xs
xsm
sm
md
lg

'ไชยชนก' เปิดรอยรั่วน้ำท่วมใต้ ระบบสื่อสารไทยจมไปกับน้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'ไชยชนก' เปิดรอยรั่วน้ำท่วมใต้ ชี้ระบบสื่อสารไทยจมไปกับน้ำ ข้อมูลช่วยเหลือกระจัดกระจายจนการประสานงานสะดุด 'ดีอี' เร่งตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง ใช้ไทยคม–Starlink อุดช่องโหว่ พร้อมวางระบบรับมือภัยใหญ่ในอนาคต

แม้น้ำในหลายพื้นที่ภาคใต้จะเริ่มลดระดับลงแล้ว แต่เหตุอุทกภัยครั้งนี้ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในวิกฤติรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ทั้งบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสื่อสารได้รับผลกระทบอย่างหนัก ข้อมูลขอความช่วยเหลือของประชาชนกระจัดกระจายอยู่หลายช่องทาง ทำให้การประสานงานในช่วงชั่วโมงวิกฤติทำได้อย่างยากลำบาก ท่ามกลางการฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)จึงอธิบายชุดมาตรการด้าน "ข้อมูล-สัญญาณสื่อสาร-ระบบสำรอง" ที่ถูกนำมาใช้ และวางแนวทางระยะยาว เพื่อรับมือภัยพิบัติในอนาคต

◉ ข้อมูลช่วยเหลือกระจัดกระจาย

รัฐมนตรีดีอีเล่าว่า ช่วงแรกของสถานการณ์ หน่วยงานต่างๆ ต้องรับมือกับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากจากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งจากภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ กลุ่มจิตอาสา และช่องทางออนไลน์หลากหลายรูปแบบ โดยต่างใช้ฟอร์แมตข้อมูลไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลทับซ้อนและยากต่อการบริหารจัดการในภาพรวม

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงดีอีจึงเรียกประชุมผู้รวบรวมเคสจากทุกแพลตฟอร์ม เพื่อวางระบบ "ศูนย์กลางข้อมูลเดียว" ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้จริง และจัดลำดับความเร่งด่วนของการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้แม่นยำกว่าเดิม


◉ มอบ BDI ทำแดชบอร์ดกลาง

ภายหลังการประชุม ได้มอบหมายให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI รับบทเป็น "เซ็นเตอร์กลางด้านข้อมูล" ทำหน้าที่รวบรวมและคลีนซิ่งข้อมูลแจ้งเหตุ-ขอความช่วยเหลือทั้งหมดด้วยระบบ AI พร้อมจัดทำแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ส่งเข้า War Room เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง

ล็อตข้อมูลแรกๆ ผ่านการประมวลผลครบ 100% แล้ว และถูกนำไปแสดงผลในแดชบอร์ด ซึ่งสามารถปรับรูปแบบเอาต์พุตให้เหมาะกับหน่วยงานปลายทางได้ ไม่ว่าจะอยู่บนแผนที่เชิงภาพ รายงานตัวเลข หรือเมทริกซ์วิเคราะห์สถานการณ์ ทั้งนี้ ทีมงานของ BDI ยังลงพื้นที่เก็บความต้องการจากทีมปฏิบัติการจริง เพื่อนำมาปรับฟังก์ชันของแดชบอร์ดไปพร้อมกับการรับมือสถานการณ์

อย่างไรก็ดี การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ API ยังทำได้ไม่ครบทุกแพลตฟอร์ม บางรายเชื่อม API ให้แล้ว สามารถดึงข้อมูลเข้าระบบได้แบบเรียลไทม์ ขณะที่ บางรายยินดีร่วมมือแต่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากมีทีมงานจำกัดและต้องรับมือเคสหน้างานไปพร้อมกัน รัฐมนตรีดีอีจึงประเมินว่า แม้ปัญหาข้อมูลทับซ้อนยังมีอยู่ แต่แก้ได้แล้วในระดับหนึ่ง และมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการเชื่อม API ครบทุกแพลตฟอร์มในระยะถัดไป


