fbpx

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ทำไม “บอส ทายาทกระทิงแดง” ถึงหลุดทุกข้อกล่าวหา คุกไทยมีไว้ขังคนจนเท่านั้นจริงหรือ?

ใช้เวลาอ่าน: 7 นาที

“สนธิ”ชี้กระบวนการช่วยเหลือ“บอส อยู่วิทยา”ให้หลุดคดีขับรถชน“ดาบวิเชียร”ตาย เริ่มตั้งแต่ตอนเกิดเหตุเมื่อปี 2555 ในชั้นตำรวจที่ทำให้ข้อหาเมาแล้วขับตกไป ต่อด้วยข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดและข้อหาชนแล้วหนีหมดอายุความ เมื่อตำรวจที่เกี่ยวข้องถูกร้องไปที่ ป.ป.ช.ก็ช่วยเหลือกันโดยการลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ยังเหลือข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งอัยการก็ช่วยเหลือโดยเสนอชื่อพยานมาเพิ่มอีก 2 คนให้ตำรวจสอบตามคำถามที่อัยการตั้งไว้ให้จนสำนวนสมบูรณ์ และสรุปว่าเป็นเหตุสุดวิสัย นายบอสขับรถมาด้วยความเร็วปกติแต่ดาบตำรวจขับรถตัดหน้า เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้านายบอสไม่ใช่ลูกชายนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดงที่มีทรัพย์สินราว 7 แสนล้านบาท ที่ไม่ยอมให้ลูกตัวเองติดคุกเด็ดขาด จึงพร้อมจะทำทุกอย่าง แต่เรื่องนี้ก็ทำให้คนในตระกูลอยู่วิทยาคนอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องต้องเสื่อมเสียไปด้วย และจะเป็นตราบาปติดตัวนายวรยุทธตลอดไป

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เวลา 10.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้พูดถึง ทำไม “บอส ทายาทกระทิงแดง” ถึงหลุดทุกข้อกล่าวหา คุกไทยมีไว้ขังคนจนเท่านั้นจริงหรือ?

คำต่อคำ SONDHI TALK [27 ก.ค. 63] : “คุกไทย” มีไว้ขังคนจนเท่านั้น

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต “มองโลก มองเรา กับสนธิ” “บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์” จนมาถึงรายการ “SONDHI TALK”

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone – iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2563 วันนี้เป็นรายการพิเศษครับท่านผู้ชม พิเศษจริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยยาวเท่าไรนัก ทุกวันนี้ท่านผู้ชมคงจะรู้เรื่องเกี่ยวกับข่าวนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือที่มีชื่อเล่นว่า บอส

ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2555 เดือนกันยายน ได้ขับรถเฟอรารี สีบรอนซ์เงิน ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ จนเสียชีวิต ตามรายงานข่าวและตามการพิจารณาของตำรวจในขณะนั้น ก็ปรากฏว่าร่างของ ด.ต.วิเชียร นั้น รถเฟอรารีของนายบอสลากไปเป็นระยะทาง 200 เมตร หลังจากนั้นแล้วรถคันนี้ก็วิ่งเข้าไปจอดในบ้าน ตามรายงานข่าว ซึ่งท่านผู้ชมหลายท่านคงจะทราบดีพอสมควร สำหรับท่านผู้ชมที่ยังไม่ทราบดี

ก็ขอเล่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นแบ็กกราวนด์ให้ฟังนิดหนึ่ง ว่าพอเข้าไปในนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว นายบอสก็ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ก็ปรากฏว่าในที่สุดแล้วก็ไม่ยอมออกมา จนกระทั่งในขณะนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นยุคของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และอยู่ภายใต้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ และยุคนั้น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็เลยออกไปแสดงอาการกราดเกรี้ยว เหตุผลก็เพราะว่าลูกน้องของตัวเอง เป็นตำรวจ ถูกรถชนตาย จะต้องเอาตัวนายบอสออกมาให้ได้ แล้วในขณะนั้นก็เลยยื่นไปที่ศาล ขอหมายค้น แล้วก็เอาตำรวจมาล้อมบ้านหลังนั้น จนในที่สุดได้หมายค้นมา ก็เลยเข้าไป

ก่อนหน้านั้น ก่อนที่ตำรวจจะไปค้นบ้าน ก็มีคนที่อยู่ในบ้าน เป็นพ่อบ้านของพวกตระกูลอยู่วิทยา คือบ้านคุณเฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งเขาอ้างว่าเขาเป็นพ่อบ้าน คอยดูแลรถยนต์ ซึ่งมีอยู่สิบกว่าคัน อยู่มา 14 ปีแล้ว ก็ไปแจ้งที่ตำรวจ โดยที่ตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม ก็คือ สวป. ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวพันกับบ้านหลังนี้มากพอสมควร อาจจะผูกพันกัน ดูแลกันไปดูแลกันมา ในทำนองนี้ พ่อบ้านคนนี้ก็ไปแจ้งว่าตัวเองเป็นคนขับ แต่หลังจากตำรวจซักไปซักมา ไม่มีร่องรอยว่าเป็นคนขับ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น พูดจาวกวนไปวกวนมา ตำรวจก็เลยมองว่าพ่อบ้านคนนี้น่าจะมารับผิดแทนคนขับรถคนนี้ ก็เลยดำเนินคดีต่อไปในข้อหาแจ้งความเท็จ ส่วนตำรวจที่รับพ่อบ้านคนนี้เข้ามาส่งเพื่อมาเป็นตัวแทน ก็เลยโดนย้ายไป ก็ปรากฏว่าในที่สุดแล้วนายบอสก็เลยถูกนำตัวไปที่โรงพัก แล้วก็ไปดำเนินการต่างๆ

