fbpx

สื่อนอกตีข่าวม็อบไทยใช้ ‘ฮ่องกงสไตล์’ ชี้ ‘ประยุทธ์’ เจอศึกหนัก ด้าน ‘โจชัว หว่อง’ ทวีตเคียงข้างผู้ชุมนุมไทย

ใช้เวลาอ่าน: < 1 นาที

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์การประท้วงในไทยซึ่งทวีความรุนแรงที่สุดในรอบ 3 เดือน หลังตำรวจนำรถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการประท้วงบริเวณแยกปทุมวัน ซึ่งกลุ่มเยาวชนได้มีการนัดชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เมื่อค่ำวันศุกร์ (16 ต.ค.) ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังยืนกรานไม่ลาออก พร้อมประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร ด้าน ‘โจ ชัวหว่อง’ แกนนำม็อบฮ่องกงทวีตข้อความขอเคียงข้างผู้ชุมนุมในไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงนับหมื่นคนท้าทายคำสั่งห้ามชุมนุมของรัฐบาล และเผชิญหน้ากับตำรวจคุมฝูงชนซึ่งถือกระบองและโล่เดินกระชับพื้นที่พร้อมกับใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสีขับไล่ผู้ประท้วงซึ่งมีเพียงร่มป้องกันตัว ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง

รอยเตอร์ย้ำว่า จนถึงตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้ใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงกับกลุ่มเยาวชนซึ่งออกมาชุมนุมประท้วงโดยสันติ ทว่ามีการจับกุมแกนนำและผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมไปแล้วประมาณ 50 คนในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

รัฐบาลได้เผยแพร่ข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งห้ามการชุมนุมมั่วสุมเกินกว่า 5 คนเมื่อวันพฤหัสบดี (15) ขณะที่พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากล และสารสีฟ้าที่ผสมอยู่ในน้ำไม่ใช่สารอันตราย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ส่อเค้ารุนแรงขึ้นทำให้แกนนำผู้ประท้วงตัดสินใจประกาศยกเลิกการชุมนุมหลังผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ

กลุ่มเยาวชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีส่วนทำให้ทหารใช้อิทธิพลก้าวก่ายการเมืองมาตลอดหลายสิบปี ขณะที่รัฐบาลอ้างกรณีการขวางขบวนเสด็จฯ เป็นเหตุในการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงอ้างว่าการชุมนุมประท้วงจะทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ได้ออกคำแถลงเป็นห่วงสถานการณ์ในไทย โดยเฉพาะการตั้งข้อหาหนักกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์ชุมนุมโดยสันติ พร้อมระบุว่ายูเอ็นกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในไทย “อย่างใกล้ชิด”

ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การประท้วงในไทยตลอดช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมามักยุติลงหลังจากที่รัฐใช้มาตรการปราบปราม หรือทหารออกมายึดอำนาจ แต่ครั้งนี้รัฐบาลไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากเยาวชนนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมคราวนี้ไม่ได้เรียกร้องอำนาจสำหรับตัวพวกเขาเอง หากแต่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อให้เกิดการรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 และคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่กลัวการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน

รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เข้าร่วมการชุมนุมเพราะกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ อีกทั้งยังรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับระบบการเมืองแบบยุคสงครามเย็นที่ปล่อยให้ทหารมีอำนาจมากกว่านักการเมืองซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามา

“ถ้าคุณถามว่าใครสนับสนุนพวกเขา ความอึดอัดคับข้องใจนั่นแหละที่เป็นตัวสนับสนุน การจะยุติความคับข้องใจนี้ได้ต้องอาศัยการประนีประนอม การเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปบางอย่าง ซึ่งเรายังมองไม่เห็นในขณะนี้ เราเห็นแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม”

ขณะเดียวกัน โจชัว หว่อง แกนนำผู้ประท้วงฮ่องกง ก็ได้ให้กำลังใจเยาวชนผู้ประท้วงในไทยด้วยการทวีตภาพชู 3 นิ้ว พร้อมติดแฮชแท็ก #StandWithThailand #MilkTeaAlliance และเขียนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “ผมขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนนะครับ”