส่งตัวกลับอิหร่าน คัดค้านมาตลอด คำถามคือว่า ทำไมปล่อยตัวครั้งนี้ถึงได้ปล่อยโดยไม่มีใครคัดค้านเลย ท่านผู้ชมครับ ในทฤษฎีของผมก็คือว่า งานนี้คนที่เป็นพระเอก คือประเทศไทย ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ไทยปล่อยตัวพวกนี้ สองคนนี้ กลับ อิหร่านปล่อยตัว ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต สุภาพสตรีอายุ 33 ปี หน้าตาดี ออกเช่นกัน ทั้งๆ ที่เคยมีการเจรจามาตลอดเวลาในรอบ 2 ปี 3 เดือน ที่ ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต ถูกจับคุมขังอยู่ แต่ไม่สำเร็จ แต่ทำไมงวดนี้สำเร็จ และไม่มีเรื่องมีราว อิหร่านตัดสินใจปล่อยตัวทันทีเลย แล้วไทยก็เช่นกัน สองคนนี้ คือนายมาซูด เซดากาตซาเดห์ และนายซาอิด โมราดี ถูกปล่อยตัวโดยที่อิสราเอล และออสเตรเลีย ไม่คัดค้านเช่นกัน


ท่านผู้ชมครับ งานนี้คนที่อยู่ในวงการทูต หรือคนที่อยู่ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ หรือวงการสายลับ รู้แน่นอนว่า มีการแลกเปลี่ยนกันแน่นอน โดยคนที่ดำเนินการแลกเปลี่ยนคือประเทศไทย ออสเตรเลียได้คนของตัวเองกลับไป หลังจากเจรจามาสองปีกว่า อิหร่านก็ได้คน 2 คน ซึ่งอาจจะเป็นคนของอิหร่าน หรือจะเป็นหน่วยงานอะไรของอิหร่านก็ได้ หน่วยงานสืบราชการลับ หรือหน่วยงานอะไรที่ส่งมาเพื่อปฏิบัติการลับแล้วถูกจับได้ กลับไปเช่นกัน โดยที่แต่ละฝ่ายไม่มีใครคัดค้านเลยแม้แต่นิดเดียว

ท่านผู้ชมคิดตามผมมา มันต้องมีอะไร ใช่ไหม ? มันต้องมีแน่นอน ข้อตกลง ข่าวที่ผมได้มาก็คือว่า มีการตกลงกันว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในสถานภาพที่สามารถจะเจรจาได้กับประเทศอิหร่าน และอิหร่านบอกว่าเขาต้องการขอนักโทษ 2 คนนี้กลับ ออสเตรเลียก็บอกว่าได้ ฉันก็ต้องขอนักโทษคนนี้กลับ เอ๊ะ แล้วทำไมตกลงกันได้ ? เป็นไปได้ไหมว่ามีเรื่องราวต่างๆ ที่ให้คำมั่นสัญญากัน ว่า ถ้าทำเช่นนี้แล้ว อิหร่านได้รับนักโทษกลับไป ออสเตรเลียได้รับ ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต กลับไป แล้วออสเตรเลียจะต้องทำอะไรบางอย่างให้กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นตัวกลางในการเจรจา หลายอย่าง ผมเดาเอานะ ว่าอาจจะเกี่ยวกับเหมืองทอง อัคราไมนิ่ง ของบริษัท คิงส์เกตฯ


นี่ผมคิดของผมเองนะครับท่านผู้ชม ผมไม่ยืนยันข้อเท็จจริงตรงนี้นะครับ บางท่านอาจจะบอกว่า คุณสนธิ มโนหรือเปล่า ถ้าคิดว่าผมมโน ก็ถือว่าผมมโนแล้วกัน แต่ผมคาดการณ์ว่า ออสเตรเลียคงได้รับการติดต่อว่า ถ้าทำอย่างนี้ คุณได้คนของคุณกลับมา คุณจะต้องช่วยประเทศไทยในการเจรจากับบริษัทเหมืองทองอัครา ของบริษัท คิงส์เกตฯ ที่ออสเตรเลีย ที่ฟ้องประเทศไทยในการใช้มาตรา 44 ยกเลิกสัมปทานของเหมืองทองอัครา ซึ่งบริษัท คิงส์เกตฯ ที่ออสเตรเลีย เป็นเจ้าของ รัฐบาลออสเตรเลียอาจจะต้องคุยกับบริษัท คิงส์เกตฯ ในออสเตรเลีย ว่า เราช่วยกัน คุณทำให้รัฐบาลออสเตรเลียสามารถจะรับคนของเรากลับมาได้ ดร.ไคลี มัวร์-กิลเบิร์ต คุณมีทางไหมที่จะถอนฟ้องประเทศไทย อาจจะไม่ถึงขั้นถอนฟ้อง หรืออาจจะบอกว่า 73,000 ล้าน ก็เหลือแค่ 10,000 ล้าน ก็ได้ เป็นการลดราคาไป

แน่นอน อิหร่านก็ได้คนของตัวเองกลับไป 2 คน ตามที่ต้องการ สามารถกลับได้โดยที่ประเทศที่คัดค้าน ก็เลิกคัดค้าน ท่านผู้ชมครับ ถ้าอิสราเอล ออสเตรเลีย อเมริกา คัดค้านการส่งนักโทษคนนี้กลับไปอิหร่านมาตลอด แล้วจู่ๆ ไม่คัดค้าน ผมคิดว่าทฤษฎีของผมน่าจะมีน้ำหนัก เชื่อถือได้ว่าต้องมีการเจรจาตกลงกัน


อีกประการหนึ่ง ออสเตรเลีย กับไทย ก็เพิ่งจะมีการเซ็นสัญญากัน ล่าสุด ว่าขอเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ แล้วก็แน่นอนที่สุด เมื่อเราดูข่าวแล้ว นายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ก็ปฏิเสธว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งออสเตรเลีย กับไทย และอิหร่าน กับไทยนั้น ล้วนแล้วแต่มีสัญญาที่ผูกมัดกันทั้งสิ้น ออสเตรเลีย กับไทย เพิ่งจะเซ็นสัญญายกระดับความสัมพันธ์ออสเตรเลียสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ส่วนทางสถานทูตอิหร่านในประเทศไทยก็ยืนยันว่า ไทยกับอิหร่านมีสนธิสัญญาโอนนักโทษ มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2554 เพราะฉะนั้นแล้ว การที่โอนส่งมามันก็เป็นหลักการซึ่งทำอยู่แล้ว แต่คำถามซึ่งอิหร่านไม่กล้าตอบ ก็คือว่า แล้วทำไมการพยายามโอนมาหลายครั้งถึงถูกคัดค้าน กรณีทางไทยก็อ้างว่าการปล่อยตัวครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแลกตัว แต่สำหรับผมแล้ว มองเกมแล้ว เป็นการแลกตัว


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็จะอ้างว่า เป็นปกติธรรมดา สำหรับผมแล้ว ตั้งคำถามว่า ไทยเราได้อะไรจากการโอนตัวนักโทษกลับไปครั้งนี้ ? คุณธานี แน่นอนที่สุด ซึ่งท่านเป็นโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ก็ว่า ได้ในแง่มนุษยธรรม bla bla bla ... คือคำแถลงพวกนี้ไร้สาระ สิ่งที่มีสาระที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าไทยมีส่วนในการทำให้การเจรจาระหว่างออสเตรเลีย กับอิหร่าน ได้สำเร็จ ด้านหนึ่งอาจจะเป็นผลงานของเรา อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นคำถามที่ต้องตามมา ต้องอธิบายว่า แล้วประเทศไทยได้อะไรจากงานนี้ อุตส่าห์เปลืองเนื้อเปลืองตัวมาทำ

สำนักข่าวอัลจาซีรอ ให้คำจำกัดความของการแลกตัวครั้งนี้ว่า Quiet Diplomacy หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า เป็น "การทูตแบบเงียบๆ" และ "การทูตตัวประกัน" (Hostage diplomacy) หมายความว่า อิหร่านจับนักวิชาการออสซีเป็นตัวประกัน เพื่อเจรจากดดันต่อรองแบบเจรจาลับๆ ให้ทางการไทยผ่านทางออสเตรเลียให้ไทยส่งตัวนักโทษอิหร่านกลับไป


ข่าวที่ใหญ่แบบนี้ ไม่มีการแถลงข่าวจากไทย คนไทยรับรู้ข่าวนี้จากข้างนอกมาก่อน จากสำนักข่าวและแหล่งข่าวทางการและแหล่งข่าวไม่เป็นทางการ จากสำนักข่าวอัลจาซีรอ จากสำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ มีทั้งข่าวทางการออสเตรเลียให้ความเห็นเฉพาะมุมของเขา แต่ของไทย กระทรวงการต่างประเทศไม่ชัดเจน ทำให้ผมยิ่งมีความเชื่อมั่นว่าเป็นการเจรจาการทูตแบบลับๆ ท่านผู้ชมครับ ผมพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ ผมบอกว่า น่าสังเกตว่าชาติมหาอำนาจไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวนักโทษอิหร่านในไทยเหมือนเคย ทั้งๆ ที่ข่าวใหญ่นี้มีความสำคัญกับงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศต่อเนื่องมาหลายปี และเรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่ออสเตรเลีย กับอิหร่าน เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลด้วย เพราะนักโทษอิหร่านที่ติดคุกที่ไทยโดนข้อหาร้ายแรงก่อเหตุระเบิดที่ตั้งเป้าโจมตีนักการทูตอิสราเอลในไทย ขณะที่นักวิชาการออสเตรเลียที่ถูกปล่อยตัวออกมา ทางอิหร่านก็เชื่อว่าทำงานให้อิสราเอล สำนักข่าวระบุว่า ทำงานให้กับขบวนการไซออนิสต์ (Zionism) ตามสำนักข่าวบีบีซี ได้รายงาน

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเกี่ยวข้องกับอิสราเอลด้วย เป็นสายลับ อิสราเอลก็ต้องการนักวิชาการคนนี้กลับมาด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ใช้เวลา 2 ปี ที่ออสเตรเลีย เจรจากับอิหร่าน เป็นไปได้ว่าออสเตรเลียไปคุยกับอิสราเอล จึงเกิดดีล (deal) แลกนักโทษอิหร่านที่ติดคุกไป ท่านผู้ชมครับ อย่าลืมว่าไทย-ออสเตรเลียมีคดีเหมืองทองอัคราเป็นข้อพิพาท ระหว่างรัฐบาลไทย กับบริษัท คิงส์เกตฯ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมเชื่อว่าสำหรับไทย ซึ่งการเล่นบทเป็นโซ่ข้อกลาง ประสานให้ทุกคนพอใจ จึงอาจจะจบลงด้วยข่าวดี บริษัทออสเตรเลียจะถอนฟ้องคดีเหมืองทองอัครา โดยไม่มีข้อเรียกร้อง เป็นไปได้ไหม ? หรือว่าโดยที่เจรจากันดีๆ แล้วอาจจะลดราคาค่าชดเชยลงมาเป็นจำนวนที่น้อยที่สุด ที่ไทยพอใจ ? เป็นไปได้มาก แต่ท่านผู้ชมครับ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ผมไม่ยืนยัน การปล่อยตัวนักโทษอิหร่าน 2 คน ในเวลาเดียวกับที่อิหร่านปล่อยตัวนักโทษข้อหาจารกรรมออกจากอิหร่าน กลับออสเตรเลีย ไม่ใช่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ต้องเป็นไปตามการเจรจาการทูตแบบลับๆ และไทยมีบทบาทอย่างสูงที่สุดในเรื่องนี้


ท่านผู้ชมครับ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีข่าวชิ้นหนึ่ง จริงๆ ก็เป็นข่าวที่ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไรนะ แต่ผมก็อยากจะตั้งเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนสักนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกบรรดาเด็กที่ตั้งชื่อตัวเองว่า "นักเรียนเลว" และผมก็ยืนยันนะครับ หลังจากดูข่าวชิ้นนี้แล้วผมก็มั่นใจว่าพวกคุณนี่เลวจริง ไม่ใช่เลวปลอม นั่นคือ "ชุดนักเรียน เสรีภาพ หรือการเอาแต่ใจตัวเอง" ท่านผู้ชมคงรู้ว่าขบวนการเด็กเลวนั้น โดยมีเบื้องหลังก็คือคนอย่างคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังและผลักดันให้เด็กแสดงสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ตั้งแต่ไปล้อมกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ไปก่นด่าคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าโรงเรียนโหลยโท่ย ไม่ดี ไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพ บังคับเด็ก เด็กน่าจะไว้ผมได้ แทนที่จะไว้ผม ผู้หญิงก็ไว้แค่หู หรือผู้ชายก็ต้องตัดเกรียน จนกระทั่งลุกลามไปเรื่อยๆ แล้วก็แน่นอนที่สุด ข้อเท็จจริงก็คือว่า กระทรวงศึกษาฯ ก็มีปัญหามากในเรื่องของคุณภาพการศึกษา ในเรื่องของการไม่สามารถจะควบคุมครูอาจารย์ที่มาสอนเด็ก แล้วก็สอนให้ดี ให้ได้ดี แล้วก็ยังไม่สามารถที่จะยุติได้อย่างเด็ดขาดในเรื่องที่ครูล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กนักเรียนผู้หญิง ก็ว่ากันไป


แต่เรื่องการแต่งไพรเวตเข้ามาโรงเรียน มันเป็นเรื่องที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นบ้างนิดหนึ่ง ตามข่าวที่ผมเห็น มีอยู่ ... นักเรียนทั่วไป เขาคำนวณดูแล้วไม่เกิน 500 คน จากทั่วประเทศ ที่แต่งไพรเวตเข้าไป แล้วก็มีเรื่องมีราวกันพอสมควร อย่างเช่น ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา คุณวิสิทธิ์ ใจเถิง ก็ให้สัมภาษณ์ว่า มีเด็กแต่งไพรเวตมา ชูป้ายเรียกร้อง แล้วก็กรณีบอกว่าโรงเรียนกีดกัน ไม่ให้เด็กนักเรียนสวมใส่ชุดไพรเวตตามการจัดกิจกรรม กิจกรรมของเขาตามแฮชแท็ก คือ #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ ของกลุ่มที่เรียกว่า "นักเรียนเลว" มาโรงเรียนในวันนี้ พวกนี้เลวจริงๆ ท่านผู้ชม