ทั้งหมดนี้ ที่เกิดขึ้นในปี 2555 มาจบเอาปี 2563 ก็คือแปดปีให้หลัง ซึ่งในที่สุดแล้วทางอัยการก็มีคำสั่งสั่งไม่ฟ้องนายบอส และที่เป็นที่น่าสังเกตหลายอย่างก็คือว่า เรื่องสั่งไม่ฟ้องนายบอสนั้น เป็นเรื่องที่เงียบสนิท ไม่มีใครรู้มาก่อนเลย ถ้าจำไม่ผิด สั่งไม่ฟ้องเมื่อประมาณวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ก็คือปีนี้ หรืออีกนัยหนึ่งคือประมาณเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมานี้ เงียบ ไม่มีใครรู้ จนกระทั่ง ท่านผู้ชมเชื่อไหมว่าผู้สื่อข่าวคนไทย สื่อมวลชนเมืองไทย กลับไปอ่านข่าวในซีเอ็นเอ็น ผมจำได้ว่าข่าวชิ้นนี้เราแปลออกมาจากซีเอ็นเอ็น แล้วเราก็โพสต์ลงในเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” มันก็เลยกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

คราวนี้ก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตแล้วสิ ยิ่งใหญ่มาก เพราะ หนึ่ง นายบอสขับรถชนคนตาย สอง หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ 4-5 ปี หนีคดีจนกระทั่งข้อหาต่างๆ ที่ตำรวจแจ้งไปประมาณ 4 ข้อหา ข้อหาแรก บอกว่า นายบอสขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ข้อหาที่ 2 ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ และไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที ข้อหาที่ 3 ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ข้อหาที่ 4 ขับรถขณะมึนเมาสุรา

ในบรรดา 4 ข้อหา ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดมี 2 ข้อหา ข้อหาแรก คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย และข้อหาสุดท้าย คือ ขับรถขณะมึนเมาสุรา เพราะว่าถ้าในสำนวนมีบอกว่านายบอสถูกฟ้องในข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรา และเป็นสาเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตลงไปจากการขับรถของตัวเอง และเมาเหล้าด้วย ตรงนี้จะเป็นอันตรายมากกับตัวนายบอสเอง เหตุผลก็เพราะว่า ศาล ตามคดีต่างๆ ที่เคยเห็นมา ประวัติที่มีมา อัยการเมื่อสั่งฟ้องไปแล้ว ศาลจะลงโทษหมดทุกคน ไม่มีการรอลงอาญา เหตุผลก็เพราะว่า ขับรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้คนเสียชีวิต และขับรถอยู่ในสภาพที่มึนเมา ด้วยเหตุนี้คนที่วางแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าเป็นฝีมือทนายความของนายบอส ซึ่งเก่งมาก คนนี้ ต้องยอมรับ แล้วก็เป็นทนายประจำตระกูล ก็เหมือนกับเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ทำงานให้หลายอย่าง ชื่อ คุณสมัคร จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรืออาจจะด้วยเหตุผลที่เป็นคนนามสกุล “อยู่วิทยา”

คือนามสกุล “อยู่วิทยา” มันเหมือนน้ำผึ้งที่หอมหวาน ที่ทำให้ผึ้งต่างๆ ได้กลิ่นหอมหวาน กลิ่นเกสรดอกไม้ ก็บินออกมาแล้วก็เกาะเกสรดอกไม้ เพราะอะไร ? เพราะว่ามีเงินเยอะ ตระกูล “อยู่วิทยา” นั้น นิตยสารฟอร์บส (Forbes) ได้เคยประเมินแล้วว่ามีสินทรัพย์สทั้งหมด 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งก็ประมาณ 600,000 กว่าล้านบาท เกือบๆ 700,000 ล้านบาท เผลอๆ อาจจะเป็นเศรษฐีอันดับ 1 หรือว่าอันดับ 2 รองมาจากคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ทีเดียว

เมื่อเป็น “อยู่วิทยา” และเป็นเจ้าของกิจการ “กระทิงแดง” ซึ่งมีขายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นแล้ว เป็นขุมทรัพย์สำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะมาทำคดีนี้ เท่าที่สังเกตดู คุณคำรณวิทย์ ก็เข้าไปแล้วออกมาตอนนั้นกราดเกรี้ยวมาก แสดงออกให้สังคมเห็นเลยว่าจะไม่ยอม เรื่องนี้จะต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และต่อมาภายหลัง เมื่อเร็วๆ นี้คุณคำรณวิทย์กลับให้สัมภาษณ์บอกว่า พอหลังจากที่ผมไปจับตัวนายบอสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ทิ้งให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป ตรงนี้นะท่านผู้ชม ผมจะบอกให้ ตำรวจ สน.ทองหล่อ ที่โดนคดี โดนร้องเรียน แล้วเขาแจ้งความไปที่ ป.ป.ช. ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ช่วยตำรวจพวกนี้ ไม่ได้เล่นงานตำรวจพวกนี้ในข้อหา ม.157 ปฏิบัติหน้าที๋โดยมิชอบ หรือว่าเลือกปฏิบัติ ก็ปรากฏว่าตำรวจพวกนี้โดนภาคทัณฑ์ด้วยโทษเล็กๆ น้อยๆ เช่น คดีจราจร ที่ไม่ดำเนินคดีกับนายบอส แต่ละคนก็โดนภาคทัณฑ์ 1 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง 3 เดือนบ้าง คือพูดง่ายๆ ว่า ป.ป.ช.ช่วยตำรวจพวกนี้

แต่สรุปง่ายๆ ว่า วันแรกที่เกิดเหตุ ตำรวจก็เริ่มช่วยนายบอสเรียบร้อยแล้ว ช่วยโดยมีการแลกเปลี่ยนอะไร หรืออะไรต่ออะไรนั้น ผมไม่อาจจะทราบได้ แต่ผมเชื่อว่ามีการแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน ไม่มีทาง ตำรวจ ขอให้ช่วย ขอลมได้ลมครับ ข้าราชการเมืองไทย ขอลมได้ลม ต้องมีสิ่งที่แนบมาด้วยอย่างแน่นอนที่สุด และยิ่งรู้ว่าเป็นคนที่อู้ฟู่อย่างตระกูล “อยู่วิทยา” เจ้าของกระทิงแดง เหมืองทอง ขุดกันได้หมด ด้วยเหตุนี้สำนวนที่โรงพักทองหล่อทำก็เลยเริ่มด้วยการทำสำนวนที่ให้นายดาบวิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นผู้ต้องหาร่วมด้วย ตั้งแต่เริ่มแรกเลย ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ทั้งสองคนนี้ประมาทด้วยกันทั้งคู่ และต่อมาภายหลังที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง กลับกลายเป็นว่า ดาบวิเชียร เป็นคนประมาทคนเดียว นายบอสที่ไปชนดาบวิเชียร ไปชนเพราะว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยไม่ได้ ท่านผู้ชมต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนนะครับ

ประการแรกโดน 4 ข้อหา ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดคือข้อหาแรก ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหาที่ 2 คือ ไม่หยุดให้การช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่เป็นข้อที่สำคัญอะไรมากมายนัก ข้อหาที่ 3 คือ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และข้อหาสุดท้าย คือ ขับรถขณะมึนเมาสุรา น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ตำรวจไม่เอาเรื่องเมาสุราเข้าไปในการตั้งข้อหา เหตุผลเพราะว่านายบอส หรือว่าทนายความ หรือว่าคนที่แนะนำให้นายบอสพูดบอกว่าเขาไม่ได้เมาสุราตอนขับ แต่เขาเมาหลังขับ ท่านผู้ชมจี้เส้นไหมครับ พูดง่ายก็คือว่า แก้ตัว เนื่องจากว่าตัวเองนั้นตกใจ ตื่นเต้น พอเข้าบ้านก็เลยดื่มเหล้าเพื่อดับความตื่นเต้น แต่ว่าผลการตรวจสอบในเลือดหลังจากไปเช็กที่โรงพยาบาลแล้ว ปรากฏว่าร่างกายของนายบอสมีสารเสพติด โคเคนอยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อบกพร่อง ตั้งแต่เริ่มแรก คดีนี้เริ่มแรกเมื่อกันยายน ปี 2555 มันผิดประเด็น ผิด วธีการทำงานของตำรวจมาตั้งแต่ต้นแล้ว คือตำรวจจะต้องจับนายบอสตรวจว่ามีสุราไหม สอง ถึงแม้จะอ้างว่าทานเหล้าหลังขับรถเรียบร้อยแล้ว ต้องตรวจ พอเจอสารเสพติดต้องให้ข้อหาทันทีเลย และสารเสพติดนั้นเป็นโคเคน แล้วโคเคนนั้นเป็นสารเสพติดที่ป๊อปปูลาร์มาก บรรดาลูกคนรวยทั้งหลายจะชอบสูบโคเคนกัน ด้วยเหตุนี้ข้อหาขับรถขณะมึนเมาสุรา ข้อหานี้ก็เลยตกไป ก็เหลือเพียงแต่ข้อหา ไม่หยุดให้การช่วยเหลือฯ และขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

วิธีการก็คือว่า ทนายความก็วางแผนที่จะยืดเวลา ท่านผู้ชมครับ เวลาท่านผู้ชมวิ่งเต้นคดี ข้อเท็จจริงท่านผู้ชมต้องวิ่งตำรวจและต้องวิ่งอัยการ ตำรวจ จะวิ่งตอนต้นเท่านั้นเอง เพราะตำรวจจะมีเวลาทำสำนวนคดีระยะเวลาหนึ่ง อย่างเช่นคดีนายบอส ใช้เวลา 6 เดือนทำ พอ 6 เดือนทำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ส่งอัยการ ทีนี้จาก 6 เดือนไปแล้ว ส่งอัยการไปแล้ว ก็ยังเหลือเวลาตั้ง 8 ปี กว่าอัยการจะสั่งฟ้อง อัยการผ่านมากี่คนแล้ว ตัวอัยการสูงสุดเปลี่ยนไปกี่คนแล้ว รองอัยการสูงสุดที่ต้องรับผิดชอบเปลี่ยนไปกี่คนแล้ว อัยการที่รับคดีนี้เปลี่ยนไปกี่คนแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อเปลี่ยนกี่คน ก็ต้องดูแลกันทุกๆ คน ชุดที่แล้วทำแล้วยังไม่จบ โดนย้าย อีกชุดหนึ่งมาใหม่ ก็ต้องเข้าไปดูแลกันต่อไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า “อยู่วิทยา” ณ ขณะนั้นเป็นขุมทองของสำนักงานอัยการ ส่วนจะเป็นขุมทองของคนใดบ้างในสำนักงานอัยการนั้น ผมไม่ทราบได้

เอาเป็นว่า เรื่องที่เราเข้าใจว่านายบอสขับรถชนแล้วทำให้คนตาย วันนี้โดนพลิกกลับไป กลายเป็นว่านายบอสไม่ผิด ตรงนี้ล่ะครับที่ประชาชนยอมรับกันไม่ได้ เมื่อยอมรับกันไม่ได้แล้ว เกิดเหตุอะไรขึ้น ? ผมก็เลยมาไล่เรียงดูแต่ละเหตุการณ์ ผมจำเป็นจะต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้กำลังสดอยู่

คือ ทนายความของนายบอส หรือคุณวรยุทธ อยู่วิทยา เป็นคนที่เก่งมาก เขาวางแผนไว้หมดเลย ประการแรก คดีบางคดีเขาจะขอเลื่อน เรียกมาให้คำให้การอะไร เขาก็จะเลื่อนไปเรี่อยๆ จนกระทั่งมีอยู่คดีหนึ่ง ซึ่งอายุความแค่ปีเดียว เลื่อนไปจนกระทั่งอายุความหมด ก็หมดไปแล้ว 1 คดี รู้สึกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขับรถเร็ว ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่แจ้งหรือไม่หยุดให้ความช่วยเหลือ รู้สึกอายุความจะ 5 ปี ก็หมดไปแล้ว 5 ปี ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่จำเป็นต้องสนใจ แต่ที่ต้องสนใจก็คือว่า ขับรถโดยประมาทแล้วทำให้คนเสียชีวิต ตรงนี้อายุความ 15 ปี

15 ปี หมายความว่า คดีของนายบอสถ้าไม่กลับมา ถ้าจะหนีอยู่ต่างประเทศ ต้องหนีถึง 2570 ก็คืออีก 7 ปี อีก 7 ปีจะต้องหลบหนีไป

