fbpx

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ตอบอาจารย์ “ส.ศิวรักษ์” ที่เคารพ

ใช้เวลาอ่าน: 11 นาที

 09:13

“สนธิ”ตอบ “ส.ศิวรักษ์” ไม่เคยได้ไฟเขียวจากใคร แม้แต่ทหารก็ได้แต่ลูกปืน ยันสนับสนุนเยาวชนใช้เสรีภาพต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่ถ้าล้ำเส้นต้องเตือนตรงๆ ไม่ได้มีหน้าที่มาเอาใจเด็ก เพราะไม่ใช่นักการเมือง ชี้ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันส่อไม่เคาพ ควรตั้งประเด็นปัญหาบ้านเมืองสู้ให้ชัดเจน เรื่องสถาบันวางไว้ก่อน ย้ำเด็กต้องมีสัมมาคาระ ไม่ก้าวร้าวผลักมิตรเป็นศัตรู พร้อมเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนคดี “บอส วรยุทธ” ทำคนเลิกเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม แฉนายตำรวจขาใหญ่ได้เงินมาหลายร้อยล้าน แจกจ่ายเครือข่ายทำเป็นขบวนการ รอดูผลสอบของ กก.ชุด“วิชา มหาคุณ” นายกฯ จะกล้าเปิดเผยหรือไม่ แนะ รมว.กระทรวงดีอีเอส สู้กับเฟซบุ๊ก ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายให้หนัก เพราะคนอย่าง“มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก”เห็นแก่เงิน ไม่อยากให้เฟซบุ๊กโดนปิดเหมือนในเวียดนาม อธิบายความ “ฮ่องกงโมเดล” ม็อบพันธมิตรชานมกับม็อบในไทย มีต่างชาติหนุนหลังในลักษณะ “ซอฟต์พาวเวอร์”

วันที่ 28 ส.ค. เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ในประเด็นที่ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ได้พูดถึงเรื่องได้ไฟเขียวจากทหารมาพูดเรื่องขู่ม็อบนักศึกษา ยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่าเคยได้แต่ลูกปืนจากทหาร นอกนั้นไม่มีเลย จะเป็นอย่างไรรอคำตอบ

อีกเรื่องคือ เมื่อ Facebook กลายเป็นเครื่องมือบ่มเพาะความคิดแทรกแซงการเมืองจะทำอย่างไร? ต่อด้วยม็อบฮ่องกงโมเดล มีความคล้ายหรือต่างอย่างไรกับของไทย มาหาคำตอบกัน

และมีเสริมถึงเรื่องคดีบอส อยู่วิทยา และมาดูความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชนเหลือแค่ไหน ติดตามได้ในรายการ Sondhitalk


คำต่อคำ SONDHI TALK [28 ส.ค. 63] : ตอบอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ที่เคารพ

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต “มองโลก มองเรา กับสนธิ” “บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์” จนมาถึงรายการ “SONDHI TALK”

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone – iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 วันศุกร์นี้ก็มีเรื่องราวที่ต่อเนื่องกับศุกร์ที่แล้วหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการชุมนุมของบรรดานิสิต นักศึกษา และเด็กโรงเรียนมัธยม แต่ว่าที่เป็นเรื่องพิเศษที่ผมอยากจะพูดให้ฟังวันนี้ก็คือ มีคนไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ท่านก็ได้พูดถึงผมในบางประเด็นที่ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องมาชี้แจงให้กับท่านผู้ชมได้ฟัง ตลอดจนชี้แจงให้กับอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ได้ฟังด้วย

เรื่องที่สองที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือมันมีโพลที่ท่านกิตติพงษ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกระบวนการยุติธรรม ได้มีการทำโพลออกมา โดยไปไต่ถามและสอบถามประชาชนประมาณ 4,000 กว่าคน ใน 4,000 กว่าคนนั้น ครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการกฎหมาย อาจจะเป็นอัยการ หรืออาจจะเป็นตำรวจ แล้วผลโพลออกมาเป็นอย่างไร ก็เท่ากับเป็นการยืนยันสิ่งที่พวกเราคุยมา

เรื่องที่สามที่ผมจะพูด คือเรื่องเฟซบุ๊ก ข่าวตอนนี้กำลังร้อนแรงเลย แล้วตอนนี้ก็ซาไปแล้ว เริ่มจากเฟซบุ๊กมีข่าวออกมาว่าจะฟ้องรัฐบาลไทย แล้วตอนหลังเฟซบุ๊กก็บอกว่าไม่ฟ้อง ผมก็เลยจะต้องอธิบายบทบาทของเฟซบุ๊ก และบทบาทของนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ตัวตนที่แท้จริงเขาเป็นคนอย่างไร แล้วจริง ๆ ลึก ๆ วัตถุประสงค์ของเฟซบุ๊กอยู่ที่ไหน ? อยู่ที่สิทธิเสรีภาพของการแสดงออกของคนทั่วโลก หรือว่าย้อนกลับไป สะท้อนไปถึงยิ่งเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้มากเท่าไร คนยิ่งเข้าเฟซบุ๊กมากเท่านั้น และในที่สุดก็จบลงด้วยเฟซบุ๊กก็กำไรมากขึ้นเท่านั้นเอง หรือจะเป็นตรงนี้ ?

เรื่องที่สี่ เป็นเรื่องที่ผมเคยพูดมาแล้ว เรื่องฮ่องกงโมเดล ผมเคยพูดเรื่องฮ่องกงเมื่อประมาณวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 สมัยที่ยังเป็นรายการ “มองโลกมองเรา” และหลังจากนั้น 2562 วันที่ 24 ตุลาคม ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ผมก็พูดเรื่องฮ่องกงเช่นกัน ผมพูดถึงว่าจีนจะทำอย่างไรกับวิกฤตม็อบฮ่องกง ย้อนอดีตปมขัดแย้งสมัยยุคล่าอาณานิคม แล้ว 29 พฤศจิกายน 2562 ผมก็พูดถึงเรื่องฮ่องกง ว่าฮ่องกงเปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็คือจีนอยู่เหมือนเดิม สุดท้าย คือวันที่ 16 พฤษภาคม เมื่อสามเดือนกว่าที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องจุดจบของฮ่องกง ในรายการที่ 33 เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าผมพูดเรื่องฮ่องกงมา 4 ครั้งแล้ว และจริง ๆ ใน 4 ครั้งนั้น ถ้าท่านผู้ชมที่เคยติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมเคยพูดนั้น ท่านผู้ชมจะเห็นว่า ผมพูดทีละนิด ทีละหน่อย แต่รวมแล้วก็คือ Model Hong Kong ซึ่งพูดมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งพูด แต่ไม่เป็นไรครับ วันนี้จะอธิบายว่า ท่านผู้ชมจะรู้จักฮ่องกงโมเดลได้อย่างไร ท่านผู้ชมฟังเรื่องนี้ ตั้งใจฟังให้ดี ๆ แล้วผมคิดว่าท่านผู้ชมคงเห็นด้วยกับบทสรุปของผมว่า Model Hong Kong มันเกิดขึ้นอย่างไร เพราะอะไรถึงเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันวิวัฒนาการและพัฒนาการไปอย่างไร แล้วมันจะจบลงอย่างไร

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมมีความจำเป็นต้องพูดเกี่ยวกับท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ปีนี้ท่านอายุ 88 ท่านอายุมากกว่าผมประมาณ 15 ปี หรือ 16 ปี ซึ่งผมเคารพท่านมาก ท่านพูด มีการไปสัมภาษณ์ท่านเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์นั้นเพื่อให้ท่านพูดถึงตัวผม แต่พูดถึงเรื่องอื่นเป็นองค์ประกอบ คล้าย ๆ กับว่าสิ่งที่ผมพูดออกไปนั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องเอาผู้หลักผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ มาคัดค้านผม หรือว่ามาเห็นด้วยกับผม หรือว่ามาเพิ่มเติมข้อมูลต่าง ๆ

ท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ท่านสนับสนุนกลุ่มนักศึกษา ให้กำลังใจคุณเพนกวิน คุณรุ้ง และการรณรงค์ 10 ข้อ ตรงนี้ผมไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไรกับท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ จะเห็นต่างกันตรงประเด็นที่ว่า ผมให้กำลังใจเด็กทุกคน ยกเว้นเพนกวิน และรุ้ง เพนกวิน ผมก็ให้กำลังใจ แต่ผมก็สั่งสอนเพนกวินไปว่าอย่าก้าวร้าว ให้รู้จักใช้จังหวะเวลาให้ดี ให้รู้จักพูดให้ดี และให้รู้จักสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู และอย่าเอาศัตรูมาเป็นมิตร นี่คือคุณเพนกวิน ส่วนคุณรุ้งนั้น ผมไม่มีอะไรที่เป็นอคติกับคุณรุ้ง เป็นเพียงแต่ผมไม่รู้ว่าคุณรุ้งเสนอ 10 ข้อของการลดพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ลงมานั้น เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยหรือไม่ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยทุกข้อ แต่โดยหลัก ๆ แล้วผมคิดว่าสถาบันกษัตริย์ควรจะมีการปฏิรูป แต่จะปฏิรูปแบบไหนต้องมานั่งคุยกัน ไม่ใช่ปฏิรูปตาม 10 ข้อที่ได้มาจากผู้หลักผู้ใหญ่บางคนที่อยู่เบื้องหลังคุณรุ้ง หรืออยู่เบื้องหลังหลาย ๆ คนที่กำลังจะชู 10 ข้อนี้ เพราะว่าผมยังมีความเห็นว่าหลาย ๆ อย่างมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาเสนอมา

ทีนี้ ท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ท่านก็บอกว่า กลุ่มนักศึกษากล่าวถึงสถาบันด้วยความเคารพและหวังดี ผมก็เชื่อในความหวังดี ส่วนจะเคารพหรือไม่นั้น ผมไม่แน่ใจ เพราะว่าในช่วงหลังนั้น อาจารย์สุลักษณ์ ก็เป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือว่า ให้พูดจาให้ท่วงทำนองให้ดี อย่าก้าวร้าว แต่ผมเห็นว่าพอพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ทีไร ไม่มีท่วงทำนองที่ดีเลย ผมก็อยากจะให้เด็ก ๆ ฟังอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ท่านอธิบายว่า พูดถึงสถาบันด้วยความเคารพและหวังดี แล้วอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ษ ก็เชื่อว่าสถาบันน่าจะใจกว้างพอที่จะรับฟังประเด็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อ

สุดท้าย ท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ พูดว่า คำพูดของผม … พิธีกรเขาถามท่านอาจารย์ ส. ว่า ผมได้ไฟเขียวจากวังหรือเปล่า ท่านอาจารย์ ส. ก็บอกว่า ไม่น่าจะได้ไฟเขียวจากวัง แต่น่าจะเกิดจากไฟเขียวของทหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ท่านอาจารย์ ส. ก็ .. เขาเรียกว่าหาทางออกให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ท่านก็บอกว่า ถ้ากล่าวผิดไปก็ขออภัยคุณสนธิไว้ ณ ที่นี้ด้วย ท่านผู้ชมครับ ท่านอาจารย์ ส. ครับ ขอถือโอกาสเรียน กราบเรียนอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ โดยตรงจากผมนะครับ ผมไม่เคยได้ไฟเขียวจากใครเลยครับอาจารย์ ทหารยิ่งไม่มีวันให้ไฟเขียวผม ประวัติศาสตร์ที่ผมเคยเจอมาด้วยตัวผมเอง ทหารไม่เคยให้ไฟเขียวผม ให้แต่ลูกปืนผม ท่านอาจารย์ ส.ครับ

ปีนี้ผมอายุ 73 แล้ว อายุน้อยกว่าท่านอาจารย์ ส. ประมาณ 15 ปี ผมคิดว่าผมเองก็รักเด็ก ๆ ทุกคนที่ออกมาประท้วงเป็นลูกเป็นหลาน แต่เผอิญผมต่างกว่าคนทั่ว ๆ ไปที่มาเชียร์เด็ก ตรงที่ว่า อะไรที่เด็กทำแล้วผมเห็นด้วย ผมยืนหยัดให้ อย่างเช่น ข้อแรก ผมเห็นด้วยว่าสิ่งที่เด็กต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น ให้มีการเลือกตั้ง ให้ปลด ส.ว. ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมเห็นด้วยครับ และผมก็เห็นด้วยว่า ส.ว. 250 คนนั้นเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างจะอัปยศมากในทางการเมือง สอง แน่นอนที่สุดผมเห็นด้วยกับเด็กเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่ควรจะมีการคุกคาม แต่ผมคิดว่าการคุกคามในขณะนี้ พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า จริง ๆ ผมได้เตือนเขาไปแล้วนะครับอาจารย์ ส. ผมบอก ทำอะไรให้ระวัง เพราะว่าอำนาจรัฐนั้น … อาจารย์ ส. ก็เคยโดนอำนาจรัฐมาแล้วไม่ใช่หรือครับ แค่อาจารย์ ส. เคยวิพากษ์วิจารณ์สมัยโบราณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจารย์ ส. ยังโดนมาตรา 112 เลย แต่เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านมีรับสั่งให้ยกเลิกข้อหาต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ ส. คนเราพูดถึงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วจะไปหมิ่น 112 ได้อย่างไร

