fbpx

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : “ทางตัน” ประเทศไทย

ใช้เวลาอ่าน: 10 นาที

“สนธิ”ชี้ ม็อบ 19 ก.ย.แม้จะมีคนมาเยอะ แต่จะยังทำอะไรรัฐบาลไม่ได้ ฝ่ายผู้ชุมนุมขาดเอกภาพไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และมีแนวร่วมไม่มากหลังจากมีข้อเสนอเกี่ยวกับสถาบัน 10 ข้อ เพราะถูกชี้นำโดน “สมศักดิ์-ปวิน” ขณะที่ “ติ่งลุงตู่”ยังมีอีกมาก สุดท้ายจะจบลงที่แกนนำถูกดำเนินคดี ส่วนข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สำเร็จยาก เพราะ รธน.2560 เขียนล็อกไว้แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองจึงมาถึงทางตัน เพราะรัฐบาลก็ไร้ประสิทธิภาพ บริหารแบบข้าราชการประจำ หลังกลุ่มสี่กุมารออกไป 2 เดือนประเทศไม่เดินหน้า การคอร์รัปชั่นหนักกว่าเดิม และตรวจสอบไม่ได้ โดยมี ส.ว.250 คนและองค์กรอิสระคอยค้ำบัลลังก์ ถ้าจะมีทางออก พรรคก้าวไกลที่ยังพอเป็นความหวังได้บ้างต้องประคองตัวหันไปสู้เป็นประเด็น หยุดพูดเรื่องสถาบัน รอให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ มีโอกาสจะได้เสียงเกินครึ่ง เอาชนะ 250 ส.ว.จัดตั้งรัฐบาลได้ ชี้กรณี “จตุพร”นั่งร่วมโต๊ะ “อานันท์”แล้วโดนด่า สะท้อนความคิดคนรุ่นใหม่แม้จะเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ทำตัวเป็นเผด็จการเสียเอง ไม่แยกแยะบทบาทการต่อสู้กับชีวิตส่วนตัว เอาแต่ใจตัวเอง 

 วันที่ 18 ก.ย. เวลา 09.00 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK”ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk ที่มาพูดถึงการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย. ว่าจะบานปลายมากแค่ไหน พร้อมเผยว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะ “ไม่มีทางออก” หรือจุดเดดล็อก (Deadlock) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือการชุมนุมเรียกร้องเรื่องต่างๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ ติดตามได้ใน SONDHI TALK : “ทางตัน” ประเทศไทย

https://www.youtube.com/embed/RQRVjP_Ta-U


คำต่อคำ SONDHI TALK [18 ก.ย. 63] : ทางตันประเทศไทย

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต “มองโลก มองเรา กับสนธิ” “บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์” จนมาถึงรายการ “SONDHI TALK”

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone – iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 18 เดือนกันยายน พ.ศ. 2563 พรุ่งนี้แล้วนะครับ เป็นวันเสาร์ที่ 19 ซึ่งท่านผู้ชมก็คงจะใจระทึกกันหลายท่านว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ใจเย็นๆ หน่อย แล้วเดี๋ยวผมจะพูดอะไรให้ฟังนิดหนึ่ง ในเรื่องราวทั้งหมดนี้ ถ้าท่านตั้งใจฟังให้ดีๆ ผมเชื่อว่าหลังจากฟังสิ่งที่ผมพูดแล้ว ท่านผู้ชมหลายท่านจะเห็นด้วยกับผมว่ามันถึงทางตันแล้วจริงๆ

แต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่รายการนั้น เอาเป็นเรื่องของบุญเรื่องของกุศลกันนิด มีการบริจาคเงิน ตอนนี้ก็มีเงินอยู่ประมาณร่วมสิบกว่าล้านแล้ว ที่เงินจากการให้เช่าพระไปต่างๆ โดยที่พระทั้งหมดนั้นเป็นของผมทั้งสิ้น ส่วนค่าภาษี อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า เนื่องจากว่าเป็นรายได้เข้ามา เราต้องเสียภาษี คำนวณแล้วค่าภาษีประมาณ 1.5 ล้านบาท อันนี้ทางผมเป็นคนรับผิดชอบให้ โดยที่จะไม่หักออกจากเงินบริจาคเลย เพื่อให้เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ ท่านผู้ชมจะได้ร่วมอนุโมทนาบุญกับพวกเราไป

แต่ล่าสุดนั้น จะต้องเรียนให้ทราบนิดหนึ่ง เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานั้น เราได้โอนเงินไปจำนวน 5 ล้านบาท ไปที่วัดป่าเวฬุวัน วัดป่าเวฬุวัน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบในคราวที่แล้วว่าเป็นวัดที่องค์สมเด็จญาณสังวร องค์สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์วัดป่าเวฬุวัน แล้วท่านก็มีพระราชดำรัสมาสมัยโน้น บอกว่าให้พวกเราช่วยกันทำบุญสร้างวิหารปกพระพุทธรูปไว้ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ตั้งชื่อไว้ว่า พระพุทธอุดมมงคลเวฬุวัน ซึ่งก็เป็นพระองค์เดียวกับที่พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาให้ผมร่วมสร้าง โดยที่พระองค์ท่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนผมนั้นเป็นประธานฝ่ายฆราวาส แล้วก็ได้ปล่อยให้เช่าไปแล้วทั้งหมด 200 กว่าองค์ ซึ่งก็หมด ไม่มีเหลือ

หลังจากนั้นแล้ว วันที่ 18 เดือนตุลาคม เราจะมีกฐินไปที่วัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน ของหลวงปู่เฉลิม ซึ่งเราทำกฐินอยู่ทุกปี ปีที่แล้วเราก็ทำไป ปีนี้เราได้โอนเงินไปให้ล่วงหน้าค่ากฐิน 1.5 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว และเราก็กำลังจะนำเงินสดอีกก้อนหนึ่งที่ท่านผู้ชมทั้งหลายได้บริจาคมาเพื่อขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

และเราก็ได้โอนเงิน 1 ล้านบาท ไปให้วัดดอยลับงา ที่ จ.กำแพงเพชร ซึ่งวัดนี้ หลวงพ่อนพดล หรือพระอาจารย์นพดล จะเอาเงินก้อนนี้ไปสร้างเจดีย์ ซึ่งสร้างไปแล้ว เสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง เพื่อที่จะบรรจุอัฐิธาตุของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็เป็นเงิน 1 ล้านบาท ที่เราโอนไป

แล้วเราก็โอนไปที่วัดป่าวังศิลา อ.ป่าแดด จ.เชียงราย ให้กับหลวงพ่อ พระอาจารย์สมชาติ 1.5 ล้านบาท เพื่อสร้างเจดีย์เช่นกัน ทั้งหมดนี้ เบ็ดเสร็จแล้วโอนไป 9 ล้านบาท ก็ยังเหลือเงินอยู่ประมาณก้อนหนึ่ง ประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่งก็ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะทำบุญ ดูก่อนว่าจะทำอะไร ที่ไหนต่อไป

ทั้งหมดนี้ วัดทุกวัดที่ผมเรียนให้ทราบ เป็นวัดสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นสายพระป่า เพราะฉะนั้นแล้ว เงินทุกบาททุกสตางค์ก็ไปในเรื่องของวัดป่า ซึ่งเป็นสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต้องกราบเรียนท่านผู้ชมว่ามาร่วมอนุโมทนาบุญกัน

ส่วนพระที่มีเหลือนั้น เท่าที่ทราบตอนนี้ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ว่าไม่มากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดเจ้าแม่กวนอิมชุดหลังสุด แล้วก็มีชุดพระสังกัจจายน์ชุดหนึ่ง ตอนนี้ก็มีท่านผู้ชมหลายท่านติดต่อมา แล้วก็ช่วยขอให้ทางเราช่วยจัดส่งพระให้ เราก็ทำกันอย่างขยันขันแข็ง มือเป็นระวิง ใครก็ตามที่สนใจจะสั่งจองพระที่เหลืออยู่นี้ ก็เข้ามาทาง inbox

อีกอันหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปสู่รายการ ก็คือหนังสือ SONTHI TALK ซึ่งก็อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่ามี 2 เล่ม เล่ม 1 เล่ม 2 ต้องเรียนท่านผู้ชมสักนิดหนึ่งก่อนนะครับ ผมพูดผิด ไม่มีกล่อง แต่เป็นหนังสือปกแข็ง ใกล้จะหมดแล้ว ท่านผู้ชมรีบๆ จองเข้ามานะครับ ที่ inbox เข้ามาทาง inbox เช่นกันนะครับ หนึ่งชุดมี 2 เล่ม 960 บาท จากราคา 1,200 บาท เหลือ 960 บาท รวมค่าส่งให้เสร็จเรียบร้อย ส่งให้อย่างดีเลย พร้อมกับลายเซ็นของผมทั้งสองเล่ม ผมจะเซ็นให้ทั้งสองเล่ม สองเล่มนี้ก็เซ็นกันมือหงิกเลย แต่ไม่เป็นไรครับ เพื่อแฟนของรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” รีบๆ สั่งเข้ามาก่อนที่จะหมดนะครับ เหลืออีกไม่มากแล้ว ผมเข้าใจว่าเหลืออีกเพียงไม่กี่ร้อยชุดเอง อย่าช้านะครับ

ก่อนที่เราจะเข้าสู่รายการหลัก เราไม่ได้คุยกันเรื่องโควิด-19 เลยแม้แต่นิดเดียว วันนี้ขออัปเดตโควิด-19 ทั่วโลกให้ฟังนิด ตัวเลขเมื่อวานนี้ พฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 คนที่ติดเชื้อสะสมทั่วโลก มีอยู่ 30 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 950,000 คน ผมจะเอากราฟของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตขึ้นจอให้ดู ผู้เสียชีวิต ผู้ติดเชื้อรายวัน ไม่ได้ลดหรือชะลอเลยนะท่านผู้ชม ขึ้นตลอดเวลา

ตอนนี้ก็ต้องมาไล่กันนิดหนึ่ง อันดับ 1 ก็คือ America First ก็คือของนายทรัมป์บ้า อเมริกาตอนนี้มีคนติดเชื้อ 6.8 ล้านคน เสียชีวิตประมาณสองแสนคนแล้ว น่าสนใจมาก เพราะว่าคนในอเมริกาเอง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดโควิด-19 นั้น เคยทำนายว่า เดือนพฤศจิกายน คนเสียชีวิตของอเมริกาจะถึง 2 แสนคน แต่ปรากฏว่าวันนี้ยังไม่ทันสิ้นกันยายน คนเสียชีวิตก็ร่วมสองแสนคนเข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ไม่ได้ดีขึ้นเลย

อินเดีย อันดับ 2 อินเดียนี่ นายจ๋า ตามมาอย่างติดๆ มีคนติดเชื้อรวม 5.1 ล้านคน น้อยกว่าอเมริกา 1.7 ล้านคน แต่ว่าเสียชีวิตกลับน้อยกว่าอเมริกาเยอะ เสียชีวิตแค่ 83,000 คน ก็เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะอินเดียเป็นประเทศที่เชื่อได้ว่าระบบสาธารณสุขสู่อเมริกาไม่ได้ แต่กลับมีคนตายน้อยกว่า ถ้าเราทำบัญญัติไตรยางค์เปรียบเทียบกันดูแล้ว 6.8 ล้านคน ตาย 2 แสน 5.1 ล้านคน ตายแค่ 83,000 คน ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเป็นสัดส่วนกันแล้ว ถ้าเอาอเมริกาเป็นตัวหลัก ของอินเดียนั้นน่าจะตายแสนกว่าคนแล้ว อย่างน้อยต้องมี 1.5 แสนคน

อันดับ 3 คือบราซิล ติดเชื้อรวม 4.4 ล้านคน เสียชีวิตร่วม 1.35 แสนคน รัสเซียติดเชื้อเกิน 1 ล้านคน เสียชีวิต 19,000 คน อันดับ 5 เปรู ติดเชื้อเกิน 745,000 คน เสียชีวิตร่วม 31,000 คน

ส่วนสถานการณ์ในยุโรป จำนวนคนติดเชื้อของสเปน ฝรั่งเศส กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง เป็นคลื่นลูกที่สอง และคลื่นลูกที่สาม เพราะเป็นช่วงวันหยุดฤดูร้อน ท่านผู้ชมครับ ผมมีข้อคิดอะไรบางอย่างที่จะกราบเรียนท่านผู้ชม นี่คือความเห็นส่วนตัวนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่

ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเราคงจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน ถึงแม้ว่าจะมีวัคซีนออกมาก็ตาม เพราะว่าวัคซีนจริงๆ แล้วเมื่อพิจารณารายละเอียดดูให้ดีแล้ว ก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้ววัคซีนกว่าจะฉีดได้ทั่วทุกคน ต้องใช้เวลาเป็นปี อาจจะถึง 2-3 ปี เสียด้วยซ้ำ ท่านผู้ชมอย่าลืมนะครับประชากรในโลกนี้มี 7,000 ล้านคน เพราะฉะนั้นถ้าจะฉีดวัคซีน อย่างน้อยต้องมีฉีด 3,500 ล้านคน

ท่านผู้ชมครับ 3,500 โดส ท่านผู้ชมคิดว่ามันเล็กเหรอ เยอะมากนะ อย่างประเทศจีนก็จะเริ่มฉีด แต่ประเทศจีนได้ฉีดไปบางส่วนแล้ว จำนวน 1 แสนคน เป็นหน่วยงานของรัฐที่จีนจัดการ อเมริกาก็บอกว่า นายโรเบิร์ต เรดฟิลด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ CDC ก็คือศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ ก็ยืนยันว่า วัคซีน ถ้าฉีดได้จริงๆ อาจจะต้องไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า ไม่ใช่สิ่งที่นายทรัมป์ คุยโว ว่าจะฉีดได้ภายในก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อจะได้เอาผลของการฉีดวัคซีนไปหาเสียง

นายโรเบิร์ด เรดฟิลด์ คือนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ ยืนยันมาว่า ถ้าจะฉีดได้ ก็คงประมาณไตรมาสที่ 3

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก่อนที่จะเข้าเรื่องหลักของรายการ ก็ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ผมมีความกังวลใจอยู่ 2-3 เรื่อง ที่อาจจะต้องคุยกับท่านผู้ชม และจะเรียนให้ทราบว่า เรื่องที่ผมพูดบางเรื่องนี้ อาจจะพูดสั้นๆ ไม่ยาว แต่ผมคิดว่าผมจะเอาเรื่องนี้มาพูดขยายความอีกทีในโอกาสข้างหน้า เมื่อมีโอกาส

ผมกำลังเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจของชาติบ้านเมือง ที่ผมเป็นห่วงนี่ ไม่ได้เป็นห่วงเพราะว่าท่านนายกฯ ทำงานไม่เป็น แต่ผมเป็นห่วงว่า เรากำลังใช้เครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเครื่องจักรที่ไม่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือเปล่า ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้มีอะไรเป็นอคติ ผมคิดว่าตอนนี้กลายเป็นว่าสภาพัฒน์กลายเป็นผู้เดินเครื่องของเศรษฐกิจ โดยที่ท่านนายกฯ ท่านใช้สภาพัฒน์เป็นหลัก วันนี้สภาพัฒน์กำลังพิจารณางบที่จะช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่ 460,000 ล้าน เข้าใจว่าจ่ายไปแล้ว 100,000 ล้าน ยังเหลือ 360,000 ล้าน 100,000 ล้าน นี่สองเดือนนะ ท่านผู้ชม อีกสักกี่เดือนถึงจะหมด 460,000 ล้าน

ทุกบาททุกสตางค์เรากู้ยืมมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่เงินไม่ได้ออกไป เหตุผลก็เพราะว่า ? … ผมเข้าใจ เพราะสภาพัฒน์เป็นข้าราชการ ทำทุกอย่างต้องตามระเบียบ ป้องกันตัวเองเอาไว้ แต่ท่านนายกฯ ตัดสินใจใช้สภาพัฒน์ เพราะว่าวันนี้ท่านนายกฯ เอาระบอบราชการมาครอบประเทศไทยทั้งหมด ระบอบราชการจะมาครอบประเทศไทย ควรจะครอบในยุคที่ประเทศไทยไม่มีวิกฤต แต่เมื่อมีวิกฤตแล้ว การแก้วิกฤตมันก็คืบคลานได้ช้ามาก เพราะฉะนั้นแล้ว นี่ก็เป็นข้อคิดอันหนึ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าเวลาท่านนายกฯ ออกไปไหนมาไหน นั่งข้างๆ ท่านนายกฯ ข้างหนึ่งก็จะเป็นพวกกฤษฎีกา อีกข้างหน้าก็เป็นเลขาธิการสภาพัฒน์

ท่านนายกฯ เชื่อสภาพัฒน์อย่างมากๆ ซึ่งผมไม่ตำหนิ เพราะว่าท่านเป็นอดีตข้าราชการ อย่างที่ผมเคยเรียนให้ท่านผู้ชมฟังว่า แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมคิดว่า 6 ปีที่ผ่านมานี้ เป็น 6 ปีของการฟื้นฟูระบอบราชการ หรือระบบราชการ มาเป็นตัวเครื่องจักรในการเดินหน้าประเทศไทย ซึ่ง … ด้วยความเคารพสภาพัฒน์ และด้วยความเคารพท่านนายกรัฐมนตรี … ไม่สำเร็จหรอกครับ เพราะฉะนั้นแล้ว อะไรที่มันควรจะเสร็จเร็วขึ้น มันจะไม่เสร็จเร็วขึ้น มันจะเสร็จช้าลง และมันจะมีเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ วันนี้เขาพูดกันถึงว่าจะต้องว่าจ้างคน 250,000 คน ที่จะออกมาทำงาน ได้เงินเดือน เป็นการว่าจ้างงาน 250,000 คน ผมเคยเรียนให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งในรัฐบาลทราบ ท่านเชิญผมทานอาหารเที่ยง ผมก็บอกว่า จริงๆ 250,000 คน ไม่มีความหมายหรอก ต้อง 1 ล้านคน แต่ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าก็คงจะถูกตัดโน่นตัดนี่ ทางสภาพัฒน์ หรือตัวท่านนายกฯ เองอาจจะบอกว่าเอาแค่ 250,000 คนก่อนดีกว่า ค่อยๆ ลองกันทีละนิดๆ ในขณะนี้ วิกฤตแบบนี้ จะมาลองกันแบบทีละนิดๆ ไม่ได้ ต้องทุ่มสุดตัวเข้าไป อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายในไม่เกินเดือนนี้ หรือเดือนหน้า หรือไม่เกินสิ้นปีนี้ ถ้ายังแก้ไม่ได้ คนจะตกงานอีกประมาณ 2.5 ล้านคน จำคำพูดผมเอาไว้นะครับ

สมัยที่คุณสุวิทย์ เมษินทรีย์ อยู่ รัฐมนตรีว่าการ อว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ แล้วก็ทางคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้เรียนถามผมมา ผมก็ตอบไปอย่างตรงไปตรงมา ผมว่าจริงๆ แล้วถ้าเราจะว่าจ้างคน เราจ้างเด็กตกงาน เอาล่ะ ไม่ถึง 1 ล้าน ก็ไม่เป็นไร 600,000-700,000 ต้องมี เงินเดือนคนละ 15,000 บาทต่อเดือน เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ด้วยจำนวนคนที่มีอยู่ 600,000 คน ที่จ้างเข้ามานี้ คนละ 15,000 บาท ก็ตก 9,000 ล้านบาทต่อเดือน ถ้าเป็นต่อปี ก็ 108,000 ล้านต่อปี เอา 10 คูณเข้าไป ก็เป็น 1 ล้านล้านบาทต่อปี ในการที่เงินจะหมุนต่อไป ถ้าเงินก้อนนี้มาหมุน 1 แสนกว่าล้าน เอา 10 คูณเข้าไป คนได้เงินเดือน 15,000 เอาไปจ่ายค่าเช่าบ้าน เอาไปจ่ายค่าห้อง เอาไปกินก๋วยเตี๋ยว เอาไปเดินทาง เอาไปทำโน่นทำนี่ เอา 10 คูณเข้าไป ก็จะได้เงินหมุนเวียนประมาณ 1 ล้านล้านบาท ตรงนี้จะช่วยเศรษฐกิจได้มาก

คำถามก็คือว่า เราจะเอาเงิน 600,000 ล้าน ใครจะเป็นคนจ้าง ? ถ้าเป็นสุวิทย์ เมษินทรีย์ ยังอยู่ หรือทีมงานของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังอยู่ วันนี้เกิดแล้ว งาน เพราะว่าเท่าที่คุยกัน ก็คือ ได้เคยมีการคุยกันกับพวกสภาพัฒน์ เข้าใจดีครับว่าสภาพัฒน์ก็ยังสนใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โน่นนี่นั่น แล้วข้อมูลที่สภาพัฒน์เตรียมหา กับข้อมูลที่ทางกลุ่มสุวิทย์ เมษินทรีย์ จะเตรียมหา เป็นข้อมูลคนละข้อมูลกัน สมมุติข้อมูลสภาพัฒน์อาจจะบอกว่า ผมอยากจะได้ข้อมูลของคนจนใน จ.ระยอง จะมีเท่าไร สภาพัฒน์ก็ไปหามา แล้วข้อมูลตรงนี้ก็น่าสนใจอย่าง คือ ที่มาของข้อมูล ผมยังไม่รู้ว่าจะถูกหรือไม่ถูกนะ แต่ความรู้สึกต้องการจะปกป้องข้อมูลของสภาพัฒน์สูงมาก ข้อมูลนี้เฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่ควรจะรู้ นายกรัฐมนตรีก็ควรจะรู้ ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ครับ ข้อมูลพวกนี้ต้องเปิด คุณจะเก็บเอาไว้ให้เฉพาะพวกคุณรู้ไม่ได้ ต้องเปิดมา นักธุรกิจจะได้วางแผนได้ หรืออาจารย์จะได้วางแผนได้ หรือว่าประชาชนจะได้รู้ จะได้รู้ทิศทาง เพราะว่าเมืองไทยขาด Big Data ข้อมูลอันยิ่งใหญ่

เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้คน 600,000 คนที่เราจ้าง แล้วลงพื้นที่ไปหาข้อมูล Big Data ตามทิศทางที่เรามีคนกำหนดว่าเราต้องการข้อมูลทั้งหมด 18 ข้อ 20 ข้อ เรามีตำบลอยู่ประมาณ 70,000 กว่าตำบล หมู่บ้านกว่า 70,000 หมู่บ้าน ตีซะว่าหมู่บ้านละ 10 คน ก็ 700,000 คน หรือเอา 5 คน ก็ 300,000-400,000 คน เอาคนพวกนี้ ที่เราว่าจ้าง ลงไปหาข้อมูลตามหัวข้อที่เราต้องการ ไม่เกิน 1 ปี เราจะได้ Big Data ในประเทศไทยที่รู้ทุกเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกแบบข้อมูลที่เราต้องการแบบไหน เราอยากรู้เรื่องอะไรบ้าง เราไม่ใช่อยากรู้แค่ว่าคนจนมีเท่าไร เราอยากจะรู้ว่าทางภาคอีสาน อีสานเหนือ พฤติกรรมคนใช้เงิน ใช้กันอย่างไร อีสานใต้เป็นอย่างไร ความรู้สึกที่คนมีต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร ความรู้สึกที่เขามีต่อกรมการปกครอง เจ้าหน้าที่ปกครองรัฐ เขามีความรู้สึกอย่างไร ความรู้สึก เขารู้สึกว่านักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. หรือเทศบาล ทำงานให้เขาได้ผลหรือไม่ ความรู้สึกที่เขามีต่อการคอร์รัปชัน คอร์รัปชันมากน้อยแค่ไหน ท่านผู้ชมครับ เข้าใจหรือยัง เห็นด้วยกับผมไหมว่า นี่คือข้อมูลที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เราไม่มี แต่โอกาสเรามี ไหนๆ มันก็เป็นวิกฤตขึ้นมาแล้ว แล้วต้องการจะถือโอกาสจ้างงานคน พลิกให้เป็นโอกาสที่จะเอาเข้ามาให้เราสามารถจะเอาข้อมูลนี้เป็น Big Data แล้ว Big Data พวกนี้ หน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานสามารถจะเดินหน้าต่อไปในอนาคตด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ด้วยข้อมูลที่มโนกัน