ทีนี้เกิดอะไรขึ้น วิธีการ เขาต้องหาทางที่จะทำให้อัยการเรียกพยานขึ้นมามาก คือพูดง่ายๆ ว่า ทนายความ หรือว่าอัยการ หรือคนที่วางแผนนี้ให้นายบอส ต้องพิจารณาเลยว่าเรื่องราวทั้งหมดนายบอสจะหลุดได้อย่างไร นายบอสจะหลุดได้ก็กรณีเดียว ก็คือว่า เป็นเหตุสุดวิสัยเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเหตุสุดวิสัยแล้ว เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาและทำให้คนตาย แต่ไม่ใช่ความผิดของนายบอส เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ ตอนที่ตำรวจเข้ามาทำเรื่อง ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานระบุจากกล้องวงจรปิด ไล่ไปตามระยะทาง แล้วคำนวณย้อนกลับว่ารถคันนี้วิ่งอยู่ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเร็วมากแล้ว ทำอย่างไรที่จะเห็น เพราะถ้าเร็วมาก รถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังจะบอกว่าเป็นคู่กรณี ก็คือนายดาบตำรวจ จะมาตัดหน้านายบอสได้อย่างไร เพราะรถวิ่ง 177 มอเตอร์ไซค์ไม่มีทางทัน ก็ต้องทำให้ความเร็วของรถคันนั้นที่เขาว่ากำหนดว่า 177 ตกลงมาเหลือไม่เกิน 70 กิโลฯ หรือ 60 กว่ากิโลฯ เขาทำกันอย่างไรล่ะครับ ? วิธีการที่ตำรวจทำพลิกคดีก็คือว่า เดี๋ยวท่านผู้ชมดูภาพในทางเฟซบุ๊กที่ผมจะเสนอให้ดูนะครับ

จะเห็นได้ว่ามีฟุตปาธ มีเกาะกลางถนน แล้วก็มีรถเฟอรารีของนายบอสอยู่ริมเกาะกลางถนน เลนที่ 3 ส่วนตรงกลางเขาอ้างว่ามีรถกระบะคันหนึ่ง แล้วสุดท้ายตรงฟุตปาธ คือมอเตอร์ไซค์ เขาก็บอกว่า ด.ต.วิเชียร ขับรถมอเตอร์ไซค์ข้ามเลนที่ 2 ไปเลนที่ 3 แล้วก็เลยข้ามไป ก็เลยไปชนกับนายบอสซึ่งขับเฟอรารีอยู่ เรื่องนี้ก็เลยเป็นเรื่องเหตุสุดวิสัย

แต่มันก็มีคำถามอยู่หลายคำถาม ซึ่งคนที่คิดสูตรนี้มาก็ตอบให้ไม่ได้เหมือนกัน ประการแรก ถ้าขับรถไม่เกิน 70 กิโลฯ อย่าว่าแต่เฟอรารีเลย เอาแค่ฮอนด้า แอคคอร์ด หรือโตโยต้า แคมรี วิ่งไม่เกิน 70 ถ้ามีมอเตอร์ไซค์มาชนปั๊บ ถ้าจะเหยียบเบรกทันทีเลย ก็ไม่เกิน 20 เมตร รถก็หยุดได้แล้ว แต่มันเกิดอะไรขึ้นที่ลาก ด.ต.วิเชียร ไปอีก 200 เมตร

ตรงนี้เขาอธิบายไม่ได้ และเขาไม่พยายามอธิบาย นี่คือช่องโหว่อันหนึ่งซึ่งเขาพยายามกลบเกลื่อนไป แล้วท่านผู้ชมเชื่อไหม พยาน 2 คนที่มาอ้างว่านายบอสไม่ได้ขับรถเร็ว คนหนึ่งยศพลอากาศโท ก็บังเอิ๊ญ…บังเอิญ โดยบังเอิญ ไม่ได้เจตนา ลืมบอกไปว่า บิดาคุณดารณี อยู่วิทยา หรือตาของนายบอส เป็นพลอากาศเอกคนหนึ่ง เกษียณอายุไปแล้ว จู่ๆ ดันมีพลอากาศโทคนหนึ่ง มาจากไหนไม่รู้ มาเป็นพยานให้ว่าอยู่ข้างหลังนายบอส รถผมขับตามมาตลอด ผมวิ่ง 60-70 กิโลฯ เขาก็วิ่ง 60-70 กิโลฯ แล้วก็มีพยานอีกคนหนึ่งก็บอกว่าใช่ วิ่ง 60-70 กิโลฯ

ก็คือพูดง่ายๆ ว่านายบอสไม่ได้วิ่งเร็วมากเกินไป แต่ก็อีกล่ะ แล้วคุณจะตอบคำถามได้อย่างไร จากการที่มอเตอร์ไซค์มันข้ามไป แล้วคุณบอกไปชนกับเขา เหตุสุดวิสัย ถ้าคุณวิ่งไม่เกิน 70 กิโลฯ คุณต้องหยุดได้ คุณต้องหยุดได้ภายในไม่เกิน 10-20 เมตร แต่คุณดันลากศพเขาไปอีก 200 เมตร

เอาล่ะ คุณอาจจะวิ่ง 70 กิโลฯ จริง เมื่อคุณชนแล้ว คุณลากศพเขาไปถึง 200 เมตร ถือว่าร้ายแรงมากแล้ว ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ที่ต้องพูดให้ฟัง ตำรวจที่เคยให้การว่ารถคุณบอสขับเร็วถึง 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ท่านผู้ชมเชื่อไหม กลับมาให้การกับอัยการในช่วงหลัง ปีที่แล้วนี้เอง ให้การใหม่ว่าคำนวณผิด จริงๆ แล้วไม่ใช่ 170 กิโลฯ แต่แค่ 70 กิโลฯ เอง พูดง่ายๆ ก็คือว่าตำรวจจะโกหกหรือไม่โกหก ผมไม่รู้ แต่ตอนต้นให้การไป ระบุในสำนวนสอบสวน แล้วตอนหลังอัยการเรียกมาสอบใหม่ ไม่รู้มีการตกลงอะไรกันข้างนอกหรือเปล่า ถึงกลับมาให้การใหม่ เมื่อกลับมาให้การใหม่ ก็เลยทำให้มันสมเหตุสมผลว่า นายดาบวิเชียร เมื่อตัดหน้ารถนายบอสแล้ว นายบอสไม่ได้วิ่งเร็ว