แต่ว่าที่สำคัญที่สุดก็คือว่า สิ่งเดียว บางสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับเด็กหลาย ๆ สิ่งที่ผมจะอธิบายให้อาจารย์ ส. ฟัง ผมเป็นคนที่กล้าพูด ผมไม่มีวันที่จะเอาใจเด็กในสิ่งที่ผมคิดว่าเด็กทำไม่ถูกต้อง แต่อะไรถ้าเป็นหลักของเด็กแล้ว ผมยืนหยัดให้ วันนี้มีแต่คนเชลียร์เด็ก เลียเด็ก เอาอกเอาใจเด็ก เพราะว่าไม่ต้องการให้เด็กเกลียด และต้องการให้เด็กมาเป็นพวก ผมไม่ใช่ หนึ่ง ผมเห็นด้วยกับการประท้วงของเด็ก และผมสนับสนุนด้วย แต่ผมกำลังบอกว่า ให้จำกัดการประท้วงให้มันชัดเจน และผมกำลังจะบอกเด็ก และผมเคยบอกเด็กแล้วว่าอย่าเพ้อเจ้อ อย่าเพ้อฝัน และผมก็ยังยืนยันทุกวันนี้ที่เด็กเอาไปเป็นแฮชแท็ก หรือเอาไปเป็นคำพูดอมตะวาจา เวลาไปปราศรัยที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นปราศรัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปราศรัยที่โน่นที่นี่ บอกว่า “ขอให้จบในรุ่นเรา” ผมอยากจะพูดอย่างนี้นะครับ แล้วจำคำพูดของผมเอาไว้ ไม่จบหรอกครับรุ่นคุณ ผมเชื่อว่าไม่จบ ยังไง ตีให้ตายผมก็ไม่เชื่อว่าจบ ไม่มีวันจบ เพราะว่าพวกคุณอีกไม่กี่ปีคุณก็ไปกันแล้ว พอคุณไปกันแล้ว คุณก็จบลง เรียนหนังสือจบ เสร็จเรียบร้อยแล้วคุณก็ไปทำมาหากิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคุณจะตกงาน เพราะระบบเศรษฐกิจมันไม่ดี ระบบเศรษฐกิจมันไม่ดีเพราะอะไร คุณก็รู้อยู่แล้ว แต่พวกคุณไม่เอาประเด็นว่าทำไมระบบเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นมา อย่างเช่น การผูกขาดของทุน คุณไม่ คุณเอาเฉพาะประชาธิปไตยอย่างเดียว คือคุณมองว่าถ้ามีประชาธิปไตย ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่แล้วทุกอย่างในโลกนี้มันจะดีขึ้น ไม่ใช่ อย่ามองโลกในแง่สวยอย่างเดียว มองในข้อเท็จจริงบ้าง

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมเห็นว่าการที่มันจะจบในรุ่นของพวกลูกหลาน มันไม่จบหรอกครับ และผมก็เรียนให้ทราบแล้วตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับอาจารย์ ส. ในการพูดของผม อาจารย์ ส. ก็รู้สัจธรรมในข้อนี้ว่าอำนาจมาได้อย่างเดียว คือมาจากปลายกระบอกปืน ไม่มีทาง มีคนถามผมเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ก่อนที่ผมจะออกรายการนี้ ถามว่าคุณสนธิมองว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ผมบอก เหตุการณ์ก็จะเป็นอย่างนี้ล่ะ ก็คือว่าจะมีคนประท้วงมากขึ้น ๆๆ แล้วผมก็ถามต่อว่า คือผมใช้คำพูดนี้มาตลอดว่า “แล้วยังไง” คุณตอบผมซิ แล้วยังไง ? คุณจะไปโค่นล้มเขาได้อย่างไร เขามีปืนอยู่ในมือ เขามีอำนาจรัฐอยู่ ด้วยเหตุนี้เขาถึงดำเนินคดีกับพวกเด็กทั้งหลายไง ที่เป็นแกนนำ 15 คน 17 คน 18 คน 19 คน แล้วเงื่อนไขคุณก็บอกว่าห้ามใช้อำนาจคุกคามพวกประชาชน คำถามก็มีอยู่ว่า ฝ่ายเขาก็ตอบมาว่า ผมไม่ได้ใช้อำนาจนะ ผมทำตามกฎหมาย ผมจะไปใช้อำนาจได้อย่างไร เขาพูดอีกก็ถูกอีก เราก็ไม่รู้จะไปเถียงอะไรเขา เพราะเขาบอกคุณทำผิดกฎหมายข้อนี้ ๆๆ ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น อาจารย์ ส. เพราะผมโดนมาแล้ว อาจารย์ ส. ก็รู้ ผมโดนมามาก มากกว่าเด็กพวกนี้เยอะ เพราะฉะนั้นผมรู้ว่าอำนาจรัฐมันมีมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ใช่ว่าผมพูดแล้วจะไม่ให้ประท้วงกัน ประท้วงไปเถอะ แต่ทำให้มันเรียบร้อย อย่างน้อยที่สุด หนึ่ง ไม่กล่าวคำหยาบ สอง ไม่ก้าวร้าว สาม สร้างมิตรให้มากกว่าการเอามิตรมาเป็นศัตรู ตรงนั้นต่างหากที่ผมพยายามจะพูด และสี่ ที่สำคัญที่สุด ลูกหลานทั้งหลายต้องเป็นตัวของตัวเอง เมื่อพวกคุณมีปัญญาและคุณก็ฉลาดกว่ารุ่นผมเยอะ ในเรื่องของทางการเมือง สมัยที่ผมอายุเท่าพวกคุณ ผมไม่ได้สนใจการเมือง แต่คุณเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่คุณเป็นเด็กโรงเรียนมัธยม จนกระทั่งคุณอยู่มหาวิทยาลัย

เมื่อคุณสนใจทางด้านนี้แล้ว ทำไมคุณถึงไม่ใช้ปัญญาของคุณที่คุณสั่งสมมา และมีมากกว่าผมสมัยเด็ก ๆ และคุณมาคิดให้ดี ๆ คุณไปดูประวัติศาสตร์การประท้วงทุก ๆ ครั้ง ประวัติศาสตร์การประท้วงทุกครั้งไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่ออกมาเจ็บตัวหมดทุกคน แต่คนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีใครบ้างอยู่ข้างหลัง แต่แน่นอนว่าต้องมีคนอยู่ข้างหลังแน่ หลายคน อาจารย์ ส. ท่านก็บอกว่า ท่านเชื่อว่าไม่มีชาวต่างชาติมาสนับสนุน ผมก็เชื่ออย่างนั้น สนับสนุนโดยตรงไม่มี แต่สนับสนุนโดยใช้ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Soft Power มีอยู่แล้ว ข้อเท็จจริงมี NED : National Endowment for Democracy หรือแม้กระทั่ง Human Rights Watch อาจารย์ ส. ก็รู้ ของพวกนี้มันคือส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

Human Rights Watch ที่วิสคอนซิน ตำรวจยิงคนผิวดำข้างหลัง 7 นัด จนกระทั่งเกิดการจลาจลขึ้นมา เผาบ้านเผาเมือง Human Rights Watch ทำไมไม่กระโดดมาแล้วก็ไปเดินประท้วงนายโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ Human Rights Watch กลับกระโดดมาที่ประเทศไทย กลับกระโดดไปที่ฮ่องกง กลับกระโดดไปที่โน่นที่นี่ เพราะฉะนั้นแล้ว Human Rights Watch สำหรับผมแล้ว คือส่วนหนึ่งของการเป็นส่วนต่อของนโยบายต่างประเทศอเมริกา สร้างประเด็นขึ้นมา อย่างเช่น Human Rights Watch มากล่าวหาประเทศไทยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมคิดว่าจะอย่างไรก็ตาม ถึงแม้รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบเผด็จการ ผมไม่ชอบคนพวกนี้ ผมไม่ชอบที่เขามาต่อยอดอำนาจนะอาจารย์ ส. ไม่ชอบครับ ผมไม่ชอบจริง ๆ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่า ณ เวลานี้ สถานภาพที่เขาพยายามตอบโต้โดยการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวกับเด็กที่ออกมาประท้วงนั้น ผมถือว่าเขาทำได้ดีมากพอสมควร ถ้ามันจะพังพินาศกันต่อไปในอนาคต ก็เพราะว่าเขาดันไปใช้พวกอนุรักษ์นิยม ขวาจัด ออกมาโชว์ตัวแล้วก็ต่อต้าน การที่เขาเอาเด็กอาชีวะขึ้นมาเพื่อสร้างมวลชนมาเป็นม็อบชนม็อบ นั่นคือการก้าวที่ผิดพลาดของฝ่ายที่พยายามต่อต้านนิสิต นักศึกษา ซึ่งผมคิดว่าเขาก็เรียนรู้แล้ว แต่มันก็ยังคงมีอยู่ คนบางคนที่สร้างชื่อ โหนเจ้า โหนกระแสจงรักภักดี

อาจารย์ ส. ครับ อาจารย์ ส. ก็เคยเข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ไม่ใช่หรือครับ ? อาจารย์ ส. ออกมา ผมยังจำได้เลย เคยมาคุยกับทีมงานข่าว News 1 อาจารย์ ส. ก็ชมว่าพระองค์ท่านทรงเป็นอัจฉริยะ

อาจารย์ ส. ครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านครองราชย์มา 70 ปี พระองค์ท่านใช้เวลา 70 ปี ในการทำงานให้ชาติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางการเกษตร ไม่ว่าจะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดีกว่าเดิม พระองค์ท่านก้าวเข้าไปสู่ในพื้นที่ ในสถานที่ ในช่องต่าง ๆ ที่รัฐเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง ที่เอื้อมมือเข้าไปไม่ถึงเพราะว่ามันไกลปืนเที่ยง หรือเอื้อมมือไปไม่ถึงเพราะว่ารัฐละเลย พระองค์ท่านก็ทำหน้าที่นั้น โครงการหลวงต่าง ๆ ซึ่งเด็ก ๆ หลายคนก็ไปเอาวาทกรรมของคนที่อยู่เบื้องหลังบอกว่าไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ทุกโครงการ ทุกโครงการหลวงพิสูจน์ได้ทุกเรื่อง สามารถพิสูจน์ได้ว่าชาวบ้านที่ได้รับโครงการหลวงไปนั้น กินดีอยู่ดีขึ้นหรือเปล่า กินดีอยู่ดีขึ้นทุกอย่าง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงที่คอมมิวนิสต์กำลังมีบทบาทมากในประเทศไทย ในช่วงก่อนสงครามในเวียดนาม และหลังสงครามในเวียดนาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ต้องเดินไปกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปเยี่ยมเยียนทหารหาญที่ถูกฆ่าตาย ไปเยี่ยมเยียนชาวบ้าน ไปเยี่ยมเยียนชายขอบต่าง ๆ พระองค์ท่านทำงานไม่หยุดยั้งเลย ไม่หยุดยั้ง ก็เลยทำให้เกิดปราการที่มองไม่เห็น ป้องกันไม่ให้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์นั้นบุกเข้ามาในประเทศไทยได้เหมือนอย่างในอดีตที่เคยทำไป อาจารย์ ส. ก็คงรู้ ถ้าไม่รู้ ผมก็เรียนให้ทราบนิดหนึ่งว่า นโยบาย 66/23 ที่เปิดกว้างออกมาให้คนที่เคยเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐ ให้วางอาวุธ แล้วเข้ามาอยู่ในเมือง ไม่เป็นศัตรูกับรัฐ โดยที่ไม่มีผิดเลย

นโยบายนี้หลายท่านบอกว่าเป็นนโยบายของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เสนอโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไม่ใช่นะครับ เป็นความคิดและวิถีทางที่รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงวางเอาไว้ อาจารย์ ส. ครับ เราจะไม่พูดในเรื่องของการต่างประเทศก็ไม่ได้ อาจารย์ ส. ก็ติดตามข่าวต่างประเทศมาตลอด ผมรู้ว่าลูกศิษย์ของอาจารย์ ส. หลายคน เด็กของอาจารย์ ส. ไม่ว่าจะธนาธร ปิยบุตร หรือพรรณิการ์ วานิช หรือหลาย ๆ คน เป็นคนที่อิงกับตะวันตกมาก หลายคนบอกว่าผมเชียร์จีน ผมกำลังจะออกรายการสักวันหนึ่งอธิบายว่า ระหว่างจีน กับอเมริกา ผมยืนข้างใคร รอครับ แต่วันนี้ผมจะพูดให้ฟังนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลมาก พระองค์ท่านมองเห็นชัดเจนว่าในที่สุดแล้วจีนจะขึ้นมาใหญ่ในภูมิภาคนี้ และในที่สุดแล้วเราจำเป็นจะต้องผูกมิตรกับจีน พระองค์ท่านเป็นคนที่เชิญเติ้ง เสี่ยวผิง เข้ามาในเมืองไทย พระองค์ท่านไม่เคยเชิญประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถึงเชิญเขาก็ไม่มา เชิญนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เขาก็ไม่มา แต่ทำไมเติ้ง เสี่ยวผิง มา ? เพราะเติ้ง เสี่ยวผิง ก็มองว่าประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ๋อ แน่นอนที่สุด หลาย ๆ คนที่ประท้วงอยู่ตอนนี้ ที่อยู่เบื้องหลังเด็ก ไม่ชอบจีน ชอบอเมริกา ชอบอังกฤษ เชิดชูประชาธิปไตย แต่เท่าที่ผมดู ผมยังไม่เคยเห็นทางตะวันตกให้อะไรกับประเทศไทยมากเท่ากับประเทศจีน

และท่านอาจารย์ ส. ต้องยอมรับ ประเทศจีนเขาไม่เคยแทรกแซงการเมืองเมืองไทย บ้านเรานะ เขาไม่มี Human Rights Watch เข้ามานะ เขาไม่มี National Endowment for Democracy เข้ามานะ และเขาไม่มีอันโน้นอันนี้เข้ามา ผมก็เป็นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์นะครับ แต่ผมอาจจะรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ของในประเทศไทยน้อยกว่าอาจารย์ แต่ผมเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ ผมก็มีความรู้พอสมควร ผมยังไม่เคยเห็นในประวัติศาสตร์ว่าประเทศจีนเอานโยบายคอมมิวนิสต์ไปครอบงำหรือไปปลูกฝังประเทศใด ประเทศจีนไม่เคยไปก่อศัตรูหรือไม่เคยไปสร้างสงครามเลย ตรงกันข้ามกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พวกเด็ก ๆ หลายคน และแกนนำหลายคนของเด็กที่อยู่เบื้องหลัง ที่เชิดชูและเทิดทูนพวกนี้ดั่งบิดาของตัวเอง กลับกลายเป็นคนซึ่งรุกรานทั่วโลกด้วยฐานทัพกว่า 600-700 แห่ง เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่า คุณูปการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทำมาใน 70 ปีนั้นอธิบายได้ไม่หมด มากมายมหาศาล