ทีนี้ คุณวิสิทธิ์ ก็ยืนยันในหลักการของระเบียบของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขาก็เลยแยกเด็กไปพูดคุยที่เรือนไทย พิพิธภัณฑ์ของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา พูดง่ายๆ ว่า ก็เหมือนกึ่งๆ เป็นห้องประชุม เข้าไปเพื่อหารือร่วมกันในส่วนที่เป็นนักเรียนและตัวแทนผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ซึ่งพูดคุยทำความเข้าใจกัน เขาก็ยืนยันว่าเขาเข้าใจว่าเด็กต้องการจะแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ และจะแต่งชุดไพรเวตมาวันนี้วันเดียวเท่านั้น เขาก็เลยอะลุ้มอล่วย แยกย้าย ให้เข้าเรียนได้ ผมเข้าใจว่าเด็กที่แต่งชุดไพรเวตก็ได้เข้าเรียนได้ แต่พอมาอีกโรงเรียนหนึ่ง หอวัง

โรงเรียนหอวัง เอาจริงกับเด็ก ก็คือว่า เขาเตือนนักเรียนไม่แต่งเครื่องแบบว่ามีโทษขั้นเด็ดขาด หอวัง ประกาศตามระเบียบโทษหนักที่สุดของโรงเรียน ส่วนเขมะสิริอนุสสรณ์ บดินทรเดชา เขาขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง


30 พฤศจิกายน 2563 โรงเรียนหอวัง ออกประกาศเรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับครูในการดูแลนักเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยใจความสำคัญข้อที่ 5 โรงเรียนหอวัง บอกว่า ให้ดูแลการแต่งกายของนักเรียนให้อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนหอวัง ข้อที่ 6 กรณีพบนักเรียนแต่งกายไม่เป็นไปตามระเบียบแนวปฏิบัติ ข้อตกลงของโรงเรียน ครูเวรประจำวัน ครูที่ปรึกษา หรือครูผู้ฝึกสอน ดังนี้ (1) ให้ครูที่พบนักเรียนไปที่หอประชุมโรงเรียน เพื่อรับฟังคำสั่งชี้แจง และทำความเข้าใจกับนักเรียน (2) แจ้งผู้ปกครอง และเชิญผู้ปกครองมารับทราบ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือดูแลนักเรียน (3) ในกรณีที่นักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบ ดื้อแพ่ง และในแนวทางปฏิบัติ โรงเรียนได้ให้นักเรียนและผู้ปกครองลงชื่อยืนยันรับรองข้อมูลว่าคุณไม่สามารถปฏิบัติได้ เพื่ออะไร ? เพื่อที่จะให้เด็กคนนั้นไปหาที่เรียนใหม่


ผมนี่อยากจะปรบมือให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ท่านผู้ชมครับ ตามผมมานิดหนึ่ง ความจริงสำหรับผมแล้ว ผมเป็นคนที่เกลียดยูนิฟอร์ม แต่ผมก็เป็นคนยอมรับยูนิฟอร์ม เพราะว่าการที่คนเราจะต้องมียูนิฟอร์มนั้น มันแสดงออกถึงความจำเป็นที่โรงเรียนจะต้องมียูนิฟอร์มเพื่อแบ่งส่วนออกมาว่า นี่คือเด็กนักเรียน เครื่องแบบ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำของสังคม เพราะสังคมมีความเหลื่อมล้ำตลอดเวลา

ท่านผู้ชมครับ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการที่จะเรียกร้องเรื่องการแต่งไพรเวต ทำไมไม่เรียกร้องเรื่องที่เป็นแก่นสารของการศึกษา เช่น คุณภาพครูอาจารย์ คุณภาพการศึกษา การปรับปรุงทักษะภาษาอังกฤษ หลักสูตรทางวิชาการ ไม่ใช่มาสู้เรื่องเปลือกกระพี้ อย่างทรงผม หรือชุดนักเรียน และที่ผมสงสารและสังเวชจริงๆ คุณธนาธร มาพูดได้อย่างไร บอกว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิเสรีภาพ ให้เลิกกดขี่เสียที คุณธนาธร ครับ คุณไปบอกคุณแม่คุณนะ คุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ทำไมไม่เอาเงินที่คุณมีเป็นหลายหมื่นล้านมาตั้งโรงเรียน ให้เป็นโรงเรียนนักเรียนเลว เอาไปอยู่โรงเรียนที่คุณสอนเลย แล้วแต่งไพรเวต แต่งอะไรก็ได้เรื่องของคุณ ตามที่คุณบอกว่าเป็นการกดขี่ ถ้าใส่เครื่องแบบ กดขี่ แล้วคุณให้พนักงานบริษัท ไทยซัมมิท นี่กดขี่เขาหรือเปล่า


ทหารแต่งไพรเวตได้ไหม กดขี่นี่ เครื่องแบบ เครื่องแบบคือแยกแยะงานที่คนๆ หนึ่งทำและรับผิดชอบ ให้รู้ว่าเครื่องแบบนี้เป็นของหน่วยงานใด นักศึกษา นักเรียน นี่คือเครื่องแบบนักเรียน

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่เคยเห็นโรงเรียนหลายๆ โรงเรียนมีปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว มาแตร์เดอี พูดชัดเจนกับผู้ปกครองเด็ก ถ้าจะแต่งไพรเวต เอาลูกออกไปเลย ไปเรียนที่อื่น เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ก็ไม่มีปัญหา สาธิตจุฬาฯ ก็ไม่มีปัญหา ทำไมต้องมีปัญหากับเฉพาะโรงเรียนบางโรงเรียน ผมไม่อยากจะพูดว่า อาจจะเป็นเพราะบางโรงเรียนที่มีปัญหานั้น คุณภาพมันด้อย แล้วมีเด็กเลว โหลยโท่ยพวกนี้เข้าไปเรียนเยอะ ที่ผมเจ็บใจและผมไม่เข้าใจ คือพ่อแม่ของเด็กพวกนี้ คุณใช้สมองส่วนไหนคิด คุณใช้หัวแม่เท้าคิดหรือเปล่า ที่คุณให้ท้าย สนับสนุนลูกคุณให้แต่งไพรเวตไปโรงเรียนได้ คุณบ้าหรือเปล่า ทำไมคุณไม่ให้ท้ายลูกคุณไปบอกครูนะ หรือไปรวมตัวกันนะ แล้วเรียกร้องหน่อยว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยเรา ของโรงเรียนนี้ อยากจะพัฒนาเพิ่มเติมขึ้น อยากให้ภาษาอังกฤษของพวกลูกๆ เรียนดีขึ้น และที่สำคัญ เป็นไปได้ไหม ให้พวกลูกๆ เรียนพิเศษน้อยลง ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ขอให้การเรียนในชั้นมีคุณภาพมากพอที่จะทำให้คุณภาพของลูกสูงพอโดยที่ไม่ต้องไปเรียนพิเศษ ตรงนี้คุณคิดได้ไหม


แล้วที่ทุเรศที่สุด มีแม่ของเด็กคนหนึ่งไปแจ้งความตำรวจว่า โรงเรียนหอวังไปจำกัดสิทธิ์ ผมนี่นะ ไม่อยากจะใช้คำพูดที่มันหยาบคาย พูดและตำหนิคุณแม่ของเด็กคนนั้น แต่ผมคิดว่าคุณแม่ของเด็กคนนั้นน่าจะเอาลูกตัวเองออกจากหอวังเสีย คุณรู้หรือเปล่า โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นชรูว์สบิวรี่ ไม่ว่าจะเป็นรีเจ้นท์ ไม่ว่าจะเป็นโน่นนี่ เขาก็มีเครื่องแบบของเขา ไม่เห็นมันเสียหายตรงไหน แล้วคุณรู้ไหมว่าผลของการแต่งไพรเวตมันมีอะไรบ้าง รู้หรือเปล่า ? ไม่รู้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง


หนึ่ง ถ้าคุณให้แต่งไพรเวตกันได้ ต้องแข่งขันกันแต่งแล้วคราวนี้ คุณคิดว่าเด็กไม่แข่งขันกันหรือ เดี๋ยวพอแต่งไพรเวตได้ อีกหน่อยก็ต้องเรียกร้องให้ทาเล็บได้แล้ว ให้ทาปากได้แล้ว ขอคืบ อีกหน่อยก็จะเอาศอกแล้ว พอได้คืบ ได้ศอก อีกหน่อยจะเอาวาแล้ว แข่งขันกันแน่นอน พอแข่งขันกันเสร็จแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า แต่งตัวกันเกินหน้าเกินตา ลูกคนรวยก็ไปใส่ชุดที่ราคาแพง สะพายกระเป๋า PRADA สะพายกระเป๋า Chanel, Hermes เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ลูกคนจนทำอย่างไรล่ะ ก็กางเกงยีนส์ตัวหนึ่ง รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่ง ลำพังทุกวันนี้ขนาดให้แต่งชุดนักเรียน แม้กระทั่งรองเท้าผ้าใบก็ยังเอาชนะคะคานกัน ของกูยี่ห้อดีกว่า ดูสิ ของกูมีเส้นตรงนี้ ของกูมีโค้งตรงนี้ ทุกคนรู้ว่ารองเท้าผ้าใบยี่ห้อนี้แพง และเป็นที่ต้องการอย่างมากๆ คุณต้องการให้สังคมนักเรียนเป็นสังคมอย่างนี้หรือ ?


เมื่อความไม่เท่าเทียมกันมันเกิดขึ้น สังคมมันมีความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว แน่นอนที่สุด คุณยิ่งทำอย่างนี้ คุณยิ่งทำให้ลูกคุณโดดเด่น แล้วคนที่ไม่มีเงินมันมีความรู้สึกด้อยค่า และในที่สุดแล้ว ท่านผู้ชมเชื่อไหม มันจะบังคับโดยปริยายทางอ้อมให้เด็กหลายคนที่อยากได้เงินได้ทองเพื่อมาซื้อเสื้อผ้าแข่งกับเพื่อน คิดที่จะทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนการจำหน่ายยาอี ยาบ้า โน่นนี่นั่น หรือแม้กระทั่งขายเนื้อขายตัว เพื่อเอาตัวไปแลก เพื่อเอาเงินมาซื้อ iPhone 12 ยกตัวอย่างง่ายๆ หรือเพื่อเอาเงินมาซื้อกระเป๋าสวยๆ สักใบ


ท่านผู้ชมครับ อีกข้อหนึ่งคือ เมื่อแต่งไพรเวตแล้ว ต้องมีการลงทุนซื้อเสื้อผ้ากัน แล้วใครควักเงินล่ะ ? ผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นผู้ปกครองงี่เง่าที่สนับสนุนให้ลูกตัวเองแต่งไพรเวตได้ ถ้าไม่ให้แต่ง เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ พวกคุณมันสันขวาน คิดให้เป็นหน่อยสิ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า เด็กจะเกิดความเครียด ท่านผู้ชมไม่เหมือนผม ผมอายุมากแล้ว 73 ผมแต่งตัวอย่างไรก็ได้ แต่ท่านผู้ชมหลายคนที่ต้องไปทำงานตอนเช้า เคยมีความรู้สึกไหมว่า ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วยืนจังงัง เหมือนกับโดนเวทย์มนต์เสกว่า วันนี้จะใส่อะไรดีวะ ตัวนี้เมื่อวานใส่ไปแล้ว อีกตัวหนึ่ง ยัยผกาแก้ว ใส่มามันซ้ำกับฉัน นึกออกไหมท่านผู้ชม แล้วท่านผู้ชมไม่คิดว่าเด็กมันจะเครียดหรือ เพราะว่าการแต่งตัวไพรเวต คือการไปแข่งขันกัน โอ้อวดที่โรงเรียน ท่านผู้ชมเห็นหรือยังที่ผมพูดมานี่ แล้วเรายังจะไปสนับสนุนเรื่องห่วยๆ แบบนี้


คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คุณต้องแสดงจุดยืนของคุณอย่างชัดเจน ประกาศออกไปเลย ไม่ต้องแข็งกร้าว แต่ประกาศออกอย่างมั่นคงว่าโรงเรียนไหนก็ตาม ถ้าผู้ปกครองหรือเด็กต้องการแต่งไพรเวต ให้โรงเรียนนั้นถือว่าผิดระเบียบการแต่งกายที่ร้ายแรงที่สุด เพราะฉะนั้นแล้ว ให้ไปเรียนที่อื่น เชิญออกไปเลย แล้วพวกหนูๆ ทั้งหลายที่อยากแต่งไพรเวต เจ้านายคุณก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไง คนปั่นหัวคุณ คุณไปบอกคุณธนาธร เลย ช่วยบอกคุณป้าสมพร หน่อยได้ไหมคะ ทำโรงเรียนหน่อยได้ไหมคะ เพื่อให้พวกหนูแต่งแพรเวตได้


แล้วรับพวกหนูไปเรียนโรงเรียนนั้นเลย ไม่ต้องมาเรียนโรงเรียนรัฐ หรือไม่ต้องมาเรียนโรงเรียนเอกชน ไม่ว่าจะเป็นอัสสัมชัญ เซนต์คาเบรียล ไม่ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่เป็นนั่น ไอ้พวกเด็กเลวพวกนี้ ถ้าเป็นลูกหลานผม ผมเขกหัวเลยนะ งานนี้ คิดแค่นี้ยังคิดไม่เป็น แล้วผมนี่ 73 ปี จะฝากชีวิตฝากอนาคตไว้กับพวกคุณได้อย่างไร ในเมื่อสติปัญญาคุณมันไม่มี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอย่างเดียวนะ มันยิ่งกว่าเหลวไหล มันโหลยโท่ยมาก และนึกไม่ถึงว่าเด็กไทยกลุ่มพวกนั้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นอนาคตของประเทศชาติ คิดเป็นได้เพียงแค่นี้ คิดเป็นว่า เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์เพื่อไม่ให้มีการกดขี่


