fbpx

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ไทยพร้อมยัง? สงครามโควิดครั้งที่ 2

ใช้เวลาอ่าน: 9 นาที

“สนธิ”ชี้มีโอกาสโควิด-19 ระบาดรอบ 2 ในประเทศไทย เพราะทั่วโลกรวมทั้งเพื่อนบ้านอย่างพม่ายังระบาดหนัก รัฐบาลต้องตัดสินใจให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นการท่องเที่ยวของประเทศจะพังหมด การเปิดรับต่างชาติยังทำไม่ได้ ต้องหันมาทุ่มเทส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศแทน จนถึงสิ้นปี 64 จึงจะเปิดประเทศได้ พร้อมวิเคราะห์ความพ่ายแพ้“ม็อบ 19 กันยา” ที่ไม่มีเอกภาพในการนำ ประเด็นเรียกร้องเกินเลยขึ้นไปถึงสถาบันเบื้องสูง ผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดง แถมมี“ทักษิณ”ออกมาโพสต์เชียร์ ทำให้หลายคนไม่อยากมาร่วม จำนวนคนจึงไม่มากพอไม่สามารถเคลื่อนไปลานพระรูปได้ ต้องหาทางลงด้วยการทำพิธีปักหมุดในสนามหลวงแล้วถวายฎีกา พร้อมกับมีข้อเรียกร้องแบบเด็กอมมือ เช่น ให้แบน SCB ให้หยุดงานทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาฯ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ถ้าลงเอยแบบนี้ ประเทศชาติจะพ่ายแพ้ คนที่เบื่อรัฐบาลแทนที่จะเข้าร่วมกับผู้ชุมนุม ก็เปลี่ยนใจอยู่ข้างรัฐบาลดีกว่า เพราะทนพฤติกรรมของม็อบเด็กไม่ไหว ส่วนกรณีสหรัฐอเมริกาทุ่มงบกว่า 9 พันล้านบาทสร้างสถานกงสุลแห่งใหม่ที่เชียงใหม่นั้น เชื่อว่าต้องการให้เป็นแหล่งสืบความลับของจีนตอนใต้ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่มากนัก

วันที่ 25 ก.ย.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะมาพูดถึงประเทศไทย การ์ดอย่าตก ถ้าโควิด-19 เข้ามาระลอกสองจะมีความเสี่ยงกลับมาอีกหรือไม่ ทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม ยังมีเรื่องม็อบ 19 กันยา คุณสนธิจะสรุปบทเรียนให้ฟังว่าใครกันที่ว่าได้รับชัยชนะ และการตั้งกงสุลใหญ่ของอเมริกาที่ จ.เชียงใหม่ เบื้องลึกคืออะไร ติดตามได้ใน SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep52 ไทยพร้อมยัง? สงครามโควิดครั้งที่ 2

คำต่อคำ SONDHI TALK [25 ก.ย. 63] : ไทยพร้อมยัง ? สงครามโควิด ครั้งที่ 2

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต “มองโลก มองเรา กับสนธิ” “บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์” จนมาถึงรายการ “SONDHI TALK”

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone – iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563 ใกล้จะสิ้นเดือนกันยายนแล้ว เผลอแป๊บเดียว อีกไม่กี่วันก็ขึ้นเดือนตุลาคม

ท่านผู้ชมครับ วันนี้มีเรื่องหลายเรื่องที่เราจะต้องมาคุยกัน แต่ว่ามีเรื่องหนึ่งที่จะต้องมานั่งอธิบายให้ฟังกันนิดหนึ่ง ก็คือยอดพระที่เราให้เช่า แล้วก็มีการทำบุญกัน ก็ปรากฏว่ามียอดพระที่ให้เช่าเบ็ดเสร็จแล้ว 12,844,366 นี่ยังไม่รวมเงินกำไรในเรื่องของแก้ว ถ้าบวกเงินกำไรในเรื่องของแก้วแล้ว น่าจะอยู่ที่ 13 ล้าน จำนวน 13 ล้านบาทนี้ เราได้เบิกไปทำบุญแล้ว 9 ล้านบาท ซึ่งผมจะลงรายละเอียดให้ทราบ ก็จะเหลือเงินอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่า ประมาณ 4 ล้าน ซึ่งก็ตั้งใจที่จะทำบุญตามเจตนารมณ์ต่อไป

ส่วนพระ ในขณะนี้ที่เหลืออยู่และพอที่จะแบ่งปันกันได้ ก็คือพระพุทธพิมพ์สองสมเด็จ ที่มีผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สมเด็จวัดระฆัง ผสมอยู่ด้านหลัง พระพุทธพิมพ์สองสมเด็จ มี 2 รุ่น รุ่นหนึ่งคือ มีผงสมเด็จวัดระฆังผสมอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง ตอนนี้ด้านหน้าและด้านหลังหมดแล้ว เหลือเฉพาะด้านหลังอย่างเดียว ซึ่งก็มีอยู่ไม่มาก ถ้าท่านผู้ชมสนใจ รีบๆ เข้ามา นอกจากนั้นแล้ว เหมือนกับจะไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว เจ้าแม่กวนอิมก็ไม่เหลือ องค์ใหญ่ องค์เล็ก ไม่มีเหลือเลย พระสังกัจจายน์ก็ไม่เหลือ เป็นการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเรา

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านผู้ชม ต้องเรียนให้ทราบนิดหนึ่ง หนังสือ SONDHI TALK ตอนนี้สำนักพิมพ์เขาแจ้งมาแล้วว่า ยอดสั่งจองสูง แล้วก็จะถึงโควตาที่หมดแล้ว เพราะรู้สึกว่าเขาจะพิมพ์ไว้ไม่มาก เป็นหนังสือปกแข็ง ปกแข็ง 2 เล่ม เล่ม 1 และเล่ม 2 เล่ม 1 เป็นเรื่องในประเทศที่ผมพูดไป อีกเล่มหนึ่งเป็นเรื่องต่างประเทศที่ผมพูด อย่างที่เรียนให้ทราบว่า ซื้อไว้ เก็บเอาไว้เป็นห้องสมุดที่บ้าน หรือว่าเอาไว้ให้ลูกหลานอ่าน หรือว่าเอาไปแจกเป็นของขวัญวันปีใหม่ก็ได้ สองเล่มนี้ 960 บาท รวมค่าส่งเสร็จเรียบร้อย รีบแจ้งเข้ามานะครับ เพราะเข้าใจว่าคงจะมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เพราะว่าตัวผู้จัดการสำนักพิมพ์บอกมาว่า ให้ผมช่วยแจ้งให้ทราบหน่อย แล้วทุกเล่มผมจะลงมือเซ็นเป็นที่ระลึกให้ ท่านซื้อสองเล่ม ท่านก็ได้ลายเซ็นผมไปทั้งสองเล่ม อย่าลืมนะครับ ถ้าต้องการสั่งซื้อก็แจ้งเข้ามาใน inbox

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องการชุมนุมของกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลชุดนี้และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์ ในวันที่ 19 กันยายน ขออนุญาตพูดเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้คนไทยหลายๆ คน อาจจะรวมถึงท่านผู้ชมด้วย ไม่ค่อยใส่ใจนัก นั่นคือเรื่องโควิด-19

ประเด็นโควิด-19 ที่ผมจะพูดในวันนี้ เป็นเรื่องที่จะว่าร้ายแรง ก็ร้ายแรงมาก แต่ว่ายังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เอาเป็นว่าเรามาเริ่มที่สหรัฐอเมริกาก่อน เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานั้น เป็นครั้งแรกที่ยอดผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกานั้น เสียชีวิตถึง 2 แสนคนแล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ทำเอาในประเทศอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ตกอกตกใจกันมาก เพราะว่าเดิมทีแล้ว ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อเคยทำนาย ดร.แอนโทนี ฟาวซี บอกว่า โอกาสที่อเมริกาจะมีคนเสียชีวิตถึง 2 แสนคน น่าจะอยู่ประมาณเดือนธันวาคม แต่นี่แค่ปลายกันยายน ก็เสียชีวิต 2 แสนคนแล้ว ก็แสดงว่ามาเร็วกว่ากำหนดเกือบ 2 เดือน และที่สำคัญที่สุด ก็คือยอดคนเสียชีวิตก็ยังไม่หยุดไม่ยั้ง และที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คึอว่า เดือนหน้าอเมริกาจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว การแพร่กระจายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสโควิด-19 นั้น จะรุนแรงมากกว่าเก่า

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฮือฮากันมากในสหรัฐอเมริกา แน่นอนที่สุด นายทรัมป์ก็ยังออกมาปฏิเสธ โดยที่อ้างอิงว่า ตัวเองนั้น ถ้าไม่ใช่ตัวเองเก่ง หรือสั่งให้ทำโน่นทำนี่ คนคงตายไป 2.5 ล้านคนแล้ว อย่าไปใส่ใจคำพูดเขานะครับท่านผู้ชม เพราะว่านายคนนี้โกหกเป็นนิจ และบางครั้งตัวเองก็ไม่รู้ว่าที่ตัวเองพูดไปนั้นโกหก จำเรื่องที่โกหกไม่ได้ ก็กลับมาพูดอีก

เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ตอนที่สหรัฐอเมริกามีคนติดโควิดประมาณ 15 คน นายทรัมป์ออกมาโว คุยโวว่า อีก 2-3 วัน ก็ 0 คนแล้ว ไม่มีแล้ว ก็คือพูดง่ายๆ ว่า เป็นที่ยอมรับกันในสหรัฐอเมริกาแล้วว่า การที่นายทรัมป์ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ และนายทรัมป์โยนความผิดไปให้กับประเทศจีน

นี่คือสาเหตุหลักที่นายทรัมป์ ในฐานะเป็นผู้นำประเทศ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีในการป้องกันโควิด เช่น ใส่หน้ากาก นายทรัมป์ไม่เคยใส่หน้ากาก สอง ไม่ได้นำ หรือไม่ได้ชี้ให้ประชาชนอยู่บ้านในช่วงต้นๆ นายทรัมป์บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น และที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ท่านผู้ชมเชื่อไหม สมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นแฟนนายทรัมป์ บางคน เวลาชุมนุมกัน ณ วันนี้ จนถึงวันนี้ ยังออกมาพูดจาซึ่งฟังแล้วผมแทบไม่เชื่อว่าหลุดออกมาจากปากคนพวกนี้ได้ เขาบอกว่า โควิด-19 ไม่มีจริง เป็นของหลอกลวง ขนาดคนอเมริกาตายไปแล้ว 2 แสนคน ยังบอกว่าหลอกลวงอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ เล็กๆ น้อยๆ บางครั้งเราเห็นฝรั่ง อย่าไปคิดว่าเขาฉลาดกว่าเรา คนที่โง่กว่าเรา มีเยอะมาก เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจะต้องเรียนให้ท่านผู้ชมหลายคนที่บูชาฝรั่งเป็นพระเป็นเจ้า ให้รู้ว่าฝรั่งที่โง่ (โง่บัดซบ) บางคน ยังมีอยู่อีกมาก อย่าไปเชื่อว่าฝรั่งพูดอะไรแล้วจะถูกเสมอไป

ทีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาขณะนี้ มันเป็นการระบาดระลอกสอง และระลอกสาม ต่อด้วยระลอกสาม ขนาดระลอกหนึ่งยังไม่จบนะ สองเกิดขึ้น และสามกำลังตามมา ตอนนี้ที่เห็น ถ้าดูในแผนที่จะเห็นได้ชัดเลยว่าในรัฐต่างๆ ของอเมริกายังมีคนติดเชื้อโควิดอยู่

ในแผนที่จะมีสีน้ำเงินบาง สีน้ำเงินขนาดกลาง และสีน้ำเงินเข้ม ที่เข้มคือหนักที่สุด ส่วนกลาง คือหนักแต่ก็เบาลง ยังหนักอยู่ แล้วสีน้ำเงินบางๆ ก็คือมีติดทั่วไปหมด คาดว่าธันวาคมนี้ ยอดตายของสหรัฐอเมริกาน่าจะขึ้นได้ถึง 210,000 คน และดูจะไม่มีทางที่จะสิ้นสุด เพราะว่าในขณะนี้หลายๆ รัฐในอเมริกามียอดคนติดโควิดพุ่งกระฉูด จนกระทั่งในอเมริกานั้นตกอกตกใจกันหมด ดร.แอนโทนี ฟาวซี ถูกเรียกตัวไปเป็นพยานในคณะกรรมาธิการที่รีพับลิกันเป็นประธานกรรมาธิการ แล้วก็มาเล่นงาน ดร.ฟาวซี ว่า ดร.ฟาวซี พูดไม่จริง โน่นนี่ ผมยังเห็นในคลิปของซีเอ็นเอ็นเลย ผมก็ยังขำ ดร.ฟาวซี เขาพูดถึงนายพอล แรนด์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกของรีพับลิกัน เขาบอกว่า คุณพอล แรนด์ คุณไม่ได้ฟัง คุณจำอะไรไม่ได้เลยหรือว่าผมเคยเตือนอะไรคุณไว้บ้าง

ท่านผู้ชมครับ จากอเมริกา เราขยับขยายมาที่ยุโรปนิด ยุโรปในขณะนี้ โควิดระบาดเป็นระลอกที่สามแล้ว ไปถามนายบอริส จอนห์สัน ดู ไปถามที่สเปนดู ไปถามที่ฝรั่งเศสดู เพราะฉะนั้นหลักๆ แล้วยุโรปกำลังเกิดระลอกที่สาม และเกิดมากขึ้นด้วย ถึงขนาดนายบอริส จอห์นสัน บอกว่าจะต้องล็อกดาวน์ประเทศอังกฤษแล้วในขณะนี้ สำหรับฝรั่งแล้ว การล็อกดาวน์เป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะว่าฝรั่งจะเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมอะไรง่ายๆ จู่ๆ จะมาล็อกดาวน์ไม่ให้ออกจากบ้าน ไม่ให้ไปโน่นไปนี่ เขาคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเขา แต่ถึงขั้นล็อกดาวน์นี่แสดงว่าเหตุการณ์ร้ายแรงมาก

มีคนวิเคราะห์ว่าทำไมยุโรปถึงเกิดระลอกสามขึ้นมา ยุโรปเกิดระลอกสามขึ้นมา เกิดขึ้นเพราะว่า ช่วงนี้เป็นช่วงซัมเมอร์ ยุโรปตัดสินใจหลายประเทศ เปิดประเทศให้คนเข้ามาเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นสเปน ก็ปรากฏว่าเกิดระลอกสามขึ้นมาทันทีเลย มันก็เลยทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว เมื่อเรามาดูตัวเลขของประเทศไทยแล้ว เราจะเห็นได้ชัดว่าคนไทยที่ติดเชื้อโควิดด้วยกันเอง ไม่มี ทุกวันนี้ที่มีเชื้อโควิด เกิดขึ้นจากคนต่างชาติหมดเลย คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จะมาด้วยวิธีใดก็ตาม แม้กระทั่งกักตัวไว้ 14 วัน ในบางครั้งก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน เหมือนนักฟุตบอลของทีมบุรีรัมย์ พิสูจน์ชัด กักตัว 14 วัน ไม่มี แต่พอออกมาติดเชื้อโควิดเลย โควิดเกิดขึ้นมาทันที ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็พูดบอกว่า จริงๆ แล้วการกักตัวที่ดีที่สุดต้อง 21 วัน ไม่ใช่ 14 วัน เอาล่ะ ผมจะพูดถึงเรื่องนี้นิดหนึ่ง

ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเขาควายจริงๆ เพราะว่าเรากำลังต้องตัดสินใจค่อนข้างจะรอบคอบและต้องละเอียดถี่ถ้วน และต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก หนึ่ง เราจะเปิดประเทศให้คนต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยหรือไม่ นั่นคือคำถามที่เราต้องถามให้ดีๆ ถามให้ตรงไปตรงมา ผมรู้ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นกำลังจะตายกันอยู่แล้ว ซึ่งเหมือนกับอเมริกา อเมริกาในขณะนี้ เงินของการทำนุบำรุง หรือเงินภาวะฉุกเฉินที่เขาจ่ายให้กับคนอเมริกันคนละ 600 เหรียญต่ออาทิตย์ เขาก็งบประมาณหมดแล้วนะ พอหมดแล้ว คราวนี้ความวุ่นวาย วิกฤตทางเศรษฐกิจที่อเมริกาจะเริ่มเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากๆ เลยในขณะนี้ ไม่รวมนับบริษัทต่างๆ ที่พากันยื่นเรื่องขอล้มละลาย เข้า Chapter 11 เมืองไทยก็เช่นกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เจ้าของบริษัทรถทัวร์ เจ้าของบริษัทรถบัส เจ้าของบริษัทรถตู้ หลายต่อหลายคน ซึ่งท่านผู้ชมเคยเห็นข่าวว่าผ่อนรถไม่ได้แล้ว ยินดียกรถให้ใครก็ได้ เอาไปผ่อนต่อ เพราะว่าในสมัยที่ยังรุ่งเรืองอยู่ รถสั่งมากี่คันก็ไม่พอใช้ เพราะว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดเวลา

ท่านผู้ชมครับ รายได้จากการท่องเที่ยวของเราร่วม 2-3 ล้านล้านบาท หายไปเลย แทบจะไม่มีเหลือเลยในขณะนี้ ก็เลยมีการพยายามที่จะผ่อนคลาย ผ่อนคลายอันแรกที่เขาทำก็คือ การที่จะให้นักท่องเที่ยว ถ้าเข้ามาในประเทศไทยและจะมาอยู่ยาว หรือที่เรียกว่า Long Stay อยู่กันยาวๆ เลย 9 เดือน อยู่ได้ ก็เข้ามา แล้วกักตัว 14 วัน ก็ไปอยู่ได้ทันที นั่นข้อแรก แต่ปริมาณคนพวกนี้ไม่น่ากลัวมา ไม่อันตราย เพราะสมมุติคนจะเข้ามาอยู่ที่ภูเก็ต ก็จะไปสิงอยู่ที่ภูเก็ต คนอยู่สมุย ก็ไปสิงอยู่ที่สมุย ใครไปอยู่ทางอีสาน ก็ไปสิงอยู่ที่อีสาน ไม่ได้ไปไหนมาไหน แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือนักท่องเที่ยวที่มาประจำวัน ที่มาเป็นไฟลต์ ไฟลต์หนึ่งเครื่องบินเต็มลำ พอลงมาปั๊บ มีคนไปต้อนรับ แล้วขึ้นรถทัวร์ไป แล้วคนพวกนี้ก็ไม่ได้เที่ยวเฉพาะจุดเดียว คนพวกนี้พอเข้าพักที่โรงแรมแล้ว อยู่ได้ 2-3 คืน แล้วก็แพ็กกระเป๋าเดินทาง บินไปเชียงใหม่ บินไปภูเก็ต บินไปสมุย หรือว่าบินไปทางภาคตะวันออก เดินทางไปทางภาคตะวันออก เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ถ้าหากมีใครก็ตาม ซึ่งผมเชื่อว่ามีแน่นอน ยังตรวจเชื้อโควิดไม่เจอ แล้วคนพวกนี้เดินทางไปทั่วประเทศ ท่านผู้ชมหลับตาวาดภาพ วันนั้นนรกมาแล้ว นรกมาจริงๆ และอีกอย่างหนึ่งที่ผมเป็นกังวลมากๆ ประเทศไทยในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่หนึ่ง การแพร่ระบาดขั้นที่สองยังไม่มี ท่านผู้ชมคิดตามผมมา แล้วเห็นด้วยกับผมไหมว่ามันต้องมีขั้นที่สอง แต่มันจะเริ่มอย่างไรเท่านั้นเอง มันไม่มีทางหรอกแค่ขั้นที่หนึ่งแล้วจบไป คำถามคือ เราจะป้องกันตนได้อย่างไร ?

ทีนี้ ถ้าผมพูดอะไรว่าผมต้องปิดประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็บอกว่า คุณสนธิ แล้วคุณจะเอาอะไรให้ผมรับประทาน ทำมาหากินได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่น่ากลุ้มใจที่สุดและน่าเห็นใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นใจ ผมก็เลยคิดว่าในขณะนี้รัฐบาลพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยว ก็คือพูดง่ายๆ ว่า อย่างท่านรองฯ วิษณุ บอกว่าจะเพิ่มวันหยุดให้อีก 1-2 วัน พฤศจิกายน อีก 1-2 วัน

ท่านผู้ชมครับ ผมเคยพูดมานานแล้วว่า ถ้าเราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อที่จะให้คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวที่จะเข้าไปสู่ในยุค New Normal ได้นั้น เราต้องมีวันหยุดมากกว่าการเพิ่มอีก 2 วัน แล้วท่านวิษณุมาเพิ่มตอนเดือนพฤศจิกายน นี่กันยายนแล้ว อีกไม่กี่วันก็ตุลาคม ใครจะไปเที่ยว จะจองตั๋วเครื่องบินได้อย่างไร ไม่มีตั๋วว่าง แม้กระทั่งพฤศจิกายน ก็ไม่มีตั๋วว่าง ผมใคร่ขอเรียนว่า ผมเคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่งว่าเมืองไทยขณะนี้ถ้าต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผมเคยพูดไว้แล้วหลายครั้ง ถ้าท่านผู้ชมเคยฟังรายการผมจะจำได้ ว่าให้อุดหนุนแล้วก็สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศนั้น วันหยุดเราต้องยาว หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่า ปีใหม่ เราต้องหยุดขั้นต่ำ 7 วัน สงกรานต์ 7-10 วัน แล้วก็หาวันใดวันหนึ่งก็ได้ที่จะเป็นสาเหตุให้เราหยุดได้ 7 วัน 10 วัน ปีหนึ่งต้องมีประมาณ 4 ครั้ง หรือ 5 ครั้ง ท่านผู้ชมอาจจะบอกว่าหยุดเยอะเกินไปแล้ว ไม่ต้องทำมาหากินหรือ ประเด็น ทุกวันนี้ถึงไม่หยุดเราก็ไม่มีสิทธิที่จะทำมาหากินได้ เอาว่าคนที่พอจะมีเงินเก็บแล้วอยากไปเที่ยว ให้เขาเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยในต่างจังหวัด แล้วก็เอาเม็ดเงินก้อนนั้นไปลงในพื้นที่ ไปลงในร้านอาหาร ไปลงในรถเช่า ไปลงในรถตู้ ไปลงในรถทัวร์ ไปลงในร้านที่ขายผ้าไหม ไปลงในร้านที่ขายของที่ระลึก ไปลงในร้านอาหารริมทางต่างๆ ตามที่ท่องเที่ยว ให้ชาวบ้านเขาสามารถที่จะมีเงินมีทองจากนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอย เพราะฉะนั้น ไม่เพียงแต่เราต้องจัดวันหยุดประมาณปีละ 4-5 ครั้ง ครั้งละ 7-10 วันแล้ว เรายังต้องแถมวันหยุดพิเศษเพิ่มอีกบางอาทิตย์ สมมุติว่ามีหยุดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราต่อวันจันทร์อีกวันได้ไหม ก็เป็นศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อย่างน้อยที่สุดในระยะใกล้ๆ สี่วันเขาสามารถจะขับรถ ครอบครัวหนึ่งสามารถจะขับรถหรือสามารถจะเช่ารถตู้ไปเที่ยวกันที่จันทบุรี ไปเที่ยวกันที่ตราด

ทุกวันนี้รัฐบาลเน้นและขอร้องให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปูนซิเมนต์ไทย ไม่ว่าจะเป็น ปตท. ให้จ้างลูกจ้างหรือพนักงานของตัวเองไปเที่ยว โดยที่ผมทราบมาว่ามีบริษัทหนึ่ง อาจจะเป็น ปตท.ก็ได้ ให้ไปเที่ยวจันทบุรี โดยออกค่าใช้จ่ายให้หมดเลย แต่คำถามก็คือว่า ปตท. ทำคนเดียวไม่ได้ ซีพีทำคนเดียวไม่ได้ เจ้าโน้นเจ้านี้ทำคนเดียวไม่ได้ ที่สำคัญที่สุด มันต้องเป็นวาระแห่งชาติที่จะให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพที่จะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้

ท่านผู้ชมครับ ภูเก็ต เป็นเกาะที่ต้องพึ่งการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ผมยังไม่เห็นว่ามันจะลำบากยากเย็นขนาดไหนถ้าเราจะพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตให้คนในประเทศไทยไปเที่ยวภูเก็ตมากขึ้น ผมคิดว่าราคาโรงแรมในภูเก็ตอาจจะแพง แต่ถ้าเจ้าของโรงแรมในภูเก็ตรู้ว่าไม่มีทางที่จะรอดถ้ายังหวังรอนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ผมเชื่อว่าเขายินดีที่จะลดราคาโรงแรมลง เหลือแค่คืนละ 2,000-3,000 บาท ผมเชื่อว่าเขายินดีที่จะลด ขอให้มาก็แล้วกัน แต่คำถามก็คือว่า ถ้าคุณหยุดแค่ 3-4 วัน คุณจะไปเที่ยวภูเก็ตได้อย่างไร คุณต้องมีระยะทางระยะหนึ่ง ประมาณ 7-10 วัน เขาถึงจะสามารถไปเที่ยวทางใต้ ไปอยู่ภูเก็ต ไปเล่นน้ำทะเล ไปเที่ยวเตร่ ไปอยู่พังงา ไปอยู่กระบี่ ไปอยู่สมุย แต่ระยะเวลาที่เขาหยุดจะต้องยาวกว่า 3-4 วัน นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามพูดออกมาให้เห็นชัดเจนว่า ด้วยวิธีนี้ และในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเป็นหัวหอกในการสนับสนุนเมืองรอง

เมืองรอง คือเมืองอะไร ? สมมุติว่าเชียงใหม่ เมืองรองของเชียงใหม่ ก็คือลำปาง สนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเมืองรอง ช่วยเหลือให้เงินอุดหนุน เสร็จเรียบร้อยแล้วทำโปรโมชันให้เขา มีการจัดทริปที่จะไปเที่ยวเมืองรอง มีอะไรพิเศษ โน่นนี่นั่น มีการให้เงินกู้ เมืองรอง ซึ่งมันตายไปแล้วในขณะนี้ สมัยที่โควิดยังไม่มา เมืองรองกำลังฟื้นฟูขึ้นมา มีคนไปเที่ยวเมืองรองหลายคน แต่ตอนนี้พอโควิดมา อย่าว่าแต่เมืองรองเลย เมืองเอกอย่างเชียงใหม่ยังตาย ภูเก็ตเมืองเอกยังตายเลย นับประสาอะไรกับเมืองรอง จะไม่ตายหรือ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าถ้ามีเวลามากพอ การท่องเที่ยวนอกจากเครื่องบินแล้ว รถยนต์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนออกไปท่องเที่ยวกันได้มาก เพราะฉะนั้นแล้ว ทำอย่างไรที่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และผมคิดว่ารัฐบาล ก็คือท่านนายกฯ เอง และรองฯ วิษณุเอง ต้องวางแผนว่าปี 2564 ต้องประกาศมาตอนนี้เลยว่าปีหน้าจะมีวันหยุดระยะยาวให้ประมาณ 4 ครั้ง หรือ 5 ครั้ง ดังต่อไปนี้ สิ้นปีนี้ ปีใหม่ เราจะมีวันหยุดตั้งแต่วันที่ 30 หรือ 29 ก็ 29-30-31-1-2-3-4 เจ็ดวันพอดีเลย เจ็ดวัน เขาจะได้เตรียมตัวได้ พอพ้นปีใหม่ไป จะมีสงกรานต์อีก 10 วัน เพราะสงกรานต์เป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่มาก สงกรานต์หยุดไปอีก 10 วัน คนจะได้เตรียมตัวได้ เตรียมตัวไปเที่ยวภูเก็ตเอย เตรียมตัวกลับบ้านเอย หรือว่าเตรียมตัวที่จะพาครอบครัวทั้งหลายเดินทางไปในวันหยุดยาว ผมเชื่อว่าถ้าประกาศออกมา 4 ครั้ง หรือ 5 ครั้งต่อปี ในปีหน้า และถ้าทำได้ แถมอีกประเภทที่เพิ่มอีก 2 วัน อย่างที่ท่านรองฯ วิษณุทำ เราก็จะมีวันหยุดที่มี 4 วัน อยู่อีกประมาณ 5-6 ครั้งตลอดปี ผมเชื่อว่าตัวนี้จะเป็นตัวกระตุ้นจริงๆ ทำให้ภาคธุรกิจบริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมันเกิดขึ้นมาได้

และอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมไม่อยากจะให้คำแนะนำ เพราะผมคิดว่าผมให้แนะนำไปแล้วก็คงจะไม่ทำกัน อาจจะเป็นเพราะว่าคนบางคนในรัฐบาลเขิน หรือคนบางคนในรัฐบาลไม่ชอบที่จะให้ใครมาแนะนำ คล้ายๆ ว่าถ้าเขาทำตามแล้วเขาจะอาย ซึ่งผมคิดว่าเอาเป็นความคิดของผมก็แล้วกัน ท่านผู้ชมครับ รัฐบาลถ้าจะช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แน่นอนที่สุด สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงก็คือโรงแรม อันที่สองที่จะพูดถึง คือผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ถ้าพิสูจน์ได้พอสมควร สมมุติว่าเขามีรถตู้อยู่ประมาณ 20 คัน เขาเคยรับนักท่องเที่ยวมา แล้วปรากฏว่าเขาสู้ไม่ไหว เป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลจะช่วยเขาผ่อนรถตู้พวกนั้น หรือให้เขาขอยืมเงินที่จะมาผ่อน หรือเจรจาที่จะทำอย่างไรก็ได้ที่เขาจะไม่ต้องแบกภาระไป นั่นข้อแรก

ข้อที่สอง ร้านอาหารต่างๆ ที่เคยเปิดได้และมีนักท่องเที่ยวมา ปรากฏว่าปิดร้าน ให้คนออก ไล่คนออก กลับไปอยู่บ้าน เป็นไปได้ไหมครับถ้าจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมที่จดทะเบียนเป็นโรงแรม โฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ บีแอนด์บี หรือใครก็ตามที่มีเกสต์เฮาส์อยู่ เคยมีคนเข้าไปพักคืนละ 500-600 บาท พวกนี้ถ้าเราไปยึดถือกฎระเบียบว่าคุณต้องลงทะเบียน คุณต้องมีลักษณะองค์ประกอบของการเป็นโรงแรมอย่างเต็มตัว โน่นนี่นั่น คุณถึงจะได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ แต่ว่าลักษณะองค์ประกอบของธุรกิจที่พักอาศัย มันเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้ผมกลับมองว่าโรงแรมใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามที่มี 400-500 ห้อง เดินเข้าไปมีโถงใหญ่ๆ มีแชนเดอเรียสูงๆ มีคนเดินไปเดินมา มันไม่ใช่โรงแรมที่คนที่จะไปท่องเที่ยวเขาจะไปพัก คนท่องเที่ยวต้องการจะไปพักที่เล็กๆ ที่เงียบๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขามองว่าโรงแรมเป็นที่นอนพักผ่อนของเขา เมื่อเขาไปเที่ยวกลับมา แล้วในโรงแรมนั้นจะต้องมีอุปกรณ์ที่สะอาดสะอ้าน ผ้าปูที่นอนที่ขาวสะอาด หมอนที่น่านอน ห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ลักษณะแบบนี้ หรือเกสต์เฮาส์ดีๆ ในประเทศไทยมีเยอะ รวมไปจนถึงโฮมสเตย์ด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว บางครั้งเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจในรัฐนั้นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองอุตสาหกรรมโรงแรมว่ามันมีมากกว่าโรงแรมประเภทที่มี 300-400 ห้อง 500 ห้อง นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราจะต้องทำให้ได้ และถ้าเราฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศได้ ผมเชื่อว่าในปี 2563 ต่อ 64 ต่อ 65 อีกสองปีเต็มๆ การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศจะไม่เกิดขึ้น และถ้าเป็นไปได้ 2564 ปีหน้าทั้งปี (ในความเห็นของผม) ท่านที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ต้องการพึ่งพาต่างชาตินั้น ให้รู้เลยว่า เรายังไม่ควรจะรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามา เราใช้ปี 2564 ผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย เพื่อป้องกันการระบาดระลอกที่สอง