ผมเป็นคนที่เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีสถาบันกษัตริย์ อาจารย์ ส. คงจะเห็นด้วยกับผม แต่ว่าทำไมต้องมีสถาบันกษัตริย์ เพราะว่าในที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องการเมือง เรื่องทุน เรื่องทหาร ปะทะกัน เพราะฉะนั้นต้องมีสถาบันกษัตริย์เป็นตัวบาลานซ์ทั้งสองฝ่าย สังคมไทยเป็นสังคมที่ต้องประนีประนอม ฉะนั้นด้วยเหตุตรงนี้ ใครจะว่าผมไดโนเสาร์เต่าล้านปี ผมยอมรับ แต่ทว่าผมเป็นคนที่รู้ในข้อเท็จจริง และผมก็เป็นคนที่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าสังคมไทยจำเป็นต้องมีคนกลาง และผมไม่เห็นมีคนกลางที่ไหนจะดีเท่ากับสถาบันกษัตริย์ เพราะฉะนั้นแล้ว นั่นคือจุดยืนที่ผมมี โปรดสังเกต ผมเน้นคำว่า “สถาบันกษัตริย์” ยังไงก็ต้องมี ไม่มีไม่ได้ ส่วนเรื่องพระราชอำนาจ ตรงไหนมีมาก มีน้อย เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเสนอกันในลักษณะคนที่ศิวิไลซ์กันแล้ว คนที่มีเหตุมีผล มากกว่าการที่มาชี้หน้ากันแล้วบอกว่าต้องไปยึดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มา ต้องโน่นต้องนี่ต้องนั่น แม้กระทั่งห้ามลงพระปรมาภิไธย ห้ามไม่ให้มีพระราชดำรัสและแถลงอะไรก็ตาม หลาย ๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่มีเจตนาที่จะทำลาย พระปรมาภิไธย อาจารย์ ส. จบมาจากอังกฤษ อาจารย์ ส. ก็รู้ใช่ไหมครับ แม้กระทั่งพระราชินีเอลิซาเบธที่อังกฤษ ก็ยังมีพระราชอำนาจในการที่จะปลดนายก ฯ ได้ และแต่งตั้งนายก ฯ แต่ว่าเป็นพระราชอำนาจที่บรรจุเอาไว้เฉย ๆ และพระองค์ท่านก็ไม่เคยใช้อำนาจนั้น แต่พระองค์ท่านก็จะใช้ในลักษณะของการที่เป็นขั้นเป็นตอนมา อย่างเช่น สมมุติว่านายบอริส จอห์นสัน กำลังจะลาออก นาบอริส ก็ต้องไปกราบบังคมทูล ฯ กับสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธ แล้วบอก ข้าพเจ้าจะขอลาออกแล้ว พระองค์ท่านก็จะอนุมัติในการลาออก

เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ห้ามไม่ให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจ ในบางจุด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อเสนออะไรหลายอย่างที่คนที่อยู่เบื้องหลังเด็กที่เสนอมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นจุดวัตถุประสงค์ที่จะทำลายสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่าจะมีการพูดบอกว่า กลุ่มนักศึกษากล่าวถึงสถาบัน ฯ ด้วยความเคารพและหวังดี ไม่ใช่ครับอาจารย์ ส. กลุ่มนักศึกษาไม่เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ แต่ว่ารับงานมา มันก็เลยทำให้ … อาจารย์ ส. ครับ กลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงจะประสบผลสำเร็จ ต้องไม่ใช่มีแค่เฉพาะกลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มเด็กมัธยม ต้องไม่ใช่มีแค่นั้น และต้องไม่ใช่มีเฉพาะพวก NGO หน้าเก่า ๆ งานประท้วงที่ใดก็โผล่หน้าไป แค่ดูหน้าก็รู้ว่านี่พวกขาเก่า เหมือนกับเซียนมวย อาจารย์ ส. ก็ทราบใช่ไหมครับ เวลามวยแข่งในสนามมวย มองหน้าก็ เซียนนี้มา เซียนนั้นมา เหมือนกัน แต่สิ่งที่เขาขาด เขาขาดประชาชนอย่างผม หรือประชาชนที่ไม่เอาเผด็จการ ไม่เอาทหารที่มาสืบทอดอำนาจ ไม่เอานักการเมืองน้ำเน่า ขาดคนอย่างพวกนี้ อย่างผม ซึ่งเป็นจำนวนมากมายมหาศาล ที่จะเข้าไปร่วมด้วย ด้วยเหตุนี้ผมถึงบอกว่า ในที่สุดกลุ่มประท้วงก็เริ่มรู้แล้วว่าเขากำลังเอามิตรไปเป็นศัตรู เขาต้องการพวกมากขึ้น เขาถึงตัด 10 ข้อออกไป เมื่อตัด 10 ข้อแล้ว ก็ยังคงเหลือแค่ 3 ข้อ ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นด้วยดี

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็อยากจะฝากบอกลูกหลานว่า คิดสักนิด จะสู้เรื่องอะไร จะสู้เป็นประเด็นไหม ถ้าสู้เป็นประเด็นเรื่องของการคอร์รัปชัน เรื่องทุนผูกขาดแล้วทำให้ประชาชนยากจน มันก็สามารถจะโยงประเด็นนี้ก้าวหน้าต่อไปถึงโครงสร้างของสังคม ถึงโครงสร้างทางการเมือง ถึงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ อย่าสู้ในประเด็นที่มันเป็นนามธรรมมากจนเกินไป

ในขณะเดียวกัน ลูกหลานที่อยากบอกว่าขอให้ยุบสภา จะขอให้แก้รัฐธรรมนูญ และขอให้ยุบสภา ตกลงจะแก้รัฐธรรมนูญก่อน หรือจะยุบสภาก่อน แล้วถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร เอาตรงนี้ให้ชัดเจน ไม่ใช่ฟังคำสั่งมาจากคนที่อยู่เบื้องหลังของลูกหลาน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ อะไรที่เด็ก ๆ ทำไม่ถูก ผมไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะไปเอาใจพวกคุณ ผมจะพูดจาตรงไปตรงมา แต่ผมตอบเสียก่อนว่า ผมเห็นด้วยกับการประท้วงของพวกคุณ เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ จะสนับสนุนทุกวิถีทางเท่าที่ผมจะทำได้ แต่ถ้าพวกคุณล้ำเส้นไปในทิศทางที่พวกคุณกำลังถูกเสี้ยมสอนไปในการโค่นล้มสถาบันหลัก โดยไม่มีเหตุไม่มีผล สมมุติว่าคุณเอาสถาบันหลักทิ้งไว้ข้าง ๆ แล้วคุณเอาเรื่องปรับปรุงโครงสร้างบ้านเมืองให้มันดีขึ้น ทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น แล้วคุณค่อยมาสัมผัสสถาบันหลักอีกที มันก็ยังไม่สายไปไม่ใช่หรือ

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมขอกราบเรียนอาจารย์ ส. นิดหนึ่งว่าผมก็คิดเหมือนอาจารย์ ส. แต่บางจุดผมคิดต่าง แล้วหลาย ๆ จุด ผมเห็นว่าผมสนับสนุนเด็กจริง แต่อะไรที่เด็กทำไม่ดี ผมพร้อมที่จะพูดออกมา แล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่กลัว ผมไม่จำเป็นต้องเอาใจ ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่ใช่คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งวันหนึ่งก็เห็นด้วย อีกวันหนึ่งเห็ 10 ข้อ กระโดดหนีทันทีเลย แต่พอรู้ว่าเด็กทิ้ง 10 ข้อไปแล้ว ก็กลัวจะเสียเสียงเด็ก ผมไม่ได้เล่นการเมืองต้องวิ่งเข้ามาเอาใจเด็ก ผมไม่ได้ต้องการเอาใจพวกคุณ เพราะฉะนั้นแล้วก็ถือว่าผมได้ถือโอกาสชี้แจงและอธิบายจุดยืนของผมในบางจุดยืน สำหรับผมแล้ว สถาบันครอบครัวก็สำคัญ พ่อกับแม่ ผมรักและผมเคารพ ผมรู้ซึ้งในบุญคุณ ผมไม่ได้เกิดมา และผมไม่ได้เคยคิดว่าพ่อกับแม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงผม ผมเกิดมา แม่ผมก็ลำบาก พ่อผมก็ต้องช่วยแม่ แล้วเลี้ยงดูผมขึ้นมาให้ผมเจริญเติบโตอย่างนี้ ความกตัญญูรู้คุณคนเป็นหลักธรรมขั้นสูงที่พระพุทธเจ้าพูดถึง เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่เชื่อในพระพุทธเจ้า ไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อในพระพุทธเจ้า จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ว่ากันไป แต่อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้พวกคุณเวลาประท้วงออกมา ขอให้มีสัมมาคารวะบ้าง

จริงอยู่ คุณไม่อยากจะไหว้คนบางคน นักการเมือง ก็ไม่ต้องไหว้ แต่ว่าสัมมาคารวะต้องมี สัมมาคารวะต้องมี ไม่มีไม่ได้ ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ที่แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน ถ้าคุณไม่พอใจคุณก็เดินหนีเขาไป ไม่ต้องไปด่าเขาหรอก คุณก็เลือกไหว้คนที่คุณคิดว่าสมควรที่จะไหว้

ท่านผู้ชม เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ประมาณ 3-4 วันที่แล้ว สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้ไปทำโพลคดีบอส อยู่วิทยา โดยที่สถาบันนี้ คนที่ดูแลสถาบันนี้คือท่านกิตติพงษ์ ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม น่าสนใจมาก ผมจะเอาโพลมาให้ดู

โพลนี้ เอาเป็นว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมไม่พูดก็แล้วกัน ผมพูดถึงเรื่องหลัก ๆ โพลนี้เขาถามถึงประเด็นที่ไม่พอใจมากที่สุด จากคนที่เข้ามาลงคะแนนเสียงในโพลนี้ ถ้าผมจำไม่ผิด มีอยู่ประมาณ 4,008 คนมั้ง แล้วก็ในบรรดา 4,008 คนนี้ เกินครึ่งนิดหนึ่ง 2,056 คน อ้างว่ามีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรมด้วย ก็น่าจะเป็นทั้งตำรวจ ทั้งข้าราชการ ทั้งทนายความ และทั้งอัยการ

เขาถามว่าประเด็นที่กลุ่มคน 4,008 คนนี้ ไม่พอใจมากที่สุดคืออะไร ? ท่านผู้ชม 56 เปอร์เซ็นต์ เกินครึ่ง ไม่พอใจตรงที่กฎหมายไม่ได้บังคับใช้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค เพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ เกินครึ่ง ทุกคนยอมรับ

อะไรบ้างที่เขาคาดหวัง ? ผู้ตอบแบบสำรวจว่าเขาคาดหวังอะไร 96.13 เปอร์เซ็นต์ หรือทุก ๆ คน 100 คน 96 คน คาดหวังว่าจะให้มีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และหากพบว่ามีการร่วมบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องมีการดำเนินคดี 95 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าต้องมีการดำเนินคดี และ 95 เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการสั่งคดีว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ อีก 94 เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้มีการนำตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษได้ หากศาลพิจารณาแล้วว่ามีความผิดจริง 93.59 เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้มีการรื้อสำนวนใหม่ และนำคดีเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลให้ครบถ้วน ทั้งความผิดเกี่ยวกับการประมาทที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและการเสพยาเสพติด 89 เปอร์เซ็นต์ คาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงของคดีให้ชัดเจนและโปร่งใสจนประชาชนเข้าใจ

อีกประการหนึ่ง 94 เปอร์เซ็นต์ ของผลสำรวจนี้บอกว่า สังคมควรแสดงความเคลื่อนไหวในคดีนี้ 77.7 เปอร์เซ็นต์ ต่อต้านการคอร์รัปชันในกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ 68.42 เปอร์เซ็นต์ เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบจัดการกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม 65 เปอร์เซ็นต์ หาทางเรียกร้องหรือสนับสนุนให้มีการปฏิรูปองค์กรตำรวจ พอ ๆ กัน กับหาทางเรียกร้องหรือสนับสนุนให้มีการปฏิรูปองค์กรอัยการ

ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับว่าในที่สุดแล้ว เมื่อเราเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาจับ ก็คือทำโพลมาในเรื่องคดีบอส ก็จะเห็นได้ชัดว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันตามเปอร์เซ็นต์ที่ผมบอก

ท่านผู้ชมครับ เรื่องนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ผมจะพูดให้ฟังนะ มันมีนายตำรวจคนหนึ่ง เป็นขาใหญ่ ไปรับเงินเขามาหลายร้อยล้าน แล้วก็แจกกันเป็นชุด ๆ ไป เพื่อสร้างเป็นขบวนการและเครือข่ายในการช่วยนายบอส อยู่วิทยา ส่วนจะไปรับเงินจากใครนั้น ท่านผู้ชมก็คงจะเดาาออกว่าเป็นใคร นายตำรวจคนนั้น ท่านผู้ชมก็คงจะเดาออกว่าเป็นใคร นี่คือข้อเท็จจริง จากวงในจริง ๆ ที่เขาชี้แจงมาอย่างชัดเจน แล้วเงินที่ได้รับมานี่หลายร้อยล้านบาท แจกกัน คนนี้เอาเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการ เป็นหัวหอก เป็นโน่นเป็นนี่ ก็รับไปสัก 50 คนนี้ช่วยแก้หน่อย คนทำสำนวน เอาไปแบ่งกัน คนละ 5 เสร็จเรียบร้อย พอส่งไปแล้ว คนที่จะเรียกดึงเรื่องนี้ขึ้นมา เอาไปสัก 30-50 หัวหน้าใหญ่ เอาไปสัก 100-150 มันเป็นอย่างนี้ครับท่านผู้ชม

