fbpx

(คำต่อคำ) SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ทั้ง “เด็ก” และ “ผู้ใหญ่” ต้องฟัง!!

ใช้เวลาอ่าน: 9 นาที

“สนธิ”ชี้ “สมยศ”ใช้ตำแหน่งใน กมธ.สนช.แทรกแซงคดี “บอส อยู่วิทยา” เข้าข่ายผิด รธน.มาตรา 185 (1) เชื่อได้ไฟเขียวจาก คสช. โดยมี ป.ป.ช.คอยช่วยตำรวจที่ทำผิดให้ได้รับโทษเพียงเล็กน้อย แต่ทำความพินาศให้กระบวนการยุติธรรม สะท้อนว่าองค์กรอิสระต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องมือของ คสช.ไม่ว่า กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาออกมาประท้วง และตราบาปที่สุดคือ รธน.2560 ที่มี ส.ว.250 คนไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ ทำให้คนออกมาประท้วงมากขึ้น แต่ก็ขอเตือนเด็กๆ ระวังตกเป็นเครื่องมือของคนที่มีเจตนาร้ายอย่าง “สมศักดิ์ เจียมฯ” และ “ปวิน” ชี้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังจำเป็นสำหรับสังคมไทย เด็กๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าไอดอลของพวกเขาพูดความจริง เตือนจะประท้วงเรื่องอยุติธรรมก็ประท้วงไป แต่ความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ก็ต้องมี และอย่าผลักมิตรให้เป็นศัตรูเพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างของพวกคุณ เตือน“เพนกวิน”กำลังหลงตัวเอง ผลักคนที่ไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องไปเป็นศัตรู ระวังจะไม่มีเพื่อน ตนเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาต่อสู้ แต่อย่าก้าวข้ามเส้นแบ่งที่มันอ่อนไหว

วันที่ 21 ส.ค. เมื่อเวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ในประเด็นเรื่องร้อนๆ ศุกร์นี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการชุมนุมของเด็กๆ นักศึกษา

คุณสนธิทำหน้าที่เป็นผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ใครที่ชอบฝั่งไหนไม่ชอบฝั่งไหนก็ทำใจและลองรับฟังดูแล้วกัน เพราะมันคือความจริงในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักศึกษา ผู้ปกครอง จนถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

และยังมีตัวละครลับซึ่งเป็นฉากจบในคดี บอส อยู่วิทยา โผล่ออกมาแล้ว…จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม

คำต่อคำ SONDHI TALK [21 ส.ค. 63] : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องฟัง

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563 วันนี้ก็เหมือนกับทุก ๆ วันศุกร์ที่เรามาพบกันเวลาประมาณ 09.00 น. กว่านิด ๆ วันนี้จะเป็นรายการที่ต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่แล้ว วันศุกร์ที่แล้วก็มีหลายท่านผู้ชมและหลายความเห็น ตลอดจนมีทัวร์มาลงผมบ้าง จากเด็กรุ่นใหม่ ในคลิปที่ผมตัดออกมาให้ชม ก็คือ “สนธิจะไม่ทนอีกแล้ว” ยอดคนเข้ามาดูก็ 5-6 ล้านคนแล้ว วันนี้ก็เช่นกัน แต่วันนี้ผมจะพูดเรื่องที่มันเป็นภาพรวม ท่านผู้ชมจะได้เข้าใจ คือผมจะเริ่มรายการวันนี้ด้วยกรณีของบอส อยู่วิทยา อย่าเพิ่งเบื่อผม วรยุทธ อยู่วิทยา กรณีนี้มันเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่ง บางท่านถึงกับบอกว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ ที่ทำให้เกิดการประท้วงขึ้นมา คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ว่าเนื้อหาและสาระของกรณีนี้ และนัยของกรณีคดีความที่ช่วยกันให้นายบอสหลุดจากคดีอาญานั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกกล่าวหา แล้วในส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ว่าไม่ยุติธรรมและไม่สามารถจะพึ่งพาได้ แล้ว็เป็นหนึ่งในหัวข้อย่อยของการประท้วงเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และวันที่ 16 สิงหาคม เช่นกัน

ผมอยากจะเริ่มโดยอธิบายให้ท่านผู้ชมฟังเสียก่อนว่า วันนี้ผมจะสวมบทบาทฐานะของผู้เฒ่าเล่าเรื่องอย่างเต็มตัว ผมจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังจากสายตาของผม ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือว่าฝ่ายที่ต่อต้านกลุ่มพวกนี้ อยากจะเปลี่ยนแปลงโน่นเปลี่ยนแปลงนี่ แล้วผมก็จะอธิบายความหมายของแต่ละฝ่าย แต่ละฝ่ายมองอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไร แล้วทำไมฝ่ายนี้ถึงจะเป็นอย่างนี้ ทำไมฝ่ายนั้นถึงต่อต้านอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว บทบาที่ผมเล่าให้ฟังนี้ ใครที่ชอบฝั่งไหน ไม่ชอบฝั่งไหน ทำใจไว้ก่อน ฟังเรื่องฟังราวที่ผมพูดแล้วค่อยมาพินิจพิเคราะห์ เพราะผมเชื่อว่าคนที่ดูรายการนี้ค่อนข้างจะมีเหตุมีผล และมีปัญญา

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอเตือนก่อนนะครับ ผมขอเตือนคนที่ผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าเป็นเด็ก ก็ต้องเตือนลูกหลานก่อน การที่จะมาออกความเห็น หรือที่ผมเรียกว่าเอาทัวร์มาลง ผมทราบว่าพวกเด็กจะมีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ถ้ามีใครก็ตามแสดงอาการออกมาที่ไม่ชอบมาพากล ไม่ถูกจิตใจเขา ไม่ถูกโฉลกเขา เขาก็จะพาคนมาถล่ม ผมไม่ว่าอะไรกันนะครับ ลูกหลาน อย่างน้อยก็เป็นลูกหลาน แต่ว่าผมจะเรียนให้ทราบนิดหนึ่ง แล้วเดี๋ยวประเด็นนี้จะพูดตอนท้าย

สิทธิเสรีภาพที่ทุกคนเรียกร้องนั้น ผมยืนอยู่เต็มตัว แต่สิทธิเสรีภาพนั้นต้องมาด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ เมื่อคุณแสดงหน้าที่ของคุณแล้ว คุณก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณเอาทัวร์มาลงผมแล้ว คำพูดของคุณหยาบคาย หรือเป็นอะไรที่ไม่เป็นความจริง หรือคุณไปเชื่อศาสดาของคุณที่อยู่ที่ญี่ปุ่นและอยู่ที่ฝรั่งเศส แล้วเอาข้อความที่เขาเขียนถึงผม ซึ่งมันไม่เป็นความจริง หลาย ๆ เรื่องที่คุณเอามาลง มันเป็นเรื่องที่พวกคุณ (ถ้าคุณเป็นเด็กอยู่นะ) ยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ แล้วพอเขาพูด คุณก็ไปเชื่อเขา คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาพูดจริงหรือพูดโกหก ไม่เป็นไร แต่เมื่อคุณลงไปแล้ว แล้วคุณเอาเรื่องนี้มาก่นด่าผม คุณต้องรับผิดชอบแล้ว ผมจะฟ้องพวกคุณแน่นอนที่สุด และผมเชื่อว่าผมจะฟ้อง ผมไม่ได้ฟ้อง … สมมุติว่ารายการนี้มีทัวร์มาลงทั้งหมด 40 คน แล้วใน 40 คนนี้ มีอยู่ 30 คน ที่พูดจาไม่ดี เข้าข่ายข่ายหมิ่นประมาท ผมจะฟ้องหมดทั้ง 30 คนเลย เป็นจำเลยที่ 1-30 ในคดีเดียว และผมเชื่อว่าคุณจะต้องวิ่งแจ้นเข้ามาแล้วก็ขอประนีประนอม

ผมจะเรียนให้ทราบนะครับ คุณต้องรู้นะว่ามีการฟ้องร้องมาแล้ว เด็กที่โดนฟ้องโดยเอาข้อมูลของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เอาไปพูดหมิ่นประมาทท่านอดีตทูตไทยประจำกรุงบูเอโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ชื่อคุณนริศโรจน์ เฟื่องระบิล

คือไปพูดจาในข้อมูลที่ผิดและหมิ่นประมาทเขา อดีตท่านทูตก็เลยฟ้องดำเนินคดีคนที่หมิ่นประมาท 9 คน ที่แสดงความคิดเห็นในเพจของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และมีการโพสต์ด่านายนริศโรจน์ ว่าเป็นทูตหางแถว ซึ่งในโพสต์ดังกล่าวก็มีผู้เข้ามาผสมโรงด่านายนริศโรจน์ เป็นจำนวนมาก

คน ๆ หนึ่งก็เป็นนักร้องดูโอชื่อดัง ฮาร์ท สุทธิพงศ์ ทัตพิทักษ์กุล ก็คือว่า นายปวิน ถ้าด่าใครขึ้นมาคนหนึ่ง คนที่ฟังนายปวินด่า โดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง บางคนยังเกิดไม่ทันเสียด้วยซ้ำ ท่านอดีตเอกอัครราชทูตอยู่ที่กรุงบูเอโนสไอเรส อาร์เจนตินา ท่านเป็นทูตเลวขนาดไหน ตัวเองก็ไม่รู้ ยังไม่เกิด แต่ถ้านายปวินเขียนว่าเป็นคนเลว เป็นทูตหางแถว ทุกคนก็ลงทัวร์หมดว่า เออ ใช่ ๆๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าคุณจะไปเจรจาขอให้อภัยกัน ขอขมาท่านทูตนริศโรจน์ ท่านทูตก็บอกว่า ได้ แต่ต้องให้นายปวินขอโทษมาเสียก่อน

ผมจะเอาแคปของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เขาบอกว่า เด็กที่ถูกฟ้องเขียนว่า “อาจานคะ คุณนริศโรจ เค้าไปแจ้งความอาจานโพสหมิ่นประมาทและหนูก็ไปโพสด่าใต้เม้นท์ทำให้เค้าแจ้งจับหนูด้วยค่ะ เค้าบอกว่าให้อาจานโพสขอโทษแล้วเค้าจะยกโทษให้ อาจานช่วยหนูหน่อยนะคะ (ให้ปวินช่วยนะ) ตอนนั้นหนูคึกไปค่ะ คิดน้อยไปหน่อย ขอบคุนนะคะอาจาน” ท่านผู้ชมครับ ศาสดาที่ชื่อปวิน ที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เที่ยวเขียนด่าคนโน้นด่าคนนี้ เขียนข้อความที่ไม่เป็นจริง แล้วก็ให้เด็ก ๆ ตามไป แล้วก็เอาข้อความที่ไม่เป็นจริงนี้มาพูดน่ะ ตอบมาว่าอย่างไรรู้ไหม ? “ผมไม่ขอโทษเค้านะ ผมพูดความจริง” – “หนูกลัวอ่ะค่ะอาจาน หนูก็คึกไปหน่อยตอนนั้นค่ะ”

ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ ยังไม่หมดนะ หลายเรื่อง พวกคุณที่มาทำทัวร์ลงนี่ ขนอ่อนยังไม่ขึ้นเลยตอนที่เรื่องนี้เกิดขึ้น ไปฟังคนอย่างปวิน สมศักดิ์ เจียม ฯ หรือพวกนักวิชาการกำมะลอบางกลุ่ม แล้วเอามาเผยแพร่ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาพูดความจริงหรือพูดโกหก พวกคุณนี่ ผมไม่อยากบอกว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ คุณควรจะสร้างมิตร ไม่ใช่สร้างศัตรู นายปวิน นายสมศักดิ์ เจียม ฯ โพสต์ออกมานี่ เขาโพสต์โจมตีศัตรูของเขาทั้งนั้น

บางคนคุณไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนอย่างไร แล้วคุณก็ไปล้อ ไปเล่นกับนายปวิน เล่นตามเขา แล้วพอกรรมมา คุณเทิดทูนปวิน-สมศักดิ์ เป็นศาสดายิ่งกว่าพ่อแม่ของคุณเสียอีก คุณลองดูแล้วกันนะครับ ถ้าใครโดนผมฟ้อง ถ้าเกี่ยวข้องกับปวิน-สมศักดิ์ คุณช่วยบอกเขาก็แล้วกันว่า ให้ช่วยส่งเงินมาช่วยค่าทนายหน่อยแล้วกัน เพราะว่างานนี้เล่นยาวนะ

มีอีกคนหนึ่งครับ กรณีคุณไนท์ ภูมินทร์ อดีตนักข่าวบันเทิงและบล็อกเกอร์ที่โพสต์ว่า เขาแค่โพสต์ว่า ผมรักเมืองไทย ผมรักคนไทย ผมภูมิใจที่เป็นคนไทย ก็โดนทัวร์ด่าลงมา 4,000 คอมเมนต์ จนเมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม เขาแจ้งความที่ สภ. ปากเกร็ด ดำเนินคดีอาญา หมิ่นประมาท ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ใส่ร้ายให้เสียชื่อเสียง และอาจจะเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ฯ ด้วย

ท่านผู้ชมครับ ถ้าเป็นพ่อแม่ แล้วมีลูกโดนแบบนี้ ท่านจะทำอย่างไร แล้วพวกลูกหลานทั้งหลาย ถ้าโดนแบบนี้ จะทำอย่างไร คุณจะไปขอโทษใครตอนนั้น คุณจะไปขอโทษเขา แล้วเขาบอกว่าให้ปวิน กับสมศักดิ์ ขอโทษมา สองคนนี้เขาไม่ขอโทษหรอก คุณเข้าใจหรือยังตอนนี้ นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ให้เห็นว่าพวกคุณเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่ง ที่ผมพูดเช่นนี้ผมไม่ได้โกรธคุณ ไม่ได้ด่าคุณนะ เดี๋ยวฟังผมพูดวันนี้ในฐานะผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ผมจะเล่าเรื่องความคับแค้นของคุณว่าคุณคับแค้นตรงไหน ประเด็นไหน แล้วผมจะเล่าให้ฟังว่า ที่คุณคับแค้น ผมเห็นใจคุณ เพราะอะไรคุณคับแค้น และอีกฝ่ายหนึ่ง ทำอะไรบ้างให้คุณคับแค้น นั่นคือหน้าที่ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง คุณฟังเรื่องแล้วคุณใช้ปัญญาของคุณวิเคราะห์ อย่าใช้เท้าเขียนคอมเมนต์ เพราะถ้าคุณใช้เท้าเขียนคอมเมนต์ ผมจะถีบกลับคุณ แล้วช่วยไม่ได้ถ้าคุณยังเป็นเด็กเป็นเล็กอยู่ ไม่เป็นไร คุณก็พาพ่อแม่มาหาผมก็แล้วกัน

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมต้องเริ่มด้วยการเปิดประเด็นที่อาจจะเรียกว่าเป็นประเด็นเช็กบิลสุดท้ายก็ได้ในเรื่องของคดีนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ท่านผู้ชมเห็นหรือยังว่า กระบวนการยุติธรรมที่ไม่สมบูรณ์ บกพร่องอย่างแสนสาหัส ทำร้ายประชาชน ทำลาย ทำร้ายความคิดของคนไปขนาดไหน เมื่อวานนี้คณะกรรมการอัยการตัดสินไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องที่นายเนตร นาคสุข ใช้ดุลพินิจผิดหรือไม่

แน่นอนที่สุด วันนี้อัยการไม่แคร์อะไรทั้งสิ้นแล้ว เดินหน้า (ด้าน ๆ) ใส่ประชาชน ก็ผมไม่ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณา แล้วคุณจะทำไมผม เพราะผมเป็นองค์กรอิสระ ผมมีอำนาจตามกฎหมาย ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง เอาล่ะ นั่นคือเรื่องของอัยการ

จนวันนี้ ท่านผู้ชมเชื่อไหม จนวันนี้ผมยังรอคำตอบจากคณะกรรมการของท่านวิชา มหาคุณ ที่จะสอบให้เรียบร้อยและสรุปผลออกมาว่าอย่างไร เพราะผมยังคาใจอยู่ว่า นายเนตร นาคสุข มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ ?

โดยที่ผมได้ชี้แจงเป็นลำดับ เป็นเรื่องเป็นราวมา ยกข้อเท็จจริง ยกข้อกฎหมาย ยกเหตุผลต่าง ๆ ให้ดูว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่นอน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่มีใครพูดต่อ ทั้ง ๆ ที่คุณอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด และเป็นประธาน ก.อ.

ท่านเองก็เป็นคนเขียนลงลายลักษณ์อักษรมาชัดเจนว่า นายเนตร นาคสุข อาจจะสั่งไม่ฟ้อง และการกระทำของนายเนตร นาคสุข นั้น ผิดกฎหมายหรือไม่ และน่าจะผิดกฎหมาย ท่านคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ท่านก็พูดในทำนองเดียวกัน เอ๊ะ ถ้ามีข้อกังขาจากอดีตอัยการสูงสุดทั้งสองท่าน ไม่มีใครเดินหน้าเรื่องพิสูจน์ความจริงเลยหรือ ว่านายเนตร นาคสุข สั่งไม่ฟ้องนั้น ผิดกฎหมายหรือเปล่า นี่คือข้อคาใจของผม และผมก็เชื่อว่าเป็นข้อคาใจของท่านผู้ชมทุกคน และตรงนี้ล่ะ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพวกคุณเป็นคนสร้างทั้งสิ้น

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมจะเช็กบิลเรื่องหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ แล้วก็เหมือนกับเป็นการปิดฉาก ฟินาเล่ ก็แล้วกันนะ วันนี้ ผมได้รับเอกสารรายงานบันทึกการประชุมผลการศึกษาและหนังสือนำส่งอัยการ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรณีข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งเขาส่งให้คุณรสนา โตสิตระกูล และคณะ ประเด็นมีอยู่อย่างไร ? นี่คือเอกสารที่ชัดเจนที่สุด โกหกไม่ได้ เป็นการรายงานบันทึกการประชุม

ประเด็นก็คือว่า ได้มีการยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมให้กับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ยื่นเรื่องเข้ามา เป็นการยื่นเรื่องเมื่อปี 2559 เขามีการประชุมกัน 3 ครั้ง แน่นอนที่สุดท่านผู้ชม นายหมู นายหมา นายไก่ นายกา ไม่มีใครยื่นเข้าไปหรอก เพราะไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเส้นไม่มีสาย คนที่ยื่นเรื่องเข้ามา และคนที่เป็นนายหน้ารับเรื่องนี้ก็คือ คน ๆ หนึ่งซึ่งมีบทบาทพอสมควรอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ เขาประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ก็คือว่า ประชุมเพื่อชงเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการ ฯ ว่า เอาล่ะ มีเรื่องนี้เข้ามานะ ท่านจะมีความเห็นว่าอย่างไร มีมติรับหรือไม่รับ ในที่สุดเขาก็รับกัน

16 มิถุนายน 2559 ก็คือว่าหลังจากนั้นอีก 20 วัน ก็มีการประชุมอีกทันที เพื่ออะไร ? เพื่อขอมติที่ประชุมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง นี่ก็เป็นขั้นตอนแล้วนะ เมื่อมีเรื่องเข้ามา รับเรื่อง อีกสักพักหนึ่ง 1-2 อาทิตย์ก็ประชุมอีกครั้ง ขอมติที่ประชุมช่วยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วหลังจากนั้นอีก 6 เดือนให้หลัง ก็มีการประชุมอีกครั้งหนึ่ง รายงานผลตรวจสอบและขอมติ เขารายงานผลตรวจสอบแล้ว แล้วเขาขอมติว่า ให้ส่งผลรายงานผลตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ไปยังอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้

หลังจากนั้น 7 วัน หลังจากวันที่ 16 ธันวาคม อีก 7 วัน 22 ธันวาคม 2559 ที่ประชุมก็เลยขอส่งเรื่องนี้ไปที่อัยการสูงสุด แล้วก็ส่งโดยประทับตราคำว่า “ด่วนที่สุด” ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวของนายวรยุทธ มันด่วนขนาดไหน แต่เขาประทับตราด่วนที่สุด การยิ่งทำเช่นนี้ยิ่งส่อเจตนาให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยคนส่วนใหญ่ จงใจที่จะช่วยนายวรยุทธ อยู่วิทยา

9 กุมภาพันธ์ ปี 61 ผ่านไปหนึ่งปีเต็ม ๆ ปีกว่า ๆ ปี 60 ไม่มีอะไร ปี 61 ก็มีการทำจดหมายด่วนที่สุดไปขอรับทราบผลการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับกรณีร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง เห็นที่ผมพูดหรือยังว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จงใจช่วยนายวรยุทธ และคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็เป็นคณะกรรมาธิการที่เอาพยานที่เป็นคนที่กลับชาติมาเกิด ตลอดจนเอาความเห็นของ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์พระนครเหนือ เอามาบอกว่าขับความเร็วไม่ถึง 177 เอาล่ะ ท่านผู้ชมตามผมมานิดหนึ่ง

มีคณะกรรมาธิการคนหนึ่ง ชื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ใช้ตำแหน่งของตัวเองในฐานะกรรมาธิการ เข้ามาแทรกแซงการทำงานของอัยการ

เขาทำอย่างไร ? เขาทำโดยเขานำ พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผู้กำกับการ (สอบสวน) สน.ทองหล่อ คือที่โรงพักใหญ่ ๆ เขาจะมีผู้กำกับโรงพัก กับผู้กำกับคุมเรื่องสอบสวนโดยเฉพาะ แล้วก็นำเอาอาจารย์ที่ใบอนุญาตวิศวกรรมศาสตร์หมดอายุไป ชื่อ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม ไปเข้าพบใคร ? ไปเข้าพบ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้บัญชาการสำนักพิสูจน์หลักฐานตำรวจ

พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก คือใคร ? คือนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 36 รุ่นหลังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันสัก 1-2 ปี ปัจจุบันเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นแคนดิเดตที่จะขึ้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผมคิดว่า สตช. (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) คณะกรรมการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น่าจะพิจารณาดี ๆ ว่าคุณมนู น่าจะมีความด่างพร้อย ไม่ควรให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ควรเลือกนะครับ

และที่สำคัญ เมื่อเข้าพบแล้ว มีการสั่งให้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แตงจั่น เข้าร่วมพิจารณากับ ดร.สายประสิทธิ์ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ จาก 177 กิโลฯ เป็น 79 ท่านผู้ชมครับ หยุดตรงนี้ก่อน

การกระทำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เท่ากับว่าเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ เข้าไปแทรกแซงคดี กับองค์กรอัยการ ถึงแม้จะสมรู้ร่วมคิดกัน แต่ต้องถือว่าแทรกแซง เพราะอะไร ? เพราะ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 185 (1) เดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามาตรานี้คืออะไร ตามผมมา

พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ก็ได้ไปให้ปากคำในวันนั้น ก็คือพูดง่าย ๆ ตามประสาชาวบ้านว่าโดนกดดัน ท่านผู้บัญชาการพิสูจน์หลักฐานสั่งการมา อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็เข้ามา ซึ่งท่าน พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ก็คงรู้ว่านี่ก็คืออดีต ผบ.ตร. เขาก็คงเคยเป็นลูกน้องกันมาก่อน เอามากดดัน มาร่วมกับ พ.ต.อ.วิรดล ผู้กำกับสอบสวน คือพูดง่าย ๆ ว่า พยายามบอกให้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ว่า ข้อสันนิษฐาน ข้อพิสูจน์ของ ดร.สายประสิทธิ์ นั้นมันน่าจะเป็นอย่างนี้นะ คุณว่าอย่างไร โน่นนี่นั่น คือเหมือนกับในทีวีเวลาเราดูหนัง ผู้ใหญ่ไปยืนค้ำคอเด็ก ว่าอย่างไร เรื่องนี้เอาอย่างไร ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคุณมนู เมฆหมอก กดดันด้วยหรือเปล่า แต่ถึงไม่ได้กดดัน คุณมนู เมฆหมอก ก็ผิด ผิดตรงไหน ? เพราะว่าในหลักการ ในหลักฐานที่ได้มานี้ คุณธนสิทธิ์ ถูกกดดัน ไปให้ปากคำในวันนั้น ที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานเรียกไปให้ปากคำ แล้วก็ประจันหน้ากับ ดร.สายประสิทธิ์ และเอาข้อมูล ดร.สายประสิทธิ์ มาฟาดหัว พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยต้องลงนามเอกสาร 2 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 อีกฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2559 แต่คุณธนสิทธิ์ ให้เหตุผลว่าตัวเขาถูกเร่งรัดให้รีบดำเนินการ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาที่อยู่ด้วย อาจจะหมายถึง พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ไม่ได้ทักท้วง ในทำนองว่าเห็นด้วยกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เมื่อนายใหญ่เขาไม่ทักท้วงเลยเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ไอ้หมอนี่มาจากไหนไม่รู้ เอาเข้ามา เพราะเขาเคยทำรายงานแล้วว่าความเร็ว 177 แต่จู่ ๆ หมอนี่เข้ามา โดย พล.ต.อ.สมยศ ส่งเข้ามา มันก็เลยทำให้เขามีความรู้สึกว่า อะไรกัน แล้วนายกู ซึ่งใหญ่กว่ากู รับรู้เรื่องนี้อยู่ด้วย ไม่พูดสักคำเลย แสดงว่านายกูเล่นด้วยสิ ก็เลยต้องเซ็นไป

ทีนี้ พอมาวันที่ 29 มีนาคม 2559 หลังจากที่ลงบันทึกไปเรียบร้อยในวันที่ 2 มีนาคม อีก 27 วัน 3-4 อาทิตย์ คุณธนสิทธิ์ เริ่มรู้แล้ว ตายล่ะ ทำอย่างไรดี คุณธนสิทธิ์ ก็เลยร่วมกับทีมพิสูจน์หลักฐานเดิมที่เคยพิสูจน์หลักฐานมาแล้ว ทำงานพิสูจน์สมมติฐานของอาจารย์สายประสิทธิ์ พบว่ากำหนดให้ค่าตัวแปรต่าง ๆ ผิดไปจากความเป็นจริง โดยวิธีการดังกล่าวมีความผิดพลาดถึง 46 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ความเร็วที่เขาคำนวณมาได้แค่ 79.22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นค่าคำนวณที่ไม่ถูกต้อง เขากับทีมงานของเขาก็เลยทำรายงานใหม่เสนอต่อผู้บังคับบัญชาขึ้นไปเลย ขอให้ประสานไปยัง พ.ต.อ.วิรดล ผู้กำกับการ สอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อขอให้ปากคำเพิ่มเติม ยืนยันผลการตรวจพิสูจน์ที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น ซึ่งเป็นจริง ตกลงเขาก็เลยประสานไปที่ พ.ต.อ.วิรดล แต่ตลกมากครับท่านผู้ชม ฟังผมดี ๆ พ.ต.อ.วิรดล ปฏิเสธว่าไม่สามารถสอบปากคำเพิ่มเติมได้ และส่งเอกสารการให้ปากคำให้กับพนักงานอัยการแล้ว ตลกไหมท่านผู้ชม ทีคุณมาสอบปากคำ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ให้กลับคำพูดได้ แต่พอเขายืนยันกลับไปว่าที่ผมลงไปนั้น ผมลงไปผิดนะ เพราะว่าทีมผมมาคำนวณแล้วว่าผิด นี่คือกุญแจสำคัญ แต่ พ.ต.อ.วิรดล ปฏิเสธว่าไม่สามารถสอบปากคำเพิ่มเติมได้

หลังจากนั้นอีก 3 เดือน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เขาเชิญคุณธนสิทธิ์ ไปเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ แต่เมื่อเขาไปถึงห้องประชุม ได้มีเจ้าหน้าที่สภา ฯ มาแจ้งว่าขอเลื่อนการประชุมออกไปก่อน และไม่เคยมีใครติดต่อเขาอีกเลยจนถึงปัจจุบัน แปลว่าอะไร ? แปลว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยคนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม ได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์เป้าหมายแล้ว ด้วยการเอา ดร.สายประสิทธิ์ และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ให้ความร่วมมือเข้าไปแทรกแซงที่สำนักงานอัยการสูงสุด โดยเอา ดร.สายประสิทธิ์ ไปเพื่อบังคับ กดดัน ให้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แก้จาก 177 ให้เหลือแค่ 70 กว่า พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ โดนกดดันหนัก ให้ปากคำจนถึง 4 ทุ่ม คงจะให้ปากคำกันตั้งแต่เย็น หรือบ่าย ๆ จนถึง 4 ทุ่ม เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว โดนจี้ โดนกดดัน โน่นนี่นั่น ทำไปเถอะ เดี๋ยวก็ได้เป็นผู้กำกับ พันตำรวจเอก ไม่เป็นไรหรอก อาจารย์เขามีหลักการมา คุณไม่เสียหรอก

แต่พอหลังจากพวกนั้นกลับไป เขามีความรู้สึกละอายแก่ใจตัวเอง เขาก็เลยเริ่มสงสัย ก็เลยเรียกประชุมทีมงานของเขา ปรากฏออกมาว่าสิ่งที่คำนวณตอนแรก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น มันเป็นความจริง มันไม่ผิด เขาก็เลยร้องเรียนไป ขอให้ปากคำเพิ่มเติม แต่ผู้กำกับการสอบสวน ไม่รู้ว่าสมรู้ร่วมคิดกันหรือเปล่ากับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กลับบอกว่าไม่ได้แล้ว ให้ปากคำเพิ่มเติมไม่ได้แล้วเรื่องนี้ จบแล้ว ผมส่งไปแล้ว แล้วเข้าใจว่าคงจะมีคนรายงานไปที่กรรมาธิการ ฯ กรรมาธิการ ฯ ก็เลยคงคิดว่าถ้าอย่างนั้นเรียกมาที่กรรมาธิการ ฯ อีกทีดีกว่า ก็เรียกไปอีกที พอเรียกไปแล้วน่าจะมีใครเตือนสติกรรมาธิการ ฯ ว่าเรื่องมันจบไปแล้วนะ เราได้เปรียบแล้ว ทำไมจะต้องเรียกมาสอบเพิ่มเติมให้มันวุ่นวาย ก็เลยไม่มีการติดต่อให้เขาเข้า เขาไปแล้ว จู่ ๆ ก็บอกว่ากรรมาธิการชุดนี้ยกเลิกไปแล้ว ไม่ต้องเรียกมา

แล้วจากวันนั้น จนวันนี้ ไม่มีการเรียกต่อไปอีก เห็นหรือยังท่านผู้ชม เรื่องของอัยการ รองอัยการสูงสุด คุณเนตร นาคสุข คาอย่างนี้ อัยการช่วย เรื่องของตำรวจ คาอย่างนี้ เพราะตำรวจช่วย และเป็นอดีตตำรวจคนหนึ่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ช่วย ท่านผู้ชมครับ ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1)

มาตรานี้เขาว่าอย่างไร ? มาตรานี้ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” ท่านผู้ชมคิดว่าสิ่งที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ทำนั้น เป็นการแทรกแซงหรือเปล่า ? สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าแทรกแซง 100 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเหตุนี้ ผมก็เลยมีความรู้สึกว่า รัฐบาลชุดนี้ คุณพรเพชร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้มีอำนาจทั้งหลาย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลาย

ท่านกำลังนำความพินาศมาสู่กระบวนการยุติธรรม และเป็นฝีมือของพวกท่าน ผมกำลังรอดูบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ ว่าจะเอาอย่างไร หลังจากรายงานของคุณวิชา มหาคุณ ออกมา และกรณีอย่างนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง สภาผู้แทนราษฎรว่าอย่างไร นายกรัฐมนตรีว่าอย่างไร คุณวิษณุ เครืองาม เนติบริกรของรัฐบาลชุดนี้ และเป็นเนติบริกรของผู้มีอำนาจทุก ๆ ชุด จะว่าอย่างไร ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมครับ และเรื่องนี้สำคัญมาก เรื่องนี้มันจะนำพาไปสู่หลาย ๆ เรื่องที่ผมจะโยงต่อไป เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจำเรื่องนี้เอาไว้ดี ๆ แล้วเดี๋ยวผมจะพูดต่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้เกิดการประท้วงขึ้นมา