◉ โครงข่ายสื่อสารยังเปราะบาง

ในระดับปฏิบัติการ ภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ต้องเจอกับปัญหา "สัญญาณสื่อสารขัดข้อง" อย่างหนักในหลายพื้นที่น้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำสูงและไหลเชี่ยว ทำให้รถโมบายและอุปกรณ์ของโอเปอเรเตอร์ไม่สามารถเข้าไปตั้งเสาสัญญาณชั่วคราวตามจุดยุทธศาสตร์ที่ออกแบบไว้ได้ แม้ทุกค่ายจะลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกก็ตาม

นายไชยชนก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารของไทยอย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมา ประเทศอยู่ในสภาพที่ "สื่อสารปกติก็ไม่แน่น ระบบสำรองก็ไม่พร้อม และระบบฉุกเฉินใช้ไม่ได้จริง" เมื่อเจออุทกภัยขนาดใหญ่ จึงเกิดภาวะล่มเป็นวงกว้าง

เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงสั่งการเชิงนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหาแนวทาง "ยืดอายุการทำงานของเสาสัญญาณ" ให้สามารถให้บริการได้ต่อ แม้ไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าภูมิภาคหรือส่วนกลาง โดยยอมรับว่า นี่ไม่ใช่โจทย์ง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำให้ได้ในระยะกลาง-ยาว


◉ ตั้งจุดสื่อสารฉุกเฉินสูง

แม้จะพยายามดูแลเรื่องไฟฟ้าให้เสาสัญญาณทำงานต่อ แต่รัฐมนตรีดีอีชี้ว่า การป้องกันไม่ให้เสาล้ม ไม่ได้แปลว่าจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในพื้นที่พักพิงได้หมด เพราะจุดอพยพและบ้านเรือนประชาชนกระจายอยู่ในหลากหลายสภาพภูมิประเทศ จึงต้องมีมาตรการอื่นควบคู่ไปด้วย

หนึ่งในแนวคิดที่ดีอีกำลังเตรียมเสนอคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี คือการกำหนด "จุดยุทธศาสตร์สื่อสารฉุกเฉิน" อยู่บนพื้นที่สูงและโครงสร้างแข็งแรงในแต่ละชุมชน เพื่อให้สามารถนำจานดาวเทียมหรืออุปกรณ์สื่อสารสำรองไปตั้งในยามวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว แนวทางนี้แม้อาจไม่ใช่เทคโนโลยีสุดล้ำ แต่รัฐมนตรีดีอีย้ำว่า "ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราต้องทำทุกวิถีทางที่ทำได้" เพื่อให้ประชาชนยังสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ใช้ "ระบบแมนนวล" สำรองในกรณีสัญญาณหายจนไม่สามารถติดต่อใครได้เลย แต่ยังสามารถมองเห็นบ้านเรือนจากภาพถ่ายดาวเทียมหรือโดรนบินสำรวจได้ โดยอาจออกแบบสัญลักษณ์หรืออุปกรณ์สะท้อนแสงสำหรับติดที่บ้านในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อใช้บอกพิกัดเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นหรือไม่ ทำให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุดยิ่งขึ้น


◉ ทดลองใช้แผนที่-GPS เป็นแบ็กอัป

ในระดับหน้างาน ยังมีข้อเสนอเชิงเทคนิคจากผู้ปฏิบัติการให้ทดลองใช้แอปแผนที่ที่สามารถ "ล็อกตำแหน่งล่วงหน้า" เพื่อให้แม้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจะล่ม แต่ระบบ GPS ยังคงใช้เป็นแบ็กอัปนำทางได้ รัฐมนตรีดีอีจึงให้ทีมไปศึกษาการใช้งานผ่าน Google Maps ซึ่งหากเจ้าหน้าที่เซฟโลเคชันไว้ก่อน เมื่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตขาดหาย แผนที่ยังจะแสดงตำแหน่งที่บันทึกไว้และใช้วางแผนเดินทางในพื้นที่สัญญาณไม่เสถียรได้ในอนาคต