ผมกำลังรอผลของท่านวิชา มหาคุณ ท่านชี้แจงมาชัดเจนว่าท่านจะไม่แถลงผล ท่านจะมอบทั้งหมดให้นายก ฯ เป็นคนแถลง ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนท่านนายก ฯ แล้วก็เรียนท่านผู้ชมทุกคนให้จับตาดูให้ดี ๆ สมมุติว่าท่านวิชาเสนอมา 12 ข้อ เกิดท่านนายก ฯ บอกว่า 2-3 ข้อนี้ขอเก็บไว้ก่อนได้ไหม เดี๋ยวมันจะไปกระเทือนคนโน้นคนนี้ ท่านอาจจะแถลงแค่ 9 ข้อ ถามว่าเป็นไปได้ไหม ? ผมตอบว่า เป็นไปได้ เพราะท่านนายก ฯ คนนี้ดูเหมือนท่านเป็นคนเด็ดขาด แต่ท่านไม่ได้เด็ดขาด ท่านยังห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ผมเป็นเพียงแต่จะกราบขอความกรุณาท่านนายก ฯ ถ้ามีคนไปเล่าให้ท่านนายก ฯ ฟังว่าผมพูดอย่างนี้ ท่านนายก ฯ น่าที่จะเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านวิชามอบให้ แถลงออกมาให้หมดทุกข้อ ผมคิดว่าการเปิดเผยทุกอย่าง ทำทุกอย่างให้โปร่งใส ให้มีการถกเถียงกัน ให้รู้ว่าคณะกรรมการชุดท่านวิชา ท่านตำหนิใครบ้าง แล้วท่านนายก ฯ ก็ไปรุกกับหน่วยงานที่ถูกตำหนิ ให้เขามีคำตอบมาให้ ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะจบลงได้ด้วยดี แต่ถ้าท่านนายก ฯ ยังกั๊กบางข้ออยู่ แล้วท่านนายก ฯ เชื่อผมสิ ความลับไม่มีในโลกหรอก ถึงท่านวิชาจะมอบไปให้ แต่ผมเชื่อว่าคงมีคนได้เอกสารทั้งชุด เต็มชุดมา เพราะฉะนั้นแล้วท่านนายก ฯ จะกั๊ก จะซ่อนอย่างไร อย่ากั๊ก อย่าซ่อน เพราะวันนี้ภาพพจน์ท่านนายก ฯ คือการสืบทอดอำนาจเผด็จการมา แล้วร่างกฎระเบียบของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความชอบธรรมท่านและพรรคพวกของท่านขึ้นมามีอำนาจ ในสายตาของคนรุ่นใหม่เขาไม่ได้มองท่านในแง่ดีเลยแม้แต่นิดเดียว ผมอยากให้ท่านแก้ในประเด็นนี้บ้าง อย่างน้ยที่สุด ทำให้เขาเห็นว่าท่านตั้งใจทำงาน

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เรามาถึงเรื่องเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม เฟซบุ๊กได้จัดการสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเฟซบุ๊กกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส ก็ปรากฏว่าพอปิดปั๊บ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านเอเชียศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ก็เปิดเฟซบุ๊กใหม่มา เรียกว่า รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง ซึ่งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็สามารถเรียกคนเข้าร่วมได้มากกว่า 500,000 คน ทีนี้ก่อนจะถึงวันที่ 25 ก็มีข่าวว่าเฟซบุ๊กในสหรัฐ ฯ ก็จะฟ้องรัฐบาลไทย ก็คืออ้างว่าเฟซบุ๊กต้องการปกป้องและรักษาสิทธิต่าง ๆ ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ชี้การแทรกแซงนี้บั่นทอนการลงทุนในไทยและการดำเนินการของสำนักงานในไทยด้วย ท่านผู้ชมครับ ผมไม่รู้ว่าเฟซบุ๊กลงทุนอะไรในประเทศไทยบ้าง ไม่มี เฟซบุ๊กมีแต่แพลตฟอร์ม ซึ่งพัฒนามา แต่ไม่ได้ลงทุนอะไรในประเทศไทยเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเฟซบุ๊กก็ผูกขาดทุกเรื่อง ส่วนใหญ่ แล้วก็การดำเนินงานของสำนักงานในไทย สำนักงานในไทยเมื่อเฟซบุ๊กก็ยืนยันมาแล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นสำนักงานที่ทำทางด้านการตลาดอย่างเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการดำเนินงานของสำนักงานในไทย ?

ท่านผู้ชมครับ หลังจากที่เฟซบุ๊กเขาบอกว่า (นี่คือคำพูดของเฟซบุ๊กนะ) “อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องจากรัฐบาลเช่นครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่รุนแรงและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล และยังส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก การดำเนินงานของเฟซบุ๊กมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องและรักษาไว้ซึ่งสิทธิต่าง ๆ ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคน และขณะนี้เรากำลังเตรียมความพร้อมเพื่อโต้แย้งในข้อกฎหมายต่อข้อเรียกร้องครั้งนี้ การแทกแซงที่เกินขอบเขตของรัฐบาลเช่นในกรณีนี้ยังถือเป็นการบั่นทอนความสามารถของเฟซบุ๊กในการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดถึงการดำเนินงานของสำนักงานในประเทศไทย การคุ้มครองดูแลพนักงานของบริษัท ณ และการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนโดยตรงต่อธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก” เฟซบุ๊กประเทศไทยพูด

คำถามมีอย่างนี้ คำถามมีว่า การปิดเพจของนายปวิน มีผลอะไรกับพนักงานบริษัทเฟซบุ๊กบ้างครับ ? ไม่มีผลเลย แล้วมีผลอะไรกับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยตรงต่อธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ? มีผลอะไรบ้าง ? มีแต่เฟซบุ๊กกำลังสร้างปัญหาให้กับธุรกิจที่ต้องการใช้แพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กในการทำมาค้าขาย อย่างเช่น ปิดเพจไลฟ์สดในการที่จะขายสินค้า อะไรต่ออะไรหลายอย่าง ฉะนั้นแถลงการณ์ดังกล่าว เป็นการเปิดหน้าชกกับรัฐบาลไทย และผมก็เห็นด้วย ทั้งคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเป็นครั้งแรกที่ผมต้องขอชมนายดอน เฮ้าเลี่ยน ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดาหน้าออกมาตอบโต้เฟซบุ๊ก ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการตอบโต้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า … แถวบ้านผมเขาพูดกันอย่างนี้นะ ผมไม่อยากจะอ่านข้อความตอบโต้ เพราะเป็นทางการมากไป แต่โดยสรุปแล้วก็เหมือนแถวบ้านผมพูด เฮ้ย! นี่ประเทศกู ในเมื่อเพจนี้ทำผิดกฎหมายของประเทศข้า ข้าก็มีสิทธิที่จะไม่ให้เปิดขึ้นมาได้ แล้วข้าก็ไม่ได้ไปซี้ซั้วทำนี่ ข้าก็ไปแจ้งความแล้ว ตำรวจออกหมายให้ ไปที่ศาล ศาลออกหมายให้ ถือหมายศาลไปขอปิด ทุกอย่างทำตามกฎหมายหมด ทำไม เพื่อในนามของสิทธิเสรีภาพในการใช้สื่อของเฟซบุ๊กถึงจะมีสิทธิมาก้าวล่วงกฎหมายของรัฐหรือในท้องถิ่นนั้น ก็คุณมาทำมาหากินในประเทศไทย คุณมาทำมาหากินในประเทศไทย คุณไม่เคารพกฎหมายไทยบ้างหรือ คุณต้องเคารพกฎหมายไทยสิ แล้วคุณจะมาอ้างในนามของสิทธิเสรีภาพ จริง ๆ ไม่ใช่ หลัก ๆ ก็คือคุณต้องการให้คนมาใช้แพลตฟอร์มของคุณเยอะ ๆ ใช้นาน ๆ เพื่อคุณจะได้ขายโฆษณาได้ หลัก ๆ ในที่สุดมันก็จบลงด้วยเงินในกระเป๋าที่คุณจะได้ คุณอย่ามาอ้างในนามของสิทธิเสรีภาพของคนที่ต้องสามารถแสดงออกได้

เฟซบุ๊กเคยมีเรื่องปัญหาใหญ่ ๆ ที่อเมริกา เฟซบุ๊กคือตัวการเผยแพร่เฟกนิวส์ (Fake News) ข่าวปลอม เฟกนิวส์ที่เป็นข่าวซึ่งโจมตีนางฮิลลารี คลินตัน ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว โจมตีหลาย ๆ คน เฟกนิวส์อะไรบ้าง ? ตลกมาก เฟกนิวส์อย่างเช่น ใกล้วันที่ลงคะแนนเสียง เฟซบุ๊กเป็นตัวการแพลตฟอร์มที่กระจายเฟกนิวส์ที่ส่งเข้ามาให้กระจายออกไปว่า พระสันตะปาปา พระองค์ท่านสนับสนุนนายโดนัลด์ ทรัมป์ มันก็เลยทำให้คนสับสน เพราะว่าคนที่เข้ามาดูเฟซบุ๊กไม่ใช่ทุกคนจะมีปัญญาที่ไหนล่ะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟกนิวส์หลาย ๆ เฟกนิวส์ที่ออกมาทางเฟซบุ๊กมันก็เลยทำให้ผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางฮิลลารี คลินตัน พลิกผันไป ในปี 2016 ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่านี่คือบทบาทที่เฟซบุ๊กทำ แล้วตอนหลัง แม้กระทั่งนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ในที่สุดก็ออกมายอมรับว่าเป็นจริง แต่อ้างว่าเป็นจริงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ของยอดทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านั้น เฟซบุ๊กถูกเรียกตัวไปที่สภาคองเกรส แล้วก็ให้การกับประธานกรรมาธิการการต่อต้านการผูกขาด

เฟซบุ๊กนี่น่าสนใจมาก ประธานนั้นจะเป็นคนที่ชี้แจงและกล่าวหาเฟซบุ๊กอย่างแรงมาก ประธานคนนั้นชื่อนายเดวิด ซิซิลไลน์ เป็น ส.ส. จากโรดไอส์แลนด์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านต่อต้านการผูกขาด สภาคองเกรส เขาซักนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก โดยตรง เขาระบุว่า กรณีการเผยแพร่วิดีโอปลอมเกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ 5 ชั่วโมง และมีคนชมไปแล้ว 20 ล้าน views เฟซบุ๊กถึงจะถอดข้อมูลดังกล่าวนั้นออก หลังจากที่คนชมไปแล้ว 20 ล้าน views ถึงจะถอดออก เขาพูดอย่างนี้ครับ “ปัญหาคือเฟซบุ๊กทำกำไรและเป็นตัวแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนที่ทำร้ายผู้อื่น เพราะทำแล้วได้กำไร นี่ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นรูปแบบของการใช้การทำธุรกิจของเฟซบุ๊กที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม และการดึงผู้คนให้อยู่บนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เพื่อที่จะทำให้ตัวเองสามารถขายโฆษณาได้มากขึ้น” แล้วนายเดวิดพูดต่อ “นี่เป็นข้อพิสูจน์ใช่หรือไม่ว่า ถึงแม้เฟซบุ๊กจะมีนโยบายที่อ้างว่าถูกต้องอยู่แล้ว แต่แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กนั้นใหญ่โตเกินไปจนไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้”

ส.ส. ซิซิลไลน์ เดวิด ซิซิลไลน์ ประธานอนุกรรมาธิการต่อต้านการผูกดขาด ยังพูดต่อว่า ข่าวเรื่องโควิด-19 เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง ยังมีกรณีการเมือง การเหยียดผิว เชิดชูความสูงส่งคนผิวขาว ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของสหรัฐ ฯ โดยทั้งหมดนี้เฟซบุ๊กรอดตัวไปได้ เพราะเป็นแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงรายเดียว ท่านผู้ชมครับ นี่้คืออเมริกา ประเทศไทยล่ะ ?

ประเทศไทยมีกฎหมายของประเทศไทย เมื่อเป็นกฎหมายของประเทศไทยแล้ว เฟซบุ๊กต้องเคารพ แล้วเฟซบุ๊กนี่มีปัญหามาก ท่านรัฐมนตรี ฯ พุทธิพงษ์ ท่านเคยพูดให้ฟังว่า ท่านเคยส่งเรื่องของเพจที่ก้าวร้าว จาบจ้วง ส่งให้เฟซบุ๊ก 4,767 url ไปพร้อมหมายศาล แต่เมื่อประสานงานแจ้งไปตามคำสั่งศาล กลับลบข้อมูลออกเพียง 1,316 url สรุปง่าย ๆ ว่า 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่เหลือก็ยังปล่อยเหมือนเดิม แล้วรัฐมนตรี ฯ พุทธิพงษ์ ก็เปรียบเทียบเฟซบุ๊กกับยูทูปว่า ยูทูปได้รับแจ้งไป 1,616 url เขาเร่งดำเนินการปิดเว็บ ลบข้อมูล 1,507 url คิดเป็นตัวเลขเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ คำถามมีว่า ถ้ายูทูปทำได้ ทำไมเฟซบุ๊กไม่ทำ คำตอบก็คือว่า เฟซบุ๊กมุ่งแสวงหากำไรมาก ไม่สนใจว่าข้อความบนหน้าเฟซบุ๊กนั้นจะทำให้สังคมไทย จะทำผิดกฎหมายเมืองไทยหรือไม่ เขาไม่สนใจ แล้วเมื่อมีเรื่องมีราวขึ้นมา ก็อ้างว่าเพื่อสิทธิเสรีภาพของการแสดงออก แต่ในที่สุดมันก็จบลงที่ตัวเลขในกระเป๋าสูงขึ้น

ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมรู้หรือไม่ว่าเวียดนามเคยสั่งปิดเฟซบุ๊กไป 7 สัปดาห์ เพราะอะไรรู้ไหม ? คล้าย ๆ กัน คือเวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยม และเวียดนามก็เป็นคนที่อ่อนไหวมากกับการที่ถูกคนโจมตี ก็ขนาดคนลงมาโพสต์โจมตีเวียดนาม เวียดนามบอกให้เฟซบุ๊กลบออก เฟซบุ๊กไม่ยอมลบ ก็ปรากฏว่าในที่สุดแล้วเวียดนามก็เลยเล่นบท … ซึ่งถ้าผมเป็นรัฐบาลผมก็จะเล่นบทนี้ ปิดเฟซบุ๊กไปเลย 7 อาทิตย์ ท่านผู้ชม คนเวียดนามไม่มีสิทธิใช้เฟซบุ๊ก แล้วเกิดอะไรขึ้น ? ข้อที่หนึ่ง ไม่มีใครตายจากการไม่ได้ใช้เฟซบุ๊ก นี่คือข้อเท็จจริง ข้อที่สอง คนที่กระวนกระวายและทุรนทุราย คือเฟซบุ๊ก จนในที่สุดเฟซบุ๊กก็เลยติดต่อมายืนยันว่าจะปฏิบัติตาม … ขนาดจะปฏิบัตินะ ยังไว้เชิง (อย่างไม่เต็มใจ) กับคำขอของรัฐบาลที่จะจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ถือว่าผิดกฎหมาย เหมือนกับที่อ้างกับรัฐบาลไทย