สังคมทุกสังคมในโลกนี้มีการกดขี่ ทุกระดับ ทุกชนชั้น ประเภทของการกดขี่ เนื้อหาของการกดขี่ แต่ละแห่ง แต่ละสังคม แต่ละพื้นที่ แตกต่างกันไป สุดแล้วแต่วัฒนธรรมอะไรหลายๆ อย่างซึ่งไม่เหมือนกัน แต่การบอกว่าจำเป็นจะต้องแต่งเครื่องแบบเข้าไปเรียนหนังสือ นี่ไม่ใช่เป็นการกดขี่ นี่เขาเรียกว่าเส้นแบ่งระหว่างการกดขี่ กับความมีระเบียบ มันชัดเจน ความมีระเบียบให้รู้ว่าพวกหนูเป็นนักเรียน สมัยก่อนทำไมต้องแต่งแบบนี้ ให้มีชุด เหตุผลให้มีชุด เขาจะได้รู้ว่าพวกหนูเป็นนักเรียน สมัยหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ผมยังหนุ่มๆ อยู่ เขามีสารวัตรนักเรียน ทำไมต้องมีสารวัตรนักเรียน ? เพราะว่าถ้าเด็กแต่งไพรเวต แล้วเด็กหนีโรงเรียนไปเที่ยว ไปเดินพารากอน ไปเดินเอ็มควอเทียร์ หรือว่าไปเดินสวนจตุจักร ก็ไม่รู้ว่านี่คือนักเรียน หนีโรงเรียนมา เขาถึงต้องบังคับให้แต่งชุดนักเรียน แต่การแต่งชุดนักเรียนก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย มันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมเป็นผมได้อยู่ทุกวันนี้ มีสติปัญญาพอสมควร ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชุดนักเรียนของผม มันเกี่ยวกับปัญญาที่ผมเรียนรู้ คุณออกไปสู้ในเรื่องความรู้ ในเรื่องปัญญา แต่อย่ามาสู้ในเรื่องที่โหลยโท่ยแบบนี้เลย ใครก็ตามที่หนุนให้เด็กทำเรื่องพวกนี้ ผมคิดว่าใช้ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งเป็นพ่อ ยิ่งเป็นแม่แล้ว ผมคิดว่าคุณไม่ใช่พ่อแม่ที่ดีเลยแม้แต่นิดเดียว

ท่านผู้ชมครับ เห็นด้วยกับผมไหมว่า ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ประเทศไทยจะฝากอนาคตเอาไว้กับเด็กพวกนี้ได้อย่างไร แล้วคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณเอาไว้ให้มากๆ


ท่านผู้ชมครับ มีเรื่องบางเรื่องผมอยากจะเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับคนบางคนในตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" กับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 แต่เรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้แก่สาธารณะไม่กี่วันมานี้เอง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ปีที่แล้ว หนึ่งปีกับอาทิตย์หนึ่งที่แล้ว ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาออกมา ให้จำเลยที่ 1 นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ และจำเลยที่ 2 นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช หนึ่งในสองคนนั้นเป็นข้าราชการในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัติรย์ พิพากษาว่าคน 2 คนนี้ทำผิด ปลอมแปลงเอกสาร และทำให้นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลงเชื่อ ท่านผู้ชมฟังคำพูดดีๆ นะ "นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลงเชื่อ"

สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ นั้น เป็นลูกคนที่ 4 ของคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณสมพร มีลูกทั้งหมด 5 คน คุณสกุลธร ตอนนี้เป็นคนที่เข้ามาบริหารบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ


เอาล่ะ สองคนนี้เขาทำให้นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลงเชื่ออย่างไร ? โดยคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นคนที่เอาข้อมูลมาให้นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ บอกว่าทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แถวเพลินจิต ที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ในอดีต ตั้งอยู่ ถ้าท่านผู้ชมนั่งรถผ่านราชประสงค์ ไปทางเพลินจิต จะเห็นช่องซ้ายมือเขียนว่า องค์การโทรศัพท์ฯ ตรงนั้นเป็นที่ของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่มีเนื้อที่ประมาณ 10 กว่าไร่ เกือบๆ 10 ไร่ โยงยาวไปถึงสุดเลย ไปโผล่เอาฝั่งตรงกันข้ามกับเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ บอกว่า เนื่องจากองค์การโทรศัพท์ฯ นั้น สัญญาการเช่าที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ จะหมดเมื่อปี 2565 ก็อีกสองปีข้างหน้านี้ เพราะฉะนั้นแล้ว จึงมีโอกาสที่คุณสกุลธร จะเข้ามาเพื่อที่จะยื่นคำร้อง หรือยื่นคำขอว่า ขอเช่าที่ต่อจากองค์การโทรศัพท์ฯ หลังจากที่สัญญาหมดแล้ว โดยที่ทั้งสองคนนี้ไปร่วมมือกันทำจดหมายปลอมขึ้นมาฉบับหนึ่ง มีตราประทับถูกต้องหมดว่ามาจากสำนักงานทรัพย์สินฯ เซ็นชื่อผู้ที่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องนี้ โดยที่สองคนนี้ร่วมมือกันเซ็นชื่อปลอมลงไป แล้วเอามาให้นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยเหตุนี้ ศาลถึงพิพากษาว่า "ทำให้นายสกุลธร หลงเชื่อ"



เอาล่ะ โดยที่บอกว่า เนื่องจากว่ามีการเปิดโอกาสให้ยื่นข้อเสนอและนายสกุลธร ก็ยื่นข้อเสนอไปว่าจะขอเอาที่ทรัพย์สินฯ ส่วนนี้ เอาไปพัฒนา แล้วก็ให้ค่าตอบแทนทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 500 ล้านบาท


ทีนี้ ในการที่จะทำเช่นนี้ ในที่สุดแล้ว เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาจนกระทั่งนายสกุลธร เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง นายสกุลธร ก็เลยจ่ายเงิน 3 งวด งวดหนึ่ง 5 ล้าน งวดหนึ่ง 10 ล้าน อีกงวดหนึ่ง 5 ล้าน เป็น 20 ล้าน ให้นายสองคนนี้ คือประสิทธิ์ อภัยพลชาญ และสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช ประสิทธิ์ น่าจะเป็นข้าราชการในทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยบอกว่าจะเอาเงินก้อนนี้เอาไปดำเนินการและเอาไปจ่ายให้กับรองผู้อำนวยการทรัพย์สิน ในฐานะที่ช่วยให้ตัวเขาสามารถที่จะเป็นคนที่ได้รับสัมปทานมา

รายละเอียดของหมายเลขหนังสือ ผมไม่เล่าให้ฟังแล้วกันนะ โดยคร่าวๆ แล้วเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ โดยที่เขาอ้างว่าบริษัท เรียลเอสเตท ซึ่งเป็นบริษัทของคุณสกุลธร ได้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ลงทุนในเบื้องต้นแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงใคร่ขอให้ท่านยื่นแผนการพัฒนาพื้นที่และการลงทุนของท่านภายใน 90 วัน เสร็จแล้ว นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช และนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ก็เอาหนังสือปลอมฉบับนี้ไปแสดงให้นายสกุลธร ให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงของสำนักงานทรัพย์สินฯ


ที่ๆ นี้ ผมจะเอาที่จาก Google Map ขึ้นให้ดู ถ้าใครเคยขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส แล้วขึ้นหรือลงที่สถานีชิดลม จะต้องเคยเห็นที่ดินผืนนี้ ซึ่งปัจจัยเป็นที่ตั้งของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สำนักงานชิดลม ซึ่งเป็นที่ขนาด 12 ไร่ ใจกลางเมือง ติดกับแยกชิดลมและราชประสงค์ ชิดกับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เพราะฉะนั้นแล้ว เนื่องจากสัญญาของทีโอที จะหมดกับทรัพย์สินฯ แล้ว ก็เลยมีข่าวว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ จะเปิดการประมูลผู้เช่ารายใหม่ หลายๆ คนก็สนใจที่จะเข้าไปประมูล เพราะว่าเป็นที่ๆ ดีที่สุดที่หนึ่งใจกลางเมือง มีคนหลายคนสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม TCC ของเจ้าสัวเจริญ กลุ่มซีพี กลุ่มเซ็นทรัล หลายอย่าง ที่ดินแถวนี้มีการซื้อขายกันตารางวาละ 2.5 ล้านบาท ไร่ละ 1,000 ล้าน 12 ไร่ ก็คือ 12,000 ล้านบาท นี่พูดถึงที่ดินเปล่าๆ นะครับ


คุณสกุลธร ซึ่งเป็นลูกคนที่สี่ของคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ คนโตชื่อ คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ คนรองคือ คุณธนาธร คนที่สาม คือ คุณรุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และต่อมาถึงคุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคนสุดท้าย ผู้ชาย คุณบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ


ในที่สุดแล้วก็ถูกจับได้ ก็มีการดำเนินคดี เมื่อดำเนินคดีแล้ว จำเลยทั้งสองคนสารภาพผิดว่าทำเอกสารเท็จ ปลอมแปลงเอกสาร เอาไปให้คุณสกุลธร ทำให้คุณสกุลธร หลงเชื่อว่าเป็นของจริง ศาลก็เลยพิพากษาลงโทษจำคุกหลายกรรมหลายวาระ คนละ 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองคนรับสารภาพ ก็เลยถูกพิพากษาให้จำคุก 3 ปี (ต่อคน) หมายความว่าไม่ต้องอุทธรณ์แล้วนะ เพราะจำเลยสารภาพ


ท่านผู้ชมครับ ผมเล่าให้ฟังแล้วว่า ในคำพิพากษาเขียนว่า สองคนนี้ปลอมแปลงเอกสาร แล้วเอาไปให้คุณสกุลธร ทำให้คุณสกุลธร หลงเชื่อ ท่านผู้ชมครับ ผมจะอ่านคำพิพากษาตอนท้าย ท่านผู้ชมอดทนฟังนิดหนึ่ง คำพิพากษาตอนท้ายของคำพิพากษา ก่อนที่จะจบลง

"(เงิน 20 ล้าน) ให้แก่จำเลยทั้งสอง รับไว้สำหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงาน และนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายโดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้กระทำการในหน้าที่ด้วยการจัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้บริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว โดยไม่ต้องผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติของการเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์อันเป็นคุณแก่บริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และทำให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เสียประโยชน์ที่จะได้รับเงินจาการประมูลที่สูงที่สุด ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ผู้อื่น และประชาชน"


ท่านผู้ชมฟังข้อความนี้แล้วคิดอย่างไร ? คิดเหมือนผมหรือเปล่า ? ข้อความท่อนนี้จากคำพิพากษา ผมอ่านให้แบบคำต่อคำ แต่ผมขออนุญาตไม่ก้าวล่วงศาลท่าน ไปตีความว่าอะไร ท่านผู้ชมก็เอาไปคิดพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน เป็นไปได้ไหมท่านผู้ชม ? ตีความได้สองอย่าง อย่างหนึ่งก็คือว่า ในเมื่อหลงเชื่อแล้ว ก็ถือว่าจบไป แต่เนื่องจากว่าคำพิพากษาตอนท้าย เมื่อกี้อ่านให้ฟัง มันเขียนไว้ ทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ "ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายโดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้กระทำการในหน้าที่ด้วยการจัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม)


คำถามมีอยู่อย่างนี้ ถึงแม้ว่าคุณสกุลธร หลงเชื่อ แต่คุณสกุลธร ก็ได้จ่ายเงินให้คนสองคนนี้ใช่ไหม ? ด้วยเจตนาตามที่ศาลพูดไง "เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์" ก็คือ ภาษาแถวบ้านผมเขาเรียกว่า "ให้สินบน" องค์ประกอบครบหรือเปล่า ผมไม่รู้ ท่านผู้ชมที่รู้เรื่องกฎหมาย ตอบแทนผมแล้วกัน องค์ประกอบครบหรือเปล่าว่า สองคนนั้นติดคุกไป ยอมรับว่าทำเอกสารเท็จและรับสินบน ส่วนคุณสกุลธร เป็นผู้ให้สินบน คุณสกุลธร ผิดด้วยหรือเปล่า อันนั้นผมไม่รู้ ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ช่วยผมคิดนิดหนึ่ง


มีคนถามว่า ทำไมคุณสกุลธร ไม่โดนดำเนินคดีด้วย ในข้อหาผู้ให้สินบน ถึงแม้ว่าจะรู้ ถึงแม้ว่าจะพิสูจน์ตอนภายหลังว่าเป็นการหลงเชื่อ แต่ก่อนจะพิสูจน์ว่าหลงเชื่อ คุณให้เงินเขาไปแล้วนี่ แสดงว่าคุณต้องการให้เขาเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายใต้โต๊ะให้คนโน้นคนนี้ แล้วระบุชัดว่าให้รองผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ ผมไม่รู้ ท่านผู้รู้ช่วยแจ้งหน่อย


แต่ผมมีข้อคิด ท่านผู้ชมครับ แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยน แต่ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าพฤติกรรมคนไม่เคยเปลี่ยน จากปี 2475 ถึง 2563 ก็ยังคงมีนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า พยายามหาประโยชน์จากสำนักงานทรัพย์สินฯ ของราชวงศ์จักรี กรณีนี้เปรียบเหมือนกับเจ้าหน้าที่กองทุนบางรายพยายามคดโกงทรัพย์สินของเจ้าของ เพราะคนที่ทำให้คุณสกุลธร หลงเชื่อ ก็คือเจ้าหน้าที่ของทรัพย์สินฯ

อีกประการหนึ่ง ข้อคิดนี้ก็ทำให้เราพิสูจน์ได้ว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นองค์กรที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่อย่างที่ม็อบพยายามกล่าวหา


ท่านผู้ชมครับ บางคนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์สำนักงานทรัพย์สินฯ แบบเสียๆ หายๆ คุณธนาธร ก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังในการที่จะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งปฏิรูปสถาบันทรัพย์สินฯ ม็อบคราวที่แล้วก็ตั้งใจจะเดินไปที่สำนักงานทรัพย์สินฯ คือเป็นที่รู้กัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ "ฟ้าเดียวกัน" ที่คุณธนาธร เอาเงินมาสนับสนุนให้แสดงจุดยืน เขียนความจริงบ้าง เท็จบ้าง ผสมกัน เพื่อทำร้ายสถาบันกษัตริย์ แล้วคนที่อยู่เบื้องหลัง "ฟ้าเดียวกัน" ก็เป็นที่ปรึกษาคุณธนาธร และคุณธนาธร ก็แสดงเจตจำนงมาแล้ว


ล่าสุด ขึ้นเวทีที่บางนา พูดชัดเจน ไม่แอบอยู่ข้างหลังแล้ว ขึ้นมาบอกว่า ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะลาออก แต่ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ก็ยังอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ 3 การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คุณธนาธร อยากจะปฏิรูปสำนักงานทรัพย์สินฯ แต่คุณสกุลธร น้องชายคุณธนาธร อยากจะทำมาหาแดกกับสำนักงานทรัพย์สินฯ นี่มันอะไร นี่มันตลกร้ายหรือเปล่า ? ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร


ท่านผู้ชม มันตลกร้ายไหม ตลกร้ายจริงๆ คุณด่า คุณว่า คุณต้องการที่จะให้สำนักงานทรัพย์สินฯ โปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ ถึงแม้ว่าน้องคุณจะโดนเขาหลอกมา ทำให้หลงเชื่อ แต่เจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น น้องคุณก็ต้องการจะไปทำมาหากินกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ใช่ไหม ? นี่มันอะไรกันแน่ สรุปแล้วที่คุณมาสู้ๆ ทุกวันนี้ คุณโกหกตอแหลทุกเรื่องเลย ใช่ไหม ? แล้วคุณหลอกพวกหน้าโง่ทั้งหลาย ที่ไปชูสามนิ้ว ว่าคุณคือของจริง ของคุณน่ะ คือทองเก๊ พฤติกรรมมันแสดงออก ท่านผู้ชมครับ และในที่สุดก็มีคนกลุ่มแบบนี้ อ้างประชาชน อ้างชาวบ้าน อ้างความเหลื่อมล้ำ อ้างคนจน วัตถุประสงค์สุดท้ายก็คือหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวกูเองและพรรคพวก มันก็แค่นั้นล่ะ ท่านผู้ชมลองดูก็แล้วกันว่าที่ผมพูดไป ลองพิจารณาดูสิว่า ที่ท่านผู้พิพากษาท่านพูดไป ท่านเขียนคำพิพากษาสุดท้ายมันแปลว่าอะไร


เอาล่ะ สมมุติว่า ตีความกันแล้ว คุณสกุลธร ผิด เพราะคุณสกุลธร เป็นผู้ที่ให้สินบน คำถามก็มีต่อ แล้วทำไมคุณสกุลธร ไม่โดนดำเนินคดีด้วย เพราะเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 2560 ทำไมถึงไม่โดนด้วย หรือว่าจะเป็นกรณีแบบ บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ที่อัยการพูดไม่ออก เพราะว่ามีธนบัตรยัดปาก หรือตำรวจก็พูดไม่ออก ผมไม่รู้ เรื่องนี้ติดตามให้ดีๆ เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ หรอกครับท่านผู้ชม เพราะว่าคำถามมันชัดเจน คำตอบชัดเจน คำพูดชัดเจน คำพิพากษาชัดเจน

คุณสมพร ครับ คุณสมพร พูดชมลูกชายตัวเองว่าเป็นเปาบุ้นจิ้น "ลูกชายของฉัน ฉันก็หวังว่าเขาจะเป็นเปาบุ้นจิ้นเมืองไทย ไม่มีการโกงกิน หรือเป็น สี จิ้นผิง ในเมืองไทยก็ได้ เขาอุทิศตัวมาช่วยประเทศ ไม่ใช่เข้ามากอบโกย" คุณช่วยไปบอกลูกชายอีกคนหนึ่งของคุณได้ไหม คุณสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ความจริงก็ DNA ของคุณทั้งนั้นนะ คุณสมพร


ท่านผู้ชมครับ ไปดูกันเอาเองก็แล้วกันเรื่องนี้ ผมแค่เปิดประเด็นให้ แล้วผมก็วางระเบิดเวลาเอาไว้ ไปดูว่าคำพิพากษานี้ ที่ผมอ่านให้ฟังเมื่อกี้ คุณสกุลธร เกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า ในฐานะผู้ที่ให้สินบน ถึงแม้จะมีการหลงเชื่อ แต่องค์ประกอบครบหมดทั้งสิ้น


เมื่อวันที่ 27 วันศุกร์ที่แล้ว ที่ผมออกรายการไป มันมีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น ผมเอามาทบทวนความจำกับท่านผู้ชมนิดหนึ่ง แล้วผมจะมีข้อคิดบางประการให้


เหตุการณ์แรก คือ รายการที่ผมออกไปเมื่อวันศุกร์ ผมออกตอนช่วงเช้า 9 โมงเช้า จนถึงประมาณ 11.20 น. 2 ชั่วโมง 20 นาที เป็นรายการมหาโหดเลยสำหรับผม แทบเป็นแทบตาย ไม่นับถึงข้อมูลที่มาใส่หัวสมองผม และการเตรียมตัว และการที่ต้องใช้พลังในการพูดการจา

เย็นวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน ในรายการ สองมุมมองต่อ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ในรายการของคุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ซึ่งหลังจากออกรายการนี้ น่าจะกลายเป็นหลาวเอียงไปแล้ว ก็ยังดีกว่าหลาวหักนะครับ คุณจอมขวัญ


คนที่ไปออกรายการ ท่านผู้ชมคงรู้อยู่แล้ว คือคุณรุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แล้วก็ได้เชิญ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คือนิด้า ขณะเดียวกัน วันที่ 27 เช่นเดียวกัน คุณเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ออกมาทวีตข้อความเกี่ยวกับพระแก้วมรกต โดยที่ออกอากาศบอกว่า "ในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อพระองค์สละราชสมบัติไปก็พยายามจะเอาพระแก้วมรกต (ซึ่งเป็นสมบัติชาติ) ไปขาย และถ้าเราไม่แก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เหตุการณ์นี้ก็อาจจะเกิดขึ้นถ้ารัชกาลที่ 10 สละราชสมบัติ"


สองรายการนี้ สำหรับผมแล้วมันสะท้อนให้เห็นคุณภาพของเด็กสองคนนี้ ที่มาเป็นแกนนำม็อบ ว่าจริงๆ แล้ว ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า "ปลวก" กลวงเหลือเกิน ไม่ใช่ของจริง

ในรายการที่ออกกับคุณจอมขวัญ กับ ดร.อานนท์ นั้น คุณรุ้ง ปนัสยา ท่านผู้ชมก็คงจะได้เห็นรายการนี้แล้ว หรือดูรายการนี้แล้ว เอาคร่าวๆ ก็แล้วกันสำหรับท่านผู้ชมที่ไม่ได้เข้ามาสัมผัสในเรื่องนี้ ดร.อานนท์ สอนมวยคุณรุ้งทุกเม็ด ทุกเม็ดเลย จนกระทั่งถึงขั้น ดร.อานนท์ พูดบอกว่า ไม่ทำการบ้านมาเลย จริงๆ ไม่ใช่ไม่ทำการบ้าน คุณรุ้ง ไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ พวกนี้ นอกจากไม่เข้าใจเรื่องราวต่างๆ พวกนี้แล้ว ยังสะเออะมาออกรายการ ทำไมถึงต้องมาออกรายการ ท่านผู้ชมรู้ไหม ? คนที่จัดรายการนี้คือคุณจอมขวัญ พยายามติดต่อคุณอานนท์ นำภา ก็ไม่มีใครมา คุณปิยบุตร แสงกนกกุล ก็ไม่มีใครมา ในที่สุดคุณรุ้ง ก็เลยได้มา อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นคุณรุ้ง กำลังโด่งดัง มีความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งได้รับเลือกจาก บีบีซีไทย สื่อล้มเจ้าตัวจริง (สื่อล้มเจ้าตัวจริง ก็คือ บีบีซีไทย) ให้เป็น 1 ใน 100 ของผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลในโลกนี้ ซึ่งผมได้เคยพูดไปแล้วเรื่องนี้


มันไม่ใช่เรื่องตลกร้ายอย่างเดียวนะครับ เป็นเรื่องขำขันที่สุดในโลกนี้ เด็กอายุ 21-22 ปี เรียนแค่ปี 3 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แล้วเด็กคนนี้ต่อสู้ในทุกเรื่อง ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ เมื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว 1 ใน 10 ข้อนั้นก็คือ หนึ่งในรายละเอียดของสถาบันกษัตริย์ ก็คือ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อมาตอบคำถาม โดนซัก สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่า คุณรุ้ง ไม่ได้มีความรู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ในขณะที่ ดร.อานนท์ นั่งเฉยๆ มีกระดาษอยู่แค่ 2 แผ่น คุณรุ้ง มีเอกสารเต็มโต๊ะเลย เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นั้น สะท้อนให้เห็นหลายมิติ มิติหนึ่ง ก็คือว่า อ๋อ นี่เหรอ แกนนำของม็อบ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้ แล้วโดน ดร.อานนท์ ต้อนจนกระทั่งคุณจนมุม ตกเวที ตกม้าตาย ก็แสดงว่าที่คุณไปเที่ยวขึ้นเวที ชี้หน้าด่าคนโน้นด่าคนนี้ ไปบอกว่าต้องเปลี่ยนแปลงโน่นเปลี่ยนแปลงนี่ มันเป็นเรื่องโหลยโท่ยเลย แล้วผมจะเชื่อคุณได้อย่างไร


ดร.อานนท์ ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ดี ท่านก็พูดจาค่อนข้างจะมีเหตุมีผล ท่านถึงได้บอกว่า คุณไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเลยเหรอ

อีกมิติหนึ่งก็คือ คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ได้แสดงการเอียงอย่างสุดๆ ระหว่างการถามตรง ตอบตรง ของน้องมายด์ กับน้องเอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ภาพที่ออกมาเห็นชัดว่าคุณจอมขวัญ นั้น เข้าข้างน้องมายด์ อย่างที่ผมเคยบอก พอน้องมายด์ พูด คุณจอมขวัญ เท้าคางแล้วก็ยิ้ม แต่พอคุณปารีณา พูด หน้าหงิก เหมือนกับกินพริกไปหนึ่งกำ


พอมากรณีของ ดร.อานนท์ กับคุณรุ้ง งวดนี้ก็เหมือนกัน คุณจอมขวัญ ก็เข้าข้างคุณรุ้ง สุดๆ สรุปให้คุณรุ้ง แทนคุณรุ้ง พูดแทนคุณรุ้ง ตัดไปโน่นตัดไปนี่ จนกระทั่ง ดร.อานนท์ ท่านทนไม่ได้ ท่านถึงต้องพูดออกมา ท่านพูดออกมาชัดเจนว่า คุณค่อนข้างจะเอียงนะ


ที่ผมต้องการจะพูดเรื่องนี้ มิติเรื่องนี้ ผมเสียใจในเรื่องของไทยรัฐ พอสมควร ท่านผู้ชมครับ ไทยรัฐทีวี เป็นผลต่อเนื่องมาจากการซึ่งไทยรัฐต้องการที่จะลงทุนในเรื่องสถานีโทรทัศน์ แต่ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่า ... ? ผมจะเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังนิดหนึ่ง เผอิญผมเป็นคนรุ่นเก่า


คุณกำพล วัชรพล และคุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล พ่อและแม่ของคุณสราวุธ วัชรพล ซึ่งเป็นทายาทสืบสกุลและรับงานของไทยรัฐต่อมา คนที่อยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคุณมานิจ สุขสมจิตร บก.อาวุโส หรือนักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดังที่เสียชีวิตไปแล้ว คุณโกวิท สีตลายัน ซึ่งเขียนคอลัมน์ที่ชื่อ "มังกรห้าเล็บ" หลายต่อหลายคนที่เป็นรุ่นอาวุโสที่อยู่ในไทยรัฐ ล้วนแล้วแต่จำเรื่องนี้ได้


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รวมทั้งเจ้าของไทยรัฐนั้น ทั้งสองคน สามี-ภรรยา เป็นคนที่จงรักภักดีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาก ซึ่งสมัยนั้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผมจำได้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ ตลอดเวลา

อาจจะเป็นเพราะคุณสราวุธ อายุมากแล้ว รุ่นลูกรุ่นหลานก็เข้ามาบริหารไทยรัฐต่อ และบริหารทีวีไทยรัฐออนไลน์ต่อ แต่นิสัยเดิมๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยน คือว่า อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องความถูกต้อง จะไม่ค่อยลุกขึ้นมาสู้แทน แต่อะไรที่เป็นกระแสก็จะโหนไปตามกระแสนั้น กระแสเด็กกำลังแรง ก็โหนไปตามกระแสเด็กกำลังแรง เวลาเด็กชุมนุมกัน ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ามีอยู่แค่นั้น คนไม่ได้มาก คนไม่ได้มากเกินกว่าแค่นั้น แต่มากอยู่ ก็จะเอารูปทั้งหมดเลย ลงครึ่งหน้าเลย ไทยรัฐ


ผมเป็นคนทำหนังสือพิมพ์มา เก๋ามา ผมรู้วิธีการที่จะแสดงออก แล้วก็มาถึงยุคของทีวีไทยรัฐ รายการคุณจอมขวัญ นี่ชัดเจน ว่าคุณจอมขวัญ ก็คือพวกชูสามนิ้วเช่นกัน แต่มาแฝงตัวในลักษณะเป็นสื่อมวลชน แล้วคุณจอมขวัญ ยังมีหน้ามาพูดอีก บอกว่า "เราไม่ได้อยู่ในสังคมที่ทุกคนพูดได้เท่ากัน" คุณใช้อะไรมาพูดน่ะ คุณจอมขวัญ คุณใช้อะไรมาพูด คุณถึงพูดอย่างนี้ คุณแสดงออกแจ๊ดๆๆ หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่า คนเราไม่สามารถแสดงความเห็นได้ทัดเทียมกัน หมายความว่า คุณถูกจำกัดในการพูด เรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ใช่ หรือไม่ใช่ ?