ท่านผู้ชมครับ เรื่องของคณะกรรมาธิการการยุติธรรม ที่มีการออกมาช่วยและฟอกขาวให้กับนายวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นการสมรู้ร่วมคิด และเป็นการเจตนาที่จะทำลายกระบวนการยุติธรรม และบทบาทของ พล.ต.อ.สมยศ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบเมื่อกี้นี้ ก็เป็นบทบาทที่น่าสนใจมาก และผมคิดว่าพิสูจน์ได้ไม่ยาก ไม่ต้องสืบพยานอะไรเลย เพราะการกระทำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และกำลังมีเรื่องมีราวถูกคนวิพากษ์วิจารณ์หมดว่าทำงานมาไม่รู้ตั้งกี่ปี ไม่รู้ว่าผลงานอยู่ที่ไหน การกระทำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นั้น เป็นการพิสูจน์ชัดเจนว่าได้ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 (1)

ท่านผู้ชมครับ เครือข่ายพวกนี้ที่ช่วยนายบอส จะเป็นไปอย่างอื่นได้อย่างไร ถ้าเขาไม่ได้รับไฟเขียวจาก คสช. ในยุคนั้น ต่อมาจนกระทั่งถึง คสช. ในยุคนี้ ไม่เพียงแต่ใช้บทบาทกรรมาธิการที่กลุ่มของตัวเองคุมอยู่เพื่อฟอกตัวเองให้กับนายบอสแล้ว ยังใช้ ป.ป.ชง เพื่อบรรเทากลุ่มตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ตั้งแต่ต้น

ท่านผู้ชมที่ติดตามคดีนี้เห็นว่าตำรวจสิบกว่าคน 11-12 คน ถูกส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. พอ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องแล้ว บอกว่า “ผิดวินัยไม่ร้ายแรง” ท่านผู้ชมตกใจไหม คุณบิดเบือนสำนวนการสอบสวน คุณไม่ใส่เรื่องข้อหายาเสพติด (โคเคน) เข้าไป คุณเปลี่ยนแปลงสำนวนการสอบสวน จาก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือแค่ 79 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรงนี้จะผิดวินัยไม่ร้ายแรงได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นแล้ว ในความจริงก็ปรากฏว่า ในที่สุดแล้ว หลังจากการตรวจสอบเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่กี่วันมานี้เอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงกับมีมติระบุออกมาชัดเจนว่า มีตำรวจที่ผิดวินัย (น่าจะร้ายแรง) เพราะว่าเขาถือว่าถ้าสอบโดย ป.ป.ช. แล้ว เขาจบแล้ว แต่ไม่ใช่นี่ เขามาไล่ใหม่ตั้งแต่ ก. ไก่ ไปจนถึง ฮ. นกฮูก ในที่สุดเขาเห็นแล้วว่าข้อบกพร่องอยู่ที่ไหน เขาก็เลยเล่นงานตำรวจพวกนี้ ซึ่งก็อีกล่ะท่านผู้ชม ผมก็จะรอดูเหมือนกันว่าตำรวจพวกนี้จะโดนหนักแค่ไหน หวังว่าตำรวจจะไม่ช่วยพวกตัวเองเหมือนอัยการที่ได้ช่วยพวกตัวเองไป

เมื่อเราโยงเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มาถึง ป.ป.ช. ซึ่งถ้าท่านผู้ชมติดตามรายการนี้ และผมเชื่อว่าท่านผู้ชมรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เป็นคนมีปัญญาและไม่ได้กินแกลบ จะเห็นได้ชัดว่า ข้อแรก ท่านประธาน ป.ป.ช. คนนี้ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. บางคน ล้วนแล้วแต่มาเพราะ คสช.คุมอำนาจใน สนช.

เพราะอะไร ? เพราะว่าคนใน สนช. เป็นคนเลือกกรรมการ ป.ป.ช. เขาคัดสรรมา พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เขาคัดคนของเขามาเรียบร้อยแล้วก็ส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อลงคะแนนเสียง คนนี้ได้กี่คะแนนเสียง คนนี้ได้กี่คะแนนเสียง แล้วก็เข้าไปเป็น เพราะฉะนั้นโผมันมีอยู่แล้วนี่ มีโผเสร็จเรียบร้อยเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ยกมือให้ผ่านนะ ไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนถ้าเสนอเข้ามาในสภา ฯ แล้ว สมมุติว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ก็จะโวยวายออกมา สื่อมวลชนก็จะตีพิมพ์กัน มันก็เลยมีการบันยะบันยังพอสมควร

สรุปได้ง่าย ๆ ว่า เผอิญท่านประธาน ป.ป.ช. คนนี้ เป็นอดีตหน้าห้องท่าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็เลยเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ประชาชนเขาต้องมองไปในรูปนั้น

ในช่วง 2-3 ปีหลังที่ผ่านมา การทำงานของ ป.ป.ช. สะท้อนให้เห็นว่า ป.ป.ช. จริง ๆ แล้วเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มีอำนาจใน คสช. เอามาใช้ฟอกตัวเอง แล้วเอามาเล่นงานฝ่ายตรงกันข้าม

ท่านผู้ชมครับ บทบาทของกระทรวงยุติธรรม ทั้งต้นน้ำ คือ ตำรวจ กลางน้ำ คือ อัยการ และยังมีบางส่วนในปลายน้ำ คือ ผู้พิพากษาจำนวนหนึ่ง ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมว่า บทบาททั้งสามตัวนี้ ใน 6 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งแวดล้อมที่เชื่อได้ว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่สังคมไทยไม่สามารถจะเชื่อถือในหลักนิติธรรมที่ควรจะเป็นไปให้เท่าเทียมกันกับทุกคนในสังคม ท่านผู้ชมเห็นด้วยไหม

นอกจากนั้นแล้ว องค์กรอิสระอื่น ๆ ไม่ใช่เฉพาะ ป.ป.ช. นะ กกต. ก็มีกระบวนการตัดสินใจที่ดูแล้วไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติกับการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม กับการเมืองฝ่ายภาครัฐ อย่างเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน นี่ผมไม่ได้เข้าข้างใครนะท่านผู้ชม ผมพูดเป็นผู้เฒ่าเล่าเรื่อง เล่าไปตามเนื้อผ้า เล่าไปตามความเป็นจริง แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเอง ถ้าเราพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนหลักการ เนื้อหา ที่แถลงออกมา ที่พิพากษาออกมา มันช่วยไม่ได้เราต้องตั้งข้อสงสัยได้เช่นกันว่ามีหลายกรณี เหมือนจะทำตามคำสั่ง ทำตามแนวทางของผู้ที่สืบทอดอำนาจจาก คสช. ต้องการให้มันเป็นไปในรูปนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคอนาคตใหม่ หรือการดำเนินการในกรณีเดียวกันกับพรรคอนาคตใหม่ที่โดนเล่นงาน เมื่อเปรียบเทียบกับหลายกลุ่มที่โดน

ท่านผู้ชมจำได้ไหมเรื่องคดีหุ้น คดีถือหุ้นสื่อ นายธนาธรโดนคดีถือหุ้นสื่อ อีกคนหนึ่งใครโดนรู้ไหมครับ ? ภรรยาของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน นายดอน ปรมัตถ์วินัย ถึงแม้ว่าเนื้อหาสาระของการถือหุ้นจะน้อยกว่าธนาธร แต่อยู่ในกรอบอันเดียวกัน ก็คือว่าถือหุ้นสื่อ แต่แปลก ศาลรัฐธรรมนูญกลับยกคำร้องว่าไม่ผิด มันช่วยไม่ได้น่ะท่านผู้ชม ถ้าผมเป็นฝ่ายอนาคตใหม่ ผมเป็นฝ่ายเด็ก คืออนาคตใหม่ก็สามารถจะไปเล่าให้เด็กฟังได้ว่า เห็นไหม ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นอย่างนี้ ป.ป.ช. ก็เป็นอย่างนี้ กรรมาธิการการกฎหมาย ฯ ก็เป็นอย่างนี้ ศาลรัฐธรรมนูญช่วงหลังก็มีแต่ความชักช้า ไม่มีผลที่เป็นรูปธรรมออกมา เพราะว่ามี ส.ส. อยู่ฝ่ายรัฐบาลอีกเยอะเลยที่โดนกรณีถือหุ้นสื่อ หรือแม้กระทั่งกรณีเรื่องเงินช่วยพรรค แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่พิพากษาตัดสินออกมาเลย ฉะนั้นก็เลยเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ต้องทำให้คนเชื่อได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองคาพยพอันหนึ่งของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจนี้มา

แม้แต่การตีความข้อขัดแย้งทางกฎหมาย ส่วนใหญ่ผู้ที่สังเกตการณ์ในเรื่องนี้จะเห็นว่าเป็นการตีความเข้าข้างรัฐบาล หลาย ๆ เรื่อง มิหนำซ้ำองค์กรอิสระบางอัน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มีผลงานอะไรเลย

เพราะว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานที่เป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่ประชาชนไม่สามารถจะแสวงหาความยุติธรรมได้จากช่องทางปกติ ไม่ว่าจะเป็นการยื่น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็เลยตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินขึ้นมา คอนเซปต์ถูกต้อง มิติความคิดไม่ผิด แต่ตัวคนกลับกลายเป็นคนของคนที่มีอำนาจอยู่ ทุกคนก็เพ้อฝัน ไปยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินสิ เป็นทางออก รับรองว่าเดี๋ยวผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปเรื่องแล้วก็ส่งไปที่ ป.ป.ช. โน่นนี่นั่น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นของเขา คุณยื่นไป เรื่องก็เข้าลิ้นชัก หรือถ้ายื่นไปผู้ตรวจการแผ่นดินบางคน เขาตั้งใจทำงาน รู้สึกจะมีอยู่ 3 คน 1 ใน 3 ตั้งในทำงาน ก็เลยส่งไปที่ ป.ป.ช. อ้าว ป.ป.ช. เป็นพวกของเขาอีก ยื่นไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับฟังความเห็นของรัฐบาลหรือผู้สืบทอดอำนาจ แล้วความยุติธรรมทางการเมือง ความยุติธรรมทางหลักนิติธรรม ความยุติธรรมทางกฎหมาย ประเทศไทยจะพึ่งใครได้ล่ะ