ท่านผู้ชม ชัดเจนไหม จริง ๆ แล้ววิธีจัดการกับเฟซบุ๊กไม่ได้ยากอะไรเลย ฝรั่ง อเมริกัน ไม่ยาก เงิน ผลประโยชน์ เชื่อผมสิ จีนยังยากมากกว่าเลย จีนยังมีคำว่ามิตรสหาย เพื่อนกัน โน่นนี่นั่น ฝรั่งไม่มีหรอก วันนี้โกรธกับเรา พรุ่งนี้มีเงินยัดปาก ใส่มือมัน ให้ผลประโยชน์มัน มันก็ยิ้มกับเรา How are you ? จับมือทันที เหมือนอย่างจีน ถ้าจีนไปยอมโดนัลด์ ทรัมป์ ทุกเรื่อง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะชมว่าจีนเป็นคนดี โน่นนี่นั่น ยอมให้อเมริกาขี่เหมือนเดิม แต่เผอิญจีนไม่ยอมให้อเมริกาขี่ อเมริกาก็รบด้วย แต่ถ้าวันไหนเกิดเจรจากันรู้เรื่อง เชื่อผมสิ กอดกันตัวกลมดิกเลย ทุกอย่างที่ทะเลาะกันวันนี้กลายเป็นละครไปเลย เฟซบุ๊กก็เช่นกัน

ถ้าผมเป็นรัฐบาลชุดนี้นะท่านผู้ชม ผมจะยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก ซึ่งยึดอยู่แล้ว เฟซบุ๊กถ้ายังไม่ยอมปิดเพจพวกนี้ รัฐบาลมีเคสพอที่จะยื่นฟ้องศาลแพ่ง ในประเทศไทยนะ ว่าทำให้รัฐบาลเสียหาย เสียหายอะไรบ้างอธิบายให้ฟังเลย เพจนี้กล่าวหาโน่น กล่าวหาสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของชาติ It’s part of the nation ทำให้คนดูถูกเหยียดหยาม ทำให้คนเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นแล้ว ฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 20,000 ล้านบาท เฟซบุ๊กก็ต้องส่งทนายมาปกป้อง และผมก็เชื่อว่าในที่สุดแล้ว พิสูจน์ได้ชัดว่าเสียหาย ถ้าสมมุติว่าศาลพิพากษาว่าเฟซบุ๊กทำผิดจริง ศาลแพ่งพิพากษาว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่รัฐบาลขอมา 20,000 ล้าน ผมถามท่านผู้ชมว่า เฟซบุ๊ก นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กระโดดตัวยาวไหม ? ตัวยาว เพราะทำไม ? เพราะทำไมเขาต้องยอมที่เวียดนาม ? เขากลัวว่าจะมีเคสแบบเวียดนามอีก ถ้าเวียดนามปิด ไทยปิด มาเลเซียปิด คนที่ไม่ได้เข้าเฟซบุ๊กหนีไปไหนล่ะ ? ยูทูป ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง สองตัวนี้มันแข่งกันทางด้านรายได้ คนไม่ใช้เฟซบุ๊กก็ไปใช้ยูทูปแทน แล้วนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คือมนุษย์ที่หิวเงิน มันหิวเงินที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วเวลาดีลกับเฟซบุ๊ก ต้องดีลกันเรื่องผลประโยชน์ เชื่อผมสิ รับรองว่าวิ่งกันตีนขวิดเลย มาเจรจา เราไม่ต้องทำอะไร เราบอกคุณทำตามกฎหมายก็แล้วกัน ถ้าผมมีหมายศาลไป คุณยอมรับไหม Court of Law ถ้าคุณยอมรับเรื่องนี้ คุณก็ปฏิบัติตามคำสั่งศาลสิ ผมไม่ได้ให้คุณซี้ซั้วไป ก็เรื่องผมยื่นไปที่ศาล คุณจะได้ไม่มาว่าผมว่าที่ผมขอสั่งให้ปิดนี้ผมมีหลักฐานหรือเปล่า เป็นการกลั่นแกล้งใครหรือเปล่า เพราะว่าศาลไทยสั่ง ถ้าคุณไม่เชื่อศาลไทย ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยทำไม ไม่มีประโยชน์ ใช่ไหมครับท่านผู้ชม ง่าย ไม่ยากหรอก ผมฝากถึงท่านรัฐมนตรี ฯ พุทธิพงษ์ เรื่องบางเรื่อง อย่าไปอ่อนน้อมมากนัก อย่าไปยอมฝรั่งมันมากนัก

แล้วอีกอย่างหนึ่ง เฟซบุ๊กกลัวอะไรรู้ไหม ? เฟซบุ๊กกลัวที่จะเกิดกรณีแบบฝรั่งเศส เพราะทุกวันนี้เฟซบุ๊ก เวลาท่านจ่ายเงินไปค่าโฆษณาโน่นนี่นั่นปั๊บ เงินถูกส่งต่อออกไปเมืองนอกเลย ไม่เสียภาษี ฝรั่งเศสมันไม่ยอม ฝรั่งเศสลุกฮือขึ้นมาแล้วจัดการออกกฎหมายแล้วฟาดฟันเฟซบุ๊กที่ฝรั่งเศส ว่าเงินที่คุณทำได้ในฝรั่งเศสนั้น คุณต้องเสียภาษีก่อน แล้วคุณจะเอาออกไปไหนก็ได้ ปรากฏว่าอเมริกาออกกฎหมายภาษีลงโทษฝรั่งเศส ที่ไปลงโทษเฟซบุ๊ก โดยเพิ่มภาษีไวน์ โน่นนี่นั่น ภาษีชีส ท่านผู้ชมครับ ฝรั่งเศสไม่แคร์ เมื่อไม่แคร์แล้วก็เลยเก็บเงิน พอเก็บเงิน ปรากฏว่ากรณีศึกษาของฝรั่งเศสก็เป็นกรณีศึกษาที่หลายประเทศในยุโรปกำลังเริ่มกัน ประเทศไทยควรทำ เพราะแพลตฟอร์มพวกนี้ ลาซาด้า shopee อาลีบาบา ยูทูป ไลน์ ต่าง ๆ พวกนี้ กำไรจากค่าโฆษณา พอท่านจ่ายเข้าไปปั๊บ เขาผ่องออกไปเมืองนอก แล้วเขาทิ้งบางก้อนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายภายในประเทศ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเขาผ่องออกไป สมมุติเขาได้ 100 เอาออกไป 90 แล้วเก็บไว้ 10 บาท แล้วก็เสียภาษีบนราคา 10 บาท ไม่ เขาต้องเสียหมดสิ เขาต้องเสีย หมายความว่ายอดรายได้ที่ขายอะไรได้ โฆษณาขายได้ อย่างน้อยที่สุดต้องเสีย VAT 7% ต้องจ่ายทันที แล้วต้องเอาให้ดู สามารถดูได้นี่ ปีนี้ทั้งปีเฟซบุ๊กมีโฆษณาเท่าไร ตรวจสอบได้ เผลอ ๆ ถ้าเฟซบุ๊กปิดบังข้อมูล ก็เอา ปปง. เลย มายัดข้อหา เพราะอเมริกากลัวมากเรื่องข้อหาฟอกเงิน (Money Laundry)

เชื่อผมสิครับ เล่นวิธีนี้เท่านั้นเอง นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หยุดปากแข็ง เพราะทำไมรู้ไหม ? อีกหน่อยถ้าหลายประเทศเริ่มทำแบบนี้ ทุกประเทศทำแบบนี้ จากการที่มันไม่เคยเสียภาษีเลย แล้วมันต้องเสียภาษีทั่วโลก มันเจ็บปวดขนาดไหนท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาจะสู้กับใคร ต้องสู้ให้ถูกจุด สู้ตรงจุดอ่อนของมัน เมื่อมันงกเงิน เราก็ทำให้เงินมันหายไปสิ เพราะฉะนั้นผมกลับมองว่าเรื่องเฟซบุ๊กนั้น เป็นเรื่องขี้หมา ที่มันบอกจะฟ้อง ฟ้องไปสิ ฟ้องไป ไม่ฟ้องหรอก ขี้คร้านจะวิ่งกันตีนขวิดเลย

ผมเสนอให้จัดการเฟซบุ๊กในเรื่องของผลประโยชน์ ภาษาอังกฤษเขามีนะ ขอโทษนะครับ อาจจะหยาบนิดหน่อย มีพ่อเขาสอนลูก ลูกเอ๊ย ถ้าอยากให้คนเดินตามลูก และทำตามที่ลูกบอก รู้ไหมลูกต้องทำอย่างไร ลูกบอกไม่รู้ครับพ่อ บีบไข่มันสิ บีบไช่มันแน่น ๆ เลยแล้วมันก็จะตัวอ่อนระทวย ร้องลั่นจะเอาอะไร ๆ พร้อมจะทำได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยต้องเริ่มบีบไข่มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก อย่าปล่อยให้มันลอยนวลนะครับท่านผู้ชม

ท่านผู้ชมครับ เฟซบุ๊ก ผมคิดว่าเราต้องสู้ต่อไป อย่าไปยอมมัน แล้วมันมีวิธีที่จะจัดการกับมันได้เยอะมาก จัดการได้ไม่ยาก เพราะมันเป็นคนที่งกและหิวเงิน

ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดคำพูดออกมาอย่างหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก ท่านบอกว่า นี่ผมย่อให้ฟังนะครับ “น้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง แต่เฝ้าระวังอย่าให้มีการทำผิดกฎหมาย จากการปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง ทำลายหรือเผาสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ไปสู่ฮ่องกงโมเดล” ที่ผมเรียนให้ทราบนะครับ เรื่องฮ่องกงโมเดลนั้นผมพูดมาทั้งหมด 5-6 ครั้งแล้ว พูดมาตั้งแต่ปีโน้น หลายปีแล้ว สมัยยังทำรายการ “มองโลกมองเรา” เอาล่ะ ท่านผู้ชม ฮ่อกงกงโมเดล คืออะไร ?

ท่านผู้ชมจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เรื่องนี้อาจจะค่อนข้างที่จะมีการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์เล็กน้อย คือเราต้องมาดูในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ในวันที่อังกฤษส่งเกาะฮ่องกงกลับคืนสู่การปกครองของจีน ในระบบที่เขาเรียกว่า “1 ประเทศ 2 ระบบ” ซึ่งคนที่วางนโยบายนี้ก็คือ เติ้ง เสี่ยวผิง

จีนได้จัดฮ่องกงให้เป็นเขตปกครองพิเศษฮ่องกง หรือที่เรียกว่า Hong Kong Special Administrative Region หรือที่เรียกว่า HKSAR และอยู่ภายใต้กฎหมายพื้นฐาน ที่เขาเรียกว่า Basic Law ซึ่งเหมือนกับอนุรัฐธรรมนูญของฮ่องกง

อนุรัฐธรรมนูญ (Basic Law) ของฮ่องกงนี้ รับรองเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น การมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ และมีสิทธิบางอย่างที่หาไม่ได้ในประเทศจีน

แต่มันมีซ่อนอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความลับหรอก แต่คนที่ประท้วงอยู่ไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้ ก็คือ จีนสามารถบังคับใช้กฎหมายในฮ่องกงได้โดยเขาสามารถบวกเพิ่มเข้ามาในภาคผนวดที่ 3 ที่ตกลงกัน ที่ต้องเปิดช่องให้ฮ่องกงต้องเคารพกฎหมาย หรือรัฐบาลจีนอาจจะบังคับออกเป็นกฤษฎีกาซึ่งเป็นการออกกฎหมายโดยที่ไม่ต้องผ่านสภานิติบัญญัติของฮ่องกงก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ นางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประกาศว่าเธอพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เอาล่ะ ท่านผู้ชม ย้อนกลับไปสักนิด

หลังจากที่ฮ่องกงเข้าไปอยู่ในอ้อมอกจีนปี 2540 สิบเจ็ดปีที่แล้ว เมื่อปี 2546 ก็คือหกปีหลังจากฮ่องกงกลับไปอยู่ในมือจีน รัฐบาลฮ่องกงได้พยายามออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ที่้เขาเรียกว่ามาตรา 23 ที่ซ่อนเอาไว้ เข้าไปในกฎหมายพื้นฐาน เพื่อห้ามพฤติกรรมก่อกบฏ การแยกดินแดน การปลุกระดมมวลชนต่อต้านรัฐบาล และการบ่อนทำลายรัฐบาลจีน รวมทั้งขโมยความลับของชาติ ตรงนี้ทำให้คนในฮ่องกงตอนนั้น 5-6 แสนคน บางคนก็รายงานว่าประมาณ 1 ล้านคน ออกมาชุมนุม ประท้วงอย่างรุนแรงเลย ประท้วงกันในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 กลายเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุดตั้งแต่อังกฤษคืนฮ่องกงให้จีนตั้งแต่ปี 2540 ในที่สุด รัฐบาลฮ่องกงก็ยอมแพ้ ระงับการพิจารณากฎหมาย

ทีนี้ พอมาเป็นเรื่องนี้แล้ว เราต้องมาดูกันนิดหนึ่งว่าอิทธิพลของอังกฤษที่มีต่อฮ่องกงนั้นเป็นอย่างไร เราต้องยอมรับนะท่านผู้ชม ว่า อังกฤษปกครองฮ่องกงมา 150 ปี ตั้งแต่สงครามฝิ่นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2384 เรื่อยมาจนกระทั่งการทำสนธิสัญญาเช่าเกาะฮ่องกงเป็นเวลา 99 ปี ในปี 2441 แล้วก็มาหมดในปี 2540 วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันแรกที่อังกฤษต้องไม่อยู่ในฮ่องกงแล้ว