แล้วผมก็ถามกลับหน่อย ผมถามกลับคุณสราวุธ คุณหญิงประณีตศิลป์ และผมถามกลับวิญญาณของคุณกำพล วัชรพล หรือที่ผมเรียกว่า ป๊ะกำพล ว่ามันจะผิดที่ไหนล่ะ ถ้าหากไทยรัฐยืนข้างและปกป้องสถาบันกษัตริย์ ผิดตรงไหน ผมถามคุณหน่อย คุณอย่ามาอ้างว่าคุณเป็นสื่อมวลชน คุณต้องวางตัวเป็นกลาง คุณไม่เคยวางตัวเป็นกลางอยู่แล้ว คุณยืนอยู่ข้างชนะตลอดเวลา เชื่อผมสิ พอม็อบเด็กเริ่มพ่ายแพ้ลงแล้ว ในที่สุดแล้วจบลง คุณก็พลิกตัวคุณกลับมายืนอยู่ฝั่งที่ชนะ คุณเป็นคนประเภทนี้มานานแล้ว ไทยรัฐ ไม่ใช่เพิ่งเป็น เป็นมาอย่างนี้มานมนานแล้ว แล้วก็ถ่ายทอด DNA นี้ต่อมายังสถานีโทรทัศน์เช่นเดิม

นี่ไงท่านผู้ชม ผู้หญิง ผู้ทรงอิทธิพล 1 ใน 100 คนของบีบีซีไทย ส่งไปให้ BBC World Service ส่วนกลาง แต่กลวงมาก พูดอะไรไม่รู้เรื่อง มิหนำซ้ำ ยังสารภาพออกมาอีกว่า วันนั้น วันที่ 10 สิงหาคม ที่ลานพญานาค ตัวเองก่อนจะขึ้นเวที มีคนเอาเอกสารเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ส่งมาใส่มือให้พูด ตัวเองยังบอกเลยว่า จะพูดดีไหม แต่ตัวเองตัดสินใจพูดเพราะว่าตัวเองก็เชื่อในเรื่องนี้อยู่แล้ว คุณเชื่อในเรื่องอะไร คุณเชื่อในเรื่องที่เขาป้อนใส่หัวคุณใช่ไหม แล้วคุณก็รู้ หลังจากที่ผมอธิบายให้ฟังไปแล้วว่า 10 ข้อ ที่เขาใส่มือคุณเข้ามา แต่ละข้อๆ มันไม่ใช่การปฏิรูป แต่มันคือการล้มล้างทั้งนั้น ผมอธิบาย ถ้าคุณจำไม่ได้ คุณไปดูรายการผมได้ เป็นที่รู้กันหมดทั่วประเทศไทย ว่า 10 ข้อที่คุณอ้างอิง จนกระทั่งหลังจากนี้มา คุณไม่อ้าง 10 ข้อนี้อีกต่อไปเลย


ท่านผู้ชมครับ วิธีที่จะสู้กับคนพวกนี้ ต้องสู้ด้วยความจริง ข้อเท็จจริง อย่าไปสู้ด้วยการระดมคนมาปะทะกัน ไม่ใช่ เพราะคนพวกนี้จับง่าย โกหกเป็นนิจ พูดความจริงไม่หมด เอาความจริงมา 10-20 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เสริมเติมแต่งเข้าไป เหมือนอย่างเพนกวินเช่นกัน พูดมาได้อย่างไรว่ารัชกาลที่ 7 ตอนนั้นท่านกำลังจะขายพระแก้วมรกต แล้วคุณรู้ไหมว่าเขาพูดโดยพื้นฐานจากอะไร ? เขาอาจจะอ่านหนังสือเยอะ เขาพูดโดยพื้นฐานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันอังคารที่ 22 มกราคม ค.ศ.1935 (พ.ศ.2478) เดี๋ยวผมจะเอารูปขึ้นให้ดู

ภาษาอังกฤษเขาพาดหัวว่า 'KING OF SIAM MAKES THREAT TO SELL OUT' ก็คือว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามขู่ว่าจะขายทุกอย่างออกมา ภาษาอังกฤษผมก็งูๆ ปลาๆ ผมค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ แกะไปทีละนิดๆ ตั้งใจอ่านนิดหนึ่ง เผื่อเดี๋ยวจะโดนแดกดันกลับมาอีกว่าคุณสนธิ อ่านภาษาอังกฤษไม่ทะลุ


ผมยังไม่เคยเห็นเลยข้อความของนิวยอร์กไทมส์ ว่ารัชกาลที่ 7 จะขายอะไรออกมา มันเป็นการมโนของคนเขียนข่าว เป็นการฟังคนโน้นมาพูด ฟังคนนี้มาพูด ฟังคนนั้นมาพูด


"มีรายงานว่าอังกฤษแสดงความสนใจในการซื้อทรัพย์สินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่พระราชวัง วัด (shrine) ที่เต็มไปด้วยความงดงามของอารยธรรมตะวันออกและที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึง พระแก้วมรกต อัญมณีอันโด่งดังและเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิและความยิ่งใหญ่ของชาติสยาม พระแก้วมรกต เป็นหินขนาดใหญ่ที่มีด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธเจ้า และถือเป็นทรัพย์สินของกษัตริย์"

ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมอ่านข้อความในนิวยอร์กไทมส์อันนี้แล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้เลยชัดเจน ว่าไม่มีเลย หลักฐานอยู่ที่ไหน สรุป มีคนเอาหลักฐานมาแปะตามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ วันที่ 22 มกราคม 1935 มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ


ในนิวยอร์กไทมส์ เขาเขียนว่า พระแก้วมรกต ถูกจัดเป็นหนึ่งใน ประชาธิปก พร็อพเพอร์ตี้ เป็นสมบัติของรัชกาลที่ 7 เป็นสมบัติส่วนตัวของรัชกาลที่ 7 ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราอ่านเนื้อหาทั้งหมดของข่าวแล้ว เนื้อข่าวไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่า รัชกาลที่ 7 ตรัสว่าจะขายทรัพย์สิน พระราชวัง วัดพระแก้ว หรือพระแก้วมรกต เป็นการอ้างแหล่งข่าว มโนเอาล้วนๆ ของนักข่าวฝรั่ง ซึ่งนิวยอร์กไทมส์นำมาตีพิมพ์ ส่วนหัวข้อข่าวก็เป็นหัวข้อที่พาดหัวเอามัน หวังดึงดูดผู้อ่าน โดยปราศจากข้อเท็จจริง โดยส่วนที่พูดถึงพระแก้วมรกต ก็คือส่วนที่บอกว่า อังกฤษแสดงความสนใจในการซื้อทรัพย์สินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่พระราชวัง วัด ที่เต็มไปด้วยความงดงาม อารยธรรมตะวันออก และที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงพระแก้วมรกต


ข่าวดังกล่าวอ้างถึงความคับข้องใจของรัชกาลที่ 7 ต่อสถานการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยในเวลานั้น ซึ่งคณะราษฎรมหาโจร ควบคุมอำนาจอยู่ ซึ่งหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ท่านก็อาจจะขายทรัพย์สินของท่านที่สละราชสมบัติและไม่กลับประเทศไทยอีกเลย


ท่านผู้ชมครับ เบื้องหลังของข่าวดังกล่าวคือความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัชกาลที่ 7 กับคณะราษฎร โดยคณะราษฎรได้ยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์ไปหมด รวมทั้่งวังศุโขทัย ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์ท่าน และเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว ตัดงบประมาณ ลดงบประมาณรายจ่าย รวมไปถึงเวลาต่อมา ยังฟ้องร้องรัชกาลที่ 7 กับพระราชินีด้วย

ท่านผู้ชมครับ ข้อมูลนี้ผมเสียดาย คุณเพนกวินช่วงหลังลืมตัว หลงตัวเอง ปากสักอยากจะพูดอะไรก็พูดไป เละเทะไปหมดเลย ใช้ไม่ได้ ไอ้คนที่ขึ้นเวทีของม็อบนี้ ปากไม่มีหูรูด พูดตามอารมณ์ เพราะฉะนั้นแล้ว ต้องระวังให้ดีๆ เหมือนอย่าง ครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์ อายุ 30 ปี เคยเป็นครูสอนอยู่ 2-3 โรงเรียน ตอนหลังออกมาเป็นติวเตอร์สอนวิชาสังคมและภาษาไทยให้กับนักเรียนมัธยมในจังหวัดขอนแก่น




มาพูดบอกว่า ศาสนา ไม่ใช่แค่พระพุทธศาสนา เปรียบเทียบกับโครงสร้างการก่อสร้าง มีปูน มีอิฐ มีหิน มีทราย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนอย่างนี้รวมอยู่ด้วยกัน แล้วเรามองไม่เห็น เมื่อมันสร้างบ้านหลังนี้เสร็จแล้ว คือน้ำ ศาสนาเปรียบเสมือนน้ำที่เป็นตัวทำปฏิกิริยาให้ปูน หิน อิฐ ทราย หลอมกันเป็นอันเดียว เมื่อไรก็ตามที่เราดึงศาสนาออกจากอำนาจรัฐได้ เราจะสามารถปฏิรูปประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง เพราะศาสนาแทรกซึมอยู่ในระบบการศึกษา สื่อ การเรียนการสอน และการเมือง เพราะศาสนานี่ล่ะที่เป็นตัวบอกให้เราต้องจำยอมต่ออำนาจ"


คุณเรียนจบมาได้อย่างไร ระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาสนาทุกศาสนาเขาพูดถึงความรักชาติ คุณไปบอกชาวมุสลิมดูสิ ให้เอาศาสนาออกจากการสอนคนมุสลิม คุณก็ไม่กล้าพูดใช่ไหม ? คุณพูดกว้างๆ คุณกลัวคนมุสลิมมาถล่มคุณใช่ไหม ? ทุกชาติ ทุกสังคม จะมีศาสนาประจำชาติอยู่ ศาสนา ไม่ได้ทำให้คนจำยอมอยู่ในอำนาจ ไม่ใช่ ศาสนามีอยู่อย่างเดียวคือ ขัดเกลาจิตใจคน ให้คนรู้จักชั่ว รู้จักดี และรู้จักอะไรควร อะไรไม่ควร ศาสนาสอนให้คนคบบัณฑิต ไม่ใช่คบคนพาลอย่างพวกคุณ

ท่านผู้ชมครับ ที่ผมจะพูดต่อไป ที่ผมพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่า เด็กรุ่นใหม่ที่ประท้วงอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ไอดอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดี๋ยวผมจะพูดเรื่อง จอมพล ป. ให้ฟัง ท่านผู้ชมจะได้เข้าใจว่า ไอดอลที่คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ ถึงกับจุดธูปถึงวิญญาณของ จอมพล ป. ให้ลงมาคุ้มครองปกป้องเขา แท้ที่จริงคือใคร ?