ท่านผู้ชม ถ้ามีการระบาดรอบที่สอง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่ได้เจ๊งฝ่ายเดียว ประเทศไทยเจ๊งทั้่งประเทศ นี่ยังไม่นับเรื่องราวที่อยู่ที่แถวชายแดนไทย-พม่า ท่านผู้ชมก็ทราบอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าตอนนี้คนที่ติดเชื้อโควิดที่พม่ามีเยอะมาก แล้วกำลังทะลักมาตามชายแดน พรมแดนต่างๆ เจ้าหน้าที่ที่จะต้องไปดูแล ไม่ว่าจะเป็น ตชด. ไม่ว่าจะเป็นทหาร ถามว่ามีอุปกรณ์ป้องกันหรือยัง มีชุด PPE ซึ่งใส่เต็มหัว คนเข้ามาเป็นหมื่นๆ คน หรือเป็นร้อยๆ คนแล้วต้องเปลี่ยน ใส่แล้วต้องเอาไปซัก มันไม่ใช่แค่การเอาปืนยิงหัวว่ามีอุณหภูมิเท่าไร แล้วทหารทุกคน ตำรวจทุกคน ที่อยู่ตามชายแดน ทุกคนต้องพกปืนอัตโนมัติที่ยิงอุณหภูมิ คนหนึ่งควรจะมี 1 กระบอก เก็บเอาไว้เพื่อจะวัด

อย่างน้อยที่สุดใครก็ตาม คือบางทีเราเจอคนเดินอยู่ริมชายแดน เราไม่จำเป็นต้องให้เขาเข้าด่านตรวจ เราสั่งให้เขาหยุด เอาหัวมายิง อ้าว คนนี้ 38 องศาฯ 39 องศาฯ แยกออกไปทันที ถ้าไม่มี เราก็ต้องต้อนพวกนี้เข้าไปในจุดที่เขาจะสามารถตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นหลักการตรวจสอบง่ายๆ ที่พวกนี้ควรจะมี คือ หนึ่ง ต้องมีปืนยิงวัดอุณหภูมิ และสอง แต่ละคน ถ้าเป็นทหารต้องมีชุด PPE ชุดที่คลุมตัวเอง ติดตัวไป ในกรณีที่เจอคนต่างแดนซึ่งเป็นโควิด ผมคิดว่าตรงนี้ตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจตามชายแดนต่างๆ ที่ต้องสัมผัสกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นแม่สอด ไม่ว่าจะเป็นระนอง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ควรจะมีอุปกรณ์พวกนี้เอาไว้มากๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ อย่าให้เกิดการระบาดระลอกที่สอง ซึ่งผมคิดว่า การไม่มีระลอกที่สองนั้น เป็นอะไรที่ฝืนธรรมชาติ ปกติธรรมดาแล้วจะต้องมีระลอกที่สอง

ส่วนระลอกที่สอง ถ้ามีขึ้นมาแล้ว เราคุมได้ไหม ? เราต้องคิดกันเองว่าเราจะคุมกันได้หรือเปล่า เรื่องที่สองที่สำคัญที่สุด ท่านผู้ชมสังเกตประเทศจีนไหม ประเทศจีนวันนี้เขามีวัคซีนที่คิดออกมาแล้ว และเขาจะเริ่มฉีดคนของเขาเองแล้ว เป็นแสนๆ คน เท่าที่ทราบข่าวมา ประมาณเดือนพฤศจิกายน แต่การฉีดวัคซีนไม่ได้แปลว่าฉีดแล้วพวกนี้จะออกมาเที่ยวนะ เขาฉีดวัคซีนแล้วเขาต้องทำการวิจัยว่าเขาฉีดไปแล้ว 5 ล้านคน 10 ล้านคน แล้วเขาจะดูหน่อยว่าระยะเวลาผ่านไป 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือนแล้ว มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นไหม ถ้ามีผลข้างเคียงเขาต้องเอามาแก้ไข เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้ววัคซีนที่ต่างประเทศก็เช่นกัน เขาคิดขึ้นมาปั๊บ ถึงเขาคิดว่าเซฟแล้ว เขาทดลองกับคนแล้ว แต่พอเขาเริ่มฉีดแล้ว เขาต้องมอนิเตอร์ ตรวจสอบคนที่เขาฉีด ว่าฉีดแล้ว 5-6 เดือน จะเป็นอะไรหรือเปล่า ผมถามว่า ถ้าเขาฉีดวัคซีนปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ซึ่งตามข่าวล่าสุดออกมา วัคซีนที่จะมีใช้กันได้ต้องประมาณเกือบๆ กลางปีหน้า

ถ้าเกือบๆ กลางปีหน้า ก็ถามต่อ เขาใช้เวลาตรวจสอบและติดตามผลอีกสักครึ่งปี ก็หมายความว่าสิ้นปีหน้า ปี 64 ผมก็เลยจะถามว่า แล้วที่เราคาดว่าสายการบินของเราที่จะฟื้นฟูเรื่องราวต่างๆ ที่จะออกมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ยกตัวอย่าง สายการบินไทย สายการบินไทยต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ นอกเสียจากว่าการบินไทยจะจับไทยสมายล์มารวมกัน แล้วดูแลการท่องเที่ยวในประเทศด้วย นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าการบินไทยโดดๆ การบินไทยต้องดูแลนักท่องเที่ยวต่างประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของการบินไทยนั้นจะต้องพึ่งพากับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ผมขอเรียนตรงนี้ และผมคิดว่าผมไม่ผิด ปี 64 ก็จะเป็นปีที่เจ็บปวดของการบินไทยต่อไป ถึงแม้ว่าท่านดีดี คุณชาญศิลป์ หรือคนที่เข้าไปทำแผนฟื้นฟูการบินไทยจะบอกว่าการบินไทยอยู่รอดแน่ ยังอยู่ไม่รอดครับ เพราะว่าอุปสงค์ หรือ demand ของตลาดมันไม่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อมันไม่มีจริงๆ แล้วก็โยงกลับมา ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำใจ เราทำใจว่าเราไม่เปิดประเทศล่ะ ปี 64 มีทางอะไรที่จะช่วยผู้ประกอบการการท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งต่างชาติได้ หาทางช่วยเขาไป แต่ขณะเดียวกัน เราต้องทุ่มเททุกอย่าง ทั้งทรัพยากร ทั้งกำลังคน ทั้งความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ที่จะพัฒนาให้การท่องเที่ยวในประเทศให้เกิดให้ได้ภายปีหน้า

ท่านผู้ชมครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องต่างประเทศมานานแล้ว อาจจะต้องกลับมาสัมผัสเรื่องต่างประเทศบ้าง แต่เผอิญเรื่องต่างประเทศที่ผมจะพูดในวันนี้ นอกจากเรื่องโควิด-19 ที่ผมพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ ยังมีเรื่องของสหรัฐอเมริกา ท่านผู้ชมรู้ไหมครับว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2563 ก็คือประมาณสัก 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มพ่อค้าในจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการนัดพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับคณะเยือนของเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกาประจำเมืองเชียงใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นการเพื่อเก็บข้อมูล record ในวันที่ 9 กันยายน นี่เป็นการเยี่ยมครั้งแรกของกงสุลอเมริกาประจำเชียงใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย ไม่เคยปรากฏมาตั้งแต่กงสุลอเมริกาตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่มานานแล้ว ไม่เคยเข้ามาเยี่ยมพ่อค้าคนจีน จังหวะพอดี เป็นช่วงเวลาเข้ามารับตำแหน่งใหม่ของกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเมืองเชียงใหม่ คือท่านอู๋ จื้ออู่

ท่านอู๋ จื้ออู่ มีประสบการณ์การทำงานในประเทศไทยมาแล้ว 2 วาระ โดยเคยประจำที่กรุงเทพฯ สงขลา กงสุลใหญ่ท่านนี้ใช้ภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เป็นคนเชื้อสายแต้จิ๋ว ทำให้สามารถสื่อสารกับคนเชียงใหม่ได้ดีและโดดเด่นกว่าอดีตกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ท่านอื่น

น่าสนใจครับท่านผู้ชม เข้ามาพบเพื่อขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในวันที่ท่านกงสุลจีนคนใหม่เข้ามาประจำตำแหน่ง และที่น่าสนใจมากกว่านั้น กงสุลใหญ่อเมริกาส่งเจ้าหน้าที่ 3 ท่าน มาพูดคุย คนแรกคือ Miss Vi L. Jacobs-Nhan เป็นกงสุลฝ่ายการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เป็นคนอเมริกา แต่เชื้อสายไต้หวัน สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีนกลาง และภาษากวางตุ้งได้ดีมาก

และมีคุณวารุณี ต่อศรีเจริญ ผู้ช่วยฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ เป็นชาวไทย ภูมิลำเนากรุงเทพฯ เป็นชาวจีนเชื้อสายเตี่ยอัน อีกคนหนึ่งคือคุณสิทธา เลิศไพบูลย์ศิริ ผู้ช่วยอาวุโสฝ่ายการเมือง เป็นชาวไทย ภูมิลำเนากรุงเทพฯ เยาวราช แซ่ตั้ง หลักๆ ก็คือไปทำความรู้จัก และประเด็นหลักที่พูดคุยกันคือ ต้องการจะสอบถามข้อมูลความสัมพันธ์ของสมาคมพ่อค้าจีนในเชียงใหม่ กับสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ สอบถามถึงกิจกรรมของสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ที่มีบทบาทกับเชียงใหม่ แสดงมิตรไมตรีของอเมริกาต่อคนไทยและคนอเมริกันต่างแดน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เหมือนกับว่ามาเช็กว่าตอนนี้บทบาทกงสุลจีนในเชียงใหม่เข้าไปสู่พ่อค้าจีนได้มากน้อยแค่ไหน สังเกตอย่างหนึ่ง การที่เอาผู้ช่วยทูตที่เป็นเชื้อสายไต้หวัน พูดจีนได้ พูดจีนกลางได้ พูดกวางตุ้งได้ เข้ามาซักถาม มันสะท้อนให้เห็นว่าในขณะนี้สหรัฐอเมริกามองประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยในกรุงเทพมหานคร แต่เขามองเชียงใหม่ ทำไมถึงมองเชียงใหม่ ? เดี๋ยวผมจะเอาแผนที่ขึ้นให้ดู ที่ผมมองเชียงใหม่ เพราะเชียงใหม่ ถ้าท่านผู้ชมดูแผนที่ที่ผมให้ดู เชียงใหม่อยู่ใต้จากจุดยุทธศาสตร์ของจีน คือมณฑลเสฉวน ที่เมืองเฉิงตู

ย่านนี้เป็นย่านที่ค่อนข้างจะมีการตั้งฐานทัพทหารของประเทศจีน และฐานจรวดของประเทศจีนเยอะมาก ในขณะเดียวกัน ถ้าลากเส้นจากเชียงใหม่ไปที่มณฑลกวางโจว ก็ไม่ไกล ก็คือพูดง่ายๆ ว่าเชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากๆ แล้วในทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ และเชียงใหม่จากนี้ไป จะไม่เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไปแล้ว เชื่อผม คือพูดง่ายๆ ว่า สายลับทางฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่ และฝ่ายอเมริกา ต่างมาชุมนุมกันอยู่ที่เมืองเจียงใหม่แล้วคราวนี้ ทุกคนเริ่มหัดกินน้ำพริกอ่อง แคบหมู แกงฮังเล ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย แล้วก็เริ่มทำอย่างไรก็ตามที่จะให้เข้าถึงใจคนพื้นเมืองได้ ที่สำคัญก็คือ การประชุมครั้งที่ผ่านมา วันที่ 9 กันยายนนั้น พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเขาต้องการรู้ข้อมูลว่าพ่อค้าคนจีนที่ติดต่อกับประเทศจีน กงสุลจีน คุยกันเรื่องอะไรบ้าง มีความรู้สึกอย่างไรกับกงสุลจีน ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่เอาผู้ช่วยทูตฝ่ายการเมือง หรืออีกนัยหนึ่ง ผมไม่อยากพูด แต่ว่าจริงๆ แล้วก็เป็น CIA นั่นเอง เป็น CIA ที่เอามาประจำอยู่ที่กงสุลใหญ่ที่เชียงใหม่ เพราะว่าที่เชียงใหม่มันมีศูนย์อยู่ศูนย์หนึ่งซึ่งสำคัญมาก คือศูนย์ปฏิบัติการของ DEA : Drug Enforcement Administration คือศูนย์การปราบปรามยาเสพติด ซึ่งตั้งมานานแล้ว ที่เชียงใหม่ นมนานแล้ว แล้วเชียงใหม่เป็นศูนย์ที่จะคอยตรวจสอบความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มน้อยต่างๆ

สมัยหนึ่งที่พม่ายังไม่เปิดประเทศ ยังปิดประเทศอยู่ เชียงใหม่คือจุดของการส่องกล้องเข้าไปในพม่า แล้วก็มีการใช้ตัวแทนของฝรั่งที่อยู่ในเชียงใหม่ เป็นตัวแทน เป็นเอเยนต์ของ CIA คอยติดต่อกับชนกลุ่มน้อย เพราะว่าชนกลุ่มน้อยมีอยู่บางส่วนที่นับถือศาสนาคริสต์ ก็เลยใช้ความสัมพันธ์ในการที่ถือศาสนาเดียวกันมาเป็นตัวเชื่อม เป็นตัวต่อ เป็นจิ๊กซอว์ที่จะเข้าไปหา แต่ตอนนี้เริ่มเปิดประเทศแล้ว กลายเป็นว่าเชียงใหม่ขณะนี้ เป้าไม่ได้อยู่ที่พม่าแล้ว เป้ากลายเป็นประเทศจีนทางตอนใต้ เพราะฉะนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ทีนี้ น่าสนใจมาก ท่านผู้ชมครับ รัฐบาลอเมริกากำลังจะสร้างกงสุลใหญ่ของอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ลงทุนการก่อสร้างด้วยเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9,500 ล้านบาท กงสุลในเชียงใหม่นะ กงสุลแต่เดิมตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำปิง เช่าอยู่ที่กรมธนารักษ์มากว่า 70 ปี ก็จะเปลี่ยนกงสุลเดิมให้เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกาประจำเชียงใหม่ กงสุลใหม่ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดำเนินการแล้ว ตั้งอยู่บนพื้นที่ฝั่งขวามือของทางหลวงหมายเลข 11 หรือถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ปากทางเข้ามหาวิทยาลัยพายัพ ติดกับร้าน Index Living Mall มีเนื้อที่ 15 ไร่ 77 ตารางวา เพราะฉะนั้นแล้วน่าสนใจมาก กงสุลใหญ่ขนาดนั้น เดี๋ยวผมจะเอาแผนที่ให้ดู แผนที่ตั้งกงสุลใหญ่ และแผนที่เชียงใหม่ที่มีต่อเสฉวน และมีต่อกวางโจว

กงสุลขนาดนี้ ธรรมดาสถานทูต อย่างจีน หรืออเมริกา หรือรัสเซีย เขาจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในกงสุลของเขา หรือในสถานทูตของเขา ยิ่งเป็นกงสุลระดับ 300 ล้านเหรียญ ที่เขาลงทุนนี่นะ เชื่อผมเถอะครับ ข้างในจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยมาก และลองดูเสาอากาศซิ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมกำลังตั้งข้อสงสัย (ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ) เป็นไปได้ไหมว่า เขากำลังจะทำให้กงสุลอเมริกาในเชียงใหม่นั้น เป็นศูนย์ตรวจจับและเช็กความเคลื่อนไหวของประเทศจีนตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเสฉวน และทางกวางโจว ก็คือพูดง่ายๆ ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี่ถ้าตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่มีประโยชน์ เพราะมันไกล แต่ถ้าตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ โดยใช้สถานภาพกงสุลเดิม มันทำไม่ได้ เพราะมันเล็กเกินไป มันไม่พร้อม เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อลงทุนสร้างทั้งที 300 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย ไปสร้างอะไรในอเมริกาก็ถือว่าใหญ่แล้ว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ นับประสาอะไรกับการสร้างกงสุลที่เชียงใหม่ 9,500 ล้านบาท นี่คือโครงสร้างนะท่านผู้ชม การซื้อที่ดินเข้าใจว่าซื้อไป 1,200 ล้านบาท แล้วก็โครงสร้างอีก การก่อสร้าง ยังไม่นับอุปกรณ์ ซึ่งแน่นอนที่สุดทางรัฐบาลอเมริกา จะเป็นกระทรวงกลาโหมอเมริกา หรือจะเป็น CIA ต้องส่งอุปกรณ์ต่างๆ พวกนี้เข้ามาประจำอยู่ในกงสุล เพราะฉะนั้นแล้ว กงสุลใหญ่ของอเมริกาที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมสามารถที่จะฟันธงไปได้ว่าจะเป็นแหล่งสืบความลับของประเทศจีนตอนใต้อย่างแน่นอนที่สุด ด้วยการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยที่สุด เพราะฉะนั้นแล้ว จับตาดูให้ดีๆ

ทีนี้ การขยับขยายกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเชียงใหม่ เผอิญมันไปประจวบเหมาะกับการเคลื่อนไหวของประชาชนทางภาคเหนือ มันมีคณะกลุ่มอนุรักษ์นิยมแห่งชาติเปิดศึกนัดชุมนุมทุกจังหวัดไล่ทหารสหรัฐฯ พร้อมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากม็อบมุ้งมิ้ง หรือม็อบคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือคุณรุ้ง ปนัสยา คุณมะลิ ทองคำปลิว ประธานอนุรักษ์นิยมแห่งชาติภาคเหนือ ได้นำมวลชนทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ พวกแม้ว พวกม้ง พวกโน้นพวกนี้ และคนพื้นราบ ประมาณ 60 คน รวมตัวที่ดอยโพธิสัตว์กวนอิม วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เพื่อทำกิจกรรมที่แสดงออกถึงการต่อต้านการเข้ามาฝึกทหารและการตั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เดี๋ยวผมจะเอารูปขึ้นให้ดู

คนที่เข้ามาร่วมชุมนุม เขาถือป้ายคำว่า “SAVE THAI” “ไทยต้องเป็นกลาง” “Get out! Ameracan soldiers” “ทหารอเมริกันต้องออกไป ก่อนภัยจะมา” “อย่าใช้เมืองไทยเป็นพื้นที่ยั่วยุ” โดยมีภาพของท่าน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. รวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว จุดยืนของเครือข่ายพวกนี้ ไม่ใช่เครือข่าย อย่าไปมองพวกนี้เขามีแค่ 60 คน มันเป็นเครือข่ายที่เกิดขึ้นทุกจังหวัดแล้วตอนนี้ เหมือนกับว่าเตรียมตั้งรับ คือพูดง่ายๆ เขามองว่าในขณะนี้เมืองไทยกำลังจะเป็นเวทีการรบ อย่างน้อยที่สุด ในทางการจารชน spy หรือการสืบราชการลับ ระหว่างกงสุลใหญ่ที่กำลังจะสร้างอีก 300 ล้านเหรียญ แล้วยังไม่นับอุปกรณ์ที่จะต้องเข้ามาอีก ที่จะมอนิเตอร์จีนทางตอนใต้

ผมเชื่อว่าทางจีนก็คงจะรู้เหมือนกันว่าเรื่องพวกนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนที่สุด และเขาจะต้องถูกอเมริกา โดยใช้กงสุลตรวจสอบอย่างแน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้นคอยจับตาดูดีๆ อย่าไปประมาท เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาของการสร้างกงสุลนะ แต่ผมอธิบายเนื้อหาแล้ว ท่านผู้ชมคอยดูครับ อย่าลืมเป็นอันขาด ผมเคยพูดกับท่านผู้ชมแล้วใช่ไหม หลายๆ เรื่อง ผมบอกมีโอกาสมากที่ประเทศอเมริกาจะมาขอตั้งฐานทัพจรวดขีปนาวุธในประเทศไทย เพื่อต่อต้านฐานยิงจรวดของจีน ที่จะมีอันตรายและเป็นภัยต่อขบวนเรือของอเมริกาในย่านเอเชียแปซิฟิก ท่านผู้ชมอย่าลืมเรื่องนี้นะครับ ผมพูดไว้แล้วนะว่า กงสุลอเมริกาในเชียงใหม่จะเป็นศูนย์กลางการจารชนที่ยิ่งใหญ่มากทางภาคเหนือ และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตรวจสอบประเทศจีน เพราะฉะนั้นแล้วเมืองไทยก็จะกลายเป็นเวทีของการปะทะกันแล้วคราวนี้

ท่านผู้ชมครับ ถ้าวันนี้เราไม่พูดถึงเรื่องของม็อบวันที่ 19 กันยายน ก็ค่อนข้างจะเชย พูดเสียหน่อยดีไหม เพราะผมมีข้อสังเกตของผมบางประการที่อยากจะเอามาร่วมแสดงความคิดเห็นกับท่านผู้ชมด้วย

แต่ก่อนที่จะไปถึงกลุ่มวันที่ 19 กันยายน เราต้องอธิบายความกันนิดว่า วันนี้เป็นการเล่าเรื่องให้ฟังนะครับ แล้วก็จะไม่ยืนหยัดข้างใดข้างหนึ่ง อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาที่สุด โดยไม่เข้าข้างใคร แน่นอนที่สุด การอธิบายครั้งนี้ก็คงจะมีหลายฝ่าย บางฝ่ายก็อาจจะไม่พอใจ บางฝ่ายก็อาจจะคิดว่าผมไปเข้าข้างฝ่ายนั้นหรือเปล่า ไม่ใช่นะท่านผู้ชมครับ

ตอนนี้กลุ่มที่ชุมนุมมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ คือกลุ่มที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ลานพญานาค ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กลุ่มที่สอง คือกลุ่มคณะประชาชนปลดแอก คณะประชาชนปลดแอกก็คือ หลังจากวันที่ 10 สิงหาคม แล้ว 16 สิงหาคม คณะประชาชนปลดแอกก็คือคณะที่ชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และคณะประชาชนปลดแอกคณะนี้ ก็เป็นคณะที่วันนั้นปฏิเสธที่จะไม่ให้คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ และคุณรุ้ง ปนัสยา ขึ้นเวที ก็เลยทำให้สองคนนั้นเดินออกจากที่ชุมนุมไป แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ สองกลุ่มนี้เป็นแนวร่วมกัน แบ่งงานกันทำ แกนหลักมาจากธรรมศาสตร์และจุฬาฯ เช่น 23-24 กันยายน ที่สภา กลุ่มประชาชนปลดแอกรับงานไป 19 กันยายน กลุ่มธรรมศาสตร์รับงานไป ส่วนวันที่ 23-24 กลุ่มประชาชนปลดแอกรับงานไป