เรื่องข้อมูลของคนจนนั้น เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจดี หลายคนอยากได้ ท่านนายกฯ ก็อยากได้ ท่านนายกฯ อยากได้ถึงขนาดที่เรียกว่าอยากรู้ว่าคนจนนั้นมีกี่คน มีชื่ออะไรบ้าง บ้านเลขที่อะไรบ้าง ลักษณะนี้เป็นลักษณะของสี จิ้นผิง ท่านคงอยากจะเป็นสี จิ้นผิง แต่ท่านไม่ใช่สี จิ้นผิง ท่านทำไม่ได้ ไม่ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของสี จิ้นผิง เพราะฉะนั้นแล้ว เปลี่ยนจากการที่ท่านเท่ เอาเป็นว่า เอาข้อมูลต่างๆ พวกนี้ออกมา แล้วก็เอามาเป็นองค์ประกอบในการช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้ถูกต้อง ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ประชาชนต้องการ ต้องการอะไรบ้าง อย่ามโน อย่าไปเดา อย่าไปคิดว่าเอาไปคนละ 500 บาท พอใช้หมดแล้วเอาอีก 500 บาท 3,000 บาท ใช้ 6 เดือน เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ฟื้่นฟูเศรษฐกิจอะไรมากมายนักหรอกครับ เพราะว่ามันก็คือเงินที่เอามาแล้วจับจ่ายใช้สอย เมื่อถึง 3 เดือน 6 เดือน เงินก็หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นสู้เอาเงินก้อนมา อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ จ้างไปเลย 600,000-700,000 คน เงินเดือน 15,000 บาท ทั้งปี 12 เดือน อย่างน้อยที่สุดเรารู้ว่าใน 12 เดือนนี้จะมีเงินหมุนรวมเบ็ดเสร็จแล้วต้อง 1.2 ล้านล้านบาท เศรษฐกิจมันจะดีขึ้น นี่ผมแค่ยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ

ท่านผู้ชมครับ วันหลังผมจะร่ายยาวเรื่องสภาพัฒน์อีกสักครั้ง ให้ท่านผู้ชมฟัง นานมาแล้วครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว หลายสิบปีแล้ว ผมเป็นคนจัดทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ผมไม่ได้เป็นคนเขียนนะ แต่ว่าผมเป็นคนให้ทิศทางดูบทบาทสภาพัฒน์ หนังสือเล่มนั้นหายากมากตอนนี้ หนังสือเล่มนั้นชื่อ “ไอ้เสือคล้อย” คล้อย คืออะไร ? คล้อยตามอเมริกา เพราะว่าสภาพัฒน์ถูกตั้งขึ้นมาด้วยทิศทางการพัฒนาประเทศที่อเมริกานั้นมีอิทธิพลให้เราพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่อเมริกาต้องการ ผมก็เลยเรียกหนังสือเล่มนั้นว่า “ไอ้เสือคล้อย” ท่านผู้ชมครับ เตรียมตัว ผมจะทำรายการนี้ เรื่องเกี่ยวกับบทบาทสภาพัฒน์

มีความจำเป็นไหมที่จะต้องมี ? วันนี้นะ ณ เวลานี้ ที่เด็กมันเล่นทวิตเตอร์กัน ที่มีเฟซบุ๊ก ที่มีโน่นมีนี่ ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว เราจำเป็นไหมที่จะต้องมีสภาพัฒน์ ? ถ้าจำเป็น จำเป็นในมิติไหน ? สภาพัฒน์มีมิติมากเกินไปหรือเปล่า ? หรือสภาพัฒน์ควรยุติบทบาทการเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลได้แล้ว และหันไปใช้อย่างอื่น หรือว่าเราเน้นสภาพัฒน์ แต่เราละเลยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพราะสำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าในยุคนี้ สมัยนี้ และยุคต่อๆ ไปในอนาคต ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เราทำงานอะไร ถ้าเราปราศจากซึ่งข้อมูล เราจะทำไม่ถูก และเราจะหลงเดินทางในทางที่ผิดตลอดเวลาครับ

ท่านผู้ชมครับ พรุ่งนี้จะเป็นวันที่คนหลายคนจะตกตื่น ตระหนกตกใจ หลายคนติดต่อผมมา ถามผมว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณสนธิ ? น่ากลัวไหม ? จะมีปฏิวัติหรือเปล่า ? จะมีการปะทะกันไหม ? จะมีความรุนแรงกันไหม ? ท่านผู้ชมครับ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสทานข้าวเช้ากับอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ก็คุยกันไปคุยกันมา อาจารย์ปานเทพก็ให้ข้อคิดที่น่าคิดมา อาจารย์ปานเทพบอกว่า มัน Deadlock

ท่านผู้ชมครับ คำว่า Deadlock ในศัพท์ภาษาไทยน่าจะเรียกว่า “ทางตัน” ไม่มีทางไปแล้ว เดินไปๆๆ อ้าว ตาย! เจอแต่กำแพง ต้องทลายกำแพง แล้วจะทลายกำแพงได้อย่างไร ? มันทลายไม่ได้ แล้วมัน Deadlock อย่างไร ผมคิดว่าอาจารย์ปานเทพท่านพูดในหลายๆ ประเด็นซึ่งน่าคิดมาก เอาเป็นว่าผมเอามาสรุปเป็นหลายๆ ประเด็นที่อาจารย์ปานเทพพูด และในขณะเดียวกันก็บวกความคิดของผมเข้าไปด้วย

ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้ ก่อนที่เราจะมาถึงเรื่อง Deadlock เรามาทบทวนกันนิดหนึ่งได้ไหม จนวันนี้ผมยังเชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดเอาไว้ ไม่ผิด Deadlock ที่เกิดขึ้นวันนี้อาจจะเป็นเพราะความดื้อด้านของคุณปิยบุตร แสงกนกกุล และคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตลอดจนคุณช่อ พรรณิการ์

ถ้าท่านผู้ชมติดตามรายการผมมาตลอด ผมเคยเตือนคน 3 คนนี้ว่า ทำไมคุณไม่พัฒนาแล้วก็มุ่งเน้นไปที่คุณภาพที่คุณมีอยู่แล้ว แล้วเจาะเป็นประเด็นๆ ไป เมื่อคุณเจาะเป็นประเด็นแล้ว ประเด็นที่คุณเจาะก็สามารถจะโยงเข้าไปเรื่อยๆ ไปสู่ประเด็นอื่น คุณก็เจาะต่อไป เสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็จะโยงเข้าไปสู่ปัญหาโครงสร้างของสังคม แต่นี่พวกคุณออกมา คุณใช้ไม้หน้าสามเลย คุณจะตีหัวคนโน้น ตีหัวคนนี้ คุณจะรื้อตรงนี้ คุณจะล้มตรงนั้น ผมเชื่อว่าพวกคุณหลายคน รวมทั้งท่าน ดร.ประจักษ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการอิสระ แต่ว่าก็อยู่กลุ่มของพวกนิติเรดมาก่อน อยู่กลุ่มอาจารย์วรเจตน์

อาจารย์ประจักษ์ท่านมองว่า ดีนะ มันถึงเวลาแล้ว โน่นนี่นั่น แต่ผมกลับมองต่าง ผมมองต่างตรงที่ว่าโอกาสที่พรรคอนาคตใหม่ยุคนั้น เป็นพรรคอนาคตใหม่ที่มีอนาคตสูงมาก เพียงแต่ว่าคุณใจร้อนเกินไป ข้อแรก เมื่อคุณใจร้อนเกินไป เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณยะโสโอหังมมังการ คุณไม่สนใจว่ากติกา หลุมพราง กับดักที่เขาวางเอาไว้ว่าคุณต้องเล่นตาม คุณไม่เล่นตาม คุณไม่เล่นตาม แล้วพอคุณแพ้อะไรในศาลรัฐธรรมนูญ คุณก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุติธรรม มาจนกระทั่งล่าสุดคุณปิยบุตร แสงกนกกุล บอกว่าต้องยุบศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนคุณชกกำแพงน่ะ กำแพงมันก็สะท้อนกลับมาทำให้มือคุณเจ็บ แล้วคุณคิดว่าประชาชนหรือคนที่เขาเห็นว่าเขาไม่ชอบคุณ หรือเขามีเบื้องหลังอยู่ที่ศาลรัฐธรมนูญ เขาจะยอมให้คุณยุบได้ง่ายๆ หรือ เขาไม่ยอมให้คุณยุบได้ง่ายๆ หรอก

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคุณหมดทิศทางนี้แล้ว คุณก็ลงมาเล่นกับนักศึกษา เมื่อคุณลงมาเล่นกับนักศึกษา เกิดมันจุดติดขึ้นมา ทำไมถึงจุดติด ? ที่มันจุดติดเพราะว่าฝั่งรัฐบาลนั้น อุปมาอุปไมยเหมือนการทำการตลาด สินค้าฝั่งรัฐบาลเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ สินค้าที่เสื่อม ถ้าเป็นอาหารก็เรียกว่าอาหารเน่าแล้ว ถ้าเป็นเครื่องไฟฟ้า ถ้าเป็นพัดลม เสียบปลั๊กทีไร ไฟช็อตทุกที เพราะว่าคุณภาพของที่อยู่ในฝั่งรัฐบาลนั้นมันขายไม่ออก เมื่อมันขายไม่ออก มันก็ยิ่งทำให้กระแสโหมกระพือขึ้นมา ทำให้คนรุ่นใหม่ทุกรุ่นมีความเห็นว่าที่พูดอยู่นี่ จริง เฮ้ยจริงๆๆ เพราะว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามในอดีตที่รัฐบาลทำ องค์กรอิสระ ไม่อิสระจริงนี่ ป.ป.ช.อยู่ภายใต้การครอบงำ มีเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ทำไมฝ่ายค้านโดนเล่นงานแล้วรัฐบาลไม่โดนเล่นงาน ทำไมรัฐบาลออกมาโวยวายอย่างนี้ ฯลฯ เยอะแยะหมด ทุกอย่าง มันก็เลยเป็นขยะที่สะสมมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งส่งกลิ่นเหม็นออกมา กลิ่นเหม็นมาจนถึงพวกนิสิต นักศึกษาต่างๆ ซึ่งเริ่มที่จะทนไม่ได้ ที่เริ่มทนไม่ได้เพราะมีสาเหตุอยู่ 2-3 ประการ

ประการแรก ผมเคยพูดอาทิตย์ที่แล้ว คนกลุ่มนี้ เป็นพวกยุค Generation Me Me คือตัวกู จำได้ไหมท่านผู้ชม ผมบอกว่าคนพวกนี้จะมีบุคลิกดังต่อไปนี้ หนึ่ง เป็นคนที่แพ้ไม่เป็น สอง รับความผิดหวังไม่ได้ สาม Self center ศูนย์รวมอยู่ที่ตัวเขา สี่ หลงตัวเอง อยากรู้ว่าหลงตัวเองอย่างไร ไปดูคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือที่เขาเรียกว่า เพนกวิน หลงตัวเองไหม ? หรือคุณปนัสยา คุณรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล หลงตัวเอง แล้วที่สำคัญที่สุด คนพวกนี้เป็นคนที่ค่อนข้างที่จะฉาบฉวย ท่านผู้ชม ทำไมผมถึงเรียกว่าฉาบฉวย ที่ผมเรียกว่าฉาบฉวยเพราะคนพวกนี้ไม่มีความเป็นเอกภาพในการต่อสู้เลยแม้แต่นิดเดียว

ท่านผู้ชมตามเรื่องราวนี้มา ท่านผู้ชมลองคิดดูนะ ท่านผู้ชมต้องยอมรับว่านักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวก Me Generation พวกเขาไม่ใช่ประชาชนกลุ่มหลักที่จะขับเคลื่อนประเทศ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าพวกเขาจะค่อยๆ เติบโต แข็งแรงขึ้น แต่เวลานี้ยังไม่ใช่แกนหลัก แล้วกลุ่มคนพวกนี้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่แตกแยกในเชิงความคิด ถ้าเราสังเกตการเคลื่อนไหว ยังมีลักษณะสะเปะสะปะ เหมือนจับฉ่าย เหมือนเราทำจับฉ่ายหม้อหนึ่งแล้วมากินกัน ไม่มีเอกภาพ

อย่างการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ ก็คือวันเสาร์ที่ 19 ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเป็นคนละกลุ่มกับม็อบประชาชนปลดแอกที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผมเรียนให้ทราบว่ามีคนเข้ามาชุมนุมประมาณ 20,000 กว่าคน แล้วก็ยังมีข้อเรียกร้องในวันที่ 16 สิงหาคม ไม่ต่างกับวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เหมือนกัน แต่พอวันที่ 19 งวดนี้ ข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ในเรื่องของการลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์นั้น ในวันที่ 16 ที่ผ่านมา ไม่มี เท่าที่ทราบ ขนาดคุณเพนกวิน หรือคุณรุ้ง จะขึ้นเวทีก็โดนบล็อก ไม่ให้ขึ้นเวที ก็เลยน้อยอกน้อยใจ เดินไปทางอื่น แต่วันที่ 19 คือพรุ่งนี้ กลับกลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือกลุ่มวันที่ 10 สิงหาคม ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งทั้งคุณเพนกวิน หรือคุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ คุณรุ้ง หรือปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล บอกว่า ยืนยันเลยนะว่าจะไม่มีการลดข้อเรียกร้อง นั่นก็หมายถึงการที่จะต้องเรียกร้องในมาตรการ 10 ข้อ ที่จะลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์

คือจะเป็นข้อเรียกร้องเดียวกับเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นแล้ว เราแยกจากกลุ่มนิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มของที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 10 กับกลุ่มวันที่ 16 มีข้อแตกต่าง คือข้อเรียกร้อง 10 ข้อ 16 ไม่เอา แต่วันที่ 10 เอา 19 พรุ่งนี้ก็จะเอา 10 ข้อตามที่วันที่ 10 มี และเราก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งนะ ท่านผู้ชม กลุ่มไหนล่ะ ? กลุ่มนักเรียนมัธยม นักเรียนมัธยมที่ออกมาล้อมกระทรวงศึกษาธิการ เป่านกหวีดไล่คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ตลอดจนลุกขึ้นมาพูดจาหยาบคาย พูดจาไม่เข้าหูชาวบ้าน ไม่มีมารยาท และยังมีนักศึกษาซึ่งเป็นเด็กจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายคนเข้าไปแจม เข้าไปเสริม รวมทั้งคุณรุ้งด้วย ไปเสริม ซึ่งในที่สุดแล้วกลุ่มพวกนักศึกษาพวกนี้หลักๆ แล้ว ท่านผู้ชมรู้ใช่ไหมว่าเขาต่อสู้เรื่องอะไร เขาต่อสู้เรื่องกฎระเบียบ ทรงผมเอย การสอบเอย การลงโทษเอย การปฏิรูประบบการศึกษา ของนักเรียนที่อยู่มัธยมนั้นยังไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนกลุ่มนักศึกษา ประชาชน ที่บางส่วนต้องการให้ล้มสถาบันหลัก ล้มแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ผมอธิบายมา 2-3 กลุ่มนี้ ท่านผู้ชมจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ กลุ่มที่เคลื่อนไหวขาดเอกภาพ แล้วจุดร่วมที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเป็นรูปธรรม

ท่านผู้ชมครับ จุดสำคัญที่ม็อบนักศึกษากลุ่มนี้จะเอาอะไรไปสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ? ท่านผู้ชมตามผมมา ผมตั้งคำถามถามนักศึกษา ผมตั้งคำถามถามท่าน คุณจะเอาอะไรไปสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณจะล้มอำนาจรัฐได้อย่างไร ? บอกผมหน่อยซิ คุณบอกว่าข้อเรียกร้องของคุณ 3 ข้อ คือ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้หยุดคุกคามประชาชน และยุบสภาฯ โดยมีเงื่อนไข 2 จุดยืน คือ ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ และรัฐประหาร รวมถึงหนึ่งความฝันอันสูงสุด ซึ่งที่เข้าใจก็คือ 10 ข้อนั้น

ท่านผู้ชมครับ นักศึกษาหลายคนฮึกเหิมมาก และหลายคนคิดว่าจะมีคนมาเยอะ แต่ผมคิดว่าคงจะเยอะ ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้น ? เพราะว่าหน่วยงานข่าวกรองของรัฐบาลแจ้งมาว่าจะมีคนมาชุมนุมประมาณ 50,000 คน ท่านผู้ชมจำคำพูดผมเอาไว้นะ ผมพูดมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เมื่อใดก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยบอกไม่ลดค่าเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะลดค่าเงินบาท เมื่อใดก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาชี้แจงว่า ธนาคารที่กำลังสั่งคลอนเพราะว่ายืนอยู่บนลำแข้งตัวเองไม่ได้ ใกล้จะล้ม ไม่จริง ยังมั่นคงอยู่ แสดงว่ามันจริง สาม เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลบอกว่าไม่มีกลิ่นรัฐประหาร นั่นล่ะ จะมีรัฐประหาร แล้วก็การเซฟตัวเองจากรัฐประหาร ประเภทเฉียดฉิว ถ้าท่านผู้ชมติดตามรายการผมดีๆ แล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นว่า จริงๆ แล้วกลิ่นโชยของรัฐประหารนั้นเป็นกลิ่นที่แรงมาก

เอาล่ะ ทีนี้เรากลับมาถึงเรื่องนี้บ้าง การเปลี่ยนแปลงในระบบ ท่านผู้ชม วันนี้นักศึกษาไม่ได้บอกว่าอยากจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อยากจะล้มรัฐธรรมนูญ อยากจะกำจัดอำนาจของ ส.ว.หมดเลย ยุบมันไปเลย แต่เขาไม่ได้บอกว่าแล้วคุณจะให้ทำอย่างไร คุณต้องการให้ยุบสภา แล้วถ้าสมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมยุบสภา คุณจะทำอย่างไร ? คุณจะแห่ตัวคุณเองไปที่รัฐสภา หรือคุณจะอยู่ที่โน่นที่นี่แล้วเรียกคนไปชุมนุม แล้วคุณไปล้อมเขา เขาก็เฉยๆ เขาไม่ทำอะไรทั้งสิ้น คุณจะไปเปลี่ยนแปลงในระบบ ก็ล้มไม่ได้ ยุทธศาสตร์มันก็ผิด ยุทธวิธีก็ผิด

ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่า การแก้รัฐธรรมนูญแบบยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ติดที่การตั้ง ส.ส.ร. ลงประชามติต้องการเสียง ส.ว. การเปลี่ยนแปลงนอกระบบ ล้มไม่ได้ วันนี้ถึง ส.ว.เขาจะลงมติช่วยคุณ พอลงมติช่วยคุณเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ได้ นี่สมมุตินะ สมมุติว่าเขายอมนะ ซึ่งผมคิดว่าเขาไม่ยอมหรอก เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณยังติดอีกเงื่อนไขหนึ่ง คุณต้องไปทำประชามติ เงื่อนไขมันระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ คุณแก้ไม่ได้ ฝั่งที่เป็นศัตรูของคุณ แล้วคุณต้องการที่จะโค่นล้มเขา เขาบอกผมไม่ได้ทำอะไร รัฐธรรมนูญว่าอย่างนี้ คุณไปทำประชามติ แล้วผมถามคำหนึ่ง นักศึกษาเยอะเหลือเกิน ออกมา แต่ยังมีประชาชนที่ยังเยอะกว่านักศึกษาอีกมหาศาล คนพวกนี้เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยทั้งสิ้น เขารู้อยู่อย่างเดียว อย่าไปประมาทติ่งลุงตู่เขา ติ่งลุงตู่เขาเป็นติ่งที่ลึกซึ้งมาก ลุงตู่ทำถูกหรือทำผิด เชียร์ลุงตู่หมด ฉันใดฉันนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าลงประชามติ แล้วถ้าคุณแพ้ประชามติล่ะ ก็เท่ากับไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญใช่ไหม แล้วคุณจะทำอย่างไร แล้วคุณจะล้างอำนาจ ส.ว.ให้หมด คำถามก็คือ คุณต้องอาศัยอำนาจ ส.ว. อย่างน้อย 84 เสียง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 84 เสียงต้องมาเห็นด้วยกับคุณในการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วคุณบอกคุณจะไปล้างอำนาจเขา ให้เขาโหวตตัวเขาเอง ทำไมคุณถึงไร้เดียงสานัก คุณดูไม่ออกหรือว่า ส.ว.พวกนี้มาจากไหน ?

ส.ว.พวกนี้เป็นนอมินีของทหาร ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อยอดอำนาจให้กับลุงทั้งสามคน ส.ว.พวกนี้ ส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่า 95 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นคนที่ชดใช้หนี้บุญคุณให้กับพวกลุงทั้งสามที่อุตส่าห์ตั้งมา เพราะฉะนั้น ส.ว.พวกนี้เขาไม่มีวันหรอก เขารับเงินเดือนๆ ละแสน แสนกว่า เขามีความสุข เขามีสิทธิพิเศษในการเดินทาง โน่นนี่นั่น เขามีการรู้จักกัน เขามีเครือข่าย เขาสร้างเครือข่ายของเขาได้ คุณจะให้เขายกมือเพื่อที่จะล้างสิทธิพิเศษ ล้างเงินเดือนของเขาหรือ ? คุณบ้าไปหรือเปล่า ผมเสียดาย คุณเรียนหนังสือมา ผมนึกว่าคุณจะฉลาด ทันเกม แต่คุณก็ไม่ได้ฉลาดและทันเกม นอกเสียจากว่าคุณถูกปั่นหัวโดยคนที่อยู่เบื้องหลังคุณ ทำให้คุณโง่ หรือแกล้งโง่ ส.ว.เขาไม่เล่นกับคุณหรอก เอาล่ะ ตอ่ให้ ส.ว.เขาพร้อมใจกันลาออกทั้ง 250 คน คุณแฮปปี้ไหม ? แฮปปี้ แต่รัฐธรรมนูญก็ระบุว่า ลาออกหมด ก็ต้องตั้งขึ้นใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้

อีกประเด็นหนึ่งคือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สมมุติว่ามีมติตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.ร.เป็นใคร พอโหวตประชามติปั๊บ ส.ส.ร.อาจจะร่างรัฐธรรมนูญอะไรมาก็ไม่รู้ คุณบอก ส.ส.ร.เลือกตั้ง สมมุติว่าพวก ส.ส. พวกนักการเมืองทั้งหลายมันส่งคนของมันขึ้นสมัคร ส.ส.ร. แล้วก็ได้ ส.ส.ร.ทั้งหมดเป็นของนักการเมือง เมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาก็เป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงกันข้ามของคุณที่เขาไม่ต้องการจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว เอาโจรมาเป็น แก้กฎหมายเพื่อให้คนที่หนีไปต่างประเทศสามารถจะกลับมาได้ แก้กฎหมาย ทำโน่นทำนี่ ในที่สุดแล้วประเทศชาติจะฉิบหาย เพราะว่าคุณต้องการอย่างนี้ อีกฝ่ายหนึ่งเขายืนยันว่าเขาไม่เอาอย่างนี้ แล้วทางออกอยู่ที่ไหน ?

ท่านผู้ชมครับ เด็กพวกนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่มีแนวร่วม เพราะฉะนั้นตรรกะ วิธีการเคลื่อนไหว และเป้าหมายยุทธวิธี เด็กแพ้หมดทุกจุด เพราะฉะนั้นในฝั่งนักเรียน นักศึกษา ก็คือข้อเสนอที่เสนอมามัน Deadlock มันเป็นไปไม่ได้ มันถึงทางตัน คุณเสนอมา ทำไม่ได้สักเรื่องเลย คุณจะทำอย่างไร คุณจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมอธิบายให้ฟังแล้ว คุณจะร่างได้อย่างไร ส.ว.ไม่เล่นด้วยกับคุณ แล้ววันนี้รัฐบาลก็เริ่มยื้อแล้ว ยื้อไปว่า อย่างเช่น ที่ประชุม 23-24 ที่จะดีเบต โต้วาทีเรื่องนี้ ก็จะไม่แล้ว จะเลื่อนไปอีก ก็คือซื้อเวลา คุณก็ต้องกลับไปนัดหมายกันใหม่เพื่อมาเจอ คุณกดดันอะไรเขา คุณยังไม่รู้เหรอ คุณไม่เข้าใจ เหมือนผมที่มีประสบการณ์ชีวิตมา ไอ้พวกนี้ซีเมนต์เขาเรียกพี่ หน้ามันด้านกว่าปูนซีเมนต์อีก คุณก็รู้เหมือนผมรู้ ว่า ส.ว.วันนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะวันนี้ ส.ว.ส่วนใหญ่แล้ว ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนผู้มีอำนาจรัฐ แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ก็เหลือทางออกอีกทางเดียวในขณะนี้ คือการสร้างสถานการณ์

คนที่ประท้วงคือพวกเด็ก บอกว่าสงบ สันติ ไม่ได้ถือปืน ท่านผู้ชมครับ ประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้งประวัติศาสตร์โลกไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่พึ่งพาอำนาจจากปลายกระบอกปืน ถ้าคุณไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง คุณก็ต้องอาศัยปลายปากกระบอกปืน คำถามที่ผมอยากจะถามเด็กๆ นักศึกษา คุณกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าคุณชุมนุม ไม่มีความรุนแรง คุณชุมนุมอีกสิบปี รัฐบาลก็นั่งยิ้ม ชิลๆ ทุกคนแฮปปี้ คุณสันติ พร้อมพั ฒน์ ก็พร้อมที่จะทำโครงการต่อ คุณสุริยะก็ดิ้นรนมานั่งกระทรวงพลังงาน พรรคร่วมรัฐบาลก็แข่งขันกันทำ วัดได้ด้วย กรรมการได้ด้วย ได้ทั้งเงินได้ทั้งทอง ได้ทั้งหน้าได้ทั้่งตา มีเงินเข้ากระเป๋า รถไฟฟ้าสีส้ม สีม่วง สีแสด สีอะไรก็ตาม ก็เกิดขึ้น คนที่เกี่ยวข้องก็รับเงินเข้ากระเป๋าไปเรื่อยๆ แล้วคุณก็ชุมนุมไปสิ

