xs
xsm
sm
md
lg

"ทนายอนันต์ชัย" ร้อง "บิ๊กเต่า" จัดการวัดดัง จ.เลย รุกป่านับพันไร่ ดื้อท้าทายคำสั่งศาลฎีกา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"ทนายอนันต์ชัย" บุก ปปป. ร้องวัดดังเมืองเลย บุกรุกป่าสงวนฯ เฉียดพันไร่! อัดยับใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบังท้าทายอำนาจศาลฎีกาแฉพิรุธ จนท.ส.ป.ก. ส่อ ม.157 แอบออกเอกสารสิทธิ์ ด้าน "บิ๊กเต่า" ฮึ่ม! เตือนพวกอุ้มระวังคุก เผยพบ "พระเวียดนาม" เพียบ! อ้างวีซ่ามาเรียน!

วันนี้ ( 9 มิ.ย.) ที่ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคง ในพระพุทธศาสนา (ศปทศ.ตร.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ของวัดแห่งหนึ่งใน จ.เลย กรณีบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้ว

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2545 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ตีพิมพ์พาดหัวข่าวความว่า “พระ-ชาวบ้านผวาโลกแตก เผ่นขึ้นเขาสร้างรีสอร์ตอยู่ ลือกระหึ่มชาวบ้านแตกตื่นหลงเชื่อพระนักเทศน์ว่าโลกใกล้วิบัติ กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมสูง พาครอบครัวย้ายไปปักหลักสร้างบ้านพักบริเวณวัดกลางป่าเขา” ซึ่งวัดกลางป่าเขา คือวัดดัง จ.เลย ต่อมา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ได้แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงทราบว่า วัดดังกล่าว มีที่ดินเป็น น.ส.3 ฯ จำนวนเพียง 45 ไร่ เท่านั้น นอกนั้นเป็นการบุกรุกครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต รวมเนื้อที่ 411-3-77 ไร่ และเขตป่า (ส.ป.ก.) 342-1-80 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 754-1-57 ไร่ มีอาคารเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่จำนวน 1,319 หลัง มีพระภิกษุสามเณร 166 รูป อุบาสิกา (แม่ชี) 216 คน ฆราวาส 358 คน รวม 740 รูป/คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 จึงได้แจ้งความดำเนินคดีวัดดังกล่าวกับพวกรวม 4 คน จนคดีขึ้นสู่ศาลจังหวัดเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่ผิดฐานบุกรุกป่าสงวนฯ สั่งปรับวัด 6 หมื่นบาท รอกำหนดโทษเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร 2 ปี พร้อมสั่งให้บุคคลและบริวารทั้งหมดออกจากพื้นที่ จำเลยสู้ถึงฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด 8 มี.ค. 2560 และออกหมายบังคับคดีในปี 2561 แต่ไม่สามารถบังคับคดีได้ สิ่งที่น่าตั้งคำถามยิ่งกว่า คือหลังคดีถึงที่สุดไปแล้ว เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. รายหนึ่งกลับออกหนังสืออนุญาต ส.ป.ก.4-01 ข. ให้บุคคลในพื้นที่ 6 ราย 7 แปลง รวม 217 ไร่ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2561 ทั้งที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เรื่องนี้อาจเข้าข่ายความผิดตาม ป.อาญา ม.157 และเป็นการบ่อนทำลายอำนาจตุลาการ

นายอนันต์ชัย กล่าวอีกว่าแต่ในปี 2569 นี้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลยเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. ทั้ง 7 แปลงแล้ว ขณะที่ศาลจังหวัดเลยก็ยกคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของวัดและบุคคลกลุ่มดังกล่าวเมื่อ 26 พ.ค. 2569 โดยยืนยันว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ และให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม ด้วยเหตุที่กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมาย ส.ป.ก. เป็นต้น การตรวจสอบจึงไม่อาจอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดำเนินการโดยลำพัง หากจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยเสมอภาค ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม และปกป้องผืนป่าอันเป็นทรัพยากรของชาติ มิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใช้ผ้าเหลืองหรือสถานะทางศาสนาเป็นเกราะกำบังในการยึดถือทรัพย์สินของรัฐ

​ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวได้มีการหารือร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมป่าไม้ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่อง เนื่องจากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่านับพันไร่ จึงได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันนอกรอบ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการจัดการพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวัดแห่งนี้โดยตรง

สำหรับแนวทางการนำผู้ที่เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่โดยไม่ถูกต้องออกจากพื้นที่นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่แล้ว กรมบังคับคดีได้เข้ามาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ที่ถูกกล่าวหาว่าออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทั้งที่มีคำพิพากษาของศาลแล้วนั้น เบื้องต้นเลขาธิการ ส.ป.ก. ได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวด้วยว่า แม้จะมีการฟ้องร้องต่อศาลในบางประเด็น แต่กรมบังคับคดียังคงมีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องร่วมกันวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระชาวเวียดนาม พำนักอยู่เป็นจำนวนมากนับพันรูป อีกทั้งยังมีการใช้ช่องว่างทางทางกฎหมายจัดตั้งสถานที่ดังกล่าวเป็นศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม และขอวีซ่าเข้ามาในฐานะผู้ศึกษา ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

"คดีนี้เป็นเรื่องที่ทางวัดต่อสู้ในทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบของ ปปป. หากพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. หรือแม้แต่การออกทะเบียนบ้านและเอกสารอื่นๆ โดยมิชอบ เพื่อรองรับการเข้าพักอาศัยในพื้นที่ป่า จึงขอเตือนว่าถ้าท่านยังร่วมมือในการที่จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย" รอง ผบช.กล่าว