ทีนี้ 150 ปี เกิดอะไรขึ้น ? ทั้งระเบียบ ทั้งวิธีปฏิบัติ ทั้งการศึกษา ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ความคิด ค่านิยมของชาวฮ่องกงนั้น เอนเอียงไปทางตะวันตกจนหมด ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษในอดีต ร่วมมือเซ็นสัญญากับนายจ้าว จื่อหยาง เซ็นสัญญาในปฏิญญาร่วมจีน-อังกฤษ ในปี 2527 (1984) หกปีก่อนที่จะสนธิสัญญานี้่จะมีผล แล้วทำให้อังกฤษต้องโอนให้ หกปีนะครับ 1984 ว่าจีนจะยังคงการใช้อธิปไตยในฮ่องกง และอังกฤษต้องส่งมอบฮ่องกงกลับคืนไปให้กับจีน

ทีนี้ เผอิญ 2546 หกปีหลังจากที่ได้รับมอบมา ในช่วงปี 2540 เกิดเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ในปี 2532 แปดปีก่อนที่จะถึงวันที่อังกฤษต้องส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนไปให้จีน

เทียนอันเหมินมีการประท้วงของนักศึกษาที่ออกมาประท้วงที่ปักกิ่ง แล้วปรากฏว่าทางรัฐบาลจีนก็สั่งปราบปรามอย่างหนัก เขาบอกว่ามีนักศึกษาตายเป็นร้อยเป็นพันคนเลย ในรูป ที่ท่านเห็นเป็นภาพยนตร์ ในภาพข่าว มีรถถังมา มีนักศึกษาจีนยืนถือธงหรือถืออะไรไม่รู้ต่อหน้ารถถัง เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่ทำให้ทุกคนตกใจหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฮ่องกง นึกในใจว่านี่มันอีก 8 ปี ฮ่องกงจะคืนให้จีนแล้วนะ แล้วดูเทียนอันเหมินสิ ใครมาต่อต้านรัฐบาล ต้องเจอแบบเทียนอันเหมิน ก็เลยมีการอพยพคนฮ่องกงในช่วงนั้น เขาว่าอพยพในช่วงนั้นไปต่างประเทศ ช่วงทศวรรษที่ 1990 คนฮ่องกงอพยพไปต่างประเทศร่วม ๆ เกือบล้านคน เขาบอกว่าช่วงที่สูงที่สุด พีคที่สุด คือระหว่างปี 2531-2537 หกปี เขาบอกว่ามีคนฮ่องกงออกไปประมาณปีละ 70,000 คน อพยพออกไปเลยนะ ตีซะว่า 500,000 คนเข้าไปแล้ว บวกโน่นบวกนี่ไปเรื่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ประมาณใกล้ล้านคน คนฮ่องกงส่วนใหญ่จะหนีไปที่ไหนตอนนั้น ช่วงนั้น คนฮ่องกงก็จะหนีไปที่ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ อย่างเช่น ไปที่อังกฤษ ลอนดอน ไปที่แคนาดา ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเป็น 2 เมือง แวนคูเวอร์ กับโทรอนโต ไปออสเตรเลีย ก็จะหลัก ๆ 2 เมือง คือ ซิดนีย์ กับเมลเบิร์น บางส่วนย้ายไปอยู่อเมริกา บางส่วนไปอยู่สิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ นอกจากนั้นแล้วยังมีการโยกย้ายทรัพย์สินออกไปเยอะแยะไปหมดเลย เขาว่าออกไปร่วม 10,000-20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผมยังจำได้เลย ช่วงนั้นก่อน 2540 ผมไปเที่ยวฮ่องกง ไปที่ฮ่องกง ไปทำธุระ เชฟโรงแรมบางโรงแรมที่ผมรู้จักเป็นส่วนตัว ฝีมือดีมาก ผมไปกินแล้วผมก็ถามถึงเชฟคนนี้ อยากจะทักทาย เขาบอกว่าไม่อยู่แล้ว ไปอยู่แวนคูเวอร์แล้ว เพราะว่าทุกคนกลัวจีนกันหมด ก็เลยย้ายไปอยู่แวนคูเวอร์ แล้วปรากฏว่าช่วงนั้นคนฮ่องกง แต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็นคนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังนี้ คนรุ่นใหม่เขาไม่ยอมรับว่าเขาเป็นคนจีน เขาบอกเขาเป็น Hong Konger คือคนฮ่องกง เพราะฉะนั้นแล้ว ในระหว่างที่การออกกฎหมายความมั่นคงยังคาราคาซังอยู่ในฮ่องกง ตกลงกันไม่ได้ คิดจะออกทีไรก็มีคนประท้วง ในปี 2557 หรือ ค.ศ. 2014 ก็คือสิบเจ็ดปีหลังจากที่ฮ่องกงได้กลับมาอยู่ในอ้อมอกจีน ได้มีการประท้วงใหญ่ในฮ่องกง ที่เขาเรียกว่า “การปฏิวัติร่ม” (Umbrella Revolution) จำได้ไหมครับ

มีการประท้วงที่คนฮ่องกงถือร่มกันเต็มไปหมดเลย คิดว่าทีมงานคงจะเอารูปมาให้ดูได้นะครับ เป็นการประท้วงที่กินเวลาสองเดือนครึ่ง ประท้วงประมาณ 26 กันยายน ถึง 15 กันยายน 2557 แล้วประท้วงเรื่องอะไรตอนนั้น ? ประท้วงเนื่องจากว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม สภาประชาชนจีนได้มีมติเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งผู้ว่าฮ่องกง

สมัยก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฮ่องกงนั้นคือใครตามลงไปสมัคร แล้วให้ประชาชนในฮ่องกงเลือกกัน จีนไม่ไว้ใจ จีนต้องการเอาผู้ว่าฮ่องกงที่มีความรักจีน และรักฮ่องกง จีนก็เลยตั้งคณะกรรมการคัดสรรผู้เลือกตั้งประมาณ 1,200 คน แล้วให้คนเสนอชื่อมา แล้วจากที่เสนอชื่อมาทั้งหมด 1,200 คน จะเลือกมา 3 คน แล้วก็เลือกเอาอีก 1 คน ขึ้นมาเป็นผู้ว่าการฮ่องกง และต้องได้รับฉันทานุมัติจากรัฐบาลปักกิ่ง ถึงจะเป็นผู้ว่าฮ่องกงได้ ตรงนี้ก็เลยทำให้ฮ่องกงไม่พอใจก็เลยมีการประท้วงกันขึ้นมา นั่นคือที่มาของ “ปฏิวัติร่ม” Umbrella Movement

พอต่อมาจนถึงปี 2560 อีกสามปีให้หลังจาก 2557 ก็มีการประท้วงอีกครั้งหนึ่ง เขาเรียกว่า Occupied Central ในช่วงของการชุมนุมนั้นมีคนอยู่หลายแสนคน แม้การปฏิวัติร่มจะจบลงด้วยการเข้าสลายการชุมนุมของตำรวจฮ่องกงในย่านคอสเวย์เบย์ (Causeway Bay) ในวันที่ 15 ธันวาคม 2557 แต่ก็ไม่สามารถจะกดดันให้ปักกิ่งเปลี่ยนแปลงมติในการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งฮ่องกง สภาฮ่องกง และการเลือกผู้ว่าฮ่องกง อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้เป็นเชื้อไฟที่สุมเอาไว้อย่างดีสำหรับการชุมนุมในอีกหลายปีต่อมา

ท่านผู้ชมจำได้ไหม ผมเคยพูด ประท้วงให้ตาย จีนไม่แคร์ เพราะคนฮ่องกงมีอยู่ 7.5 ล้านคน ใครอยากจะอพยพออกไปจากฮ่องกงให้หมด ก็ไป จีนพร้อมที่จะเข้ามายึดฮ่องกงได้ และในขณะเดียวกัน จีนรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าฮ่องกงจะเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่การประท้วงครั้งแรก เมื่อปี 2546 มาเรื่อย ๆ จีนก็เลยเน้นนโยบายการพัฒนาเกาะไหหลำ ตั้งแต่นั้นแล้ว และเซินเจิ้น เพื่อจะเอามาแทนฮ่องกงให้ได้ และตอนนี้ก็เริ่มจะเป็นจริงขึ้นมาแล้ว

ทีนี้ ที่สำคัญคือปีที่แล้ว 2562 กับปีนี้ “จากฆาตกรรมพิศวาสสู่การประท้วงการเมืองโลก” ฆาตกรรมพิศวาส คืออะไร ? ทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หนึ่ง คือมีคนฮ่องกงคนหนึ่ง ผู้ชาย ชื่อ เฉิน ถงเจีย พาแฟนชื่อ พาน เสียวอิ่ง หรือแอมเบอร์ พาน ไปเที่ยวไต้หวัน แล้วผู้หญิงดันไปกระซิบบอกในระหว่างที่โรแมนติกอยู่ว่า ที่รัก ฉันท้อง 5 สัปดาห์แล้วนะ จะมีลูกแล้ว ไอ้หมอนี่ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ก็เลยฆ่าแฟน ฆ่าแล้วหมกศพ แล้วหนีกลับมาที่ฮ่องกง ไต้หวันก็ติดต่อมาที่ฮ่องกงว่าขอได้ไหม ไอ้หมอนี่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดว่าฆ่าแฟนมัน แต่เผอิญฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงกับไต้หวัน แต่เผอิญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้ว่าการฮ่องกงก็เลยตัดสินใจเสนอแก้กฎหมาย ที่ตลกคือแก้กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งที่แท้จริงรัฐบาลจีนไม่ได้เกี่ยวข้องเลย แต่ว่าดันได้ประโยชน์

วัตถุประสงค์แก้กฎหมายเพื่อที่จะส่งไอ้บ้านี่ที่ฆ่าแฟนตัวเองกลับไปที่ไต้หวัน แต่ว่าคนที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ คือรัฐบาลจีน เพราะจีนมีชื่อเสียงมากในการที่หิ้วคนจีนที่คอร์รัปชัน หรือคนจีนที่ต่อต้านรัฐบาลจีนแล้วมาหลบในฮ่องกง หิ้ว เอาถุงคลุมหัว ใส่รถตู้ วิ่งไปที่ริมแม่น้ำ ริมทะเล บรรทุกเรือหาปลาแล้วกลับเข้าฝั่งจีน เข้าแถวเซินเจิ้น พอเข้าแถวเซินเจิ้นแล้วก็เอาขึ้นฝั่งไป ไปดำเนินคดีต่อไป จีนทำอย่างนี้ แต่ถ้ามีกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว จีนก็สามารถจะ request ฮ่องกงได้ ตรงนี้ก็เลยเกิดการประท้วงขึ้นมาทันที ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้ว เท่ากับให้สิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมให้จีน จีนสามารถจะมาจับใครก็ได้ไป ทั้ง ๆ ที่ควรต้องผ่านกระบวนการศาลของฮ่องกง แต่คนฮ่องกงมองว่าจีนครอบงำฮ่องกงอยู่ เพราะฉะนั้นจีนจะทำอะไรก็ทำได้

ก็เลยมีวันที่ 9 มิถุนายน ประมาณ 1 ปี 2 เดือนที่ผ่านมา การประท้วงเริ่มจากการชุมนุมของแนวร่วมสิทธิมนุษยชนพลเมือง ท่านผู้ชมครับ ตอนนั้นมีคนมาชุมนุมประมาณ 1 ล้านคน คนฮ่องกงทั้งหมดมีประมาณ 7.5 ล้านคน แล้วชุมนุมกันหมดนะ ชาวฮ่องกงโพ้นทะเล ผู้คนในท้องถิ่นอื่น ๆ ก็ประท้วงในพื้นที่ของตัวเอง สี่วันให้หลัง 12 หรือ 13 มิถุนายน คนชุมนุมก็เลยไปนัดชุมนุมที่สภานิติบัญญัติของฮ่องกง เพื่อสกัดกั้นการพิจารณากฎหมายดังกล่าว จนต้องมีการเลื่อนประชุมไป

15 มิถุนายน ก็ 6-7 วันหลังจากการชุมนุมครั้งแรกวันที่ 9 ผู้ประท้วงเพิ่มขึ้นมามาก เยอะมากเลย แล้วก็มีคนฆ่าตัวตายที่ลานไท่กู่ (Pacific Place) ซึ่งเป็นที่ชอปปิ้งของเกาะฮ่องกงที่ใหญ่มาก หลังจากนั้นก็มีการเดินขบวนใหญ่อีกครั้งเพื่อกดดันให้รัฐบาลฮ่องกงถอนกฎหมาย ให้ผู้บริหารฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง

16 มิถุนายน สิบวันให้หลัง มีคนร่วมแรงร่วมใจออกมาทั่วฮ่องกงเลย 2 ล้านคน จากประชากร 7.5 ล้านคน มีกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ร่วม 30 เปอร์เซ็นต์ได้ ของประชากร 7.5 ล้าน ต้องถือว่าเป็นการชุมนุมที่ใหญ่มาก และตำรวจก็เหมือนกัน ตำรวจทุกประเทศเหมือนกัน บอกว่ามีคนชุมนุมแค่ 338,000 คน เหมือนกับที่เด็กชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 16 ตำรวจรายงานว่ามีคนเข้ามา 3,000-4,000 คน แต่ผมคำนวณดูแล้วว่ามี 20,000 กว่าคน เพื่อความยุติธรรมนะครับ