ท่านผู้ชมครับ ผมเคยสัญญากับท่านผู้ชมว่า ผมจะเอาข้อมูลที่แท้จริงมาเปิดโปงหรืออธิบายตัวตนที่แท้จริงของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เด็กรุ่นใหม่ชอบพูดคำว่า ให้เบิกเนตรผู้ใหญ่อย่างผมบ้าง วันนี้ผู้ใหญ่อย่างผมจะมาเบิกเนตรเด็กรุ่นใหม่อย่างพวกคุณบ้าง

เอาเป็นว่า สรุป จอมพล ป. ที่คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน เทิดทูนหนักหนา ยิ่งกว่าบิดาของตัวเอง เหตุผลจริงๆ แล้วเมื่อเรามาดูในข้อมูลต่างๆ ของ จอมพล ป. แล้ว ผมสรุปได้ข้อหนึ่ง แล้วเดี๋ยวผมจะนำเรื่องนำราวพิสูจน์ให้เห็นว่า จอมพล ป. เป็นคนอย่างไร ที่แท้จริงแล้วคุณเพนกวิน หรือคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งถ้าเป็นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆ เขาย่อมรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดนี้มันเป็นความจริง แต่คุณพริษฐ์ จงใจที่จะหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เพราะว่าเรื่องที่ผมจะพูดเหล่านี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริงของ จอมพล ป. เพราะประการแรก จอมพล ป. เป็นคนที่ชอบเผด็จการมาก


 จอมพล ป. เชื่อเรื่องเผด็จการจะนำโลก ฮิตเลอร์ มุสโสลินี ชาตินิยม เชื่อ แล้วผมจะเอาคำพูดของคนๆ หนึ่งที่พอผมเอ่ยขึ้นมาแล้ว แม้กระทั่งคุณพริษฐ์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าคนๆ นี้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนคุณพริษฐ์ มาตลอดเวลา เขาพูดอย่างนี้ครับ


"เวลานั้นเผด็จการมันรุนแรง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เขาเชื่อเรื่องเผด็จการจะนำโลก ฮิตเลอร์ มุสโสลินี ชาตินิยม นี่บังคับให้เคารพเพลงชาติเช้าเย็นเลย เอาอย่างมาจากเยอรมนี อิตาลี ปลุกชาตินิยม ญี่ปุ่นก็ทำแบบเดียวกัน สำหรับ จอมพล ป. แล้ว 3 ประเทศนี้เป็นรูปแบบที่ไทยจะต้องเอาอย่าง แต่เอาอย่างฝรั่ง ดีกว่าเอาอย่างญี่ปุ่น แล้วทีหลังแกเห็นว่าแกมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระเจ้าแผ่นดินเลย"

ท่านผู้ชมครับ จำคำพูดประโยคสุดท้ายนะครับ "ทีหลังแกเห็นว่าแกมีความสำคัญ" ก็คือว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ "ไม่น้อยไปกว่าพระเจ้าแผ่นดินเลย" ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าใครพูด ? ส. ศิวรักษ์ ครับ ส. ศิวรักษ์ ที่ไปยืนปราศรัยอยู่ริม ข้างๆ รถบรรทุก ในวันที่พวกม็อบกลายพันธุ์พวกนี้ไปประท้วงที่ SCB


ผมคิดว่าคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ เทิดทูน จอมพล ป. เพราะว่าคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ ไปดึงเอาประเด็นที่ จอมพล ป. นั้น อยู่ในคณะราษฎร และมีส่วนในการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบรวบอำนาจให้กับพวกตัวเอง ไม่ใช่แม้กระทั่งประชาธิปไตย


แต่ว่าบางส่วน คุณพริษฐ์ ไม่กล้าพูด แล้วคุณพริษฐ์ ก็เดินตามรอยแนวทางของ จอมพล ป. เพราะว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นเผด็จการตัวพ่อ แล้วก็มีหลักฐาน เดี๋ยวผมจะเอาให้ดู ว่าชอบทำตัวเสมอกษัตริย์ ผมเคยถามอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ว่า ถ้าจะให้คำจำกัดความสั้นๆ เกี่ยวกับตัว จอมพล ป. อาจารย์ปานเทพ จะเรียก จอมพล ป. ว่าอย่างไร อาจารย์ปานเทพ ก็น่ารักมาก จอมพล ป. "ขี้อิจฉา ทรยศเพื่อน เพื่ออำนาจ โกงการเลือกตั้ง ใช้อำนาจจี้นายกรัฐมนตรีลงเพื่อตัวเองจะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป" ท่านผู้ชมครับ นี่คือคำพูดของอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2563 ประมาณ 3 เดือนกว่าที่แล้ว เพนกวิน หรือพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ไปปราศรัยที่บริเวณวงเวียนเทพสตรี อ.เมืองลพบุรี มีผู้สนับสนุนและรอฟังคุณพริษฐ์ อยู่ รวมทั้งนิสิต นักศึกษา และประชาชน ประมาณ 200 คน ในช่วงค่ำ คุณเพนกวิน พริษฐ์ ได้ลุกขึ้นไปบนเวทีแล้วเล่าประวัติศาสตร์เป็นฉากๆ ที่สำคัญคือเชิดชู จอมพล ป. กลางเมืองลพบุรี ว่า เป็นทหารผู้ทรงเกียรติ เป็นวีรบุรุษซึ่งกล้าหาญที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทัพ


ผมต้องขออนุญาตเห็นต่างกับเด็กรุ่นหลังอย่างคุณพริษฐ์ นะครับ ผมคงจะไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าเขาพูดจาเลอะเทอะ แต่ผมคิดว่าคุณพริษฐ์ เอาข้อมูล ข้อความบางส่วนของ จอมพล ป. มา แล้วก็เสริมเติมแต่ง ปั้นแต่ง ทำให้ จอมพล ป. เป็นวีรบุรุษในประเทศไทย ซึ่งสำหรับผมแล้ว จอมพล ป. ไม่ใช่วีรบุรุษ จอมพล ป. ก็คือมหาโจร ซึ่งอยู่ร่วมในคณะโจรปี 2475


เอาล่ะ เรามาเล่ากันคร่าวๆ ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร จอมพล ป. ขี้อิจฉา ทรยศเพื่อน จอมพล ป. เป็นคนจังหวัดนนทบุรี แล้ว จอมพล ป. เรียนจบโรงเรียนนายร้อย เมื่ออายุ 19 หลังจากนั้นแล้ว ก็เข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารอีก 2 ปี แล้วในหลักสูตรของโรงเรียนเสนาธิการทหารนั้น ระบุว่า รุ่นไหนก็ตามที่เข้าไป ถ้าสอบได้ที่หนึ่งแล้ว จะได้รับทุนไปฝึกอบรมหรือไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ จอมพล ป. เข้าไปในรุ่นที่ 10 ได้ที่หนึ่ง หลังจากจบมาแล้วอีก 1-2 ปี ต่อมา จอมพล ป. ก็ได้ทุนเดินทางไปฝึกอบรมกับทหารปืนใหญ่ ที่ประเทศฝรั่งเศส


ที่ประเทศฝรั่งเศส ก็มีการรวบรวมชุมชนชุมนุมกันบรรดาทหารทั้งหลายที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบที่เขาอ้างของเขาเองว่า ประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่ สำหรับผมแล้วคือระบอบขุมกำลังเครือข่ายของผู้มีอำนาจ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า สมบัติผลัดกันชม โอนอำนาจจากพระมหากษัตริย์ เข้ามาสู่อำนาจกลุ่มของตัวเอง แล้วใช้อำนาจที่ตัวเองได้นั้น เอามาปล้นสะดมแผ่นดิน แต่งตั้งคนที่รู้จักกันเข้ามามีอำนาจ หรือว่าปล้นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ในยุคนั้นคนที่ไปเรียนฝรั่งเศส ก็มีคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 นั่นคือ ท่านพันเอกพระยาทรงสุรเดช ซึ่งมีชื่อว่า เทพ พันธุมเสน


เทพ พันธุมเสน เหมือนกับว่าเป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ ที่จะต้องร่วมยึดอำนาจ ซึ่งประกอบด้วย พันเอกพระยาพหล พลพยุหเสนา พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสน์พิทยายุทธ์ แล้วก็ พันเอกพระยาทรงสุรเดช ซึ่งในยุคนั้น จอมพล ป. ก็ยังเป็นนายทหารรุ่นน้องอยู่ ในการชุมนุมในครั้งนั้น ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกมาชี้ชัดเจน จอมพล ป. เป็นคนที่สุดโต่ง ถ้ามองแล้วก็ไม่ได้ต่างกว่าคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ ณ วันนี้ ที่สุดโต่ง เพราะมีการถามว่า เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้วจะเอาพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ที่ไหน ? ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเขาพูดว่าอย่างไร ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน หรือภาษาที่นักเลงเขาพูดกัน จอมพล ป. ก็บอกว่า ฆ่ามันให้หมด ฆ่าให้หมดเลย


ท่านผู้ชมครับ จอมพล ป. เป็นคนเสนอให้คณะปฏิวัติ 2475 สำเร็จโทษกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกคน นี่คือคำพูด จอมพล ป. ในที่ประชุมครั้งนั้น อาจจะเป็นตรงนี้ก็ได้มั้ง ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณพริษฐ์ ชอบ เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ทหารผู้ทรงเกียรติ ที่เสนอให้มีการฆ่าพระมหากษัตริย์และฆ่าพระบรมวงศานุวงศ์ คุณพริษฐ์ อาจจะชอบตรงนี้ก็ได้

แต่ท่านผู้ชมครับ ในการประชุมวันนั้น ก็มีบุคคลๆ หนึ่งซึ่งอยู่ร่วมประชุมด้วย คือ ท่านปรีดี พนมยงค์


ท่านปรีดี พนมยงค์ คัดค้าน บอกว่า ไม่ได้ ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราจำเป็นต้องมีแนวร่วม เราต้องหาทางเอาคนที่นิยมกษัตริย์เข้ามาร่วมกับเราด้วย เพื่อให้การงานนั้นสำเร็จ


ปรากฏว่า พันเอกพระยาทรงสุรเดช ก็บอกในที่ประชุมว่า ถ้าเราทำแผน 1 จบแล้ว อาจจะต้องมีแผน 2 เพราะถ้าแผน 1 ทำไม่สำเร็จ จอมพล ป. ในฐานะเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย ก็ถามว่า แล้วแผน 1 ไม่สำเร็จ แผน 2 จะเป็นอย่างไรบ้าง พระยาทรงสุรเดช ก็เลยพูดบอกว่า "ผมไม่บอกคุณหรอก เพราะพวกคุณบัดซบแบบนี้ ผมจะไปบอกคุณได้อย่างไร" หลังจากพระยาทรงสุรเดช เดินออกจากห้องประชุม จอมพล ป. ก็เลยพูดกับที่ประชุมว่า ไอ้พระยาทรง กับผมนี่ จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

ก็ปรากฏว่าบทบาทของพระยาทรง เป็นบทบาทที่ทำให้การปฏิวัติประสบผลสำเร็จ เพราะพระยาทรง เป็นผู้วางแผน ปล่อยข่าวล่อหลอกว่าจะมีกบฏจีน เพื่อชักนำทหารในแต่ละกรมกองมาชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อลักไก่ให้เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไม่น่าเชื่อ


ต่อมาภายหลัง พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เริ่มไม่ไว้ใจพระยาทรงสุรเดช ก็เลยเป็นโอกาสทองที่ หลวงพิบูลสงคราม หรือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งไม่ถูกกับพระยาทรงสุรเดช อย่างแรง ก็เลยเข้ามายึดอำนาจ ท่านพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แล้วก็ให้ พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ในตอนนั้นบทบาทของ จอมพล ป. หลวงพิบูลสงคราม สูงขึ้นไปอีก คือนำทัพ ยกทัพปราบปรามกบฏบวรเดช


โดยกบฏบวรเดช ที่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 ที่ให้คณะราษฎรเลือกกันเอง คุ้นๆ ไหมท่านผู้ชม วุฒิสมาชิก 250 คน ที่ให้ทหารเลือกกันเอง และกบฏบวรเดชไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจของท่านปรีดี พนมยงค์ เพราะมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นแล้ว พอปราบกบฏบวรเดชเสร็จ ก็เป็นจุดเปลี่ยน ทำให้หลวงพิบูลสงคราม มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี


พอได้เป็นรัฐมนตรีฯ กลาโหมแล้ว หลวงพิบูลสงคราม ก็โยกย้ายอำนาจต่างๆ ลดอำนาจของพระยาทรงสุรเดช แล้วก็เผอิญช่วงนั้น พระยาทรงสุรเดช ไม่อยู่ในเมืองไทย 2 ปี 2481 พระยาทรงสุรเดช เดินทางกลับมาประเทศไทย แล้วเสนอว่าจะตั้งโรงเรียนทหารขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ หลังจากนั้นแล้ว พระยาทรงสุรเดช ก็เลยโดน หลวงพิบูลสงคราม ปลดออกจากตำแหน่ง บังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ เพราะระแวง สงสัยว่าพระยาทรงสุรเดช จะทำการรัฐประหาร เพียงเพราะว่าพระยาทรงสุรเดช นำนักศึกษาโรงเรียนรบ จ.เชียงใหม่ ไปฝึกภาคสนามที่ จ.ราชบุรี แล้วบังคับให้พระยาทรงสุรเดชออกไปอยู่ที่เขมร (กัมพูชา) พระยาทรงสุรเดช อยู่เขมรอย่างลำบาก ไม่มีเงิน ไม่มีทองเหลือติดตัวเลย ท่านผู้ชมครับ ครอบครัวเขาหาเลี้ยงชีพด้วยอะไร รู้ไหม ? ทำขนมกล้วยขาย เมียลงมือโม่แป้งด้วยตัวเอง พระยาทรงสุรเดช ก็รับจ้างซ่อมจักรยาน


พอญี่ปุ่นบุกเข้ามาในประเทศไทย ปี 2484 ก็ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อไปบุกพม่า พระยาทรงสุรเดช ตอนนั้นก็มีข่าวว่าต้องการจะเข้ามาในประเทศไทยเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น เพียงคนเดียว จอมพล ป. ช่วงหลังมีความคิดที่ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มไม่ไว้วางใจ จอมพล ป. ก็เลยมีความคิดที่จะเอาตัวพระยาทรงสุรเดช เป็นนายกรัฐมนตรี แทน จอมพล ป.พิบูลสงคราม


ท่านผู้ชมครับ 1 มิถุนายน พ.ศ.2487 พระยาทรงสุรเดช ถูกวางยาพิษและเสียชีวิตอยู่ที่เขมร คำพูดนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดนะครับ ลูกชายของพระยาทรงสุรเดช พูด เพราะฉะนั้นแล้วการที่มีคนมีความคิดจะเอาพระยาทรงสุรเดชมาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ญี่ปุ่นบุกเข้ามา เป็นผลทำให้พระยาทรงสุรเดชถูกวางยาพิษเสียชีวิต

ท่านผู้ชมครับ มีข้อความหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก พระยาทรงสุรเดช ได้เขียนบันทึกไว้เล่มหนึ่ง ในปี 2482 ในบันทึกนั้นมีข้อความตอนหนึ่งที่เขียนไว้อย่างนี้ นี่คือคำพูดของพระยาทรงสุรเดช "ไม่มีความผิดครั้งใดในชีวิตของกันจะใหญ่หลวงเท่ากับการนำ คนหิวเงิน หิวอำนาจ เข้าเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475" ผมเชื่อว่าพระยาทรงสุรเดช ไม่ได้หมายความถึงพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่หมายถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะ จอมพล ป. เป็นคนหิวเงิน คนรอบตัว จอมพล ป. เป็นคนหิวเงินทั้งสิ้น อย่างเช่น ขุนนิรันดรชัย ซึ่งเป็นคนสนิทของ จอมพล ป. ได้รับผลประโยชน์จาก จอมพล ป. ร่ำรวยมหาศาล จนกระทั่งมีอำนาจวาสนา มีเงินมีทอง ถึงกับตั้งธนาคารนครหลวงไทยขึ้นมาด้วยตัวเอง จากคนที่เป็นทหาร เริ่มชีวิตจากยศร้อยโทเท่านั้นเอง และสิ้นชีวิตลงด้วยทรัพย์สมบัติที่วันนี้ลูกหลานตัวเองฟ้องร้องกันในศาลมูลค่าเกือบ 6 หมื่นล้านบาท


จอมพล ป. เป็นคนหิวอำนาจ หิวอำนาจอย่างไร ? จอมพล ป. จะทำลายทุกคนที่ขัดขวางการเจริญเติบโตในเส้นทางทางการเมือง ในช่วงหนึ่งที่คุณปรีดี พนมยงค์ ถูกใส่ร้ายจากนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งนายควง อภัยวงศ์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ครั้งหนึ่ง แล้วโดน จอมพล ป. ใช้ปืนจี้ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ย้ายข้างไปอยู่กับพวกโหนเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์ โจมตีท่านปรีดี ว่าอยู่เบื้องหลังการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ด้วยความกดดันตรงนี้ ในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ท่านปรีดี พนมยงค์ จึงต้องลาออกจากตำแหน่ง แล้วให้หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ท่านผู้ชมครับ นี่คือบทบาทของ จอมพล ป. ไม่ว่าอย่างไร 


นายควง อภัยวงศ์ ก็ไม่สามารถโค่นล้มอำนาจ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ นายควง ทำอย่างไรรู้ไหมท่านผู้ชม ? นายควง อภัยวงศ์ ต้นตระกูลพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่ประชาชนตายก่อน ได้ประสานร่วมมือกับ จอมพล ป. ให้นายทหารคนสนิท นำโดยนายผิน พลเอกผิน ชุณหะวัณ บิดาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้ายึดอำนาจ จากหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยอ้างเรื่องความไม่คืบหน้าในการดำเนินคดีการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง จอมพล ป. ใช้ปืนจี้ควง อภัยวงศ์ นี่คือวีรบุรุษในสายตาของเพนกวิน


8 พฤศจิกายน 2490 จอมพลผิน ทำการรัฐประหาร ให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัดอำนาจสาย จอมพล ป. และ จอมพลผิน ออกไป นายควง อภัยวงศ์ ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งวุฒิสภา และกีดกันไม่ให้ข้าราชการมีอำนาจทางการเมือง กีดกันไม่ให้กลุ่ม จอมพล ป. กลับเข้ามาสู่อำนาจ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จอมพล ป. ถึงต้องใช้วิธีรัฐประหารเงียบ เอาปืนจี้นายควง อภัยวงศ์ ให้ลาออกจากนายกฯ แล้วให้ตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

แต่ช่วงที่ จอมพล ป. ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น อำนาจที่ตัวเองมีในยุคนั้น ไม่เหมือนอำนาจยุคแรกๆ เพราะว่า จอมพล ป. ต้องอาศัยคน 2 คน ในการค้ำบัลลังก์ของตัวเองเอาไว้ คนหนึ่งคือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์


ซึ่งเบื้องหลัง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ นั้นก็คือ CIA เป็นคนหนุนหลัง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เพราะฉะนั้นแล้ว พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็เลยกุมอำนาจทางตำรวจ ยุคนั้นตำรวจมีทั้งตำรวจพลร่ม ตำรวจ ตชด. คือปรับปรุงพัฒนนากรมตำรวจให้มีสถานภาพยิ่งใหญ่พอๆ กับทางทหาร อีกขาหนึ่งซึ่ง จอมพล ป. ต้องพึ่งก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์


จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีกำลังทหารอยู่ในมือ แล้วใครสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รู้ไหม ? กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยผ่านสำนักงานที่ชื่อว่าจัสแมก (JUSMAG) ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง อเมริกาเล่นการเมืองกับเมืองไทยมาตั้งนานแล้ว CIA สนับสนุน พล.ต.อ.เผ่า กระทรวงกลาโหมอเมริกา หรือจัสแมก สนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ ใครชนะขาใดขาหนึ่ง ก็คืออเมริกาชนะทั้งสิ้น เหมือนที่เขาพูดกันว่า หัวเป็นอย่างไร หางก็เป็นอย่างนั้น เพราะจอมพลสฤษดิ์ และ พล.ต.อ.เผ่า ก็มีความขัดแย้งกันตลอดเวลาในการแย่งความสำคัญต่ออเมริกา อ๋อ แน่นอน เผ่าต้องการทำเพื่อเอาใจ CIA


CIA ตอนนั้นมีนโยบายที่จะดำเนินการต่อต้านคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์เวียดนาม คอมมิวนิสต์รัสเซีย คอมมิวนิสต์จีน พล.ต.อ.เผ่า ก็เลยจับคนจีน จริงหรือไม่จริงไม่รู้ จับเข้าคุกเข้าตาราง ฆ่านักการเมืองหลายคนที่มีความคิดในแนวที่เป็นสังคมนิยม

ในปี 2500 ก็เป็นเวลาที่จอมพลสฤษดิ์ เอาคืน เพราะปี 2500 จอมพล ป. เนื่องจากว่าตอนนี้กระโดดเข้ามาเล่นการเมืองเต็มตัวแล้ว ก็อยากให้มีการเลือกตั้ง จอมพล ป. ก็เลยตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ชื่อพรรคเสรีมนังคศิลา เป็นรูปไก่ เดี๋ยวผมจะเอารูปให้ดู เสรีมนังคศิลา


แต่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จอมพล ป. ต้องมั่นใจว่าตัวเองจะได้รับชัยชนะ เพราะฉะนั้น จอมพล ป. ก็เลยจับมือกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เพื่อเริ่มกระบวนการโกงการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะใช้นักเลงหัวไม้ เจ้าพ่อมาเฟียทั้งหลาย ที่ พล.ต.อ.เผ่า เป็นผู้คุ้มกัน ไปข่มขู่ประชาชน หรือว่าเริ่มการทำการเลือกตั้ง โกงการเลือกตั้ง


การเลือกตั้ง ในการโกงสมัยนั้น จอมพล ป. ใช้วิธีที่เป็นศัพท์ฮิตที่ติดมาถึงปัจจุบัน ศัพท์หนึ่งเขาเรียกว่า "พลร่ม" ก็คือใช้คนติดแถบที่รู้กัน อาจจะเป็นแถบสีฟ้า แล้วก็เวียนกันไปลงคะแนนเสียง เวียนไป เวียนมา แล้วก็มีอีกอันหนึ่งที่มีบัตรเลือกตั้งที่มีเลือกไว้เรียบร้อยแล้วว่าเป็นของพรรคเสรีมนังคศิลา รอจังหวะไฟดับในคูหา ก็เปลี่ยนกล่องเลือกตั้งเลย เอากล่องอันใหม่มา แล้วก็ใส่บัตรที่เตรียมไว้ใส่ เขาเรียกอันนี้ว่า "ไพ่ไฟ"

ทีนี้พอมีการเลือกตั้งแบบนี้ นิสิต นักศึกษา ประชาชน ออกมาต่อสู้ต่อต้าน ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ชมครับ สมัยก่อนนิสิต นักศึกษา เขาต่อสู้ในเรื่องที่เป็นเรื่อง เรื่องการโกงการเลือกตั้ง เรื่องผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์ แต่นิสิต นักศึกษาปัจจุบันนี้ไม่ได้ต่อสู้เรื่องนี้ เอาเรื่องไล่ประยุทธ์ออก ออกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ? ไม่ตอบ แล้วประยุทธ์ ไม่ได้ออก เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ายังอยู่ต่อได้ ก็มุ่งเข็มประเด็นต่อไป ซึ่งเป็นประเด็นที่พวกเพนกวิน พวกรุ้ง พวกอานนท์ นำภา พวกหลายๆ พวกที่ขึ้นเวที รับงานมาจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นั่นคือการล้มสถาบันกษัตริย์ เห็นหรือยังท่านผู้ชม


พอมีการเลือกตั้งที่คดโกงออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ผลจะออกมาประกาศว่า พรรคเสรีมนังคศิลาเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วก็ที่โกงกันสะบั้นหั่นแหลกเลย คือโกงกันในกรุงเทพมหานคร ที่โกงกันเยอะที่สุดคือในเขตดุสิต นายอำเภอเขตดุสิตนั้น เป็นคนของ จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ร่วมมือร่วมใจกันในการที่จะโกง จนในที่สุด เด็กทั้งหลายก็พร้อมที่จะเดินขบวนเพื่อประท้วงการเลือกตั้ง จอมพล ป. ก็เลยใช้ให้ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปดูแลจัดการเรื่องนี้ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ไปที่ชุมนุมของเด็กที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเมื่อไปฟังเรื่องราวต่างๆ ข้อมูลต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุด จอมพลสฤษดิ์ ก็เลยร่วมเดินขบวนกับเด็กด้วย และก็ปฏิวัติ ยึดอำนาจ ขับไล่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกไปจากประเทศไทย และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็หนีไปที่ประเทศญี่ปุ่น จอมพลเผ่า ศรียานนท์ ก็หลบหนีไป ถ้าจำไม่ผิดไปอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์



ทำไม จอมพล ป. ต้องไปประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ปานเทพ กำลังค้นข้อมูลอยู่ ถ้าโชคดีอาจจะมีข้อมูลดีๆ ให้ ธรรมดาการลี้ภัยของนักการเมือง ประเทศทางเอเชียเขาไม่ไปกันหรอก ยุคนั้นสมัยนั้น จีนไปไม่ได้ เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ เวียดนามกำลังมีสงครามอยู่ เขมรก็ไปไม่ได้ ถ้าไปได้ก็ต้องไปที่ประเทศทางยุโรป แล้วก็ไม่มีอะไรดีเท่ากับสวิตเซอร์แลนด์ เพราะอะไร ? เพราะนักการเมืองสมัยก่อน คนที่มีเงินมีทองสมัยก่อน คนที่โกงชาติโกงบ้านโกงเมือง เอาเงินเอาทองไปฝากไว้ที่สวิส เพราะสวิสนั้นมีบัญชีลับ แต่ทำไม จอมพล ป. ไปญี่ปุ่น ? น่าสนใจมาก


ว่ากันว่า ในสมัยที่ จอมพล ป. ยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามา แล้วญี่ปุ่นไม่พอใจ จอมพล ป. แล้วตอนหลัง จอมพล ป. ไปปรับความเข้าใจกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้มีการพิมพ์แบงก์ขึ้นมาในประเทศไทย แต่เผอิญมีข้อกำหนดซึ่งเจรจากับญี่่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นพิมพ์แบงก์ได้ แต่ต้องมีทองคำเป็นตัวค้ำประกัน จะพิมพ์เพิ่มเท่าไรก็พิมพ์ไป แต่ต้องมีทองคำ แล้วทองคำนั้นประทับตราด้วยว่า "สยาม" ของประเทศไทย ในขณะนี้ไม่รู้ว่าทองคำจำนวนนั้นมันอยู่ที่ไหน ผมเชื่อ ในความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ถึงแม้ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ แต่สัญชาติญาณของผมบอกว่า ญี่ปุ่น กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น มีข้อตกลงลับๆ กันใต้โต๊ะ คิดว่าสักพักหนึ่ง อีกหน่อย ถ้าโชคดีอาจจะมีข้อมูลมาให้ท่านผู้ชม ผมหวังว่าอาจารย์ปานเทพ คงจะค้นหาข้อมูลอันนี้ได้ ซึ่งผมเชื่อพอสมควร เพราะว่าอาจารย์ปานเทพ เป็นมนุษย์ที่มหัศจรรย์มาก ข้อมูลต่างๆ แกไปขุดมาจากไหน ผมก็ไม่รู้ แต่ออกมาทีไร ต้องให้พวกเราอ้าปากหวอกันทุกคน


ท่านผู้ชมครับ ผมเล่าเรื่องของ จอมพล ป. และตัวตนที่แท้จริงว่าเป็นคนขี้อิจฉา ริษยา อาฆาตแค้น ทรยศหักหลัง และคนๆ นี้เป็นคนที่คุณเพนกวิน ยกย่องเชิดชูว่าเป็นวีรบุรุษ (ขอประทานโทษนะครับ) ผมอยากจะอ้วก เพราะว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเกียรติ กล้าหาญ เป็นการพูดแต่ด้านเดียว ประเด็นหลักก็คือ ที่พูดว่าเป็นวีรบุรุษ เพราะว่าเป็นผู้นำคณะราษฎร และที่สำคัญพยายามทำลายลดทอนเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของสถาบันอย่างมาก ซึ่งถูกใจเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ มาก เข้าทางเลย นี่ล่ะคือคนที่ชอบ เป็นไอดอล วันนี้ผมมีข้อมูลบางอย่างเล่าให้ฟัง ถือว่าเป็นการทบทวนประวัติศาสตร์ก็แล้วกัน

ผมได้เล่าความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎร ระหว่าง จอมพล ป. ระหว่างท่านปรีดี พนมยงค์ ถึงขั้นจะฆ่ากันตาย ทำให้ประเทศวุ่นวาย แต่ผมจะยกแง่มุมบางอย่างเป็นอุทาหรณ์ ขณะที่บางคนอ้างว่าประชาธิปไตย อ้างว่าเพื่อประชาชน เพื่อราษฎร เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่ผมจะยกคำอมตวาจาของนิยายอมตะเรื่องหนึ่ง ชื่อ The Animal Farm ของ George Orwell