กลุ่มวันที่ 16 สิงหาคม ที่ชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มีคนที่ผมคำนวณให้ดูแล้วว่าประมาณ 20,000-30,000 คน กลุ่มนั้นนำโดยฟอร์ด หรือชื่อจริงชื่อ ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เป็นเลขาธิการคณะประชาชนปลดแอก เรียนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เดิมทีกลุ่มนี้ใช้ชื่อว่ากลุ่มเยาวชนปลดแอก เพราะฉะนั้นแล้ว ในวันนั้นที่ไม่ให้คุณเพนวิน คุณรุ้ง ขึ้นเวที เพราะว่าในการเคลื่อนไหวมวลชนกลุ่มอื่นๆ เช่น คนเสื้อแดงเอย คนเพื่อไทยเอย สมัชชาคนจน แต่ไม่ได้มาในนามสมัชชานะ เกรงว่าข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้น จะมีปัญหาขึ้นมา

กลุ่มเยาวชนปลดแอก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เมื่อปีที่แล้ว มีสาเหตุมาจากกลุ่มเยาวชนพวกนี้ไม่พอใจในการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการยุบพรรคอนาคต ที่กลุ่มนี้เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม และนำไปสู่การประท้วงในประเทศไทย พ.ศ. 2563 โดยในช่วงแรกนั้น คาดว่าเพียงแต่ต้องการเจาะจงเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในชื่อว่า เยาวชนปลดแอก แต่พอภายหลังมีคนเข้ามาร่วม มีคนอายุมากขึ้น วัยกลางคน ผู้สูงอายุมากขึ้น ทางแกนเขาก็เลยมีมติให้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะประชาชนปลดแอก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Free People และถือว่าเป็นการประกาศยกระดับการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2563

ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ทั้งสองกลุ่มนี้ คนที่เป็นแกนนำและสามารถขึ้นได้ทุกเวที คือขึ้นทั้งกลุ่มประชาชนปลดแอก กับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ ก็คือคุณอานนท์ นำภา ซึ่งเป็นทนายความ ท่านผู้ชมครับ

นี่คือที่มาที่ไปของสองกลุ่มที่ท่านผู้ชมต้องรับรู้และเรียนรู้ไว้ว่ามันมีที่มาที่ไปเช่นนี้ โดยหลักๆ ก็คือไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ แล้วโดยหลักๆ แล้วเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ แต่เผอิญกลุ่มธรรมศาสตร์ โดยคุณเพนกวิน และคุณรุ้งนั้น มีวาระเพิ่มเติมเข้ามาอีก ก็คือ 10 ข้อเรียกร้องในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์ ซึ่ง 10 ข้อนี้ หลักๆ มาจากคุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งหนีคดีอยู่ หลบคดีอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งคุณปวิน ชัชชวาลพงศ์พันธ์ ที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

ทีนี้ วันที่ 19 กันยายนนั้น คำถามว่า ได้รับชัยชนะหรือเปล่า ? แน่นอนว่ากลุ่มคุณอานนท์ หรือกลุ่มคุณรุ้ง หรือกลุ่มคุณเพนกวิน ก็บอกว่า ถือว่าเป็นชัยชนะแล้ว ไม่เป็นไรครับ ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือว่า ถ้ายังเดินเกมอย่างนี้ต่อไป คนที่แพ้ก็คือประเทศชาติเป็นฝ่ายแพ้ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่แพ้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ชนะในเรื่องนี้ เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะไม่ได้โดนโจมตีเลย กลับกลายเป็นว่ามองข้าม พล.อ.ประยุทธ์ ไป แล้วก็ขึ้นไปสู่สถาบันกษัตริย์

มีการ์ตูนเมื่อวานนี้ ของวันพฤหัสฯ ของบัญชา คามิน เดี๋ยวผมจะเอาขึ้นให้ดู พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าผมไม่เสียหายอะไรเลย แล้วปรากฏว่าบนเพดาน หมายถึงฟ้า สูงกว่าประยุทธ์ มีทั้งมีดปักอยู่ มีทั้งของสกปรกโดนขว้างไปที่โน่นที่นี่หมด นั่นคือลักษณะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

อันแรกเราต้องมาปุจฉา-วิสัชชนากันก่อนว่า คุณเพนกวินและทีมงานของคุณเพนกวิน บอกว่ามีประชาชนเข้ามาชุมนุม รวมทั้งรอบๆ สนามหลวงแล้ว 2 แสนกว่าคน อันนี้ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เคลียร์กันนิดหนึ่ง มีการพูดคุยกับผู้สื่อข่างต่างประเทศ ทุกราย ทุกคนยืนยันว่าสูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นคน 2 หมื่นกว่าถึง 3 หมื่น แล้วคำนวณจากพื้นที่ที่สนามหลวง คือการชุมนุมจะโกหกเรื่องปริมาณคนไม่ได้ เพราะว่าพื้นที่มันตายตัว ใช้ Google Maps ก็รู้ว่าสนามหลวงมีอยู่แค่ไหน ส่วนไหนเป็นซีเมนต์ ส่วนไหนเป็นพื้นหญ้า แล้วมีคนนั่งอยู่ ต่อตารางเมตร ทั้งหมดพื้นที่ตรงนั้นแบ่งออกมาแล้วได้ทั้งหมดกี่ตารางเมตร แล้วกี่ตารางเมตรนี้จะนั่งกันได้กี่คน เหมือนกับที่ผมคำนวณคราวที่แล้ว ในการชุมนุมวันที่ 16 สิงหาคม ว่า 1 ตารางเมตร เขาบอกว่ายืนเบียดๆ กันได้ 4 คน แต่ถ้าไม่เบียดกัน ได้ 3 คน ซึ่งก็เรียกว่าตึงๆ กันพอสมควรนะ แต่ถ้านั่งอยู่ ไม่น่าจะเกิน 2 คน

ทั้งหมดนี้ ประเด็นก็คือว่า ทางฝ่ายชุมนุมเป็นปกติธรรม เพราะว่าผมเคยชุมนุมมาก่อน ทางเราก็ต้องเอาตัวเลขสูงเข้าว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าคนไม่มาก ที่เชื่อไม่ได้เลยคือตัวเลขของทางการ ตัวเลขทางการจะกดต่ำลงอย่างมากๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ตรงนี้ที่เราเห็นพ้องต้องกันระหว่างฝ่ายคุณเพนกวิน ฝ่ายคุณรุ้ง และฝ่ายผม ว่าตัวเลขทางการเชื่อไม่ได้ แต่ตัวเลขคุณรุ้ง 2 แสนกว่า ตัวเลขผู้สื่อข่าวทั้งหลายและจากการคำนวณอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ไม่เกิน 2 หมื่นกว่าคน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านผู้ชมจะเชื่อตัวเลขของใครมากกว่า

เอาล่ะ วันนี้เรามาพูดว่าทำไม สำหรับผม ผมขอยืนยันว่ากลุ่มการชุมนุมของคุณรุ้งและคุณเพนกวินนั้น ไม่ชนะ ถึงไม่ชนะแต่ก็ไม่ได้แพ้เสียทีเดียว เพราะคุณรุ้งและคุณเพนกวินสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง ก็คือเจาะฟ้าให้เป็นรูได้ พอเจาะฟ้าให้เป็นรูแล้ว ถ้าไม่มีการอุดรูนั้นให้ดี ซ่อมแซมรูนั้นให้ดี รูที่มีอยู่แค่นี้ก็จะถูกขยายออกไปเรื่อยๆ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า เขาได้บรรลุวัตถุประสงค์ของเขาได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่าทำไมเขาแพ้ ? เขาชนะตรงนี้ แต่ทำไมเขาแพ้ ? เขาแพ้เพราะเขาแพ้ข้อแรก เพราะว่าเกิดมีพวกเสื้อแดงรุ่นซีเนียร์จากต่างจังหวัดโผล่มาแต่เช้ามืด บางคนพอดูรูป อ้าว นี่มันรุ่นพ่อไดโนเสาร์นี่ ไหนบอกว่าเป็นนิสิต นักศึกษา ไม่ใช่ แล้วก็เป็นม็อบจัดตั้งด้วยท่านผู้ชม ไม่บริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์จริงๆ

แพ้ข้อที่สอง การพังประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันส่อว่าพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าการเข้าไปชุมนุม ธรรมศาสตร์เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ต้องเข้าไปให้ได้ และก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่อยากมีเรื่องมีราว ก็ไม่ได้ล็อกประตูอย่างจริงจัง หลวมๆ เพื่อให้ผลักได้และถอดออกได้ เพราะถ้าล็อกอย่างจริงๆ จังๆ แล้วการขยับเขย่า 2-3 ครั้งแล้วหลุด มันไม่หลุดหรอก มันต้องพังทั้งประตูไปเลย ก็แสดงว่า … ผมไม่อยากใช้คำว่าสมรู้ร่วมคิด ผมเอาว่า เอื้ออาทรซึ่งกันและกันก็แล้วกัน ไม่ให้เกิดความรุนแรง

ข้อที่สาม นักศึกษาที่มา น้อยมาก ความจริงแล้วนักศึกษาร่วม 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่สนใจการเมืองแบบที่บางคนเขาเรียกแบบติ๊งต๊อง ซึ่งม็อบก็รู้ดี และเรียกพวก 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่สนใจว่าพวกไร้สาระ พวก Ignorance คือพวกไม่สนใจบ้าบอคอแตกเลย เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อนักเรียนก็ไม่มา นักศึกษาก็ไม่มา มาน้อยมาก ก็เลยกลายเป็นกลุ่ม … ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว คนที่เข้าไปสัมผัสในกลุ่มนั้น แม้กระทั่งนักข่าวต่างประเทศ และผู้สื่อข่าวทั่วไป ก็รู้ว่าเสื้อแดงกลืนพวกม็อบไปจนหมด

แล้วก็อีกอันหนึ่งที่น่าเสียดาย คือทักษิณ ชินวัตร โพสต์ตอนบ่าย เหมือนปล้นม็อบกลางแดด โพสต์เชียร์ออกมาเลย มันก็เลยทำให้คนกลางๆ ที่คิดจะเข้าไปร่วม ถอยกันหมดเลย ใส่ตีนสุนัขวิ่งออกมาเลย แล้วอีกข้อหนึ่งที่เขาแพ้ ก็คือ หลังเวทีขัดแย้งกัน ระหว่างกลุ่มเสื้อแดง กับกลุ่มมุ้งมิ้ง เรื่องการพูด และการนำ ไม่มีศึกไหนในโลกนี้ที่มีการนำโดยที่มาจากแม่ทัพ 2 ฝ่าย ไม่มี นั่นคือแพ้ไปแล้ว

อีกข้อหนึ่งที่เขาแพ้ก็คือว่า ในแกนนำม็อบหลายคน จัดม็อบรับทรัพย์ เช่น เซเลบขอทาน ทำให้คนเบือนหน้าหนี คือการเดินไปแล้วก็ขอเงิน ให้เขาบริจาค มันเหมือนการรีดไถเขา สมัยก่อนที่เราทำม็อบ ไม่ว่าจะเป็นม็อบพันธมิตรฯ หรือแม้กระทั่งม็อบ กปปส. ประชาชนที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของเราเขาจะยื่นเงินมาให้เองโดยที่เราไม่ต้องขอเขา เหมือนกับคุณสุเทพ เดินไปที่โน่นก็มีคนถือกระสอบไป คนเอายัดใส่ หรือเวลาพวกพันธมิตรฯ ประท้วงอยู่ในสะพานมัฆวานฯ เดี๋ยวก็จะมีคนเอาเงินมาให้ที่เวที ที่โน่นที่นี่ โดยที่เราไม่ได้เดินถือกล่องไปขอเรี่ยไร ข้อแตกต่าง ปัญหาของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ วันนี้ที่ยังแก้ไม่ตกก็คือว่า เงินทั้งหมดที่ประชาชนบริจาคให้ทั้งหมดเป็นเงินท่าไร คุณสุเทพไม่เคยพูด ใช้ไปเท่าไร คุณสุเทพก็ไม่เคยพูด นี่เราไม่ได้พูดเพื่ออวยตัวเราเองนะครับ ของเราพูดชัดเจนว่าเราได้เงินมาทั้งหมดเท่าไร ใช้ไปอะไรบ้าง เรามีโพสต์ในเว็บไซต์ mgronline

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ปรากฏว่าการชุมนุมครั้งนี้บรรยากาศเหมือนงานวัด ดูให้ดีๆ ขายของเป็นหลัก และที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่มีเอกภาพในการนำเลย มีหลายๆ กลุ่มตั้งเวทีย่อย เกาะกระแสโปรโมตตัวเอง ไม่มีใครสนใจเวทีกลางเลย ก็คือทุกคนอยากดังหมด ทีนี้คุณรุ้ง กับคุณเพนกวินก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้ว สนใจอย่างเดียว คือฉันจะร่าย 10 ข้อเรื่องสถาบันกษัตริย์

อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นชัดเจน คือ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณพรรณิการ์ วานิช คุณช่อ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคุณปิยบุตร แสงกนกกุล โผล่มาเซลฟีให้ทีวีถ่ายเห็นแว้บๆ เพื่อแสดงตนว่ามาแล้วนะ จะหาว่าไม่กล้าโผล่มาไม่ได้ แต่ไม่กล้าขึ้นเวที เพราะกลัวติดคุก เพราะถ้าติดคุกต้องให้เด็กติดคุก พวกนี้จะไม่ติดคุก พวกนี้แต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนเช่นนี้แล้ว แล้วผมเห็นคุณธนาธรเดินแล้วก็มีทีวีมาถ่าย นี่เป็นพลังของประชาชน นักศึกษาล้วนๆ โน่นนี่นั่น ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่เสื้อแดงทั้งนั้นที่อยู่รอบๆ ตัว นักศึกษาน้อยมาก แต่คุณธนาธร ก็ยังฝืนใจพูด ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าคุณธนาธรยิ่งวันยิ่งพูดจาเหมือนนายทรัมป์ ผมก็เลยไม่รู้ว่าระหว่างคุณธนาธร กับคุณทรัมป์ ใครเหนือกว่าใคร

ทีนี้ พอชุมนุมไปสักพักหนึ่ง พอตกดึก พวกเพื่อไทยถอนตัว เพื่อไทยพวกสมาชิกพรรค หรือคนที่จ่ายเงินจ่ายทอง เอาเสื้อแดงลงมา ถอนตัว เพราะทำไม ? เพราะกลัวว่าจะมีคนไปฟ้องแล้วจะโดนกระบวนการยุบพรรคอีก เพราะฉะนั้นแล้ว รายการนี้เป็นรายการที่เมื่อวิเคราะห์กันถึงจุดเล็กๆ จุดน้อยๆ มีทำคอสเพลย์ตอกฝาส้วม งมงาย ตลก บ้องตื้นมาก คือดูแล้วคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนที่ไม่เคยเชื่ออะไรเลย พ่อแม่ตัวเองยังไม่เชื่อเลย แต่ดันไปเชื่อฝาส้วม งมงาย แล้วก็ยืนยกมือไหว้ แล้วก็เอาพราหมณ์ปลอมมาจากไหนไม่รู้มาทำพิธี คือมันกลายเป็นเรื่องที่บัดซบมาก คนที่มีสติปัญญาดูแล้วก็งง

หลายๆ คนเห็นด้วยกับการชุมนุม แต่พอมาเจอพวกนี้เขาเล่นละคร เล่นลิเก เล่นตลกขบขัน เขาก็เลยเริ่มถอนตัว ไม่สนใจ

อีกข้อหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ อันนี้รับไม่ได้จริงๆ เนื้อหาการจะไม่ชอบหรือการจะปฏิรูปหรือการจะล้มสถาบันกษัตริย์นั้น พูดจาหยาบคายมาก ผมเชื่อว่าประชาชน 99 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมรับ มีคลิปบางคลิปผมดูแล้ว ผมบอก เอามาออกไม่ได้หรอก คือพูดกันแบบ พูดใส่ไมโครโฟน ใส่โทรโข่ง ท่านผู้ชมรับได้ไหม ? มันไม่ใช่แล้วนะ มันกลายเป็นคนถ่อย คนสถุล ไม่มีสกุลรุนชาติ ตรงนี้คือข้อที่สำคัญที่สุด แล้วพวกนี้แยกโลกจริงกับโลกโซเชียลไม่ออก ปรากฏว่าพอตอนเช้า วันที่ 20 ท่านผู้ชมเชื่อไหม ม็อบจริงๆ มีไม่ถึง 1,000 คน และผมรู้มาว่าได้มีการเจรจาตอนกลางคืนแล้วว่าจะเดินไปที่ทำเนียบรัฐบาล แล้วก็จะไปที่ลานพระรูป เพื่อจะไปตอกหมุด แต่ตำรวจเขาเอาจริง เขาตั้งแบร์ริเออร์ เขามีแท่งซีเมนต์ เขาบอกมาไม่ได้ ถ้ามาก็มีเรื่องทันที เป็นไงเป็นกัน อยู่ที่สนามหลวง เพราะฉะนั้นแล้วคนพวกนี้ก็คิดหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าตัวเอง ไม่เหมือนพวกผมสมัยก่อนที่ประท้วงกัน โดน M79 ยิง ก็ยังสู้อยู่ โดยฝ่ายป่วนมา ขี่มอเตอร์ไซค์ เอาปืนพกยิงใส่ฝูงชน ก็ยังสู้อยู่ คนพวกนี้ เด็กพวกนี้จะเก่งแต่ปาก เก่งในทวิตเตอร์ เก่งในการให้สัมภาษณ์

นายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์วิทยุแล้วก็ด่าตัวผมมา ผมไม่เป็นไร ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น นายสมบัติก็ให้สัมภาษณ์ ลงโพสต์ก็ด่าผม ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก เพราะคนพวกกนี้เป็นคนที่ขี้ขลาดตาขาว ไม่เคยเจอเลือด ไม่เคยเจอลูกปืน ไม่เคยเจอของจริง เพราะฉะนั้นแล้วคนพวกนี้ก็เลยไม่ไปทำเนียบฯ และไม่ไปที่ลานพระรูป นั่นคือที่มาของการตอกหมุดที่สนามหลวง แล้วตอกหมุดก็ทำเป็นพิธี ทำเป็นตลกโปกฮาไป มีการยืนยกมือไหว้ พ่อแม่คุณยังไม่ไหว้เลย แล้วคุณไปไหว้ทำไมไอ้ฝาส้วมตรงนั้น นัยมันอยู่ตรงไหน แต่ผมพยายามมองเขาในแง่ดีว่า เขาทำออกมาในรูปแบบที่เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

เพราะฉะนั้นแล้ว ในที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร ปรากฏว่าพอถึงเช้ามา คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี จะไปที่ทำเนียบฯ ก็ไปไม่ได้ ไม่มีคน มีไม่ถึงพันคน ถึงมีเกินพันคนก็ไม่กล้าไป เพราะต้องเดินนำหน้า พอเดินนำหน้าแล้วไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง เพราะว่าคนพวกนี้พอถึงยามวิกฤต ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เลือดตกยางออก จะมีสักกี่คน ไม่เหมือนสมัยผม คุณป้า อาซ้อ อาซิ้ม แก่ๆ นี่ผมเห็นกับตาเลยนะ ไปจับแผงตำรวจเขย่าเลยนะ ด่าตำรวจ แล้วก็ผลักตำรวจไป อายุก็มาก อาตี๋ อาเฮีย ลูกหลานบอก อาม่าถอยออกมาๆ อาม่าบอก กูไม่ถอยๆ นี่คือข้อแตกต่างของความจริงใจในการประท้วง และจริงจังจริงๆ เพราะฉะนั้นทำอย่างดีล่ะ ต้องหาทางลง หาทางลง ลงอย่างไร ?

ก็เลยคิดง่ายๆ ไหนๆ ก็อยู่ที่ริมวัดพระแก้วแล้ว ก็เอาเป็นว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว จะถวายฎีกา ถวายฎีกาเพื่อกล่าวหาประยุทธ์ แล้วมันย้อนแย้งกันไหมท่านผู้ชม ในเมื่อคุณเองเป็นคนพูด 10 ข้อว่า ไม่ให้พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจ ให้ตัดโน่นตัดนี่ทิ้ง แต่คุณไปถวายฎีกาให้ใช้พระราชอำนาจมาจัดการกับประยุทธ์ ตลกน่ะท่านผู้ชม คือตอนนั้นเขาทำ เขาไม่คิด เพราะทำไมรู้ไหม ? เพราะเขาต้องการลงจากเวที เขาหาบันไดลงอยู่ แล้วหาบันไดไม่ได้ เขาก็ต้องหาวิธีทางที่จะลงไป เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่างานพวกนี้เป็นงานที่ไม่ได้เตรียมตัวดีๆ และอีกอย่างหนึ่ง การนำไม่เป็นเอกภาพ เหมือนที่ผมพูดเมื่อศุกร์ที่แล้ว ไม่มีเอกภาพแม้แต่นิดเดียว พวกนี้เตรียมตัวเป็นเดือน มีความมุ่งหวัง มีความตั้งใจสูงว่าจะต้องล้มเจ้า ล้มรัฐบาลในทีเดียวเลย แต่คนมาไม่ถึง 2 หมื่นคน หรือ 2 หมื่นกว่าคน แล้วเป็นเสื้อแดงเสียส่วนใหญ่ เป็นจุดหักเห ถามว่าคุณจะสร้างม็อบใหญ่อีกต่อไปได้อย่างไร ผมมองว่าคุณแพ้ย่อยยับเลย แต่คุณทำได้สำเร็จเรื่องหนึ่ง คือคุณสามารถจะเอาเรื่องของการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และต้องการที่จะพูดในเรื่อง 10 ข้อนั้น คือคุณเจาะฟ้าเป็นรูได้สำเร็จแล้ว แต่รูนั้นยังอยู่ ถ้าในอนาคตเขาอุดรูนั้นได้ คุณก็ไม่มีประเด็นอะไร แต่ถ้าเขาอุดรูนั้นไม่ได้ รูก็จะขยายออกไปเรื่อยๆ อันนี้คือสิ่งที่ผมพยายามจะพูดออกมา