แต่เผอิญมีรายงานของ พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ เผอิญท่านโชคร้าย ท่านเป็น ส.ส.พรรคก้าวไกล ก็เลยเป็นศัตรูกับรัฐบาล ท่านแถลงบอกว่าที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องนายบอส ในทุกข้อกล่าวหานั้น เขาบอกว่าสมัยที่เขายังรับราชการอยู่ เป็นตำรวจในอดีต นักวิทยาศาสตร์ สบ.1 กลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เขาบอกเลยว่าเขาเป็นคนตรวจพิสูจน์หลักฐานคดีนี้ด้วยตัวเอง ทั้งจดบันทึก ถ่ายรูป เก็บร่องรอยหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับคดีนี้ เขายืนยันว่า นายบอส อยู่วิทยา เป็นคนขับรถชนจริง ใน 3 ประเด็น คือ 1 จากสภาพรถของดาบตำรวจที่เสียชีวิต กับรถเฟอรารีของผู้ต้องหา เป็นการชนท้าย ไม่ใช่การปาดหน้า เขาบอกไม่ใช่ปาดหน้า เขาดูรถแล้ว พิสูจน์แล้วว่าชนท้าย ไม่ใช่ปาดหน้า เพราะฉะนั้นแล้ว เขาก็เลยบอกว่า ด้วยเหตุนี้ข้อกล่าวหาหรือข้อแก้ตัวของอัยการนั้น จู่ๆ มีพยานเพิ่มมา 2 คน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมจะเล่าให้ฟัง ท่านผู้ชม

ถ้าท่านผู้ชมเป็นอัยการ ถ้ามีคดีอะไรก็ตามขึ้นมา ถ้าเขาจะช่วยใครก็ตาม เขาจะดูช่องโหว่ของคดี ตรงนี้จำเลยอ่อนนะ ทำอย่างไรถึงจะอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้ ตรงนี้จำเลยขาด ต้องหาพยานมา ที่ผมพูดนี่ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าขบวนการเรื่องนายบอส มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือตำรวจจงใจทำสำนวนให้อ่อน และพวกที่ทำสำนวนอ่อน ก็ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิด และ ป.ป.ช.ก็ช่วยเหลือกัน เพราะประธาน ป.ป.ช.คือ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นตำรวจเหมือนกัน ก็คือลงโทษอย่างเบาๆ แต่อย่างน้อยที่สุดแสดงว่าตำรวจได้ช่วยเหลือผู้ต้องหา จะด้วยกรณีเฉพาะคดีในเรื่องของขับรถเร็ว หรืออะไรก็ตาม ไม่สำคัญ สำคัญก็คือว่า เจตนาของตำรวจตั้งใจจะช่วยผู้ต้องหาอยู่แล้ว สำนวนก็เลยทำอ่อนไป นั่นคือข้อแรก

และข้อแรกนี่ อย่าลืม ผมต้องการความเป็นธรรม ผมไม่ต้องการกล่าวหาใคร ข้อแรก ตำรวจที่ทำคดีนี้เป็นยุคของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร. คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 2 ปีทำเสร็จ แค่ 6 เดือน-1 ปี เขาก็ส่งสำนวนไปแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับคุณจักรทิพย์ ชัยจินดา หรือคนพวกนี้เลย จักรทิพย์ ชัยจินดา จะมีส่วนตอนสุดท้าย เดี๋ยวผมจะมาถึงเรื่องของคุณจักรทิพย์ ชัยจินดา แต่เรื่องนี้มันเกิดช่วงนั้นแล้ว นายจักรทิพย์ ชัยจินดา เข้ามาเป็น ผบ.ตร.ในปี 2557 สองปีหลังจากที่เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว

ทีนี้ นายบอส ความที่ผัดผ่อน ผัดวันประกันพรุ่ง แล้วก็ไม่ยอมไป ขอยืดเวลา อย่างเช่น สมมุติเขาจะเรียกไปให้การ ก็บอกว่าอยู่ต่างประเทศ พอกลับจากต่างประเทศเรียกไปอีก ก็บอกว่าไม่สบาย โน่นนี่นั่น จนกระทั่งในที่สุดศาลออกหมายจับ วันที่ศาลออกหมายจับ นายบอสรู้ดีว่าศาลออกหมายจับ ก็เลยเดินทางออกไปสิงคโปร์ แล้วก็หายตัวไปเลย เท่ากับหนีคดี ในที่สุดก็เลยกลายเป็นว่านายบอสหนีหมายจับ ซึ่งเป็นหมายจับตำรวจนะครับ ไม่ใช่หมายจับศาล พอหนีไปก็ไปอยู่เมืองนอก พอไปอยู่เมืองนอกแล้ว ก็ปรากฏว่ามีผู้สื่อข่าวเอพีไปเจอนายบอสที่บ้าน ที่เคยมีรูปปรากฏออกมา แล้วก็มี Security มีการ์ด 2-3 คน ที่ดูแลนายบอสอยู่ ผู้สื่อข่าวก็ถามว่า ตกลงคุณจะกลับไปรับข้อกล่าวหาที่เมืองไทยไหม นายบอสเขาไม่พูด จู่ๆ เขาก็ขึ้นรถไปเลย

แล้วก็ปรากฏว่า ตำรวจออกหมายจับ โดนกดดัน ก็เลยแจ้งอินเตอร์โพล พอแจ้งอินเตอร์โพลแล้ว ปรากฏว่านายบอสก็ยังใช้ชีวิตชิลๆ นั่งเครื่องบินส่วนตัว ก็รวยนี่ กระทิงแดง ร่ำรวยมหาศาล ก็นั่งรถยนต์ นั่งเครื่องบินส่วนตัวไป แล้วก็ไปดูการแข่งรถของทีมตัวเอง ก็คือทีม Red Bull ซึ่งมีภาพออกมาให้เห็นชัดเจนในขณะซึ่งหนีหมายจับ แล้วตำรวจก็บอกว่าไม่รู้อยู่ที่ไหน ยังตามจับตัวไม่ได้ นี่คือประเทศไทย แล้วเดี๋ยวผมจะมีบทสรุปให้หลายอย่าง แล้วท่านผู้ชมจะเห็น