เวลาเดียวกัน นางแคร์รี แลม ก็เลยตกใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยออกมาขอโทษประชาชน และก็จะเลื่อนพิจารณา ไม่ได้ระงับนะครับ ขอเลื่อนไปก่อน แต่การประท้วงไม่หยุดแล้วท่านผู้ชม การประท้วงดำเนินไปต่อเนื่อง ลุกลามไป บุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขัดขวางเส้นทางจราจร ระบบการขนส่งสาธารณะ ปิดถนน ยึดรถประจำทาง รถราง รถไฟใต้ดิน MTR รวมถึงบุกไปชุมนุมในสนามบินนานาชาติฮ่องกง ตลอดจนทำร้ายคนจีนแผ่นดินใหญ่ แม้กระทั่งนักศึกษาจีนที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง ก็ถูกทำร้ายด้วย ขอให้รู้ว่าเป็นคนจีนมา โดนทำร้ายหมด

ทีนี้ เคล็ดของการชุมนุมของคนฮ่องกง เขาใช้หลักของบรูซ ลี บรูซ ลี เคยพูดว่า ทำใจให้ว่าง ทำตัวให้ไร้รูปแบบ ไร้รูปทรง เหมือนกับน้ำ เมื่อคุณเทน้ำลงในถ้วย มันก็กลายเป็นถ้วย เมื่อคุณเทน้ำลงในขวด มันก็กลายเป็นขวด เมื่อคุณเทน้ำลงในกาชา มันก็กลายเป็นกาชา ณ เวลานี้น้ำสามารถไหลไปและสามารถกัดเซาะทำลายสิ่งต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว เขาบอกว่าให้ทำตัวเหมือนน้ำ วลีที่กลุ่มประท้วงชาวฮ่องกงใช้ คือ หนึ่ง แข็งแกร่งเหมือนน้ำแข็ง สอง เคลื่อนไหวเหมือนสายน้ำ สาม สลายตัวไปเหมือนไอน้ำ เพราะฉะนั้นแล้วต้องทำตัวเป็นน้ำ ด้วยเหตุนี้การชุมนุมมีคนออกมาตั้ง 2 ล้านกว่าคน เท่าที่เราดูข่าวก็จะเห็นว่ามันเจ๊งบ๊งหมดแล้ว

ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่เราจะพูดไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังในการฮ่องกงโมเดล ความที่ฮ่องกงของท่านนายกรัฐมนตรีท่านอาจจะหมายถึงตรงนี้ แต่ผมอธิบายเพิ่มเติมให้ท่านนายกฯ ฟังก็แล้วกันนะครับ

ในเรื่องของประเด็นการปกครอง สภาพของฮ่องกง หลังจากที่ตกเป็นของอังกฤษ จนกระทั่งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ท่านผู้ชมเชื่อไหม อังกฤษปกครองมา 150 ปี แต่ไม่เคยให้คนฮ่องกงได้เลือกผู้ว่าการฮ่องกง นี่เป็นเรื่องที่น่าตลก เป็นตลกร้ายมาก แต่คนพวกนี้ ระหว่างที่อังกฤษปกครอง 150 ปี ไม่เคยโวยวาย ผู้ว่าฮ่องกงจะถูกแต่งตั้งมาจากอังกฤษ ให้มาเป็นผู้ว่าฮ่องกง แต่ว่าพอมาถึงงวดนี้กลับกลายเป็นว่า ปักกิ่งเลือกผู้ว่าฮ่องกง ก็ไม่ได้ต่างกว่าที่อังกฤษเลือกผู้ว่าฮ่องกงมา แต่คนฮ่องกงไม่ชอบประเทศจีน เพราะฉะนั้นแล้ว ช่วงที่อังกฤษปกครองอยู่ก็ไม่เคยมีประชาธิปไตย อังกฤษช่วงนั้นกลัวว่าจีนจะทวงฮ่องกงคืน อังกฤษก็เลยเริ่มให้อำนาจคนจีนในฮ่องกงปกครองตนเอง ในช่วงปี 1946 ก่อนผมเกิด 1 ปี 2589 เขาเรียกว่า Young Plan ก็คือให้ใช้ระบบตามเซอร์มาร์ค ยัง แต่ตอนหลังพอเซอร์มาร์ค ยัง ไม่ได้เป็นผู้ว่าการฮ่องกง เซอร์อเล็กซานเดอร์ แกรนแธม มา ก็เลยสั่งยกเลิก เพราะคน ๆ นี้ไม่เชื่อการกระจายอำนาจ

เอาล่ะ นายจอห์น รอลส์ (John Bordley Rawls) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและธุรกิจของนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อทางการจีน ระบุว่าฮ่องกงถูกแทรกแซงจากอังกฤษ และถือเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ ที่อังกฤษวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ฮ่องกง ทั้ง ๆ ที่ 150 ปีในช่วงที่อังกฤษปกครอง คนฮ่องกงไม่เคยมีโอกาสได้เลือกผู้ว่าฯ ฮ่องกงเลย เขาก็เลยพูดต่อว่า ค่อนข้างชัดเจนว่าอังกฤษพยายามแทรกแซงด้วยยุทธวิธีแบ่งแยกและปกครอง เพื่อแยกให้ฮ่องกงเป็นอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะอังกฤษวางแผนมานานแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนฮ่องกงให้กับจีน ก็เลยพยายามที่จะแยกคนฮ่องกงออกมาด้วยการให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นมา

นักเคลื่อนไหวฮ่องกงก็เรียกร้องอิสรภาพของฮ่องกง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาฮ่องกงไม่เคยเป็นอิสระอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนสมัยไหน เพราะฉะนั้นเป้าหมายสุดท้ายของอังกฤษก็คือการแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน

ตอนนี้เข้ามาสู่จุดสำคัญแล้ว ท่านผู้ชม ยุทธการแยกกันเดิน ร่วมกันตี ของอังกฤษและอเมริกา สถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ชัดเจนแล้วว่าอังกฤษไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง จึงดึงพันธมิตรอย่างอเมริกาเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งอเมริกาปี 62 ในขณะนั้นอยู่ในช่วงเริ่มเจรจาการค้ากับจีน และเริ่มทะเลาะกับจีน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ คือนายทรัมป์ มองเหตุการณ์ในฮ่องกงว่า ถ้าฉันเข้าไปช่วยอังกฤษกดดันจีน ก็จะเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับจีนได้ดี คือเข้าไปวุ่นวายในฮ่องกง

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องบูรณาการแห่งดินแดนซึ่งจีนมีจุดอ่อนอยู่ คือจีนต้องบูรณาการไต้หวัน จีนต้องบูรณาการหลายเรื่อง หลายเรื่องซึ่งเป็นจุดอ่อนของจีน ไม่ว่าจะเป็นหัวเว่ย ไม่ว่าจะเป็นทิเบต ไม่ว่าจะเป็นซินเจียง-อุยกูร์ มันเป็นเรื่องที่ผุดขึ้นมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว กูกระแทกฮ่องกงอีกสักดอกดีไหม นั่นคือนโยบายการปิดล้อมจีน

แล้วเผอิญในปี 2557 นายเดวิด คาเมรอน ตอนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตอนนั้นอี๋อ๋อจีนมาก เพราะว่าอังกฤษตอนนั้น ในยุคเดวิด คาเมรอน ต้องการจะเอาการลงทุนของจีนมาลงทุนที่อังกฤษ ถึงกับมีรูป เดวิด คาเมรอน ดื่มเบียร์กับสี จิ้นผิง ในผับแห่งหนึ่ง ระหว่างที่สี จิ้นผิง ไปเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2552

ในปี 2562-2563 ปีที่แล้ว กับปีนี้ มีการเคลื่อนไหวใหญ่ในฮ่องกง อังกฤษตอนนั้นกำลังยุ่งเรื่องเกี่ยวกับ Brexit จากนางเทเรซา เมย์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แล้วต่อด้วยนายบอริส จอห์นสัน ตอนนั้นอังกฤษต้องการออกจากอียู และจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่อังกฤษต้องการความช่วยเหลือจากอเมริกาในเรื่องการทำ Brexit ก็คือว่า ในเรื่องประเด็นผลประโยชน์ทางการค้า ทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็เลยทำให้อังกฤษกับอเมริกากลับมาใกล้ชิดกันมากขึ้น และร่วมมือกันจัดการกับจีน ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการจัดการกับจีนก็คือว่าจับมือกันแทรกแซงผ่านทางการเมืองในฮ่องกง เอาล่ะ ท่านผู้ชมเข้าใจแบ็กกราวนด์แล้วนะตอนนี้ เรากลับมาที่ตัวบุคคลบ้าง

ในฮ่องกงนั้นมีคนอยู่ ‘4+3’ 4 ก็คือ แก๊งสี่คน แก๊งสี่คนในการแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศนั้น นายหน้า 4 คนเป็นคนจัดการ คนพวกนี้ประกอบด้วย นายจิมมี ไล คือเจ้าของนิตยสาร NEXT หนังสือพิมพ์ APPLE DAILY และอดีตจิมมี ไล เคยเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าชื่อ GIORDANO ที่มีชื่อเสียงมาก มีสาขาในจีนเป็นพันแห่ง แต่ตอนหลังจำเป็นต้องขายทิ้งไป เพราะจีนบอยคอตและไม่ให้เปิด นายมาร์ติน ลี ชู-หมิง เป็นนักการเมืองท้องถิ่นในฮ่องกงที่ใกล้ชิดตะวันตกมาก นางแอนสัน ชาน เคยมีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลฮ่องกง และนายอัลเบิร์ต โฮ เคยจัดรายการวิทยุในฮ่องกง

แต่หัวใจสำคัญ กุญแจสำคัญที่สุดในฮ่องกงคือนายจิมมี ไล ชื่อภาษาจีนกลางเรียกว่า หลี่ จื้ออิง เขาเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ The APPLE DAILY ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนๆ เดียวที่ต้องชมเขา เขากล้าวิพากษ์วิจารณ์ปักกิ่งอย่างไม่เกรงกลัว แล้วเขายังเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง โดยผ่านทางแก๊งสี่คนของฮ่องกง และแก๊งสี่คนนั้นใช้เครือข่ายนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ โดยทั้งหมดนี้ชักใยอยู่เบื้องหลัง นักศึกษามีใครบ้างล่ะ โจชัว หว่อง เป็นเพื่อนสนิทของเนติวิทย์ นาธาน ลอว์ และแอกเนส เจา เป็นข้อน่าสังเกต ผมดูแล้วผมก็ขำ ผู้ชาย 2 ผู้หญิง 1 เหมือนธนาธร ปิยบุตร และช่อ ที่ฮ่องกงมีโจชัว หว่อง นาธาน ลอว์ และแอกเนส เจา เมืองไทยมีธนาธร ปิยบุตร และช่อ พรรณิการ์

ทีนี้ จิมมี ไล มีตัวโซ่ ห่วงโซ่ระหว่างกลางที่จะเชื่อมจิมมี ไล กับตะวันตก คืออเมริกา คือใคร ? คนๆ นี้ชื่อนายมาร์ก ไซมอน

มาร์ค ไซมอน เคยฝึกงานอยู่กับ CIA แล้วพ่อของเขาเคยเป็นเอเยนต์ CIA มา 35 ปี แล้วมาร์ค ไซมอน เคยทำงานด้านข่าวกรองให้กับกองทัพเรือสหรัฐฯ มาร์ค ไซมอน ถูกจิมมี ไล จ้างเข้ามาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาของบริษัท NEXT DIGITAL อายุ 56 ปีแล้ว

นายมาร์ค ไซมอน คนนี้เป็นตัวกลางที่จะติดต่อกับรัฐบาลอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่ และในขณะเดียวกัน นายมาร์ค ไซมอน เอาเงินของนายจิมมี ไล ซึ่งเซ็นเช็คให้ 8,000,120 เหรียญฮ่องกง ผมมีเช็คให้ดูเลย เพื่อให้มาร์ค ไซมอน เอาเงินก้อนนี้ไปสนับสนุนพรรคการเมืองรีพับลิกัน ส.ส. ที่จะเป็นพวกนายจิมมี ไล ที่จะมาเชียร์

เพราะฉะนั้นแล้ว มาร์ค ไซมอน ก็เลยเป็นตัวเชื่อมประสานพาพวกแกนนำที่ประท้วงในฮ่องกงไปเยือน พบปะ แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่บุคคลสำคัญของอเมริกาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ก่อนการประท้วง ระหว่างการประท้วง และหลังการประท้วงใหญ่ในฮ่องกง ระหว่างปี 2562-2563 ไปพบกับนายไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายไมก์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ คนที่ผมเอ่ยชื่อแต่ละคนนี้ไม่ใช่ว่าใครจะไปเจอก็ได้นะ แสดงว่าเขาต้องมีคอนเนกชันอย่างลึก ต้องมีคนล็อบบี้ให้ หรือมีนักการเมืองพรรครีพับลิกันที่นายจิมมี ไล เอาเงินให้นายมาร์ค ไซมอน เอาไปจ่ายเพื่อสนับสนุนในการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วพวกรีพับลิกันก็ไปติดต่อพวกนี้เพื่อขอให้พบคนพวกนี้ ซึ่งคนพวกนี้ตอนนี้ก็ได้รับนโยบายมาแล้วว่าให้บี้จีน โดยแทรกแซงเข้าไปในฮ่องกง

ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า พวกนี้เวลาพบกับพวกไมก์ เพนซ์ หรือพอมเพโอ ระหว่างที่การชุมนุมกำลังประท้วงกันในฮ่องกง พอชุมนุมประท้วงเสร็จ ปรากฏว่าไปประชุม เจอปั๊บ กลับมา ระหว่างที่ประชุมกับทางอเมริกา ทางผู้นำอเมริกา ทางรัฐสภาอเมริกา การประท้วงในฮ่องกงก็ลุกฮือขึ้นมาทันที จากการที่อ่อนแรง ก็กลับแข็งแรงขึ้นมา แล้วมีการเอาธงชาติอเมริกามา ธงชาติอังกฤษมา แล้วเอารูปภาพนายโดนัลด์ ทรัมป์ มา ถึงกับพูดแบบเพ้อเจ้อว่า หวังว่าอเมริกาและนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะมาปลดแอกฮ่องกงออกจากประเทศจีน