ผมเรียนให้ทราบว่า ที่คนจะมาเยอะก็เพราะว่า พอฝ่ายความมั่นคงบอกว่ามีคนมาประมาณ 50,000 คน ท่านผู้ชมครับ อย่างน้อยเอา 2 หรือ 3 คูณเข้าไป นั่นคือจำนวนที่แท้จริง ท่านผู้ชมจำได้ไหมครับ วันที่ 16 สิงหาคม ฝ่ายความมั่นคงบอกว่ามีคนชุมนุมประมาณ 4,000 คน แต่ผมได้คำนวณให้แล้วไง คำนวณตามพื้นที่ที่เขายึดอยู่ต่อตารางเมตรเท่าไร ผมตีโจทย์ไปแล้ว ฟันธงไปแล้วว่าประมาณ 25,0000-30,000 คน เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าฝ่ายความมั่นคงบอกว่า 50,000 คน เอา 3 คูณเข้าไป ประมาณ 100,000-150,000 ออกมาอีกแล้ว แล้วจะยึดถนนราชดำเนิน ให้เปลี่ยนเป็นถนนราษฎรดำเนิน คืออะไรที่เกี่ยวกับเจ้า พวกนี้จะเกลียดหมด ราชดำเนิน ต้องเป็นราษฎร แล้วอะไรที่เกี่ยวกับ 2475 คณะราษฎร์นี่เป็นเทวดา เดี๋ยววันไหนผมจะพูดสักครั้งหนึ่ง สักเรี่องหนึ่ง คณะราษฎร์

คณะราษฎร์นี่ก็เป็นตัวเรือหายเช่นกัน เบื้องหน้าเบื้องหลังมีเยอะมาก มันก็จบลงด้วยผลประโยชน์เช่นกัน คณะราษฎร์ที่คุณเทิดทูนเหลือเกิน มีคนเดียวที่ถือว่าใช้ได้ และวันหลังผมจะพูดเรื่องนี้ คือท่านปรีดี พนมยงค์ เดี๋ยวผมจะเล่าเบื้องหลังให้ฟัง ผมเองก็ศึกษาประวัติศาสตร์เหมือนกันครับ ไม่ใช่คุณสมศักดิ์ศึกษาอยู่คนเดียว และผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์จุดนี้ ถ้าผมพูดออกไป คุณสมศักดิ์ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นถูก

เอาล่ะ ท่านผู้ชม กลับมาอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าคุณชุมนุมกันแล้วคุณบอกไม่มีอะไรรุนแรง คุณต้องรู้นะว่ารัฐบาลจะไม่มีวันใช้ความรุนแรงกับคุณ จะมีพวกตำรวจเข้ามา 57 กองร้อย 8,000 คน ก็ว่าไป มาเถอะ ผมให้ยกกำลังพลมาแสนคน ก็ไม่มีประโยชน์ เขาไม่ทำอะไรคุณหรอก คุณเชื่อผม เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไป โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะหลุดจากการเป็นนายกฯ จะสูงมาก เพราะฉะนั้นแล้ว คุณเชื่อผมว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรคุณหรอก ไอ้คนที่จะทำคุณน่ะ มันเป็นใครก็ไม่รู้ ผมไม่รู้นะ แต่ในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางการเมืองนั้น มันมักจะมีคนที่ผมไม่รู้ และคุณไม่รู้ มันโผล่มาจากไหนไม่รู้ เหมือนคนชุดดำ ตอนที่พวกเสื้อแดงประท้วงอยู่ที่ราชประสงค์ เหมือนกันเป๊ะ ทำนองเดียวกัน ลักษณะแบบเดียวกัน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตรงนี้จะเป็นอย่างไร

ถ้าคุณบอกว่าคุณอาจจะต้องการ … มีคนที่อยู่เบื้องหลังคุณบอกว่า ให้มันรุนแรงดีกว่า ด้วยเสนอ 10 ข้อนี้ 10 ข้อเรื่องสถาบันกษัตริย์ เล่นกันให้แรงเลย แบบเปิดฟ้าไปเลย พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เผื่อที่จะออกมาปราบปรามอย่างรุนแรง เพราะว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคุณ หรือคนที่วางแผนยุทธการนี้เขารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ไม่ชนะ แต่ทำอย่างไรให้เกิดการปราบปราม หรือทำอย่างไรให้เกิดรัฐประหารอีกทีหนึ่ง เพราะพวกนี้เขาเชื่อว่าทุกๆ ครั้งที่เกิดรัฐประหารนั้น สถานภาพของบ้านเมืองเราจะทรุดไปเรื่อยๆ ถ้ารัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเขาทนไม่ได้ที่พวกคุณ หรือใครก็ตามทนไม่ได้ที่พวกคุณจาบจ้วงหรือพวกคุณต้องการจะล้มสถาบันกษัตริย์ เขาก็จะก่อให้เกิดรัฐประหารขึ้นมาในนามของการโหนเจ้า ทหารมีอยู่ส่วนหนึ่งที่ชอบโหนเจ้า เพราะฉะนั้นแล้ว พวกนี้ก็จะทำให้โครงสร้างต่างๆ มันเริ่มเป๋ แล้วมันก็จะทรุดไปๆๆ จนในที่สุดมันจะถูกกัดกร่อน และในที่สุดสังคมไทยก็จะพังทลายลงไปในที่สุด

เพราะฉะนั้นแล้ว คุณเพนกวิน คุณพริษฐ์ ชิวารักษ์ และคุณรุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล คุณอยากจะทำเช่นนี้หรือเปล่า ? คุณมีความเชื่อในแนวทางนี้ใช่หรือไม่ ? แล้วคุณทำตามที่ใครเขาบอกมา ? ผมจะตอบให้ก็ได้ ก็เพราะมีคนอย่างคุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือคุณปวิน ชัชชวาลพงศ์พันธ์

สองคนนี้เขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนะ การที่จะชวนใครออกไปชุมนุม ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบนะ คนชวนต้องออกไปด้วย เหมือนคุณปิยบุตร คุณธนาธร คุณช่อ ต้องออกไปด้วย และที่สำคัญ ต้องอยู่ในแกนนำด้วย อย่าออกไปแค่โผล่หน้าเพื่อให้กำลังใจ

ไม่ คุณต้องนำเขาด้วย แต่คนพวกนี้จะไม่ออก ถือว่าระดมไปเถอะ ใครจะออกไปก็ไป ใครจะโดนฟ้อง มีคดีความ ก็โดน พวกนี้จะไม่มารับผิดชอบ เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว และเขาไม่ต้องทำอะไร เขาเก็บทีละเม็ดจากคุณ เก็บอะไรล่ะ ? ดำเนินคดีคุณทีละเม็ดๆๆ

มันมีการ์ตูนอยู่ชุดหนึ่ง ภาพหนึ่ง ของคุณบัญชา คามิน

เป็นรูปคนเข้าแถวกัน พวกคุณก็เข้ามาต่อแถว นึกว่าเรื่องอะไร ปรากฏว่าข้างหน้าแถวพวกคุณก็คือคนรุ่นผมที่เดินขึ้นศาล คอตก แล้วก็บอกว่า เฮ้ย ตอนนี้ชุมนุมจบหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ขึ้นศาล คุณไม่ต้องห่วง คุณชุมนุมไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณชุมนุม เขาก็จับตาดูว่าใครเป็นแกนนำ เขาก็ล็อกพวกคุณไปทีละ 17 คน 28 คน ชุมนุมสิบครั้ง ในที่สุดคุณก็จะเป็นจำเลยสองร้อยกว่าคน สามร้อยกว่าคน สี่ร้อยกว่าคน อาจจะถึงพันคนเสียด้วยซ้ำที่จะต้องเดินขึ้นศาล และขึ้นศาลนี่ คุณเสียเปรียบเขา เพราะเขามี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว คุณสมศักดิ์เขาบอกว่าเขาเป็นคนที่มีบาดแผลที่เจ็บปวดมากจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ผมกำลังพูดอย่างนี้ คุณสมศักดิ์ มีศักยภาพมากพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำรอยเดิม แต่คุณสมศักดิ์ก็ไม่มา ไม่นำเอง ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขาเริ่มดำเนินการมาตรา 112 แล้ว คุณกลับมาประเทศไทยได้ แต่ทำไมคุณไม่มา

คุณปวิน ชัชชวาลพงศ์พันธ์ ก็เอาตัวรอด ปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเพียงเพื่อสนองความแค้นของตัวเอง คุณสมศักดิ์แค้นเรื่อง 6 ตุลาฯ มาก ส่วนคุณปวิน ผมไม่รู้ ว่าแกแค้นเรื่องอะไร แต่ว่าท่าทางแกจะแค้นหนักเลย

ถ้านักศึกษาชูประเด็นแค่ 3 ประเด็นในตอนแรก ป่านนี้แนวร่วมเต็มไปหมดแล้ว แต่พอคุณเริ่ม 10 ข้อ ซึ่งในการชุมนุมวันพรุ่งนี้ก็จะชูอีก 10 ข้อ หวังจะให้เป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง แม้กระทั่งคุณสมศักดิ์ยังด่าคุณปวิน ด่าคุณธนาธร ปิยบุตร ที่ไม่ยอมพูด 10 ข้อสุดท้าย แต่ให้เด็กนักเรียนมาพูดแทน ท่านผู้ชมครับ พอจะเริ่มเห็นภาพหรือยังว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร

เอาล่ะ เรามาฝั่งรัฐบาลบ้าง รัฐบาลอย่างที่ผมเรียน เป็นสินค้าที่เน่า สินค้าหมดอายุ สินค้ามีข้อตำหนิ ถ้าเป็นอาหารก็เป็นอาหารที่เน่า ถ้าเป็นอุปกรณ์ ก็เป็นอุปกรณ์ที่ใช้การไม่ได้ มีความเน่าเฟะหลายเรื่อง เรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือโศกนาฏกรรมทางกระบวนการยุติธรรมในคดีบอส อยู่วิทยา

อันนี้เป็นการล่มสลายของกระบวนการยุติธรรมที่ทำกันเป็นขบวนการ และจะผิดได้อย่างไร ? ป.ป.ท. ป.ป.ช. ก็พวกของรัฐบาล ยังมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ คุณวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์ดีมาก ที่ดีน่ะ ไม่ใช่ดีนะ ที่ “ดีมาก” ก็คือว่า เป็นคนที่ ถ้ารัฐบาลชุดไหนต้องการฉ้อฉล หรือรัฐบาลชุดไหนต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริง ตั้งขึ้นมาต้องเชิญคุณวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรีทุกครั้ง แล้วให้ดูแลเรื่องที่ชัดเจน โยนให้คุณวิษณุพูด คุณวิษณุจะพูดอย่างคลุมเครือ แล้วจะทำให้ประชาชนสับสนไปหมด ไม่รู้ว่ามันคืออะไร นี่คือความสามารถของคุณวิษณุ ผมไม่กล้ากล่าวว่าคุณวิษณุเป็นคนกะล่อน แต่ไม่ใช่ คุณวิษณุไม่ได้กะล่อน แต่คุณวิษณุมีความสามารถอย่างหนึ่ง รับมอบมาจากนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อมาพูดต่อในเรื่องของบอส พูดไปพูดมาจนกระทั่งฟังไม่ได้สับ จับไม่ได้กระเดียด คล้ายๆ กับว่าพวกที่อยู่ในเครือข่ายนายบอส ถ้าอยู่ในยุค สนช.แล้ว มาในยุคนี้แล้ว ใช้รัฐธรรมนูญคนละฉบับ เพราะฉะนั้นแล้วจะไปตรวจสอบได้อย่างไร แต่ก็ยังมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้ เห็นหรือยังครับ เห็นฤทธิ์ของคุณวิษณุหรือยัง ? คุณวิษณุ เครืองาม เป็นอย่างนี้