เพราะฉะนั้นแล้ว ในช่วงที่เขาหนีหมายจับ 4-5 ปี 6 ปี ก็เป็นช่วงของการวางแผน มันเสียเวลานิดหนึ่งเพราะอัยการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ว่าเขาก็สามารถเข้ากับอัยการได้ทุกยุคทุกสมัย แล้วท่านผู้ชมก็ต้องรู้ว่าทำไมถึงเข้าได้กับอัยการทุกยุคทุกสมัย เดี๋ยวคอยฟังตอนที่ผมจะเอาคำคมอะไรเด็ดๆ มาอ่านให้ฟัง เขาก็เลยวางแผน เขาก็เอาสำนวนของตำรวจมาดูว่าขาดอะไร อ๋อ ขาดเรื่องต้องมีพยาน ต้องมีพยานว่านายบอสขับรถไม่เร็ว ขับรถแค่ไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วไปหามาจากไหน ใครหามา ? ฝ่ายจำเลยเป็นคนชี้แจงว่าขอความเป็นธรรม ยังมีพยานเพิ่มอีก 2 คน ก็เอาชื่อมาให้ดู ส่วนตกลงกับพยานอย่างไร ผมไม่รู้ พยานจะพูดความจริงหรือไม่พูดความจริง ผมไม่รู้ แต่พยานก็มาให้การเป๊ะๆ ตรงที่อุดช่องโหว่ที่อัยการต้องการ ก็คือให้การว่านายบอสขับรถไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัยการพอได้รับคำพูดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อัยการก็แจ้งไปที่ตำรวจ แจ้งกับตำรวจเลย ตอนนี้มีพยานเข้ามา 2 คนแล้ว กรุณาสอบสวนเสียใหม่ 2 คนนี้ ซึ่งมาจากที่อัยการส่งชื่อให้ แต่ว่าให้สอบถามในประเด็นที่เขียนเอาไว้ให้ 7 ข้อ ต้องถาม 7 ข้อนี้ ห้ามถามเกิน ห้ามถามขาด ห้ามถามนอกเรื่อง ผมสั่งให้คุณถาม 7 ข้อ คุณให้เขาตอบมา 7 ข้อ ซึ่ง 7-8 ข้อที่อัยการบอกตำรวจไป ก็คือ 7-8 ข้อที่มาอุดช่องโหว่หมด มันก็เลยทำให้การสอบสวนสมบูรณ์แบบ

เมื่อสมบูรณ์แบบแล้ว ในที่สุดเหตุการณ์ก็เลยพัฒนาออกมากลายเป็นว่า นายบอสไม่ผิด ที่ไม่ผิดเพราะว่าดาบวิเชียร กลั่นประเสริฐ เป็นคนผิด เนื่องจากว่าขับรถข้ามเลน แล้วไปตัดหน้านายบอสกะทันหัน เป็นเหตุสุดวิสัย อัยการก็ใช้ประเด็นนี้เป็นการสั่งไม่ฟ้อง เพราะนายบอสไม่ได้เมาแล้วขับ นายบอสไม่ได้อัปยาแล้วขับ เพราะว่าตำรวจไม่ได้ดำเนินการพิสูจน์ตรงนี้ และไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตรงนี้มาด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นการขับรถธรรมดา และจู่ๆ ด.ต.วิเชียร ก็ไปตัดหน้าเขาโดยกะทันหัน

ท่านผู้ชมครับ ฟังมาตรงนี้แล้ว ผมพูดแบบธรรมดาสามัญที่สุด ท่านผู้ชมเข้าใจแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อกล่าวหาใครก็ตามที่ตกเป็นจำเลย แล้วตำรวจส่งไปให้อัยการพิจารณา ถ้าอัยการเป็นพวกของคุณ ถ้าอัยการจะช่วยคุณจริงๆ เขาก็อ่านคำฟ้องของตำรวจ ข้อกล่าวหาของตำรวจ ตำรวจจะเล่าว่าจำเลยทำอะไรบ้าง เปิดประตูกี่โมง ปิดประตูกี่โมง ขึ้นรถกี่โมง ไปชนกี่โมง เขาก็จะดูช่องโหว่ว่าแต่ละช่องโหว่ที่จำเลยทำผิด จะแก้ได้ด้วยวิธีไหน ก็ไม่มีวิธีไหนแก้ได้เท่ากับการเอาพยานเข้ามา แล้วก็ต้องปั้นพยานเท็จเข้ามา ทั่วๆ ไปจะเป็นอย่างนี้จริงๆ ตอนนี้ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง โดยสรุปแล้วเรื่องมันเป็นอย่างนี้

แต่เผอิญพฤติกรรมตำรวจ ทั้งอัยการ มันไม่น่าไว้ใจ พฤติการณ์ตำรวจตั้งแต่แรกก็คือ อุ้มนายบอส ทำคดีให้อ่อน พฤติกรรมของอัยการ งุบงิบเรื่องนี้มาตลอด ท่านผู้ชม คดีนี้สอบมาได้อย่างไรตั้ง 7 ปี อยู่ที่อัยการ คุณสอบภาษาอะไรตั้ง 7 ปี นอกจากว่าคุณหาช่องโหว่แล้ว คุณถือว่าคุณออกหมายจับแล้ว นายบอสโดนหมายจับแล้ว คุณก็ค่อยๆ ทำงานไปได้ จนกระทั่งถึงที่สุดแล้ว วิธีการก็คือว่า คณะกรรมาธิการกฎหมาย สนช. สมัยยุคนั้น หลังจากที่ลุงตู่ปฏิวัติใหม่ๆ ก็ตั้งคณะกรรมาธิการกฎหมาย ที่วันนี้คุณสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน สมัยก่อนเป็น ส.ว.สรรหา สมัยก่อนท่าน พลเรือเอก นามสกุลวงษ์สุวรรณ ไม่ทราบว่าเป็นอะไรกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ก็น่าประหลาดใจที่จู่ๆ คณะกรรมการนี้ได้รับการร้องเรียนมาจากครอบครัวของนายบอส ขอความเป็นธรรม ก็เลยมานั่งพิจารณา เรียกอาจารย์จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าที่ไหนไม่รู้ เอามา ทำวิดีโอเป็นช็อตๆ ว่าเป็นอย่างนี้ๆ นะ เพราะฉะนั้นแล้วรถจะไม่มีทางวิ่งได้เกิน 170 กว่า มันวิ่งอย่างมากก็ 70 กว่า ในที่สุดแล้วคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็เลยมีมติเรียกอัยการมาสอบด้วยในคณะกรรมาธิการนี้ พอเรียกอัยการมาสอบ เรียกตำรวจมาสอบ เสร็จแล้วคณะกรรมาธิการฯ ก็มีมติว่านายบอสไม่ผิด ก็ส่งเรื่องไปให้อัยการ ก็เข้าทางปืนอัยการแล้วสิ อัยการก็เลยถือโอกาส ก็อาจจะคุยกันกับใครก็ไม่รู้ว่า คุณไปหาพยานมาอีก 2-3 คน ยิ่งเยอะยิ่งดี เป็นพยานบุคคลแล้วว่าผมขับรถตามนายบอสมา เห็นนายบอสไม่ได้ขับ 170 ขับแค่ 170 โน่นนี่นั่น เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้มันคือเรื่องบิดเบี้ยว แต่ยังอยู่ในกรอบกฎหมายที่ถูกต้อง ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง ทำให้มันถูกต้อง อุดช่องโหว่ในกฎหมายที่คนเถียงไม่ได้ เชื่อผมสิ ถ้าอัยการจะชี้แจงตรงนี้ อัยการก็จะเอาประเด็นต่างๆ เหล่านี้มาชี้แจงให้ฟัง