ผมจะเอาคำพูดของนายจิมมี ไล ให้ฟัง หลังจากที่จิมมี ไล ขึ้นเวทีในการกล่าวสุนทรพจน์ให้กับมูลนิธิเพื่อการปกป้องประชาธิปไตย กลุ่ม Think Tank ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เขาพูดว่าอย่างไรรู้ไหม เขาบอกว่า เราต้องรู้ว่าอเมริกานั้นอยู่ข้างหลังเรา คือการสู้รบในสงครามเย็นที่คุณ (ก็คืออเมริกา) กำลังสู้กับจีน เรา (ก็คือผู้ประท้วง) และจิมมี ไล อยู่ข้างคุณ (อเมริกา) สละชีวิตของเรา เสรีภาพของเรา และทุกสิ่งที่เรามี สู้ในสงครามนี้ ยืนอยู่แนวหน้าเพื่อคุณ แล้วคุณควรสนับสนุนเราหรือเปล่า ? คุณก็คืออเมริกา ควรหรือไม่ควรที่จะสนับสนุนเรา เพราะว่าเรายอมตาย เราสู้เพื่อเสรีภาพ สู้เพื่อคุณ เพื่ออเมริกา ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมเป็นจีน ท่านผู้ชมจะโกรธไหม ? โกรธสิ ไม่โกรธได้อย่างไร นี่คุณขายชาตินี่ ยุให้อเมริกามาแยกฮ่องกง ซึ่งจีนเขาถือว่าฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเขา จีนก็เลยมองว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคง การทหาร และต่างประเทศ พยายามโค่นล้มรัฐบาลจีน

จีนชี้ให้เห็นว่า ทุกครั้งที่มีการเยือน พบปะ พูดคุย หรือแลกเปลี่ยนระหว่างแกนนำผู้ประท้วงฮ่องกงเหล่านี้ กับตัวแทนของชาติตะวันตก ความรุนแรงของการประท้วงจะปะทุขึ้นมาทันที และในระยะต่อมาในกลุ่มผู้ประท้วงก็จะมีการโบกธง ถือป้าย เชียร์นายโดนัลด์ ทรัมป์ และอเมริกาเข้ามาช่วย ทีนี้เมื่อการประท้วงเริ่มบานปลาย นักเรียน นักศึกษาฮ่องกง ก็เข้าไปยึดสถาบันการศึกษาที่เป็นฐานที่มั่น ใช้ความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ล้มล้างสถาบันหลัก เผาธงชาติจีน เชิดชูธงชาติสหรัฐฯ และอังกฤษขึ้นแทน เขาต้องการอะไรรู้ไหมท่านผู้ชม ? เขาต้องการให้มีการล้อมปราบ เกิดความสูญและล้มตาย แบบที่เกิดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 ที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ เพื่อที่จะใช้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

ท่านผู้ชมครับ ตอนหลังก็เลยมีการเปิดโปงว่าครอบครัวของนายจิมมี ไล 7 คน ถือพาสปอร์ตอังกฤษอยู่ และสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น นอกจากนี้ จิมมี ไล ยังห้ามมิให้ลูกหลานของเขาคนใดคนหนึ่งเข้าร่วมการประท้วงอย่างเด็ดขาด อันนี้ต้องชมจิมมี ไล แสดงว่ามันยอมตายคนเดียว ไม่กลัว แต่ลูก ๆ อย่าไปยุ่งนะ

ท่านผู้ชมครับ มันมีข้อมูลอีกข้อมูลหนึ่ง มีฝรั่งคนหนึ่ง ชื่อ คริสเตียน วิตตัน อดีตเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลบุช กับทรัมป์ คริสเตียน วิตตัน ขณะนั้นเป็นนักวิจัยอาวุโสให้กับ Center for National Interest กลุ่มคลังสมองด้านนโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ คริสเตียน วิตตัน ไปกินข้าวกับกลุ่ม อย่างเช่น จิมมี ไล มาร์ต ลี ชู-หมิง แก๊งสี่คนหลาย ๆ คน ไปกินที่ไหนรู้ไหม่ท่านผู้ชม ? ไปกินที่ร้านอาหารอิตาเลียนมิชลิน 3 ดาว ซึ่งผมเคยไปทานมาแล้ว อร่อยมาก แต่จองยากมาก ชื่อ Mezzo Bombana ในตึกอเล็กซานเดรียเฮาส์ ย่านเซ็นทรัล พอประชุมเสร็จ คริสเตียนออกมาให้สัมภาษณ์ CNBC เลย บอกว่า การทำให้เกิดวิกฤตเช่นนี้ ก็คือวิกฤตแบบฮ่องกง สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในห้วงเวลาอันยากลำบากของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้น ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ก็คือสรุปง่ายๆ ว่า เขากำลังยืนยันว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังการประท้วงของนักศึกษาในฮ่องกงที่มีต่อประเทศจีน ยิ่งทำให้จีนปวดหัวเท่าไร ยิ่งทำให้การเจรจาและอเมริกาจะได้เปรียบมากขึ้น

เสร็จเรียบร้อยแล้ว คนพวกนี้ก็จะติดต่อกับสถานทูตอเมริกาตลอดเวลา มีติดต่อกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่สหรัฐอเมริกา ชื่อ จูลี ไอดา

จูลี ไอดา เป็นใคร ? เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการโค่นล้มรัฐโดยอ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เขาเคยทำงานในตะวันออกกลางมาแล้ว ตอนที่มีเรื่องอาหรับสปริง มีรูปเสร็จ เขาเจอกัน เจอกันอย่างไร การโจมตีผ่านจีน ผ่านฮ่องกง เป็นหนึ่งในวิธีการกดดันและปิดล้อมจีนทุกทิศทาง ซึ่งยังประกอบไปด้วยแนวรบในประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็น เช่น ไต้หวัน หัวเว่ย ทะเลจีนใต้ มุสลิมในซินเจียง แม่น้ำโขง เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชมจะเห็นว่าเขาพยายามจะปล่อยข่าวว่าจะมีการปราบพวกนักประท้วงที่ฮ่องกง แต่จีนก็ไม่ทำ จีนใช้ยุทธศาสตร์ของจาง ซานฟง ก็คือผู้ที่ก่อให้เกิดสำนักบู๊ตึ๊ง ที่ในวงการยุทธจักร เขาเรียกว่าจีนใช้ยุทธศาสตร์ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” จีนไม่สนใจ ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วไงในรายการผม จะเผาก็เผาไป จะทำอะไรก็ทำไป จะทำให้ฮ่องกงฉิบหายก็ทำไป กูเฉยๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รอเอาไว้ ถึงเวลาแล้วจะเข้ามาเก็บกวาดทีเดียว

จีนในขณะนี้ ท่านผู้ชมรู้ไหม ฮ่องกงเมื่อก่อนที่จะเข้ามารวมกับจีน เศรษฐกิจฮ่องกงคิดเป็นมูลค่า 18.4 เปอร์เซ็นต์ ของเศรษฐกิจจีนโดยรวม แต่มาวันนี้เศรษฐกิจฮ่องกงแค่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจจีนโดยรวม จาก 18.4 เหลือ 2.7 เปอร์เซ็นต์ แล้วจีนในขณะนี้บูรณาการเมืองต่างๆ เขาต้องการเชื่อมหมดเลยทุกอย่าง เขาเชื่อมฮ่องกงเข้ากับแผ่นดินใหญ่อย่างสมบูรณ์ เชื่อมโดยรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง 2,400 กิโลเมตร วิ่งจากปักกิ่งไปเกาลูน ใช้เวลาวิ่ง 9 ชั่วโมง เปิดตัวเมื่อปี 2561 สะพานจูไห่-ฮ่องกง จูไห่-มาเก๊า คือถ้าจะไปมาเก๊าไม่ต้องนั่งเรือไปแล้ว ขับรถจากฮ่องกงผ่านจูไห่-มาเก๊า ยาว 55 กิโลเมตร เป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก เปิดตัวเมื่อตุลาคม 2561 ท่านผู้ชมครับ จีนมักจะใช้วิธีนี้ เป็นการผนวก บูรณาการดินแดนให้สมบูรณ์ เหมือนกับการที่เขาเปิดรถไฟความเร็วสูงให้วิ่งไปจนถึงทิเบต แล้วหลังจากนั้น จีน เพื่อแก้ลำฮ่องกง ซึ่งเขาเตรียมตัวแล้ว อย่างที่ผมเรียนให้ทราบแล้ว พัฒนาเซินเจิ้น พัฒนาเกาะไหหลำ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า Model Hong Kong ก็คืออย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างนี้

ผมดูแล้ว ท่านผู้ชมลองใช้กำลังปัญญาคิดนิดหนึ่งว่ามันมีอะไรคล้ายๆ เมืองไทยหรือเปล่า ? แต่ข้อคิดข้อหนึ่ง มีอะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าผมจำเป็นจะต้องพูด ก็คือว่า ท่านผู้ชมเชื่อผมสิ การประท้วงทุกครั้งต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง ถ้าไม่มีคนอยู่เบื้องหลังจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ ผมกล้าพูด การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ใช้เงินก็คือผม ผมควักเงินส่วนตัวของผมออกมา เพราะผมเชื่อในสิ่งที่ผมทำ และที่สำคัญก็คือว่า ประชาชนที่เข้ามาชุมนุม ทุกคนลงขันหมด เราเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่มีการรายงานเงินที่ประชาชนบริจาคมา เป็นรายวันเลย เท่าไร แล้วพอการประท้วงจบเมื่อไร เราเอารายได้และรายจ่ายออกมาลงในเว็บไซต์ mgronline ให้เห็น หลักฐานยังมีอยู่ชัด เราเป็นคนเดียวนะที่ทำ เราแจงทุกบาททุกสตางค์

เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ถ้าสมมุติว่ามีการชุมนุมขึ้นมาแล้ว หนึ่ง ประชาชนต้องลงขันกัน ช่วยกัน และคนที่ชุมนุมนั้น ใครที่เป็นแกนนำ ต้องโปร่งใสในเรื่องนี้ ฮ่องกงมีจิมมี ไล เมืองไทยมีใคร ผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าต้องมี ไม่มีไม่ได้ ทีนี้มีอันหนึ่งก่อนจะจบเรื่องนี้ ผมจะเล่าเรื่องชานม ท่านผู้ชมอย่าเพิ่งขำ

ฮ่องกงมีชานม ไทยมีชาเย็น ชาไทยใส่นมบวกน้ำแข็ง ไต้หวันมีชานมไข่มุก ปรากฏว่าชา 3 ประเทศนี้ ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย ดันอยู่ในแฮชแท็กของทวิตเตอร์ ชื่อ #milkteaalliance #พันธมิตรชานม คืออะไร ? คือพูดง่ายๆ ว่าเขากำลังใช้แฮชแท็กนี้ระดมคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มคนสาว ที่ไต้หวัน ที่ฮ่องกง ที่ประเทศไทย ให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน จะเห็นได้ชัดว่าหลายๆ อย่าง อย่างเช่น ตอนนี้พวกเรา พวกคนรุ่นหนุ่ม นักศึกษาชุมนุมอยู่ประเทศไทย ก็จะมีคนที่ไต้หวัน รุ่นหนุ่ม ออกมาเดินขบวนชุมนุมกันเพื่อให้กำลังใจกับคนไทย นักศึกษาไทย ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่รำลึกถึงการตายของนักศึกษาที่เทียนอันเหมิน เนติวิทย์ หรือเพนกวิน ก็ไปชุมนุมเช่นกัน ที่สถานทูตอเมริกา เพราะฉะนั้นแล้ว ในขณะนี้ขบวนการชานม ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่จริงๆ กำลังใช้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ในการสร้างกลุ่มสร้างก้อนขึ้นมา แล้วก็ join เป็นเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก่อนจะจบรายการ ผมมีข้อคิดให้นิดหนึ่ง ผมเห็นเด็กมัธยมหลายคน หลายโรงเรียน ออกมาชุมนุม แล้วก็แถลงการณ์ออกมา ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล โน่นนี่นั่น ทุกอย่าง ไม่พอใจกับสิทธิของตัวเองที่ตัวเองไม่ได้รับในการเป็นนักเรียนในโรงเรียน ไม่พอใจที่ครูละเมิดสิทธิ โน่นนี่นั่น ผมมาคิดอีกที ทำไมไม่มีใครพูดเรื่องกระทรวงศึกษาฯ จริงๆ ปัญหาที่เด็กอธิบายให้ฟังไม่ใช่ปัญหาใหม่นะ เด็กยังขาดเพิ่มอีกอันนะ ช่วงหลังนี่ ครูละเมิดทางเพศเด็กมากขึ้น ไม่ได้พูด เด็กไม่ได้รับปัญญาที่ควรจะได้รับ เด็กถูกปกครองโดยระบบการศึกษาที่ล้าสมัย

เป็นไปได้ไหมท่านผู้ชมว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปกระบวนการการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณปีหนึ่งเกือบ 400,000 ล้าน ถ้าเด็กทั่วประเทศไทยลุกขึ้นมาลุกฮือแบบนี้ แสดงว่าถึงเวลาต้องปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการหรือยัง เลิกเสียทีได้ไหมที่มาเป็นองค์กรใหญ่โตมโหฬาร เพื่อดูแลทั้งประเทศ ควรหรือไม่ควรที่จะกระจายอำนาจการศึกษาลงไปในท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นดูแลการศึกษาของตัวเอง จัดงบประมาณไปให้เขาตามที่โรงเรียนกระทรวงศึกษาธิการเคยมีในท้องถิ่นนั้น และให้ท้องถิ่นลงขันแล้วช่วยพัฒนาการศึกษาและดูแลเด็กคนพวกนั้น และให้เด็กเรียนรู้อะไรมากขึ้นจากท้องถิ่นที่ตัวเองมี แทนที่จะมาเรียนรู้จากส่วนกลาง ท่านผู้ชมครับ ถึงเวลาหรือยังที่เราควรที่จะให้เด็กเรียนประวัติศาสตร์ไทย เราเลิกเรียนมานานแล้วนะ ฝีมือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ถึงเวลาหรือยัง ก็เพราะเด็กไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ไง ประเทศไทยถึงเป็นเช่นนี้

ท่านผู้ชมครับ วันนี้พูดคุยกันมาหลายเรื่องแล้ว เอากันแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ อาทิตย์หน้าค่อยเจอกันใหม่ สวัสดีครับ