ทีนี้ คุณวิษณุ เครืองาม มาอ้างแบบนี้ก็เป็นวิธีการเดียวที่ไม่ต้องอาศัย ป.ป.ช. ซึ่งก็เป็นจุดที่ทำให้ประชาชนรับไม่ได้ แล้วก็เป็นการตอกย้ำความชอบธรรมของนักศึกษาที่จะออกมา ในสิ่งที่ทำให้รัฐบาลล้มเหลว เพราะ หนึ่ง รัฐบาลชุดนี้คอร์รัปชันเยอะมาก ถึงท่านผู้ชมจะเป็นติ่งลุงตู่ ก็ให้รู้ว่าคอร์รัปชันเยอะ เยอะแบบเรือหาย ที่หนักกว่านั้นก็คือ ตรวจสอบไม่ได้ เอาผิดก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว สองเรื่องนี้ต้องถือว่าหนักหนาและรับไม่ได้ สังคมไม่มีทางออก ก็เลยต้องออกมาผ่านทางการเคลื่อนไหวชุมนุม นี่ยังไม่นับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศอีกนะ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้เศรษฐกิจก็พัง เหมือนเป็นระเบิดเวลาที่จะนับถอยหลังลงทุกวันๆ

เอาง่ายๆ คุณปรีดี ดาวฉาย ลาออก คุณปรีดี ดาวฉาย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวใจการแก้ไขปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เห็นรูปร่าง ล่าสุดได้ข่าวว่าจะเอาคุณชาติชาย อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มา หรือคุณสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง แต่ละคนมีดีกันคนละแบบ

คุณสมชัย สัจจพงษ์ เป็นข้าราชการประจำ เคยเป็นปลัดกระทรวงการคลัง เอาคุณสมชัยมานั่ง คุณสมชัยก็รู้เรื่องดี ก็ทำงานแบบข้าราชการกระทรวงการคลัง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คุณชาติชายก็เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ มีความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญมีสายสัมพันธ์หมดทุกกลุ่ม กลุ่มอิทธิพลทุกกลุ่ม มีหมด

คุณชาติชายเป็นเด็กของลุงคนหนึ่ง เด็กคนสนิท คุณชาติชายสนิทสนมกับคุณสันติ พร้อมพัฒน์ หรือที่เราเรียกกันว่า คุณสันติ พร้อมมาก เพราะฉะนั้นแล้ว คุณชาติชายจะทำตัวเป็นน้ำที่ผสมกับน้ำในสายการเมืองได้ดี จัดสรรปันส่วนให้ แต่ละคนต้องการอะไร ต้องการโครงการอะไร ถ้ามานั่งคลังก็จะมอบอันโน้นให้มอบอันนี้ให้ น่าเสียดายไหมท่านผู้ชม ?

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาการเมืองนำหน้า เมื่อสองเดือนที่แล้ว แล้วบีบให้คุณอุตตมลาออกไป ให้คุณสมคิดลาออกไป ให้พวกสี่กุมารออกไป วันนี้ประเทศไทย สองเดือนที่ผ่านมานี้เกียร์ว่างตลอด ไม่ได้เดินหน้าเลย ถ้าพวกนั้นยังอยู่ และยังทำงานอยู่ ป่านนี้ประเทศยังพอจะลืมตาอ้าปากหายใจ จมูกพ้นน้ำ

สรุปเรื่องการชุมนุมก็คือว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ชอบความรุนแรง เพราะเขารู้อยู่แล้วว่านี่เป็นเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้เขาหลุดจากตำแหน่งได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ต้องการความรุนแรง และจะทำทุกทางไม่ให้เกิดความรุนแรง แต่ทีนี้มันมีอีกขั้วหนึ่งรอฉวยโอกาสอยู่ แต่ขั้วนี้ท่าทางจะสงบเสงี่ยมไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากมีการแต่งตั้งรองราชเลขาฯ ขึ้นมา ก็เลยทำให้เห็นชัดเจนว่าโอกาสที่จะมีความรุนแรงแบบนี้ ก็คงจะไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ก็ต้องเกิดขึ้นในอนาคต ทำไมรู้ไหมท่านผู้ชม ?

ท่านผู้ชมครับ ผมต้องเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟัง สมัยก่อน ตอนนั้นที่มีการทุจริตเรื่องการจำนำข้าว แล้วมี กปปส.ออกมาประท้วง ผมบอกต้องยุติการประท้วงแล้วการไร้เสถียรภาพแบบนี้ได้ ทหารต้องเดินออกมา แล้วยุติทั้งหมด แต่ผมพูดต่อนะท่านผู้ชม ผมบอกว่าต้องถวายพระราชอำนาจคืนให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้พระองค์ท่านเป็นคนกลาง แล้วก็ตั้งรัฐบาลขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วก็มาร่างกติกาใหม่ ถ้าอย่างนั้นประเทศไทยไปรอด แต่เผอิญ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะต่อยอดอำนาจกัน ต้องการให้หัวหน้าคณะปฏิวัติ คือคนซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 6 ปีกว่าแล้ว ชาติบ้านเมืองไม่ได้ไปไหนเลยท่านผู้ชม

ท่านผู้ชมครับ เมื่อมันถึงทางตัน มันต้องหาทางออก เพราะขณะนี้ทางตันก็คือว่า นักเรียน นักศึกษา ไม่ชนะหรอก รัฐบาลก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง จะเปลี่ยนอำนาจก็ไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ ? เราจะรอวิวัฒนาการหลังจากเกิดการเรียนรู้ ให้ทุกฝ่ายลดเงื่อนไข เป้าหมายลง จึงจะได้เห็นทางออก แต่จะเป็นการรอที่ยืดเยื้อมาก

สมมุติว่าผมคิดว่าเป้าหมายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่จนครบเทอม อีกประมาณ 2 ปีได้มั้ง เกือบๆ 2 ปี หรือ 2 ปี พอครบเทอมก็ต้องยุบสภา ก็อาจจะมีโอกาสสูง 2 ปีที่ผ่านมานี้แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะว่าทุกคนทางฝ่ายคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มาอ้าง หรือฝ่าย ส.ว. ที่เป็นฝ่ายของทหารของฝ่ายลุงสามคนที่ตั้งขึ้นมา ก็มาอ้างว่ารัฐธรรมนูญชุดนี้ดีแล้ว ป.ป.ช.ก็จะเล่นงานเฉพาะคนที่เป็นพวกฝ่ายตรงกันข้าม ส่วนพวกตัวเองก็เก็บเอาไว้ ไม่เล่นงาน อะไรทำนองนี้ ประชาชนก็เริ่มเห็น คดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ในที่สุดมันก็เงียบหายไปโดยที่ไม่มีใครสนใจ ประชาชนก็เริ่มเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมันเฮงซวย และในขณะเดียวกันรัฐบาลออกมาปกป้องกระบวนการยุติธรรมที่เฮงซวยเช่นนี้ มันก็เลยเกิดความอัดอั้นตันใจมา

แล้ววันที่ยุบสภาวันนั้น ในรัฐธรรมนูญ 2560 ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ผมก็ยังเชื่อว่าพรรคก้าวไกล ถ้าประคองตัวให้ดีๆ สู้เป็นประเด็นให้ถูกต้อง และก็อย่าไปก้าวล่วงเรื่อง 10 ข้อนั้น แล้วคุณปิยบุตรระงับวาจาให้ดีๆ อย่าไปพูดจาในทำนองยั่วยุ หรือไปพูดจาที่ทำให้ประชาชนทั่วประเทศ พวกคุณมีหลายคนที่ไม่ชอบสถาบันกษัตริย์ และต้องการล้มล้าง ผมเข้าใจ แต่พวกคุณลืมไปอย่างหนึ่ง มีคนอีกมากกว่าพวกคุณอีกเยอะ ที่เผอิญเขายังเอาสถาบันกษัตริย์อยู่ ตรงนี้ต่างหาก ฉะนั้นถ้าตรงนี้เป็นที่ sensitive พรรคก้าวไกลต้องตัดประเด็นนี้ออกให้หมด เน้นเป็นประเด็นเรื่องการบริหารชาติบ้านเมือง เน้นประเด็นเรื่องคนรุ่นใหม่ เน้นประเด็นเรื่องคนรุ่นเก่า ทำงานแบบเก่า ประเทศชาติไม่ไปไหน ผมเชื่อว่าพวกที่อัดอั้นตันใจทุกคนที่แก้อะไรไม่ได้เลย ที่มาชุมนุมกันครั้งนี้ และจะมีต่อไปอีกหลายๆ ครั้ง ถ้ามีอีก 2 ปี ก็จะมาเรื่อยๆ พวกนี้ผมคิดว่าจะเป็นสึนามิทางการเมือง

ถ้าจะมีการยุบสภา ผมจะไม่ประหลาดใจเลยถ้าพรรคก้าวไกลมีเสียงเกินกว่า 250 เสียง ผมเชื่อว่ามา แล้วพรรคก้าวไกลส่งใครลง ก็ได้ทุกคน ขอให้ยึดมั่นตรงนี้ไว้ คุณตัด 10 ข้อนั้นทิ้งไป คุณบอกปิยบุตร ถ้ารักกันอย่าพูดอีก เรื่องนี้เอาเป็นเรื่องของบอส วรยุทธ เอาเป็นเรื่องของน้ำมัน เอาเป็นเรื่องของไฟฟ้า ทำไมแพง เอาเป็นเรื่องของโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรม แล้วโครงสร้างนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร รัฐบาลไม่แก้ไข เพราะรัฐบาลร่วมมือกับนายทุนทั้งหลายที่จะมาเอาเปรียบจากประชาชน ถ้าคุณมาในแนวนี้ ส่งเสริมการศึกษา ปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจในเรื่องการศึกษาลงไปสู่ท้องถิ่น กระจายอำนาจตำรวจลงไปสู่ท้องถิ่น ผมเชื่อว่าคุณต้องมีเกิน 250 เสียง และผมเชื่อว่าวันนั้นพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะสูญเสียหลายๆ ที่ของพวกพรรคเพื่อไทยให้กับพวกคุณ ก็จะเข้ามาร่วมกับคุณ

คุณหลับตาวาดภาพ ถ้าวันหน้ามีคุณ มีพรรคเพื่อไทย มีหลายพรรค รวมกันแล้วคุณมี 300 กว่าเสียง ผมคิดว่าถึงเขาจะมี ส.ว. 250 เสียง เขาก็รังแกคุณไม่ได้นะ เขาจะตั้งคุณประยุทธ์ขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็ไม่ได้ ไม่มีทาง และผมก็ไม่เชื่อว่าคุณประยุทธ์จะหน้าด้านพอรับตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ก็พอแล้ว คุณประยุทธ์ ลุงทั้งหลายไปได้แล้ว อยู่นานเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ถึงตอนนั้นคุณค่อยพลิกหาวิธีการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ มันต้องเป็นสเตปไปอย่างนี้ แต่เมื่อคุณมาปั๊บ คุณบอกอีก 6 เดือนแก้รัฐธรรมนูญ อีก 1 ปีแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเขาไม่แก้รัฐธรรมนูญ คุณจะทำอย่างไร

ทีนี้มีคนถามผมว่า สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญอย่างไร ? มี นี่ไง ตรงนี้ที่ผมพูดว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญ ตรงนี้ล่ะ จุดขัดแย้งตรงนี้ล่ะที่สถาบันกษัตริย์สามารถที่จะเข้ามาได้ ในช่วงพฤษภาทมิศ ปี 35 ที่รัชกาลที่ 9 ท่านทรงเรียก พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าไปนั่งคุยกัน ว่าหาทางลง

วันนี้เหมือนกัน มันถึงทางตันแล้ว สถาบันกษัตริย์สามารถจะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย บอกทุกฝ่ายเลย เอาอย่างนี้แล้วกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญชุดนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ยุติธรรม ไม่ดี เรามาร่างกติกากันใหม่มดีกว่า (ต้องไม่ให้คุณมีชัยเข้ามาร่วมด้วยในเรื่องนี้) ระหว่างที่ร่างกติกาใหม่ ก็เอารัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา พระองค์ท่านทรงพระราชทานรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา แล้วอย่าเอาทหารมาเป็นนายกฯ เอาคนที่ชำนาญเรื่องเศรษฐกิจมา เอาอีกคนดูแลเรื่องการเมือง อีกคนดูแลความมั่นคง เรื่องการเมืองก็เดินหน้าไม่เกิน 2 ปี ที่จะให้ทุกคนมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นความยุติธรรมกับทุกคน