George Orwell เขียนในเรื่อง The Animal Farm ว่า "สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางตัวจะมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์ตัวอื่น" นั่นก็คือว่า ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่บางครั้งคนที่ต่อสู้นั้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่กูเท่าเทียมกันแบบเหนือกว่าพวกมึง ทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เพราะว่าตัวเองบอกว่าพระมหากษัตริย์นั้นไม่มีความเท่าเทียมกัน ปกครองไพร่ฟ้าประชาชน ดิสเครดิตว่าประวัติศาสตร์ไม่เคยพูดถึงเรื่องชาวบ้านบางระจันเลย พูดถึงเรื่องวีรกรรมของกษัตริย์ ในการรบทุกครั้ง วีรกรรมของกษัตริย์จะต้องมาอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม ส่วนทหารรอบด้านที่เป็นวีรบุรุษ วีรสตรีนั้น ก็ได้ถูกกลั่นกรองและกลายเป็นตำนานในพื้นบ้าน ตำนานในพื้นที่ อย่างท้าวเทพสตรี ย่าโม ท้าวสุรนารี กลายเป็นตำนานพื้นบ้านไป


หรือแม้กระทั่งประวัติศาสตร์จีน จอมพล นายพล เย่ เฟย หรือที่เรารู้จักกันว่า งัก ฮุย ก็กลายเป็นตำนานในพื้นบ้าน แล้วก็สร้างกันขึ้นมา


อำนาจนั้นหอมหวานมาก และเป็นสัจธรรมมาจนถึงวันนี้ ท่านผู้ชมยังจำได้ใช่ไหมผมเคยพูดถึงเรื่อง ขุนนิรันดรชัย หรือชื่อ พันตรีสเหวก นิรันดร เป็นคณะราษฎรสายทหารบก ต้นตระกูลนิรันดร ผมเล่าไปว่า คนๆ นี้เป็นคนสนิทของ จอมพล ป. แล้วตอนหลังได้เลื่อนขั้นเป็นคนประสานงานระหว่างรัฐบาลช่วงที่ จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรี กับคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมัยที่รัชกาลที่ 8 ทรงครองราชย์ และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นราชเลขานุการในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ ที่ผมเปิดเผยอาทิตย์ที่แล้ว เรื่องที่ปล้นทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซื้อที่ราคาถูกๆ จากพระคลังข้างที่ หรือจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่บางรัก ที่สำเพ็ง ที่บางซื่อ นั่นล่ะ ก็เป็นยุคที่ขุนนิรันดรชัย หรือพันตรีสเหวก แล้วอีกอย่างหนึ่ง พอ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่นและเสียชีวิตที่นั่น ขุนนิรันดรชัย ก็ก่อตั้งธนาคารนครหลวงไทย ทิ้งมรดกให้ลูกหลานจำนวนมหาศาล ซึ่งผมพูดไปแล้ว

ท่านผู้ชมครับ เรื่องสายสัมพันธ์ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กับขุนนิรันดรชัย ราชเลขานุการในพระองค์ โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ ทิพอาภา ประธานกรรมการผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แสดงให้เห็นว่ามีความไว้วางใจ เอื้อผลประโยชน์หรืออำนาจกันมากน้อยแค่ไหน เอาอย่างนี้ ท่านผู้ชม ผมไม่ได้พูดเปล่าๆ เหมือนอย่างที่คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ พูดบนเวที คำตอบที่ผมตั้งคำถามเมื่อกี้นี้ พระองค์เจ้าอาทิตย์ ทิพอาภา ได้ไปให้การต่อศาลอาชญากรสงคราม ในคดีที่ จอมพล ป. และคณะเป็นจำเลย หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2488


คำให้การตอนหนึ่ง ตั้งใจฟังให้ดี ผมจะอ่านให้ฟัง นี่คือคำให้การของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา พระองค์ท่านพูดว่า "ตอนที่ จอมพล ป. นำให้มีการลาออกหรือให้พ้นบรรดาศักดิ์กันนั้น ขุนนิรันดรชัยได้มาทาบทามข้าพเจ้า พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาท่านเป็นผู้สำเร็จราชการ ปฏิบัติหน้าที่แทนพระเจ้าอยู่หัว ขุนนิรันดรสนิทกับ จอมพล ป. เป็นสุนัขรับใช้ จอมพล ป. ก็มาหาข้าพเจ้า ก็คือพระองค์เจ้าอาทิตย์ ว่าจะได้มีการตั้งบรรดาศักดิ์กันใหม่ เป็นสมเด็จเจ้าพระยาชายบ้าง สมเด็จเจ้าพระยาหญิงบ้าง และขุนนิรันดรชัย ถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ โดยมีสายสะพายนพรัตน์ ได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาชาย ท่านผู้ชม แล้วรู้ไหมว่าใคร มีกี่คนที่มีสิทธิ์ที่จะได้สายสะพายนพรัตน์ เป็นสมเด็จเจ้าพระยาชาย ? คนเดียวครับท่านผู้ชม ชื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม


เมื่อตั้งสมเด็จเจ้าพระยาชายแล้ว เมียของคนนั้น คือท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ก็จะได้รับแต่งตั้งเป็นสมเด็จเจ้าพระยาหญิงตามไปด้วย นี่มันแปลว่าอะไรท่านผู้ชม ? คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากนี่คือความทะเยอทะยานที่จะทำตนให้เทียบกษัตริย์ ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า สมัยหนึ่งผมเคยออกรายการแล้วผมตำหนิคุณทักษิณ ชินวัตร ว่าไปทำพิธีอยู่ในวัดพระแก้ว เปรียบเสมือนเป็นกษัตริย์เข้าไปทำพิธี ท่านผู้ชมรู้ไหมคนแรกที่ทำอันนี้ ทำพิธีในวัดพระแก้ว ไม่ใช่คุณทักษิณ อาจจะคุณทักษิณ เลียนแบบคนๆ นี้ก็ได้ คนที่ทำคนแรกก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ท่านผู้ชมครับ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา พูดต่อ นี่คือคำให้การต่อศาลเลยนะ ข้าพเจ้า (คือตัวพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา) รู้สึกว่า จอมพล ป. นั้นกระทำการเพื่อจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง และภรรยา จอมพล ป. ก็มีความมักใหญ่ใฝ่สูงทำนองเดียวกัน เช่น เอารูปไปฉายในโรงหนัง ให้คนทำความเคารพโดยมีการบังคับ"


มันมีเรื่องจริงบางเรื่องที่คุณเพนกวิน ไม่ได้เล่า บางคนก็ไม่ได้เล่าให้กับพ่อหนุ่มนักปลดแอก คือเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่ครั้งหนึ่งหรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ บรรดาเด็ก เยาวชน จำนวนหนึ่งต่อต้าน ไม่ลุกทำความเคารพในโรงหนัง บอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสถาบัน ท่านผู้ชมรู้ไหม ในความเป็นจริงคนที่ริเริ่มบังคับให้ยืนเคารพในโรงหนัง คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำไมถึงบังคับ ? เพราะว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งโรงหนังไว้ว่า ก่อนจะมีเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นมานั้น ให้ฉายรูป จอมพล ป. ในฐานะผู้นำ ให้ทุกคนยืนเคารพผู้นำก่อน เมื่อยืนเคารพผู้นำเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาฉายและบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี


ปรากฏว่าตอนหลังเลิกไป ทำไมถึงเลิกรู้ไหม ? เพราะประชาชนที่อยู่ในโรงหนังเขาด่า เขาด่ากันทุกหย่อมหญ้า ด่าที่มุมโน้น ด่าที่มุมนี้ ว่ากูจะไปทำความเคารพมึงทำไม มึงไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว กูจะเคารพพระเจ้าอยู่หัว จอมพล ป. ค่อนข้างจะหน้าไม่ด้านมากนัก ก็เลยยอมถอดตัวเองออกไป นี่คือสิ่งที่คุณพริษฐ์ ไม่เคยพูดเลยแม้แต่นิดเดียว

เรื่องที่สาม เรื่องนี้สำคัญมาก เป็นการพิสูจน์ชัดเจน ท่านผู้ชมครับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดปีระกา (ไก่) จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดปีระกา ก็เลยมีสัญลักษณ์ไก่ แล้วท่านผู้ชมเห็นไหมว่าตีนไก่ ตีนไก่ที่พวกเราเอามาตุ๋น เอามายำ เอามาแทะกัน ตีนไก่กำลังกุมและเหยียบคธา แล้วหัวคธา เป็นรูปอะไร ? นี่คือรูปครุฑ ครุฑ ก็คือตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัว นี่คือคธาครุฑ


คธาครุฑอันนี้ เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงงานพิธี พระองค์ท่านจะถือคธามีหัวครุฑอยู่ แต่ จอมพล ป. เอาตราไก่ของมัน ก็คือตราปีเกิด (ปีระกา) เอามาเหยียบตราครุฑนี้เอาไว้ ท่านผู้ชม แปลว่าอะไร ? ไม่ต้องแปลเลย มันต้องการที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือมันต้องการทึ่จะมีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ ตรงนี้ต่างหากที่นายเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถึงเทิดทูน จอมพล ป. ยิ่งกว่าพ่อมันอีก ตรงนี้ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ผมไม่ได้ซี้ซั้วพูด

ท่านผู้ชม คนที่ติดตามม็อบล้มเจ้า มาดูเสียหน่อยเรื่องนี้ พวกคุณจะได้รู้ ผมขอเบิกเนตรพวกคุณเสียหน่อย


ท่านผู้ชมครับ ทำเนียบรัฐบาล แม้กระทั่งปูนปั้น นี่คือไก่ พรรคเสรีมนังคศิลาก็คือพรรคตราไก่ เพราะฉะนั้น คนๆ นี้ จิตใจลึกๆ ต้องการจะเป็นกษัตริย์ หรือถ้าเป็นไม่ได้ ต้องการจะอยู่เหนือกษัตริย์ และนี่คือไอดอลของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายเพนกวิน


ท่านผู้ชมครับ เอากันแค่นี้ ท่านผู้ชมคงเห็นแล้วว่าสิ่งที่ผมพูดนี้ ผมไม่ได้ไปพูดโดยไปมโน ผมเอาข้อมูลมา ในการทำบุญวันเกิด จอมพล ป. ก็ทำเหมือนกับเป็นการเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าแผ่นดิน มีตราไก่ กางปีก ประดับธงทิว ทำนองเดียวกับตราครุฑ ทำเหมือนกันหมด ทุกอย่าง

เรื่องที่สี่ เรื่องนี้สำคัญมาก เพื่อพิสูจน์ให้เห็น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ให้การต่อศาลอาชญากรสงคราม นี่เป็นคำให้การของท่านนะ "จอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียด ยังได้นำเครื่องพระสำอางของพระเจ้าแผ่นดิน และของสมเด็จพระราชินีไปใช้โดยไม่ได้รับอนุมัติจากข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ายืนยันว่า ขุนนิรันดรชัย นำเอาให้ใช้ ข้าพเจ้าเคยขอเปลี่ยนตัว ขุนนิรันดรชัย แต่จอมพลไม่ยอม ที่ขอเปลี่ยนเพราะขุนนิรันดรชัย ไม่เป็นผู้ที่ไว้วางใจ"


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมเห็นหรือยังว่านี่คือข้อมูล คำให้การของศาลอาชญากรสงคราม ผมไม่ได้พูดเอง นี่ไง ไอดอลของเพนกวิน


นี่คือวังศุโขทัย ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าวังศุโขทัย คือวังอะไร ? วังศุโขทัย เป็นวังที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จอมพล ป. กับท่านผู้หญิงละเอียด เข้าไปยึด ใช้ตัวเองเหมือนเจ้า แล้วเอาเครื่องสำอางของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี มาให้ท่านผู้หญิงละเอียด ใช้ ขาดอยู่อย่างเดียว คือการแต่งตั้งเป็นพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี


หนังสือเล่มนี้ "คำให้การต่อศาลอาชญากรสงคราม" เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ผมอ่านให้ฟังเมื่อกี้นี้ มาจากหนังสือเล่มนี้ แล้วประธานที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ ชื่อ พิภพ ธงไชย ซึ่งแอบเชียร์เด็กอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมไม่ได้มโน

เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าบทบาทของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น เรามาพูดเรื่องการยึดวังศุโขทัยกันสักนิดไหม สั้นๆ วังศุโขทัย นั้นเป็นวังโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 7 ของขวัญในวาระการอภิเษกสมรส จอมพล ป. ได้เอากิจการแพทย์สาธารณสุข ภายใต้กระทรวงมหาดไทย สถาปนาเป็นกระทรวงสาธารณสุข ย้ายไปอยู่ในวังศุโขทัย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2488 เพราะฉะนั้น วังศุโขทัย ก็เลยถูก จอมพล ป. ยึดมา ยึดที่พักที่นอนของพระราชินี เพื่อให้ตัวเองและเมียตัวเองอยู่ และไปใช้ข้าวของ เขาบอกว่าวังศุโขทัยมีสมบัติ เพราะว่าตอนนั้นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี ในรัชกาลที่ 7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินเงินทอง ตลอดจนเพชรนิลจินดา ถูกรัฐบาลยึดเอาไปขายทอดตลาด


ท่านผู้ชมครับ ไอ้การที่จะล้มเจ้าและอยากตั้งตัวเป็นเจ้านั้น ตัวพ่อก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สืบสานต่อมาตัวหลาน หรือเหลน ก็คือพริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่เทิดทูนตัวพ่อ ยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองอีก วันนี้ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง สิ่งที่ผมพูดนั้น ผมพูดบนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น หวังว่าท่านผู้ชมคงจะรับทราบนะครับ

วันนี้ก็มีเรื่องราวที่จะต้องพูดอยู่หลายๆ เรื่อง ก็จบเพียงแค่นี้ อาทิตย์หน้าหวังว่าคงจะมีโอกาสได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ซึ่งในขณะนี้มีหลายๆ เรื่อง หลายๆ ราวที่น่าสนใจติดตามมา และผมให้คำมั่นสัญญาว่า จะพยายามนำเสนอให้กับท่านผู้ชมให้ดีที่สุดครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...