ท่านผู้ชมครับ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่สามารถจะเป็นตัวแทนประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง และสามารถเดินหน้าแสวงหาผลที่ถูกต้องและยุติธรรมให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องราวในหน่วยงานรัฐต่าง ๆ นานาอีกมากมาย ที่ทั้งนโยบายและการกระทำในอดีต ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมานี้ ของการมีอำนาจของทหาร ที่มีแต่สะท้อนให้เห็นว่าทั้งหมดเป็นองคาพยพของกลุ่มเผด็จการที่ขึ้นมามีอำนาจ บนพื้นฐานของข้ออ้างว่าไม่ต้องการให้มีการนองเลือด และให้สัญญากับประชาชนว่า “เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น” เรามีหรือเปล่า ชีวิตที่ดีขึ้น ในวันนี้ เพลงเพราะจังเลยนะ ที่แต่งออกมาร้อง แล้วต้องอดทนฟัง พล.อ.ประยุทธ์ พูดทุกอาทิตย์ เป็นเวลากี่ปี สิ่งที่ท่านพูดออกมามันเป็นความเพ้อฝันทั้งสิ้น ท่านชี้แจงถึงความสวยงาม อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จนวันนี้่ยังมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

ทั้งหมดนี้ ที่ผมพูดให้ท่านผู้ชมฟัง ตั้งแต่กรณีนายบอส กรรมาธิการ โยงมาเรื่อย ๆ มันเป็นคนละเรื่อง แต่ว่าเรื่องเดียวกันหมดเลย นั่นก็คือว่า คนที่มีสติปัญญาพอสมควร ไม่โง่เง่า ติดตามข่าวสาร ก็จะต้งองรู้สึก นับประสาอะไรกับพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยจะไม่รู้สึก นับประสาอะไรกับนิสิต นักศึกษา จะไม่รู้สึก และนับประสาอะไรกับเทคนิค เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ใช้กัน ทวิตเตอร์ ซึ่งผมก็จะก้าวเข้าไปสู่เรื่องนี้ในตอนท้าย ๆ ของรายการ

เมื่อมันเป็นเช่นนี้แล้ว ยังไม่นับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไม่เคยพัฒนาปฏิรูปตัวเอง ตัวเองยังคิดอยู่ในกรอบเก่า ๆ วิธีการเก่า ๆ แล้วก็มาบอกว่าวิธีการก็คือว่า จะปฏิรูปการศึกษาโดยทำโรงเรียนแบบโรงเรียนฟินแลนด์ ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมไม่บ้าเหมือนกับบางคนในกระทรวงศึกษาธิการ ท่านผู้ชมจะรู้ว่าฟินแลนด์เป็นประเทศเล็กนิดเดียว ประชากรไม่กี่ล้านคน ประเทศไทยมีความหลากหลายของชนชั้นเยอะ มีทั้งเหนือ มีทั้งอีสาน มีทั้งใต้ มีทั้งกลาง มีทั้งตะวันตก มีทั้งตะวันออก ความหลากหลายของประชากรชาติสายพันธุ์ของเรามีเยอะมากกว่า แล้วเราจะไปเรียนหนังสือแบบฟินแลนด์ได้อย่างไร นั่นข้อแรก

ทั้งหมดนี้ กระทรวงศึกษา ฯ ทำงานโดยหวังที่จะรักษาสถานภาพของตัวเองเอาไว้ เพียงแต่คิดค้นนโยบายใหม่ ๆ ให้ฟังและดูสวยหรู และมันก็จะเจ๊ง และก็เรือหายไป ตามที่ผมเคยทำนายไว้ไม่มีผิด ท่านผู้ชม ไม่ต้องกังวล

ในขณะหนึ่งผมก็สงสารคุณณัฏฐพล เมื่อสองวันที่แล้ว ที่เด็กไปเป่านกหวีดไล่ ท่านผู้ชม ผมปีนี้ 72 ย่าง 72 เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเด็กมัธยมไปล้อมกระทรวงศึกษา ฯ แล้วเป่านกหวีดไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเด็กพวกนี้ความคิดมันก้าวไกล ถึงแม้มันจะก้าวร้าวในหลาย ๆ เรื่อง แต่ถ้าพูดถึงความคิดสร้างสรรรค์ในการประชดประชันแดกดันนี่ ดีมาก ไปล้อมแล้วถือไมโครโฟน เอานกหวีดไปเป่า เพราะว่าคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นตัวแทนของ กปปส. นกหวีดคือตัวแทน กปปส. เด็กก็เข้าใจ ออกมาพูดกับมัน มันไล่เลย บอกให้ไปต่อแถว มันคิดได้อย่างไร ที่ผมเสียดายคือผมเสียดายมาก ๆ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ น่าจะอยู่ด้วยนะ เพราะว่าพวกคุณคือตัวการที่ก่อให้เกิดชาติบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ถึงไม่ใช่ตัวการหลัก แต่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนี้

ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่ผมเล่าให้ฟังนี้มันอาจจะถูกซ่อนเร้นได้ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารไม่ได้เข้มข้นเหมือนวันนี้

ที่ร้ายกาจที่สุด ที่ปฏิเสธไม่ได้ และเป็นตราบาปของการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองชาติบ้านเมือง ก็คือการตั้ง ส.ว. พวกเดียวกัน 250 คน เพื่อมาต่อยอดอำนาจและค้ำจุนอำนาจของพวกตัวเอง

ท่านผู้ชมครับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ หรือแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่ต่อยอดอำนาจใน คสช. ทำไมถึงคิดสั้นอย่างนี้ คิดสั้นและคิดหน้าด้าน ว่าประชาชนจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่ ถ้าเด็กมัธยมทุกวันนี้มันเข้าใจเรื่องนี้ได้ น่ากลัวมากนะ ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมจะพูดไปก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น

ท่านผู้ชมครับ ในสมัยไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ มีบทบาทอย่างสูงให้กับคนรุ่นเก่า คือเฟซบุ๊ก ตอนนี้เด็กสมัยใหม่แทบจะไม่เล่นกันแล้ว เพราะมันบอกเป็นของพ่อกับแม่เล่น มันไม่สนใจแล้ว แต่ว่ามันจะใช้เฟซบุ๊ก

ข้อมูลในเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กก็เลยจะกลายเป็นสำนักตักศิลาในเรื่ององค์ความรู้ (จริงบ้างไม่จริงบ้าง) จากนายสมศักดิ์ (ยกตัวอย่างให้ฟัง) เจียมธีรสกุล หรือนายปวิน หรือหลาย ๆ คน ที่ต้องการจะโจมตีใครก็ตาม โดยเอาข้อความทางวิชาการอธิบายอะไรหลายอย่าง

เด็กหลายรุ่น หลายคน ที่ยังไม่ได้เกิดสมัยนั้นเข้าไปอ่าน พอเข้าไปอ่านปั๊บ ก็เชื่อทันทีเลย เพราะว่าความกดดันทางสังคม ความกดดันที่บ้าน ความกดดันที่โรงเรียน ผมได้ฟังคำสัมภาษณ์ของท่านอาจารย์ท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอส ท่านไปสัมภาษณ์เด็กมัธยมคนหนึ่ง คะแนนเรียน 3.9 ทำไมหนูมาประท้วง หนูทนไม่ไหวแล้ว ทำไมทนไม่ไหว เพราะว่าหนูไม่เคยเป็นตัวตนของหนูเองเลย ดูหนูสิคะ หนูเรียน 3.9 ดูหัวหนูสิคะ เหมือนกะลาครอบ (ทรงผมผู้หญิง) แม้กระทั่งสิทธิในการไว้ผม หนูยังไม่มีสิทธิเลยแม้แต่นิดเดียว นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ จิ๊บจ๊อย

ทีนี้ อะไรล่ะท่านผู้ชม อะไรที่ทำให้ทุกอย่างมันเหมือนไฟลามทุ่ง “ทวิตเตอร์”

ทำไมนายทรัมป์ถึงชอบใช้ทวิตเตอร์ ท่านผู้ชมรู้ไหม เพราะทวิตเตอร์มีบรรทัดให้ใช้ไม่น่าจะเกิน 15 บรรทัดมั้ง ประมาณนั้น นายทรัมป์ชอบทวีตประมาณ 5-6 บรรทัด ทวีตสั้น ๆ ทวีตด่าเขา ทวีตโม้กับตัวเอง ทวีตหลงตัวเอง ทวีตำหนิคนอื่น โดยที่เนื้อหาสาระไม่ต้องพูด ก็คือว่าฉันจะพูดของฉันไปอย่างนี้ ถ้าเธอเป็นสาวกของฉัน เธอก็เชื่อไปแล้วกัน

ทีนี้ ทวิตเตอร์มันคือทางออกของคนรุ่นใหม่ เพราะอะไร ? เพราะคนรุ่นใหม่มันไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กมัธยม นี่ผมมาพูดถึงเด็กมัธยมก่อนนะ ปรากฏว่าทวิตเตอร์มันเชื่อมเครือข่ายทุกเครือข่ายโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องรู้จักกัน เป็นเพียงแต่ว่ามันทวีตในสิ่งซึ่งทุกคนถูกกดดันเหมือนกันหมด มันก็จะมีคนเข้ามาแชร์ เห็นด้วย ใช่ ๆๆๆ ของเราก็เหมือนกัน ที่โรงเรียนเราอาจารย์มันงี่เง่ามาก อาจารย์มันเป็นเต่าล้านปี มันเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมา มันก็จะแชร์ไป มันถูกใจ คือถ้าคุณมีความทุกข์ แล้วคุณแชร์ความทุกข์ไปในสังคมที่มีความทุกข์ สังคมที่มีความทุกข์ทุกคนจะเห็นด้วยกับคุณ แล้วก็จะตอบสนองกับคุณ แต่ถ้าสมมุติว่าสังคมที่มีความทุกข์มีจำนวนน้อยมาก แล้วคุณแชร์ไปในสังคมที่ไม่มีความทุกข์ ผลก็จะไม่เกิดขึ้น ก็แสดงว่าอะไร ?