แล้วระหว่างที่ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ก็สามารถจะเอาคนในพรรคเพื่อไทย เอาคนในพรรคประชาธิปัตย์ เอาคนดีๆ ในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถ้ายังมีเหลืออยู่ เอาเข้ามาร่วมรัฐบาลแล้วก็ วัตถุประสงค์คือ หนึ่ง แก้กติกาทางการเมือง และสอง บริหารชาติบ้านเมืองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อฟื้นจากภัยโควิด-19

นี่คือบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ทำได้ ใครบอกว่าไม่มีประโยชน์ ก็เป็นความคิดส่วนตัวของผม

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้ได้วิเคราะห์เหตุการณ์และได้แสดงออกทางความเห็นส่วนตัวของผมไปหลายๆ เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่พูดก็ไม่ได้ คือบทบาทของ ส.ว. วุฒิสมาชิก หลายๆ บทบาทใน ส.ว.ที่เกิดขึ้น เป็นหลายๆ บทบาทที่ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว ส.ว.ทำร้ายตัว ส.ว.เอง เพราะวันนี้ ส.ว.แทบจะทุกคน ผมไม่ได้หมายถึงคนเดียวนะ แทบจะทุกคน จะมีบ้างบางคน กลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อทดแทนบุญคุณของคนที่แต่งตั้ง ส.ว. คนๆ นั้นเข้ามาเป็น ส.ว. ผมยังไม่เคยเห็น ส.ว.ทำหน้าที่เป็น ส.ว.เต็มสักครั้งหนึ่ง อาจจะมีแค่ไม่กี่คน นับคนได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ส.ว.ชุดนี้เป็น ส.ว.ที่นั่งเฉยๆ รับเงินเดือน แล้วคอยยกมือตามที่รัฐบาลต้องการให้ยกมือ หรือมาปกป้องการเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง

ท่านผู้ชมครับ ผมเรียนถามท่านผู้ชมคำหนึ่ง วันนี้ถ้าเรามี ส.ว.ที่มีจุดยืน ถึงจะปกป้องรัฐบาล แต่อะไรที่รัฐบาลทำไม่ดี ส.ว.จำเป็นที่จะต้องแสดงจุดยืน เอาเรื่องบอส วรยุทธ อยู่วิทยา เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เคยมีไหม ส.ว.ชุดนี้ที่จะเสนออะไรที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ลงชื่อพร้อมกันเลย ส.ว. 100 คน 120 คน 150 คน ไม่เห็นด้วยกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ ไม่มี เพราะว่า ส.ว.ส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา หรือว่าเป็นพรรคพวกกัน ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง หลายคนผมผิดหวัง คุณสมชาย แสวงการ หลายๆ คน ส.ว.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ที่มามีแลกวิวาทะกับคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ในหลายๆ เรื่อง

แต่ว่าพวกนี้พอมาเรื่องที่เป็นหลักการ คุณกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ออกมาสวนคุณยุทธพงศ์ เหตุผลเพราะคุณยุทธพงศ์กำลังเล่นงานทหารเรือ ออกมาปกป้องทหารเรือ แต่ว่ากระบวนการยุติธรรมที่หลาย ส.ว.ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน อดีตเป็น สนช.อยู่ยุคนั้น ไปปู้ยี่ปู้ยำกระบวนการยุติธรรม คุณกิตติศักดิ์ไม่พูดเลยสักคำ นั่งเงียบกริบสนิทสนม แล้วผมถามว่า ถ้าบทบาท ส.ว.เป็นอย่างนี้ มีไปทำไม ? แล้วถ้ามีขึ้นมา มันก็พิสูจน์ชัด ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อยอดอำนาจของคนตั้ง เท่านั้นเองท่านผู้ชม คุณไม่ต้องมายืนหยัดและคุณไม่ต้องมาปกป้องตัวคุณเอง คุณไม่ต้องมาบอกว่าผมมีหลักการ พวกคุณไม่มีหรอก หลักการ พวกคุณไม่มี ผมนี่อายแทนพวกคุณมาก อย่างน้อยที่สุด คุณจะปกป้องรัฐบาลไม่เป็นไร แต่อะไรที่รัฐบาลทำไม่ถูก คุณต้องมีความกล้าหาญพอที่จะรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วแสดงพลังออกมาว่าเรื่องนี้ขอให้รัฐบาลแก้ไข ไม่มี ทุกคนเอ็นจอยกับการเป็น ส.ว. รับเงินเดือน สิ้นเดือนมีสิทธิพิเศษ แล้วพอเด็กๆ มันขอ เรียกร้องให้ยุติ หรือยุบ ส.ว. พวกคุณออกมาต่อสู้กับเด็กๆ บอกไม่มีทางหรอก ต้องใช้ ส.ว. 84 คนเซ็นเห็นด้วย ไม่มีทาง ไม่มีใครเซ็นให้หรอก เพราะพวกคุณไม่ใช่จิตวิญญาณของวุฒิสมาชิก พวกคุณคือคนที่เห็นแก่เงินเดือน หลายคนผมรู้จักดี

ผมเสียใจ ท่าน พล.ท.สมเจตน์ บุญถนอม ท่านเป็นพี่ชายของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตตำรวจ น้องชายท่านคงรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมแบบนี้มันอยู่ได้หรือไม่ได้ อัยการเป็นอย่างนี้ อดีตตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นอย่างนี้ ทุกอย่างใช้ฝ่าเท้าลูบ แล้วเหยียบ กระทืบกระบวนการยุติธรรม ทำไมท่านสมเจตน์ไม่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้บ้าง ทำไมคุณกิตติศักดิ์ไม่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้บ้าง ทำไมคุณสมชาย แสวงการ ไม่ออกมาต่อสู้เรื่องนี้บ้าง

ด้วยเหตุนี้ เขาถึงบอกไงล่ะ ว่าพวกคุณไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลยแม้แต่นิดเดียว คุณมีประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจในการยกมือเพื่อผ่านงบ และผมสังเกต งบประมาณอะไรก็ตามที่จะต้องผ่าน ส.ว. ในที่สุดแล้ว เร็วมาก เหมือนฟ้าแลบ แปล๊บ เสร็จแล้ว ยกมือกัน ไม่มีการที่จะตั้งกลุ่มแล้วมาอภิปราย ชี้แจงว่า ส.ว.ไม่เห็นด้วย ไม่มี คุณไม่ได้ทำหน้าที่ ส.ว.กันเลยแม้แต่นิดเดียว ให้ตาย คุณคือมือปืนรับจ้าง แค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นแล้วเด็กมันถึงมีเหตุมีผลว่าคุณไม่มีประโยชน์ต่อสังคม

ส.ว.ที่ดี ถึงแม้เขาจะตั้งคุณมา คุณช่วยเหลือเขาในยามวิกฤตได้ในการยกมือให้เขา แต่ในยามที่หน่วยงาน/องค์กรที่รัฐบาลดูแลอยู่ทำผิดพลาด คุณต้องลุกขึ้นมาท้วงติงเขา และไม่ใช่ท้วงติงอภิปรายแค่คนเดียว ต้องเป็นระบบออกมาเลย คุณมีตั้ง 250 เสียง เสียงคุณเยอะอยู่แล้ว สรุปแล้วคุณเป็น ส.ว.ที่เหลวไหลมาก เหลวไหลจริงๆ เพราะคุณไม่ได้ทำหน้าที่ที่ให้คนอย่างผม หรือเด็กๆ หรือประชาชนทั่วไปมีความเคารพนับถือในความเป็น ส.ว.ของคุณ คุณไม่ได้เท่หรอกในสายตาพวกผม คุณนี่ไร้สาระที่สุด แล้วก็ไม่มีประโยชน์เลยที่จะต้องมาเป็น ส.ว. และทั้งๆ ที่ผมรู้จักพวกคุณหลายคนเยอะมาก มีอยู่ไม่กี่คน ผมนับจำนวนคนได้จริงๆ ไม่ถึง 5 คน ที่ผมคิดว่าผมคุยได้ เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือความรู้สึกอึดอัดใจของผม จริงๆ แล้ว ส.ว.ก็คือหน่วยงานหนึ่ง ก็เหมือน ป.ป.ช. คือหน่วยงานๆ หนึ่ง แต่พอมันกลายเป็นน้ำเดียวกัน เนื้อเดียวกันกับผู้มีอำนาจ กับรัฐบาลแล้ว มันไปทำลายหลักการที่มันมีอยู่ในตำแหน่งตรงนั้น มันสร้างความพินาศให้กับหลักการต่างๆ ที่คุณเอาเสื้อผ้าของหลักการนั้นมาใส่ แล้วอยู่ในภาพอันนั้น พวกคุณใช้ไม่ได้

เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว 12 กันยายน พ.ศ. 2563 มันมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมา แล้วทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ถึงสภาพสังคมไทย ที่มันไม่มีอนาคตไปแล้วตอนนี้ อยู่อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ เหตุคือเรื่องของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตกเป็นเป้าถูกโจมตีจากกลุ่มประชาชนปลดแอก และเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ทำไมล่ะ ? เพราะว่าภาพที่ลงไปในโซเชียลมีเดียนั้น เป็นภาพที่คุณจตุพรนั่งร่วมโต๊ะกับหงา สุรชัย จันทิมาธร อานันท์ ปันยารชุน สุริยะใส กตะศิลา พิภพ ธงไชย ในงานเลี้ยงครบรอบวันเกิด 72 ปี ของคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์

ต่อมา ในวันที่ 13 กันยายน วันอาทิตย์ เฟซบุ๊กของนายจอม เพชรประดับ โพสต์ข้อความระบุว่า “ไม่มีปัญหาอะไรหรอกกับการไปร่วมวันเกิดของมิตรสหายคนที่เรารู้จักคุ้นเคย แต่การเปลี่ยนจุดยืนจากนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอยู่ใต้ตีนเผด็จการราชานิยม ที่แสดงออกมาหลายต่อหลายครั้งนี่้สิ ที่ ไม่โอ” ท่านผู้ชมครับ ผมนี่ ในทางการเมือง ผมเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับคุณตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราพูดกันได้ทุกเรื่อง เราเจอกันหลายครั้ง เจอกันที่ศาลตอนที่ผมขึ้นศาล แล้วคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ก็อยู่ที่ศาล เพื่อมาขึ้นศาลเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นนักโทษ คุณจตุพรอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ผมอยู่ที่คลองเปรม เวลาเราคุยกัน เราทักทายกัน ให้ความเป็นพี่เป็นน้อง คุณจตุพรเรียกผมว่าพี่สนธิ ผมก็เรียกเขาว่าตู่ เวลาเราจะคุยกัน ผมจะบอก เฮ้ยตู่ เรื่องหนึ่ง ถ้าเราจะคุยกันเรื่องการเมือง เราแยกสถาบันกษัตริย์ออกนะ เพราะพี่รู้ว่าพวกตู่เป็นพวกที่ไม่เอาสถาบันกษัตริย์ แต่พี่คิดว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีความจำเป็น

แม้กระทั่งคุณสมยศ ที่เคยโดนมาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม นี่โปรดสังเกต ผมใช้คำว่า “อย่างไม่เป็นธรรม” กับคุณสมยศ แล้วคุณสมยศมาเรียน มสธ. แล้วต้องมาสอบที่คลองเปรม แล้วเผอิญมาอยู่ที่แดนผม แดนผมอยู่แดน 7 และผมได้พบคุณสมยศ ทานข้าวด้วยกัน เราก็คุยกันด้วยดี ผมยังบอกคุณสมยศ วันนี้เราคุยกันเรื่องชาติบ้านเมือง เราต้องแยกเรื่องสถาบันกษัตริย์ออกนะ เราคุยเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เราคุยกันเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน เราคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ปรากฏว่าคุณสมยศเป็นคนที่มีเหตุมีผลอย่างสูง และผมก็เห็นด้วยกับคุณสมยศหลายเรื่อง ในขณะที่คุณสมยศก็เห็นด้วยกับผมหลายเรื่อง

ผมไม่เคยคิดว่าจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นคนที่ทรยศต่ออุดมการณ์ของเขาเอง เขาไม่เคยแสดงออกทางนั้นเลย เพียงแต่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เขารู้ว่าเมื่อไรเขาควรจะสู้ เขารู้ว่าเมื่อไรเขาควรจะหลบ และเขารู้ว่าเมื่อใดเขาควรจะอยู่นิ่งเงียบ นี่คือยุทธวิธีของคนฉลาด แต่เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง

คุณจอม เพชรประดับ คุณไม่มีสิทธิไปว่าเขาหรอก พอคุณมีเรื่องที คุณใส่ตีนหมาตีนสุนัขหนีไปเลย แล้วไปขอลี้ภัยที่อเมริกา คุณตู่ จตุพร ไม่เคยหนีใคร เพราะฉะนั้นแล้ว คุณตู่ จตุพร ก็เลยออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้หมายถึงการที่ผมไปนั่งร่วมโต๊ะกับคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณอานันท์ ปันยารชุน จะเป็นศักดินา จะเป็นอะไรก็ตาม แต่เขาก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่คนหนึ่งในวงการ ไม่ใช่คุณเจอคุณอานันท์ ปันยารชุน แล้วคุณก็เดินเข้าไปชี้หน้าด่าโคตรพ่อโคตรแม่เขาได้ นี่คือหลักการในสังคมไทยที่ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน คุณตู่พูดอย่างนี้ คุณจตุพรพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายถึงความเชื่อทางการเมืองของผมจะเปลี่ยนแปลงไปในที่งานสังสรรค์งานวันเกิดนายประสาร มฤคพิทักษ์ ครบรอบ 72 ปี การต่อสู้ของผมตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน ยืนยันได้ว่า ไม่มีความขัดแย้ง เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันเท่านั้น และความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น ในทางส่วนตัวของชีวิตมนุษย์ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความชิงชัง พบแต่ความคับแค้นของกันและกันเสมอไป

ท่านผู้ชมครับ จตุพรพูดถูก ทุกวันนี้เกลียดกันจริงๆ ชิงชังกันมาก ทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนกัน ทั้งๆ ที่เป็นพี่น้องกัน แต่ไม่รู้จักแยกแยะว่า เฮ้ย ถ้าเราไม่เห็นพ้องซึ่งกันและกัน เราถกเถียงกันได้ แต่เราควรที่จะดำเนินและรักษาสัมพันธภาพความเป็นเพื่อนกับเพื่อน คนรู้จักกัน สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเครือข่าย และเป็นสังคมที่มีระบบอุปถัมภ์ และเป็นสังคมที่มีหนี้บุุญคุณกันเต็มไปหมด

คุณจตุพรเจอผมทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ขึ้นเวทีแล้วก็เล่นงานกันตลอดเวลา คุณจตุพรเล่นงานผม ผมเล่นงานคุณจตุพร แต่พอเจอกันส่วนตัวแล้ว พี่สนธิครับ ผมก็บอก ตู่ เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ ไหวไหมอยู่ในคุก ผมอยู่ได้พี่ ตอนนี้ผมผอมลงไปเยอะแล้ว แล้วพี่ล่ะ สัมพันธภาพตรงนี้มันต้องอยู่ เพราะเราเป็นมนุษย์ เราเอาการเมืองซึ่งเป็นเรื่องสมมุติมาผ่องถ่ายเข้ามาสู่ชีวิตเรา จิตใจเรา แล้วมาเข่นฆ่าให้อาสัญซึ่งกันและกันได้อย่างไร เพราะว่าวันข้างหน้า ใครจะไปรู้ วันข้างหน้าเสื้อแดงอาจจะชนะ เสื้อเหลืองอาจจะแพ้ เสื้อน้ำเงินอาจจะชนะ มันเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น แต่มิตรภาพในเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องการงาน ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์

ผมเชื่อในสถาบันกษัตริย์ อีกฝ่ายไม่เชื่อในสถาบันกษัตริย์ แต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อนมันต้องมีอยู่ กินข้าวกันได้ แต่ไม่พูดเรื่องอื่น มีไหมหลายๆ ครั้ง เฮ้ย กินข้าวกันแต่วันนี้ห้ามพูดการเมืองนะ ทุกคนก็เฮฮา พูดถึงสมัยวัยเด็ก พูดถึงโน่นพูดถึงนี่ นี่คือความน่ารักของความเป็นมนุษย์ เราไม่ใช่หมาที่ไม่ถูกกัน พอเจอหน้าก็แง่งใส่กันแล้วก็กระโดดกัดกัน เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่รู้จักบันยะบันยังและไม่รู้จักกาลเทศะในเรื่องพวกนี้ พวกนี้เป็นพวกที่ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การเจอกันของพวกเรา ของตู่ จตุพร เป็นเรื่องปกติ มีมารยาททางสังคมต่อกันตลอดเวลาที่ผ่านมา ระหว่างต่อสู้ต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่ในปัจจุบันไม่มีใครต้องต่อสู้กัน เราต้องรู้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองต้องต่อสู้อย่างไร ในเวทีที่เป็นวิญญูชน ก็เจอกันแบบวิญญูชน

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่คนออกมาด่าหรือออกมาตำหนิว่าคุณตู่ จตุพร เป็นคนที่ผิดจากอุดมการณ์นั้น ไม่ถูก ผมคิดว่ามนุษย์เราอย่าเห็นแก่ตัวให้มาก แค่เห็นรูปภาพก็โพสต์แล้ว ต้องแยกแยะระหว่างความเป็นส่วนตัวในเวทีสังคม กับสนามการต่อสู้ ออกจากกัน หรือต้องการว่ามนุษย์จะมีสังคมกันไม่ได้ต่อไป งานนี้สำคัญ คงไปไหนกันไม่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณจตุพรพูด

ท่านผู้ชมครับ คุณจตุพรเคยโดนแบบนี้ ผมเองก็เคยโดน ผมเคยโดนจากคุณวีระ สมความคิด วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเยี่ยมเยียนหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเยี่ยมเยียนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แต่คุณวีระกลับเอารูปที่ พล.อ.ประยุทธ์ มานั่ง แล้วถ่ายรูปกับลูกชายผม กับทีมงาน ผมไม่อยู่ด้วย แล้วคุณวีระไปโพสต์บนเฟซบุ๊ก เมื่อไปโพสต์บนเฟซบุ๊กแล้ว คุณวีระก็พูดในทำนองว่าในที่สุดแล้วตัวตนที่แท้จริงของเครือเรา เห็นมั้ย นั่งจับมือกับทหาร เผด็จการ ทั้งๆ ที่วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ มาเยือนหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เหมือนกับที่ไปเยือนหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เหมือนกับที่ไปเยือนมติชน เหมือนกับที่ไปเยือนเนชั่น ปกติธรรมดา แต่คุณวีระเอามาโพสต์ในทำนองว่าอุดมการณ์ทางผมเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมเสียใจมากในเรื่องนั้น ผมว่าจะไม่พูดแล้วในเรื่องนี้ แต่ผมอยากพูดให้รู้ ผมไม่เคยมองคุณวีระในแง่ร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเสียใจจริงๆ

ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ความคิดเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่ ที่ปากบอกว่าเชิดชูความเป็นประชาธิปไตย ต้องการให้สังคมยอมรับความหลากหลาย ยอมรับความเห็นต่างกันได้ แต่พอเอาเข้าจริงกลับทำตัวเป็นเผด็จการเสียเอง ท่านผู้ชมเคยเห็นรูปคุณธนาธรจับมือกับคุณวิรัช รัตนเศรษฐ ไหม เคยเห็นใช่ไหม ถ้าเคยเห็น คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กระหนุงกระหนิงกับคุณวิรัชในสภา ทำไมพวกคุณไม่รุมด่าเขาบ้างล่ะ

ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ มาเยือนหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คุณวีระก็ออกมาหาว่าสื่อเครือผู้จัดการรับใช้เผด็จการ ตรงนี้เราจะแก้อย่างไร อันตรายมาก เทียบกับสมัยก่อนนักการเมืองเขาไม่เข่นฆ่าอาสัญกันเหมือนสมัยนี้ เขาทะเลาะกันในสภา เขายกมือ เขาชี้หน้า เขาวิพากษ์วิจารณ์กัน เขาบอกว่าคุณทำงานไม่โน่นนี่ แต่พอนอกสภาแล้วเขาก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม เพราะเขารู้บทบาทที่เขาต้องอยู่ เขาต้องเป็น ไม่ใช่ว่าออกมาแล้วจะเข่นฆ่าอาสัญกันให้ได้ ใครป่วยก็ไปเยี่ยม ลูกแต่งงานก็ไปงานแต่งงาน ลูกบวชก็ไปแสดงความยินดีได้ แต่พอเด็กรุ่นใหม่มา กลับตรงกันข้าม พวกเด็กที่ด่าทหาร เด็กที่ด่าพวกคนเก่า ก็กลายเป็นว่ากำลังทำตัวเป็นเผด็จการเสียเอง ในขณะเดียวกัน ทางอีกฝ่ายหนึ่ง ฝั่งอนุรักษ์นิยม ก็ต้องยอมรับความเห็นต่างจากเด็กนักเรียน

ท่านผู้ชมครับ เราจริงจังกับเรื่องสมมุติพวกนี้มากเกินไปหรือเปล่า ผมกำลังเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้ว คุณธนาธรก็เคยเดินเข้าไปไหว้คุณอานันท์ ปันยารชุน แล้วทำไมคุณธนาธรไม่โดนด่าบ้าง

ผมกลับเห็นว่าปัญหาใหญ่ของคนรุ่นใหม่นั้น ก็คือปัญหาของคนที่ไม่มีเหตุผลไปแล้ว เอาแต่ใจตัวเอง เอาตัวเป็นศูนย์กลาง ความคิดของตัวเองถูกต้องตลอดเวลา สังคมไทยจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้นะท่านผู้ชม เพราะเราไปจริงจังกับเรื่องสมมุติมากจนเกินไป คุณธนาธรเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ แต่คุณธนาธรก็เป็นคนที่พนักงานบริษัทไทยซัมมิท ที่ถูกให้ออกจากงาน ที่ครั้งหนึ่งเคยถูดปิดโรงงานแล้วไม่ให้เข้าโรงงาน คุณธนาธรอาจจะเป็นซาดานในสายตาของคนพวกนี้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของคน คุณธนาธรก็สวมหมวกได้หลายใบ

ถ้าคุณธนาธรสวมหมวกได้หลายใบ มนุษย์ก็สวมหมวกได้หลายใบเหมือนกัน เหมือนอย่างที่ผมพูดวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ส.ว.ไป ถึงคุณจะเป็นอดีตนายทหาร พลเอก และคุณได้รับแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจซึ่งเป็นพลเอกด้วยกัน แต่พอคุณเข้าไปในสภาแล้ว คุณใส่เสื้อ ส.ว. คุณต้องแสดงบทบาทของ ส.ว. แต่พอคุณออกมาข้างนอกแล้ว คุณเจอคนที่แต่งตั้งคุณ คุณตะเบ๊ะหรือยกมือไหว้ สวัสดีครับท่าน ขอโทษทีนะครับท่าน เมื่อกี้ผมพูดจาอะไรอาจจะกระเทือนท่าน แต่ผมพูดตามหลักการ เหมือนกัน

คุณตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ คือใคร เขาคืออดีตเป็นผู้นำของนักศึกษารามคำแหง คุณตู่ลุกขึ้นมาปะทะกับกลุ่มเสื้อเหลืองกับผม มีวิวาทะกันตลอดเวลา แต่เมื่อเจอกันส่วนตัวแล้ว เราเป็นเพื่อนกัน เรารู้ว่าทั้งหมดที่เราแสดงออกนั้น เป็นหัวโขนที่เราแสดงออกตามบทบาทที่เราเชื่อ หรือเราได้รับมอบมา แล้วในส่วนของผมเป็นบทบาทที่ผมเชื่อว่าผมทำถูกต้อง แต่พอออกมาแล้ว มาเจอกัน เราทานข้าวกันได้ เราพูดคุยกันได้ เราพูดคุยกันในเรื่องที่เราสามารถจะถกเถียงกันได้ และเราจะละเว้นเรื่องที่มันอ่อนไหว ที่มันกระทบกระทั่งเราทั้งสองคน เราบอกเลย เรื่องนี้อย่าไปคุยกันดีกว่า เอาคุยเรื่องนี้ ผมเสียดาย สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่พูดจากันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เอาแต่ใจตัวเอง

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็นานพอสมควรแล้ว น่าจะประมาณชั่วโมงครึ่ง สมควรแก่กาลเวลาแล้ว จริงๆ แล้วมีเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้พูดเรื่องต่างประเทศมานานแล้ว งวดหน้าถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ก็จะลองสัมผัสเรื่องต่างประเทศ ผมมีเรื่องจะคุยกับท่านผู้ชมในเรื่องต่างประเทศหลายๆ เรื่องซึ่งยังไม่ได้อัปเดตกันเลย ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก เรื่องจีน เรื่องอเมริกา เรื่องอิหร่าน เรื่องบทบาทของอิหร่านที่กำลังจะหลุดพ้นจากการครอบงำและการแซงก์ชันของอเมริกา และจะส่งผลกระทบกับอเมริกาและตะวันออกกลางอย่างไร วันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อน สวัสดีครับ