และอีกอย่างก็เป็นเรื่องตลก บอกว่าจะให้แบนธนาคาร SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะธนาคารไทยพาณิชย์นั้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นอยู่ร่วม 30 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าวันที่ 21 วันจันทร์ ธนาคาร SCB หุ้นขึ้นทันทีเลย

ท่านผู้ชมครับ สมัยที่ผมประท้วงอยู่ ผมจำได้ ผมมีประธานสหภาพฯ การไฟฟ้านครหลวง ประธานสหภาพฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ประธานสหภาพฯ การประปานครหลวง ประธานสหภาพฯ การรถไฟฯ พูดถึงขนาดที่เรียกว่าประธานสหภาพฯ ทุกคนมาบอกว่า พรุ่งนี้ผมจะตัดน้ำ ตัดไฟ ผมเป็นถึงประธานสหภาพฯ ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นแล้ว คุณจะไปแบน SCB คุณจะไปแบนได้อย่างไร เลอะเทอะไปหมดแล้ว แล้วจะแนะนำให้คนหยุดงานวันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะมีใครหยุดงานกับคุณ ผมจำได้ คุณบอกว่าจะให้หยุดงานวันที่ 14 นี้ มาดูกันว่ามีใครหยุดงานบ้าง มีอยู่คนหนึ่ง คือผม ผมอยากพัก ผมจะร่วมหยุดงานกับคุณก็แล้วกัน แต่ผมหยุดงานเพราะว่าผมอยากพัก เพราะผมแก่แล้ว (ขอโทษนะท่านผู้ชม … กูแก่แล้ว) ขอพักหน่อยได้ไหม เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่างานนี้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ย่อยยับจริงๆ เพราะว่าการต่อสู้ไม่หนักแน่น การต่อสู้ใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ถ่อย และสถุล การต่อสู้ไม่ดึงแนวร่วมเข้ามาในประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การแก้รัฐธรรมนูญ และการขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกไป ถ้าชูแค่ 2 เรื่องนี้ คนจะเข้ามาร่วมมากมายมหาศาล

ทั้งๆ ที่มีหลายต่อหลายคนเขาบอกว่า ประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหาหลักของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกเพิกเฉย ที่ถูกละเลย ไม่ยอมแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว สนใจในเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ คุณคิดว่าคุณจะล้มสถาบันกษัตริย์ในวันนี้ พรุ่งนี้ ได้อย่างไร มันจะจบในรุ่นคุณได้อย่างไร ผมยังมองไม่เห็นว่ามันจะจบในรุ่นคุณได้อย่างไร

ม็อบฮ่องกง ท่านผู้ชมรู้ใช่ไหม โจชัว หว่อง ไอคอนของเด็กพวกนี้ นายโจชัว หว่อง เรียกร้องให้แคร์รี แลม ผู้บริหารเกาะฮ่องกง ลาออก ให้แคร์รี แลม ถอนกฎหมายในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนออก แคร์รี แลม บอกว่าให้เลื่อนไปก่อน ไม่พิจารณา แต่ไม่ถอนออก โจชัว หว่อง ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยวางแผนเผาฮ่องกง ที่ท่านผู้ชมเห็นในคลิปในข่าวต่างประเทศ เผาฮ่องกง เผาโรงเรียน ใครเดินทางมาทางรถไฟ MTR ใต้ดิน มาเจอโจชัว หว่อง หรือมาเจอพวกประท้วง ก็ทำร้ายเขา ใครเป็นนักศึกษาจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ โดนกระทืบปางตาย ใครเป็นผู้หญิงถ้าสงสัยว่าไม่ใช่คนฮ่องกง แต่เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ โดนตบ โดนตี โดนตบกบาล แล้วในที่สุดฮ่องกงก็พินาศฉิบหาย

ปรากฏว่าคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร พวกคุณทำร้ายตัวพวกคุณกันเอง เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าจากนี้ไปเรื่อยๆ คดีความทีแต่ละคนมี ผมเคยเตือนมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเตือน ผมบอกคุณพร้อมใช่ไหมที่จะรับ คุณพร้อมใช่ไหม พอวันนั้นคุณรู้ไหม คุณไปถามคุณจตุพร พรหมพันธุ์ สิ คุณไปถามพวกคนที่เป็นรุ่นใหญ่ที่เขาสู้มานะ คุณไปถามสิ พอติดคุกติดตาราง ต้องขึ้นศาลแล้ว ไม่มีใครสนใจคุณหรอก คุณรู้ใช่ไหมสมัยพวกผมประท้วงอยู่ ท่านผู้ชมจำได้ไช่ไหมครับ เวลาเราขึ้นศาลแล้วเราไม่มีเงินประกันตัว พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายลงขันให้เป็นเงินประกันตัว 10-20 ล้านบาท สมัย กปปส.ประท้วงอยู่ มีคนไปหานักธุรกิจใหญ่ๆ ขอเงินมาช่วย เขาก็อาจจะเกรงใจ กปปส. เพราะคนเยอะ เขาก็ให้มาทีละ 30-50 ล้าน แต่รุ่นคุณ เป็นรุ่นเด็ก เวลาคุณขึ้นศาล ถ้าต้องใช้เงินใช้ทอง คุณจะเอาเงินที่ไหนมา การขึ้นศาลมันต้องเสียเงินเสียทอง

สรุปง่ายๆ แล้ว ผมพูดได้อย่างเดียวว่า ไม่สำเร็จ นี่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมานะ โดยที่ผมไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะฉะนั้นแล้ว คุณก็ใช้วิธีการซึ่งไม่มีใครสนใจ อย่างเช่น อีกหน่อยให้คนยืนตรง ชู 3 นิ้ว เคารพธงชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน ห้าง สถานีขนส่ง หรือตลาดนัด ได้ยินเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง ไม่ต้องยืนขึ้น ให้ชู 3 นิ้วแทน ผูกโบขาวไว้ที่รั้วบ้าน กระเป๋า และที่ขากระจกรถ เห็นขบวนคนใหญ่โต ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอให้บีบแตร ติดป้ายผ้าต่อต้านเผด็จการไว้ตามสะพานลอย หรือที่ชุมชนต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ ไปจังหวัดไหน ขอให้ขึ้นป้ายคนจังหวัดนั้นไม่ต้อนรับเผด็จการ นัดหยุดงานประท้วงรัฐบาล เริ่มจากลาพักร้อนวันที่ 14 ตุลาคม พร้อมกันทั่วประเทศ ทุบหม้อข้าวเผด็จการด้วยการแบนธนาคาร SCB เพื่อไม่ให้กษัตริย์ได้กำไรไปเสวยสุขที่ต่างแดน

ท่านผู้ชมครับ นี่พออ่านความคิดเห็นของเขาแล้ว มันเหมือนเด็กอมมือ เหมือนเด็กอมมือจริงๆ โดยไม่ได้คิดว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร และคุณทำได้หรือเปล่า

ท่านประธานกรรมการบริหาร บลจ.บัวหลวง คุณได้เขียนออกมา ท่านพูดดี คือท่านเขียนมาบอกว่า ท่านหวังว่าม็อบจะแสดงวิสัยทัศน์ที่มีประโยชน์ต่ออนาคตประเทศ กลับมุ่งที่จะย่ำยีสถาบันกษัตริย์ แถมประกอบพิธีฝังหมุดไร้สาระ ท่านผิดหวังมาก และยังเป็นคนผลักดันคนที่เบื่อรัฐบาล จำต้องเลือกข้างนายกฯ เพราะทนความก้าวร้าวที่คุณมีต่อสถาบันไม่ไหว คุณวรวรรณ ธาราภูมิ

สรุปงานนี้คนถึงกับบอกว่า จริงๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ อยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประโยชน์อยู่คนเดียว ทำให้คนหลายคนซึ่งไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีทางเลือก ต้องยืนเฉยๆ แล้วไม่ไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องนั่งเฉยๆ

ท่านผู้ชมครับ เห็นหรือยัง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เปิดใจฟังนิดหนึ่ง อย่านึกว่าตัวเองเป็นเทวดา แล้วจะชู 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้ว คำถามก็คือว่า อย่างน้อยที่สุดถ้าคุณจะชู 3 นิ้ว คุณก็ไหว้พ่อไหว้แม่บ้างนะ เอา 3 นิ้วประกบแล้วไหว้ ก็ยังดี หัดไหว้พ่อไหว้แม่บ้าง หัดไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง ให้รู้ว่าก่อนที่จะมีคุณวันนี้ มันมีพ่อมีแม่ ก่อนจะมีพ่อมีแม่ มันมีปู่มียาย ก่อนจะมีปู่มียาย มันมีทวด ผมไม่เคยลืม ผมจำความลำบากยากเย็นของแม่ผมได้ ผมจำความลำบากยากเย็นของพ่อผมได้ พ่อก็เล่าเรื่องปู่ให้ฟัง แม่ก็เล่าเรื่องยายให้ฟัง ว่าสมัยก่อนลำบากขนาดไหน กว่าจะมาถึงวันนี้ กว่าจะมีผมเกิดขึ้นมา

ท่านผู้ชม นี่คือสิ่งที่ผมวิเคราะห์ออกมาจากม็อบวันที่ 19 กันยายนนี้

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เป็นวันที่ผมออกรายการเทปที่ 52 ครบรอบ 1 ปีพอดี วันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อน อาทิตย์หน้าถ้ามีเวลา ผมจะพูดเรื่องของท่านขุนนิรันดร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะราษฎร์

ท่านผู้ชมครับ เร็วๆ นี้จะมีคนเข้ามาขอขมาผม แล้วผมจะลงรูปให้ดู ส่วนท่านที่มาทัวร์ลงผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้ลืมครับ ผมรวบรวมรายชื่อไว้แล้ว ผมคัดเอาที่มันรับไม่ไหวจริงๆ มีประมาณสักเกือบๆ 20 คน ลิสต์มาหมดเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นท่านที่เข้ามาดูรายการนี้ ให้รู้ด้วยว่าผมไม่ได้ลืมพวกคุณนะ ผมจะลงอันนี้ไป แล้วผมจะเชื้อเชิญพวกคุณไปขึ้นศาลกับผมอย่างแน่นอนที่สุด คุณไม่ต้องกังวล คุณเป็นนักเลงคีย์บอร์ด คุณสนุกสนาน บางคนเป็นเด็กเมื่อวานซืน อย่าทะลึ่งมาเล่นกับผม คุณไปติดต่อคุณอานนท์ นำภา สิ เขาบอกเขาจะเป็นทนายให้คุณ ดี มาเลยคุณอานนท์ ขึ้นศาลพร้อมกันเลย โดนแน่นอน เตรียมรับเอาไว้ก็แล้วกัน

วันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อน อาทิตย์หน้ามีเรื่องเด็ดๆ บางเรื่อง ขออุบเอาไว้ก่อน สวัสดีครับ