Account ทวิตเตอร์มีอยู่ประมาณ 6-7 ล้าน account หลายคนก็ยังบอกว่า account ทวิตเตอร์ยังน้อยกว่าเฟซบุ๊กกับยูทูป เฟซบุ๊กกับยูทูปมี 40 ล้าน account แต่! 6 ล้าน account นี้ มันเหมือนกับเป็นเสียง ๆ เดียวกันนะ มันไม่ได้แตกเสียงกัน คน ๆ หนึ่งแชร์ทวิตเตอร์มา นโยบายกระทรวงศึกษา ฯ … บางคนไปเอาข้อมูลที่มันไม่ตรง หรือเอาข้อมูลที่คนเจตนาจะให้ร้าย อย่างเช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือปวิน ให้ร้ายใครก็ตาม ให้ร้ายสถาบันกษัตริย์ ให้ร้ายโน่นนี่ เด็กพวกนี้ไม่ได้เกิดในยุคนั้น ก็จะเอาข้อมูลพวกนี้ใส่ในทวิตเตอร์ของตัวเอง แล้วก็ยิงออกไป ไม่รู้จะมีกษัตริย์ไปทำไม นึกออกไหม เด็กคนอื่นมันไม่รู้นี่ เพราะว่ามันโตมารุ่นหลัง มันไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านเดินทางไปต่างจังหวัด พระองค์ท่านไปเยี่ยมชาวเขา พระองค์ท่านไปเยี่ยมชาวบ้าน พระองค์ท่านไปช่วยเหลือให้ประชาชนทำเกษตรกรรมที่ดี ทำโครงการหลวง ซึ่งต่อมาโครงการหลวงก็โดนพวกสายปวิน กับสายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กลายเป็นโครงการที่ล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่ ข้อเท็จจริงคือ ถ้าไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ขยันหมั่นเพียร บุกป่าฝ่าดงไปตามที่ต่าง ๆ แล้วทำให้ชาวบ้านมีความกินดีอยู่ดี และเข้าใจในความเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย ประเทศไทยเป็นคอมมิวนิสต์ไปนานแล้ว พระองค์ท่านคือหัวหอกในการบุกรุก ต่อสู้ ต้านกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศหนุนหลังอยู่ นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยได้รับชัยชนะจากคอมมิวนิสต์

แล้วนโยบาย 66/23 ก็คือ เปิดโอกาสให้คนที่คิดผิด เป็นคอมมิวนิสต์ สามารถจะกลับเข้ามาเป็นประชาชนคนไทยอย่างสมบูรณ์แบบ มีที่ทำมาหากินได้ รัฐบาลให้เงินสนับสนุน นโยบายนี้ไม่ใช่มาจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาจากรัชกาลที่ 9 ของพวกนี้เด็กรุ่นหลังไม่มีใครรู้ โตไม่ทัน มีแต่พวกเรา พวกผม หรือคนที่สี่สิบกว่าขึ้นไปรู้ วันนี้สี่สิบขึ้นไปก็มีลูกหลานเรียนอยู่มัธยม หรือเรียนอยู่ปี 1 ตามมหาวิทยาลัย คนพวกนี้ไม่เคยสัมผัสเรื่องพวกนี้ ไม่เคยสัมผัสว่าเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเกือบสิ้นชาติไปแล้ว แล้วพวกนี้ก็ไม่เคยสัมผัสรู้ว่าประเทศได้รับการช่วยเหลือก็เพราะว่าเหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิง ช่วย

ทำไมเหมา เจ๋อตุง และเติ้ง เสี่ยวผิง ช่วย ก็เพราะว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปพบเหมา เจ๋อตุง ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยกับประเทศจีนเริ่มมีสัมพันธภาพทางใต้ดิน ทางระหว่างประชาชนกับประชาชน เติ้ง เสี่ยวผิง เอง ก็เคยมาประเทศไทย มาเยือนประเทศไทย ก่อนที่จะเกิดสงครามสั่งสอนที่มณฑลกว่างสี

สงครามสั่งสอน เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ตอนนั้นเติ้ง เสี่ยวผิง มาสนทนากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อยู่เป็นอาทิตย์ แล้วพระองค์ท่านก็เชิญเติ้ง เสี่ยวผิง ให้มาในงานอุปสมบทของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ ในสมัยนั้น

แล้วหลังจากนั้นอีก 3 เดือน เวียดนามส่งกองพันทหารรถถังบุกเข้ามาทางเขมร กำลังจะเข้ามาประชิดดินแดนไทย ประเทศไทยส่งตัวแทนไปและคน ๆ หนึ่งที่เป็นตัวแทน คือ พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไปหาเติ้ง เสี่ยวผิง ขอให้ช่วย เติ้ง เสี่ยวผิง ก็เลยเปิดสงครามสั่นสอนที่มณฑลกว่างสี เอากวางสีตั้งปืนใหญ่ แล้วยิงถล่มชายแดนเวียดนาม

ก็เลยทำให้ทหารของเวียดนามพวกนี้ต้องถอยออกไปและกลับไปประจันหน้ากับทหารจีนตรงแถว ๆ พรมแดนเวียดนาม-มณฑลกวางสี ท่านผู้ชมครับ เรื่องพวกนี้ เด็กสมัยใหม่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครรู้ถึงบุญบารมีที่กษัตริย์ได้ปกป้องประเทศไทย

ท่านผู้ชม ผมพูดมาตลอดเวลาว่าสถาบันกษัติรย์มีความจำเป็นต่อประเทศไทย เพราะว่ากษัตริย์อยู่ตรงกลาง จะเป็นการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทหารทะเลาะกันเอง กัดกันเอง เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด จนในที่สุดทุกคนต้องหันไปขอให้คนกลาง ก็คือกษัตริย์ ก็คือสถาบันกษัตริย์ เป็นตัวกลางที่ประสานความรอยร้าวของสังคมไทยทุกสังคม และผมก็เชื่อว่าการแตกแยกกันในสังคมไทย นี่แยกคนรุ่นใหม่ออกไปก่อนนะ ทุกวันนี้ที่ทะเลาะเบาะแว้ง กัดกัน ทุกอย่าง ถ้ากษัตริย์ลงมาแล้วบอกทุกคนว่าให้เลิกทะเลาะกันได้ไหม มาทำงานเพื่อชาติ ตั้งกติกาให้ดี แล้วกติกานั้นก็ต้องไม่ใช่กติกาปี 2560 ที่มี ส.ว. 250 คน

ทีนี้ ผมกลับมาในเรื่องของทวิตเตอร์นิดหนึ่ง ทวิตเตอร์เมื่อมีคนใช้ และเด็กชอบใช้ เด็กจะเอาข้อความต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ มาแล้วก็ทวีตไป พอทวีตไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็จะมีแฮชแท็กออกมา มีหลายแฮชแท็ก แล้วเด็กมันมีความรู้สึกว่าเท่ก สมัยที่นายเพนกวินโดนหมายจับ

ท่านผู้ชมรู้ไหม คืนนั้นเด็กทั่วประเทศไทยแทบจะไม่ได้นอนกันเลย เพราะว่าปั่นแฮชแท็กกัน เพื่อให้ยอดแฮชแท็กมันขึ้นถึงหลายล้านคน เพราะว่าเด็กคิดแบบเด็กว่า จะทำให้เป็นความกดดันที่ทำให้รัฐบาลต้องเกรงใจ แต่รัฐบาลไม่เคยเกรงใจใคร เพราะว่าเป็นห่วงแต่อำนาจของตัวเอง

ท่านผู้ชมครับ จะเห็นได้ชัดว่า ยุคนี้ สมัยนี้ เป็นยุคที่สังคมโลก สังคมแห่งความเชื่อและความจริง ตราบใดที่มีความเชื่อเกิดขึ้น ความจริงไม่มีความหมายเลย ท่านผู้ชม แต่เผอิญในกรณีประเทศไทย ในความเชื่อนั้นมันมีความจริงอยู่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ มันยิ่งทำให้เด็กหรือคนรุ่นใหม่มีความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เหมือนกับที่ผมพูดไปไง ถามคนรุ่นใหม่เลยว่า คุณเชื่อหรือไม่ว่า ความยุติธรรม ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีนิติธรรมใช่ไหม ? ไม่ใช่นิติรัฐใช่ไหม ? ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดเลยว่า ใช่ แล้วทุกคนเอาข้อมูลมาจากไหนล่ะ ? ก็รัฐบาลและผู้สืบทอดอำนาจทุกวันนี้ที่ทำอยู่เป็นคนสร้างทั้งนั้น ผมถึงบอกว่าทหารทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คสช. จนกระทั่งสืบทอดมาทุกวันนี้ คุณนี่ล่ะเป็นตัวการที่ทำให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ที่ทำให้เด็กพวกนี้เป็นอย่างนี้ เพราะถ้าคุณไม่ทำ ถ้าคุณตรงไปตรงมา คุณทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมเคยพูดมาแล้ว ท่านผู้ชมจำได้ไหม ว่าเมืองไทยหาสี จิ้นผิง ไม่เจอ เพราะสี จิ้นผิง เขาทำงานให้กับประเทศของเขา เขาไม่แคร์ ถ้าเขาต้องรบกับอเมริกา เขาก็จะรบ แต่เขาเอาคนจีนมาก่อน เมื่อไรเราถึงจะมีคนที่บอกว่าเอาคนไทยมาก่อน

ท่านผู้ชม ที่ผมไม่อยากจะพูดคือ วันนี้ถ้าเราถามถึงความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่มีกับทหาร และสถาบันพระมหากษัตริย์ แทบจะไม่ต้องทำงานวิจัยใด ๆ ทั้งสิ้น จะรู้ได้ทันทีว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร อิทธิพลทวิตเตอร์มันมหาศาล มันมีพลานุภาพ และมันทรงพลังอย่างที่ไม่มีอะไรในรูปแบบสื่อที่จะแพร่กระจายออกไป และมันเจาะไปหากลุ่มคนที่มีความคิดเดียวกัน อยู่คนละที่ แล้วไม่ต้องพูดกันมาก 11 บรรทัด 7 บรรทัด 12 บรรทัด ตรงนี้คืออันตรายมาก 6-7 ล้านบัญชีของทวิตเตอร์ ต้องมี 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของคนที่เล่นทวิตเตอร์ คือคนที่ไม่เอาคนรุ่นเก่าอย่างผม ไม่เอาสถาบันหลัก ที่ไม่เคยถูกสั่นคลอนมาก่อน ไม่ว่าจะสถาบันกษัตริย์ หรือสถาบันทหาร หรือหน่วยงานที่เคยมีชื่อเสียง เป็นที่ไว้ใจได้พอสมควร เช่น ป.ป.ช. ส่วนกระบวนการยุติธรรมนั้น พังทลายไปหมดแล้วในสายตาของคนที่เล่นทวิตเตอร์

ท่านผู้ชมครับ คำถามที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม เพราะคนมีอำนาจอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวก ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพวกนั้นพวกนี้ ไม่ได้มองอะไรไกลเกินไปว่าหัวแม่ตีนตัวเอง ผมถามอย่างนี้ 10 ปี 15-20 ปีข้างหน้า

แล้วผมจะถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผมจะถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมจะถามผู้บัญชาการทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ ผมจะถามอย่างนี้ ผมถามว่า ถ้าคุณไม่ปรับตัวพวกคุณเอง ถ้าพวกคุณไม่หยุดโกหกประชาชนหลาย ๆ เรื่อง เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์ของตัวคุณเอง ผมถามคุณว่า อีก 10-20 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ที่คุณด่าเขาว่าเป็นพวกชังชาติ พวกนี้ พอมันโตกันขึ้นมาแล้ว พวกเขาจะมองสถานภาพของสถาบันทหารในรูปแบบใด ? ผมพนันได้เลย เขามองอย่างดูถูกเหยียดหยาม เกลียดชัง และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยนะที่สถาบันทหารถูกเกลียดชังโดยประชาชนที่มีจำนวนไม่น้อย และผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้จะแพร่กระจายไป เพราะว่า 6 ปีที่ผ่านมานี้ ถึงแม้ฝ่ายรัฐบาลจะไม่ยอมรับ มีทหารเพียงไม่กี่คน หรือไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เลวร้ายเช่นนี้ขึ้นมา

ปฏิกิริยาแบบนี้ และเป็นความรู้สึก ไม่ใช่ความรู้สึกของคนชังชาติอย่างที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ พูด และคนอีกไม่กี่คนในวงการที่คิดค้นคำพูดนี้ขึ้นมา แต่ปฏิริยาของการชังชาติก็สามารถมองได้อีกมิติหนึ่ง ทุกอย่างมองได้สองมิติ อีกมิติหนึ่งก็เป็นปฏิกิริยาของคนรักชาติเช่นกัน ที่อยากให้ชาติดีขึ้นกว่าเก่า ไม่ใช่ถูกผูกขาดกับคนที่อยู่ในเครื่องแบบของกองทัพ และผูกขาดกับผู้ใหญ่หลายคนที่อีกไม่นานก็จะตายกันไปแล้ว ต้องเดินทางไปเชิงตะกอน ชาติที่เขาอ้างว่าเข้ามาช่วยชาตินั้น ในอนาคตจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของคนที่พวกคุณว่าเขาว่าเขาชังชาติ

ท่านผู้ชมครับ ความจริงแล้วที่พูดมา เล่าให้ฟังว่า ฝั่งนี้คิดอย่างไร ฝั่งนี้คิดอย่างไร แล้วผมพนันกันได้ พวกคุณก็เล่นเกมกันต่อ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล บอกว่าจะเสนอการแก้รัฐธรรมนูญโดยตั้ง ส.ส.ร.