◉ ดึงดาวเทียมไทยคม-Starlink ช่วย

สำหรับการเสริมโครงข่ายในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐมนตรีดีอีชี้แจงว่า ได้ประสานทุกช่องทาง ทั้งโอเปอเรเตอร์ กสทช. การไฟฟ้า รวมถึงระบบดาวเทียมจากทั้งไทยคม และบริษัท SpaceX ที่สนับสนุนดาวเทียม Starlink ตั้งแต่วันแรก เพื่อพยายามรักษาระบบสื่อสารในพื้นที่วิกฤติให้ได้มากที่สุด

ฝั่งไทยคมได้จัดส่งชุดจานดาวเทียมฉุกเฉินจำนวน 12 ชุด ซึ่งมาในรูปแบบชุดสำเร็จรูปพร้อมเราเตอร์ สามารถตั้งวางและเสียบไฟใช้งานได้ทันที ครอบคลุมรัศมีราวสิบเมตร ต่อหนึ่งชุดรองรับได้ 10 อุปกรณ์ เหมาะสำหรับทีมกู้ภัยหรือจุดบัญชาการเคลื่อนที่ในพื้นที่จำกัด และสามารถแบ็กแพ็กพกพาเข้าไปในจุดทุรกันดารได้

ขณะที่ อุปกรณ์ของ Starlink มีรัศมีครอบคลุมประมาณ 50-100 เมตร และรองรับได้ราว 200 อุปกรณ์ต่อหนึ่งชุด โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีแหล่งจ่ายไฟและท้องฟ้าโล่งไม่มีสิ่งกีดขวางสัญญาณ อุปกรณ์จะถูกลำเลียงมาจากคลังที่ใกล้ที่สุดในภูมิภาคคือฟิลิปปินส์ และเมื่อลงถึงฐานปฏิบัติการที่หาดใหญ่ ก็จะสามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ทันทีหากการประสานงานทุกฝ่ายเรียบร้อย

"การนำ Starlink เข้ามาใช้ครั้งนี้ เป็นการใช้งานเฉพาะในพื้นที่ประสบภัยและช่วงเวลาประกาศภัยเท่านั้น ไม่สามารถนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น หรือให้บริการเชิงพาณิชย์ทั่วไปได้ เพราะทั้งหมดถูกจัดสรรมาในฐานะอุปกรณ์ช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน ภายใต้กรอบกฎหมายไทยที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน" นายไชยชนก กล่าว


◉ โรมมิ่ง-แชร์เสาสัญญาณ ฟื้นสัญญาณ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า "เอาอินเทอร์เน็ตให้ใช้ได้" เป็นโจทย์หลัก ทำให้ดีอีต้องประสาน กสทช. และโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายให้เร่งฟื้นฟูสัญญาณเต็มที่ หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย คาดว่าภายในวันที่ 27 พ.ย.68 จะสามารถฟื้นสัญญาณกลับมาได้ราว 80% ของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มเปิดสัญญาณได้ ประชาชนมักแห่ใช้พร้อมกันจำนวนมากจนระบบล้มเป็นช่วงๆ จึงต้องทยอยเสริมความจุและอุปกรณ์เข้าไปเพิ่ม โดยรัฐมนตรีดีอียังได้ฝากให้ กสทช. ประสานกับผู้ให้บริการมือถือในประเด็น "แชร์เสาสัญญาณ" หรือการโรมมิ่งข้ามค่ายในพื้นที่ประสบภัย โดยให้หาทางใช้โครงข่ายร่วมกันให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าโรมมิ่งในภายหลัง เพราะในภาวะวิกฤติ เชื่อว่าไม่มีใครในอุตสาหกรรมนี้อยากทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง


◉ ไม่ปิดประตู แต่กันต่างชาติถือหุ้น 100%

ในมิติความร่วมมือกับ Starlink นายไชยชนกอธิบายว่า ที่ผ่านมา Starlink เป็นฝ่ายติดต่อรัฐบาลไทยมาก่อนเพื่อพูดคุยเรื่องการทำงานร่วมกัน การเจรจาเป็นไปในบรรยากาศที่ดี มีการหารือเงื่อนไขการใช้งานตามพื้นที่ชายแดน การจำกัดสัญญาณไม่ให้ล้ำเขต และการปรับการให้บริการให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายของไทย

"ส่วนตัวสนับสนุนเทคโนโลยี Starlink และ SpaceX อย่างมาก และยอมรับว่าเป็นหนึ่งในระบบสื่อสารดาวเทียมที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบัน แต่ในเชิงนโยบายการลงทุน ไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัทต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอธิปไตยดิจิทัลและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต

ยืนยันว่า ข้อเสนอเดิมของไทยเรื่องโครงสร้างการลงทุนยังอยู่เหมือนเดิม ยินดีอย่างยิ่งที่จะรับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ในภาวะวิกฤติ การที่ Starlink มาช่วยไทยในสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของไทยในเรื่องการถือหุ้นหรือโครงสร้างตลาด และเป็นคนละเรื่องกัน" นายไชยชนก กล่าว



◉ ภัยพิบัติยุคโลกร้อน-การบ้านใหญ่ทั้งประเทศ

เหนือไปกว่าความท้าทายเชิงเทคนิค นายไชยชนกยอมรับว่า ระบบเตรียมการรับมือภัยพิบัติของไทย "ยังไม่เพียงพอจริงๆ" เมื่อเทียบกับสเกลของเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้น้ำระบายช้าลง และเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีดีอีระบุว่า แม้รัฐบาลทั่วโลกพยายามผลักดันให้ลดอุณหภูมิโลกลงปีละ 1-2 องศา แต่ในความเป็นจริงเรายังไปไม่ถึงจุดนั้น ไม่ว่าจะตีความสาเหตุจากการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัจจัยอื่นก็ตาม ทิศทางเดียวที่แน่ชัดคือ ประเทศไทยต้องปรับ "มายด์เซ็ต" ให้ทั้งภาครัฐและประชาชนตระหนักว่าภัยรูปแบบนี้จะรุนแรงและถี่ขึ้น โดยไม่ใช่เหตุการณ์ที่มาแล้วก็ผ่านไปแบบเดิมอีกต่อไป

"แม้ไทยจะไม่ได้เตรียมการมาล่วงหน้าเพียงพอ แต่ในสถานการณ์จริง ทุกหน่วยงานทำเต็มกำลัง เท่าที่ระบบที่มีอยู่จะรองรับได้ และถือว่าทำได้ดีในบริบทของข้อจำกัดที่เผชิญอยู่ การบ้านใหญ่หลังน้ำลด ไม่ได้มีเพียงการเยียวยาประชาชน แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบข้อมูล ระบบสื่อสาร และระบบฉุกเฉินใหม่ทั้งชุด เพื่อให้ประเทศพร้อมรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" นายไชยชนก กล่าว


◉ มุมการเมือง-บทเรียนวิกฤติ

มิติทางการเมือง นายไชยชนกย้ำชัดว่า คะแนนนิยมไม่ใช่ปัจจัยในการทำงาน จะทำเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 วัน 4 เดือน หรือ 4 ปี เพราะปัญหาอุทกภัยและระบบรับมือสาธารณภัยรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่ทั้งประเทศรู้มานาน แต่ยังแก้ไม่ขาด ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง และไม่อาจโยนภาระให้คนใดคนหนึ่งได้ ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง จึงกลายเป็นการบ้านระดับชาติที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน

"วิกฤติครั้งนี้คือการบ้านของคนทั้งชาติ ที่สะท้อนว่าไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในช่วงที่มีอำนาจบริหาร อาจเป็นโอกาสให้ทีมงานได้เห็นปัญหาจริง เห็นช่องว่างที่ควรแก้ และกล้าที่จะสร้างระบบใหม่ที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีความบังเอิญ และบางเรื่องอาจเกิดขึ้นเพื่อให้ได้เรียนรู้ในเวลาที่เหมาะสม เป็นจังหวะที่ทำให้ทีมบริหารเห็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ทั้งระบบ" นายไชยชนก กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น