ท่านผู้ชม คุณวิรัช พล.อ.ประยุทธ์ ท่านคิดว่าเด็ก ๆ พวกนี้ นักศึกษาพวกนี้ มันโง่หรือ เกมตั้ง ส.ส.ร. ของคุณ ก็คือเกมการซื้อเวลา ซื้อให้คุณอยู่ครบ 2 ปี เชื่อผมสิ คุณเอาเชือกมาแขวนคอคุณเอง พวกนี้ก็รู้ แล้วคุณนึกดูสิ พวกนี้จะประท้วงคุณอีก 2 ปี มันก็เกลียดคุณอยู่แล้ว แล้วมันก็จบไป มันไม่ได้อยู่ในสถาบันการศึกษา แต่รุ่นน้องที่ขึ้นมา ก็ไม่เอากับคุณเหมือนกัน

ผมพยายามจะพูดว่าปริมาณของคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ ที่อึดอัดใจกับการกระทำของพวกคุณ คุณปฏิรูปจริง แต่คุณปฏิรูปช้า เพราะผมเรียนให้ทราบแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ยึดถือระบบราชการเป็นกลไกหัวจักรในการเดินเครื่อง แล้วข้าราชการมันทำงานช้า แล้วมันจะปฏิรูปที่จะทำลายอำนาจตัวมันเองได้อย่างไร เหมือนวันนี้ ส.ว. ออกมาพูดชัดเจน คุณจะเกลียดผมอย่างไรก็ตาม แต่คุณต้องพึ่งผมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญในที่สุดแล้ว ส.ว. ก็ต้องการปกป้องตัว ส.ว. เอง ส.ส. ก็ต้องการปกป้องตัว ส.ส. เอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่จะหาคนที่ทำงานเพื่อชาติได้ยากมาก

ท่านผู้ชมครับ เรื่องพวกนี้เราพูดกันตรง ๆ เราต้องเข้าใจอีกฝ่าย และอีกฝ่ายก็ต้องเข้าใจกัน ความจริงผมพูดอย่างนี้เหมือนกับผมไร้เดียงสา เพราะว่าความเข้าใจกันมันต้องเกิดจากประเด็นหลักว่าเรารู้หรือเปล่าว่าเราทำผิดอะไรบ้าง ถ้าเรารู้ เราแก้ไข แล้วเราก็บอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า คุณก็ทำผิดนะ ผมแก้ของผมแล้วนะ คุณแก้ของคุณหรือยัง แต่ไม่ เด็กก็ก้าวร้าว ก้าวร้าวมาก ไม่ฟัง ซึ่งการไม่ฟังผู้ใหญ่ ไม่เสียหายอะไร แต่คุณไม่ฟังบนพื้นฐานอะไร ต้องเป็นพื้นฐานที่ยอมรับกันได้ ถ้าเป็นพื้นฐานที่เพราะผู้ใหญ่มัวแต่ครอบงำชีวิต เอ้า ฟังได้ ถ้าคุณจะประท้วงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ตาม คุณจะออกสัญลักษณ์อะไรตามอัตลักษณ์ของคุณ ก็เรื่องของคุณ แต่คุณจะต้องให้ความเคารพในสถานภาพของคนที่คุณประท้วงด้วย

ยกตัวอย่างง่าย ๆ มีเด็กหลายคน ลูกของ ส.ส. คนหนึ่ง ที่ทวีตสวนพ่อ ส.ส. ทางใต้ ว่าหนูออกมาประท้วง เป็นหน้าที่ของพ่อของแม่ที่จะต้องเลี้ยงดูหนู เอาเงินเอาทองให้หนูไปเรียนหนังสือ นั่นคือหน้าที่ของพ่อแม่ หมดแล้ว หน้าที่อื่นไม่มี ผมก็จะถามหนูคนนั้นว่าหนูโชคดีนะ เกิดเป็นลูกของพ่อแม่ที่ยอมให้หนูพูดอย่างนี้ ถ้าหนูอยากมีสิทธิเสรีภาพ หนูต้องรู้หน้าที่และหนูต้องรับผิดชอบได้ ถ้าหนูเป็นลูกผม ซึ่งผมขอบคุณมากที่หนูไม่ได้เป็น หนูต้องรู้ว่าหน้าที่ของหนู ข้อแรก ต้องกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เพราะพ่อกับแม่ให้หนูเกิด หนูไปเอาคำสั่งคำสอนคนไหนมา ที่บอกว่าหน้าที่พ่อแม่มีหน้าที่ที่จะต้องส่ง เอาเงินเอาทองส่งลูกเรียน เลี้ยงลูกให้โตขึ้น ศาสดาองค์ไหนบอกหนู แม้กระทั่งในประเทศฝรั่งเศสที่ศาสดาบางคนของหนูอยู่ หรือในประเทศญี่ปุ่นที่ศาสดาอีกคนหนึ่งของหนูก็อยู่ หรือในอเมริกา ประเทศที่แกนนำของหนูเชิดชู พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงลูกอย่างเดียว ลูกต้องช่วยพ่อแม่ทำงานด้วย

ผมเรียนอเมริกาอยู่ 10 ปี ทำไมผมจะไม่รู้ เพื่อน ๆ ของผมในชั้นเรียนพอตกบ่ายต้องไปทำงานแล้ว แล้วแต่ ทำงานปั๊มน้ำมันก็มี ทำงาน laundromat ก็มี ขายแฮมเบอร์เกอร์ ทำอยู่แมคโดนัลด์ก็มี เพื่ออะไร ? เพื่อเอาเงินเอาทองมาช่วยพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ส่งเขาเรียนมันมีค่าใช้จ่ายที่บ้าน เขาต้องช่วยพ่อแม่ออก แต่พวกหนูนั่งแล้วก็แบมือขอ ใครเป็นคนให้สิทธิที่หนูมาคิดเรื่องแบบนี้ หนูคิดได้อย่างไร หนูรู้ไหมว่าความกตัญญูรู้คุณคนเป็นหลักสำคัญมาก ผมพูดไป หนูก็ไม่ฟังผมหรอก เพราะหนูคิดว่าหลักพุทธศาสนามันเป็นความเพ้อเจ้อ พระสวดเป็นภาษาบาลี พวกหนูฟังไม่รู้เรื่อง แล้วผมรู้ว่าเด็กยุคนี้สมัยนี้ไม่ได้ยึดติดตามระเบียบ ตามข้อบังคับ ตามกฎระเบียบ อย่างเช่น พวกหนูเดี๋ยวนี้มีความรู้สึกอยากจะไหว้คนที่หนูอยากจะไหว้ หนูกลายเป็นเทิดทูนและเชิดชูไอดอลของหนู ไอคอนของหนู แล้วเผอิญไอดอลและไอคอนของหนูก็เป็นคนที่หนูคิดว่าเขาเป็นศาสดาของหนู แต่คำถามของผมมีอย่างนี้ว่า แล้วหนูรู้ได้อย่างไรว่าไอคอนหรือไอดอลของหนูมันพูดความจริง หนูลองไปคิดดูสิ หลาย ๆ ข้อความที่เขาพูดออกมา ที่เขาออกมา แล้วหนูเอามาทวีตต่อไป มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่หนูยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ

ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความเห็นไปอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่หนูทำ ผมเห็นด้วย แต่ทำไมหนูต้องเอาคนที่เห็นด้วยกับหนู ไปเป็นศัตรูของหนู เพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการของหนูว่าทำไมหนูจะต้องไปโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ผมเห็นด้วยกับหนูเรื่องของความอยุติธรรม ผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญโดยด่วน ยกเลิก ส.ว. 250 เสียงไป ผมเห็นด้วยว่าตำรวจหรือฝ่ายความมั่นคงต้องไม่คุกคามประชาชน ผมเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ผมเป็นศัตรูกับหนูเพียงเพราะผมเห็นว่าสถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่เราควรจะรักษาไว้ อย่างที่ผมบอก ทุกอย่างมันเป็นเหรียญสองด้าน หนูต้องจำเอาไว้ ด้านหนึ่งเป็นอย่างนี้ อีกด้านหนึ่งก็เป็นอย่างนี้ ทำไมหนูถึงจะต้องไปมุ่งมั่น ลุ่มหลง หลงใหล หมกมุ่นกับเหรียญด้านเดียว หนูดูเหรียญอีกด้านสิ ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่สำคัญหรือ วันนี้พวกหนูอยู่ที่บ้าน หนูเดินใส่รองเท้าเข้าบ้านหรือเปล่า หนูต้องถอดใช่ไหม แล้วหนูถอดทำไม เป็นประเพณีใช่ไหม เข้าบ้านต้องถอดรองเท้า

พวกหนูมีใครบ้าง ระยะหลังนี้ ก่อนออกจากบ้านแล้วไหว้พ่อไหว้แม่ กลับมาบ้าน ไหว้พ่อไหว้แม่ หรือว่าพ่อแม่เป็นเฉพาะเครื่องมือสืบพันธุ์ผู้ชาย-ผู้หญิงที่ให้พวกหนูเกิดขึ้นมา แล้วเรื่องก็จบแล้ว อย่าไร้เดียงสาสิ ผมไม่อยากให้ไร้เดียงสา คิดให้ดี ๆ ผมก็เป็นผู้ใหญ่ และผมเชื่อว่าผู้ชมของผมหลายคนก็เป็นผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญา แล้วเขาก็อึดอัดใจ เขาก็เป็นห่วงเป็นใย ท่านอาจารย์ที่ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอส ท่านไปสัมภาษณ์เด็ก เด็กพูดน่ารักมาก กล้าหาญ ขอชมเชย กลัวไหม ? ไม่กลัว ถ้าเขาปราบรุนแรง ? ไม่กลัว ทำไม ? เพราะถ้าไม่สู้ โอกาสข้างหน้าไม่มีแล้ว ชีวิตข้างหน้าไม่มีความหมาย ดี เห็นด้วย แต่! มีคำว่าแต่ …

หนูรู้ไหมว่าการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งในประเทศไทย มันเปลี่ยนแปลงเพราะอำนาจจากปลายกระบอกปืน หนูประท้วงไปสิอีกกี่สิบปี ถ้าคนมันหน้าด้านเสียอย่าง มันไม่ไปหรอก แต่ถ้าหนูสร้างเครือข่ายของหนู ทำให้คนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำมันไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม มันไม่ดี อนาคตพวกหนูไม่มี ข้อแรก มันจะค่อย ๆ บีบบังคับให้พวกนี้เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ๆ อย่างน้อยที่สุด มันอาจจะช้า ไม่ทันใจพวกคุณ แต่มันมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน และยิ่งถ้าคุณสร้างฐานของคุณมากขึ้น อีก 10-15 ปีข้างหน้า คุณคิดว่าพวกนี้ที่นั่งอยู่นี่ ที่แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน มันจะอยู่มีอำนาจต่อไปหรือ ผมว่าอีก 1-2 ปี มันก็ตายโหงตายห่ากันแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วโอกาสที่หนูจะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถ้าหนูคิดว่าหนูจะเล่นการเมือง หนูจะสนับสนุนการเมืองที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งก็เป็นพรรคก้าวไกลในขณะนี้ ในสายตาของหนู แต่ผมก็รู้ว่าพวกหนูไม่ได้ผูกพันกับพรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้ผูกพันกับคุณธนาธร แต่หนูผูกพันกับนโยบายของเขา เพราะฉะนั้นพวกคุณต่าง ๆ พวกนี้ที่มีกลุ่มแกนนำหลาย ๆ คน ไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่ละคนมีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ ว่าฉันจะสู้เพื่อเรื่องนี้นะ อีกคนกก็บอกว่าสู้เพื่อเรื่องนี้ ๆ แต่ว่าเมื่อเอาทุกเรื่องเข้ามารวมกันแล้ว มันเป็นการปฏิรูป การปฏิวัติ พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง เห็นด้วย

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมไม่ได้เชื่อว่าคุณธนาธรจะมีอิทธิพล หรือคุณช่อ หรือคุณปิยบุตร จะมีอิทธิพล เพราถึงวันหนึ่งถ้ามีการปราบปรามขึ้นมา ซึ่งอย่าประมาท อย่าประมาท คุณปิยบุตรจะไม่อยู่เมืองไทยอย่างแน่นอนที่สุด หนีไปต่างประเทศ แล้วหลายคนที่หนูเห็นว่าเป็นฮีโร่ จะลี้หนีไป ปล่อยพวกหนูเจ็บตัว

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เราก็มาพูดกันได้นานพอสมควร อยากจะรู้ว่าท่านผู้ชมคิดว่าอย่างไร ในขณะนี้ ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมทำหน้าที่เป็นผู้เฒ่าเล่าเรื่องนะครับ ผมอยากจะเข้าไปถึงความรู้สึกและความฝันของคนรุ่นใหม่ แต่ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจความรู้สึกและความฝันของรุ่นพ่อรุ่นแม่เหมือนกัน ผมก็มีลูก ผมก็มีหลาน

สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องมีอยู่ แต่สถาบันกษัตริย์ก็มีจุดอ่อน ซึ่งต้องปฏิรูปตัวเองเช่นกัน แต่มีความจำเป็นที่จะต้องยอมรับว่า มี ดีกว่า ไม่มี

มีพ่อแม่เราหลายคนทำมาค้าขาย เราเคยช่วยพ่อแม่ทำมาค้าขายบ้างหรือเปล่า หรือว่าอะไรก็ไม่สำคัญ สำคัญอยู่อย่างเดียวก็คือได้แสดงออก หน้าที่ในฐานะลูก ทำเสียหน่อย มีใครบ้างที่เล่นทวิตเตอร์ ช่วยทำงานบ้าน ช่วยแม่ทำความสะอาดบ้าน เวลาแม่ทำกับข้าว ช่วยแม่เอาอาหารมาตั้งบนโต๊ะ มีใครบ้างที่ทำหน้าที่ล้างชาม สมัยลูกผมยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ลูกชายผม ผมจำได้ ที่บ้านผมไม่มีการจ้างคนใช้ มีแม่บ้านคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติกัน นอกนั้นแล้วทุกคนมีเวรหมด ลูกชายผมต้องทำความสะอาดบ้าน เช็ดบ้าน ทำความสะอาดห้องน้ำ วันพุธ หลานผม ซึ่งเป็นลูกของญาติทางภรรยาผม เขามาขออาศัยอยู่ด้วย ก็มีวันต้องทำ กำหนดวันลงไปเลย แม่บ้านก็ทำอาหาร แล้วทุกคนก็จะมาช่วยยกอาหารเข้ามา แล้วอาหารต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อทานเสร็จก็เอาไปล้าง นี่คือหน้าที่ หน้าที่ที่มีต่อบ้าน

หน้าที่ที่มีต่อโรงเรียน เมื่อมีต่อโรงเรียน เราต้องไปเรียนหนังสือ แต่เมื่อเรียนหนังสือแล้ว ถ้าเราไม่พอใจบทบาทที่อาจารย์ให้ หรือไม่พอใจเนื้อหา เห็นด้วย ประท้วงไปเลย อาจารย์ครับ ผมไม่เห็นด้วยนะครับวิชานี้ อาจารย์สอนแบบนี้ ผมไม่ได้ฉลาดอะไรขึ้นเลย ผมเข้าไปในเฟซบุ๊ก เข้าไปในเว็บไซต์ เข้าไปดูข้อมูล ยังได้ข้อมูลดีกว่าอาจารย์เลยครับ ไปเลย ผมสนับสนุน 100 เปอร์เซ็นต์ อาจารย์ครับ ทำไมโรงเรียนเรามีอาจารย์ผู้ชายชอบลวนลามเด็กผู้หญิง เอาเลย ถ้าต้องเดินขบวนไล่อาจารย์ ไล่ไปเลย อะไรที่เป็นการละเมิดสิทธิของหนู สิทธิที่มาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ หนูสู้ให้เต็มที่ ผมเชื่อ ถ้าจะรวมหัวกัน เดินขบวนกัน มาเลย แล้วก็มาล้อมกระทรวงศึกษาธิการ แล้วบอกกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ทำให้การศึกษาเมืองไทยตกต่ำ ขอร่วมด้วยคน เพราะว่ามันเป็นชีวิตของพวกหนู

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ความจริงผมอยากจะพูดเรื่องของคุณเพนกวินเสียหน่อย ไม่รู้จะมีเวลาหรือเปล่า เอาเป็นสั้น ๆ ก็แล้วกัน

คุณเพนกวิน ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของคุณเพนกวิน ถือว่าผมพูดกับคุณก็แล้วกัน คุณเป็นคนที่เริ่มหลงตัวเองแล้ว ผมไม่อยากให้คุณเป็นลักษณะนี้ การต่อสู้ของคุณ ถ้าคุณไม่กลัวกฎหมาย คุณยินดีที่จะให้เขาออกหมายจับ แล้วคุณก็ขึ้นไป ผมไม่ว่า ผมเห็นด้วย แต่ว่าต้องยืนหยัดให้ยาวนานนะ

ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอำนาจรัฐน่ากลัวมาก ผมเคยพูดแล้วใช่ไหมว่าพวกเขาจะตามเช็กบิลพวกคุณแล้ว จริงอย่างที่ผมพูดไหมวันนี้ เขาตามเช็กบิลพวกคุณ แล้วเชื่อผมจะยังมีตามมาอีก

ที่สำคัญ วันนั้นคุณไปที่สภาผู้แทนราษฎร คุณไปยื่นพจนานุกรมเพื่อตบหน้าท่านประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย คุณเพนกวิน คุณเกินไปแล้ว คุณทะลึ่งเกินไปแล้ว คุณชวน จะดีอย่างไรก็ตาม ก็เป็นคนที่เมื่อเปรียบเทียบกับ ส.ส. คนอื่นแล้ว ดีกว่าหลายโข แล้วคุณก็สับสน เอามติของคุณมาเข้ามากับสภา ฯ คนละส่วนกัน

ข้อที่สอง คุณไม่เห็นด้วยกับใคร เป็นสิทธิของคุณ แต่คุณให้เกียรติคนอื่นเขาบ้างได้ไหม ถ้าสมมุติว่าคุณอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ด่าพวกคุณว่าชังชาติ คุณสวนคุณอภิรัชต์กลับได้เลยว่า คนพวกนี้ชังชาติ ไม่ใช่ผมชังชาติหรอก อันนั้นผมเห็นด้วย แต่คุณเริ่มเล่นงานคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่ยืนอยู่บนฐานของเหตุและผล เป็นศัตรูของคุณ คุณจะไม่มีเพื่อนนะ คุณจะไม่มีเพื่อนจริง ๆ ให้ยุติสันดานพวกนี้เอาไว้ อย่าเอามิตรเป็นศัตรู ผมนี่ไม่ใช่ศัตรูของคุณ ผมเข้าใจคุณ ผมเห็นใจคุณ และผมเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณสู้ด้วย ถูกต้อง แต่อย่าก้าวข้ามเส้นแบ่งที่มันอ่อนไหวมากจนเกินไป

ขอให้คุณเป็นตัวของคุณเอง เท่านั้นล่ะที่ผมอยากจะให้พูด และผมก็ให้กำลังใจคุณในการต่อสู้ ความจริงผมมีเรื่องจะพูดอีกเยอะ เรื่องของเบื้องหลังของต่างชาติที่มาอยู่ร่วมกับพวกคุณบางคนในการสนับสนุนให้คุณประท้วง ผมอธิบายความได้ เอาไว้งวดหน้าดีกว่า และอย่าลืมนะ เอาทัวร์มาลงผมได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณล้ำเส้นผมเมื่อไร คุณละเมิดสิทธิผมเมื่อไร ผมบอกไว้เลย คุณต้องการสิทธิเสรีภาพ ตามสบาย แต่คุณมีหน้าที่และคุณต้องรับผิดชอบ ผมฟ้องคุณเรียงแถวเลยนะ แล้วคุณอย่ามาร้องไห้กระจองอแง พาพ่อ พาแม่มาขอขมาผมนะ

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็เป็นวันที่เหนื่อยอีกวันหนึ่งของผม วันนี้เอาแค่นี้ก่อน อาทิตย์หน้าค่อยเจอกัน สวัสดีครับ