จู่ๆ นายดาบวิเชียร ตั้งแต่เริ่มแรกก็ผิดแล้ว ก็คือว่า ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 2 ร่วมกันประมาท เพราะว่าไปขับปาดหน้าเขา แล้วจู่ๆ มาวันนี้กลายเป็นจำเลยคนที่ผิดคนเดียว นายบอสไม่ผิด ตรงนี้ครับที่ประชาชนรับไม่ได้

และอีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ ก็คือว่า ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำไมเก็บเรื่องเงียบ มติสั่งไม่ฟ้องมีมาตั้งแต่ 12 มิถุนายน แล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งมี 1-2 วันนี้ เก็บเงียบสนิทเลย รอบรรยากาศ รอเหตุการณ์ แล้วค่อยสั่งไม่ฟ้อง ดีที่ฝรั่ง ซีเอ็นเอ็นเข้าไปทำเรื่องนี้ ไปได้ข้อมูลมาก็เลยประกาศออกมา

ประเด็นต่อมาก็คือว่า เมื่อส่งไปที่ตำรวจ ตำรวจทำไมถึงไม่คัดค้าน อ๋อ แน่นอนที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าอัยการกับตำรวจผิด อัยการเหมือนถูกสาดน้ำทั้งถังเลย ตำรวจโดนน้ำแก้วเดียว ทำไมถึงโดนน้ำแก้วเดียว เพราะว่าตำรวจเขาจะมีคณะกรรมการของเขา แล้วมีรอง ผบ.ตร.คนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายคุมคณะกรรมการชุดนี้ คณะกรรมการชุดนี้คือคณะกรรมการคอยพิจารณาเรื่องราวที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่งกลับมาที่ตำรวจ ให้ตำรวจมีคณะกรรมการพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และก็สามารถที่จะตัดสินใจได้ทันทีเลย โดยที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่จำเป็นต้องรับรู้ และก็ไม่เคยรับรู้เรื่องนี้ เพราะว่าทุกวัน ทุกเดือน ทุกเวลา จะมีคดีแบบนี้ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง แล้วส่งกลับมาให้ตำรวจ ตำรวจก็จะนั่งพิจารณาในคณะกรรมการชุดนี้ เห็นด้วยกับอัยการไหม ถ้าไม่เห็นด้วย ให้รองอธิบดีคนนี้ทำหน้าที่แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เซ็นไม่เห็นด้วย แล้วส่งกลับไปที่อัยการ โดยที่ไม่ต้องถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่อย่างไรก็ตาม คุณจักรทิพย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณจักรทิพย์ก็เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในข้อเท็จจริง ต้องชี้แจงกันหน่อยว่าวิธีการทำงานเขาทำกันอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจคน ที่มันสะเทือนใจคนเพราะว่าเผอิญเรื่องราวต่างๆ แบบนี้จะไม่มีวันออกมาแบบนี้ ถ้านายวรยุทธ อยู่วิทยา ไม่ได้มีพ่อชื่อเฉลิม อยู่วิทยา และนายเฉลิม อยู่วิทยา ก็ไม่ได้มีพ่อชื่อนายเฉลียว อยู่วิทยา แล้ว “อยู่วิทยา” ถ้าไม่มีกระทิงแดง มีสินทรัพย์หลายแสนล้าน มีธุรกิจที่ต่างประเทศ Red Bull ที่อยู่ต่างประเทศ มีขายอยู่ 117 ประเทศ ยอดขาย 2-3 แสนกว่าล้าน คุณเฉลียวถือหุ้นอยู่ 49 เปอร์เซ็นต์ ฝรั่งถืออีก 49 เปอร์เซ็นต์ อีก 2 เปอร์เซ็นต์ คุณเฉลิม อยู่วิทยา ถือ สินค้าปีหนึ่งขายไป 2 แสนกว่าล้าน ขายมาแล้วตั้งกี่ปี จึงไม่น่าประหลาดใจว่าทรัพย์สินของตระกูล “อยู่วิทยา” มีรวมเบ็ดเสร็จแล้ว 700,000 กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อคนมีเงิน 700,000 กว่าล้านบาท ตระกูลมีเงิน 700,000 กว่าล้าน จะให้ลูกของตัวเองติดคุกได้อย่างไร นี่้คือความเจ็บปวดไง นี่คือความเจ็บปวดจริงๆ

อีกประการหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ผมได้ยินมา แต่ผมไม่ยืนยันว่าจริงหรือไม่จริง เด็กสมัยนี้ ลูกไฮโซ ลูกคนรวย ส่วนใหญ่เล่นยากันทุกคน และตำรวจไม่เคยจับลูกคนรวยได้สักคนเลย พวกที่เล่นยานี่ ไม่เคย จะจับได้อย่างไร ก็ขนาดนายบอสขับรถชนคนตาย อัยการยังสั่งไม่ฟ้อง แล้วไปเล่นยา ตำรวจไปจับ เดี๋ยวตำรวจก็ต้องปล่อย มันก็เลยจับพวกเล่นยา พวกนักเที่ยวอยู่แถวตามผับโน่นนี่นั่นได้เป็นแถว เสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่น่ากลัวมากๆ ก็คือว่า พ่อแม่ของเด็กพวกนี้ไม่ได้ดูแลลูก ไม่ตั้งใจ ใช้วัตถุนิยม ใช้เงินใช้ทองฟาดหัวลูก พวกนี้รักลูกในทางที่ผิด ถามว่ามีลูกหลานคนรวยแบบนี้อีกเยอะไหม ? เยอะ ท่านผู้ชม VIP จำได้ไหม ที่ติดโควิด-19 มาแล้วไม่ต้องตรวจ นี่ก็อีก VIP หนึ่งเหมือนกัน สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือ ตอนนี้เศรษฐกิจก็ทรุด การเมืองก็เลว ทุกอย่างพึ่งพาไม่ได้เลยประเทศไทย หวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมว่าจะซื่อสัตย์กับเขาหน่อย ก็จะพึ่งพาได้ ก็ดันทะลึ่งพึ่งไม่ได้อีก แล้วประเทศนี้จะเหลืออะไรให้เราพึ่ง ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังที่ผมพูด

อย่าไปสับสนนะครับ อัยการดีๆ ก็ยังมีอยู่ ตำรวจดีๆ ก็ยังมีอยู่ ที่ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องของนายบอสเกิดขึ้นในยุคคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ไม่ได้เกิดขึ้นยุคนี้ เรื่องในยุคที่เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร. และคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทำสำนวนที่อ่อน ทำสำนวนเพื่อช่วยนายบอส แล้วส่งไปที่อัยการ

เรื่องก็อยู่ที่อัยการมาตลอด ไม่ได้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคนี้เลย จะเกี่ยวก็ตอนที่เขาไปหาพยานมาจากไหนก็ไม่รู้ เหมือนพยานแม่นาคพระโขนงเลย จู่ๆ ก็โผล่พรึ่บขึ้นมาทันที 2 คน มาให้การ เขาก็ส่งเรื่องนี้กลับมาให้ตำรวจยุคนี้ตรวจสอบว่า ให้คุณถามคำถามเขาอย่างนี้ 7 คำถาม ถามตามที่ผมต้องการ พอถามได้แล้วส่งคืนมาให้ผม ก็ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการสืบสวนสอบสวนและส่งผลนั้นมาให้ที่อัยการ อัยการก็ถือว่าทำหน้าที่สมบูรณ์แบบแล้ว แล้วคำตอบที่เขาให้ไปซักก็เป็นแนวทางที่ซักเพื่อให้ตอบมาเป็นการอุดช่องโหว่ของคดีนายบอส

ท่านผู้ชม คนจนหรือพวกเราๆ พวกท่านกับผม มีปัญญาทำอย่างนี้ไหม ไม่มีหรอก มีแต่คนรวยเท่านั้นที่จะทำได้ และถามว่างานนี้ต้องใช้เงินกันบ้างไหม ? แน่นอนที่สุด ส่วนจะใช้กันอย่างไร ใครรับเท่าไร ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆ

ท่านผู้ชม ท่านไสลเกษ ท่านประธานศาลฎีกา ท่านเคยพูด ซึ่งท่านก็จะหมดวาระของท่านในเดือนกันยายนนี้แล้ว ท่านพูดเอาไว้ชัดเจนว่า คุกในเมืองไทยมีเอาไว้ขังคนจนเท่านั้น คนรวยไม่ติดคุกหรอกครับ

แล้วก็นายบอส อยู่วิทยา ก็โชคดี โชคดีตรงไหนรู้ไหมท่านผู้ชม ? เขาโชคดีตรงที่ว่า ดาบวิเชียร กลั่นประเสริฐ ไม่มีลูก เมียเลิกไปแล้ว แม่ก็เสียชีวิต พ่อก็เสียชีวิต เหลือแต่พี่ชายกับพี่สะใภ้ เพราะฉะนั้นแล้ว นายบอส คุณเฉลิม อยู่วิทยา โดยใช้ทนายไปติดต่อ เพื่อชดเชยค่าเสียหายให้ ทางโน้นก็เรียกมา 8 ล้านบาท ตระกูลที่มีเงินเป็นแสนๆ ล้าน ก็บอกว่าแพงไป ต่อหน่อยได้ไหม 2 ล้านแล้วกัน ทางโน้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร นอกจากเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ ก็บอกว่าเอา 3 ล้านก็แล้วกัน เพิ่มอีก 1 ล้าน ทางนี้ก็ยิ้มแฉ่งเลย ก็ให้ไปเลย 3 ล้าน สำหรับคนที่เป็นพี่ชายดาบวิเชียร ก็คงคิดว่าเงิน 3 ล้านนี่เยอะแล้ว จริงๆ ไม่ควรมีสิทธิ์ได้เลย จริงๆ น้องชายตายไปแล้วก็ไม่มีใครรอรับเงิน มีฉันรอรับเงินคนเดียว ก็เอา 3 ล้าน ก็เลยต้องเซ็นยินยอมว่าจะไม่ติดใจดำเนินคดีอะไรๆ ทั้งสิ้น จะไม่ร้องเรียนอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นแล้วที่อัยการสูงสุดท่านพูดมา ท่านก็พูดน่ารัก แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า พี่ชายของดาบวิเชียรไม่มีสิทธิ์ที่จะร้องเรียนหรือฟ้องเองได้อีกต่อไป เพราะไปเซ็นยิมยอมเรียบร้อยแล้ว

เสียดาย ถ้าผมเป็นที่ปรึกษาของพี่ชายดาบวิเชียรตอนนั้น ต้องเรียก 200 ล้าน เพราะว่าคุณเฉลิม กับคุณดารณี ทำอย่างไรก็ไม่ยอมให้ลูกติดคุก เพราะว่าคนพวกนี้เขารักลูกและรังแกลูก ความรักที่เขามีต่อลูกคือการรังแกลูก

ท่านผู้ชม ผมจะเปรียบเทียบให้ฟัง เคยมีคดีเสี่ยรถเบนซ์ชนตำรวจเสียชีวิต ประมาณตี 1 ของวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 คุณสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เจ้าของธุรกิจผลิตอะไรไหล่ยานยนต์ ขับรถเบนซ์ E250 เดินทางกลับจากสนามไดรฟ์กอล์ฟด้วยอาการเมาสุรา แล้วก็ไปชนรถยนต์ซูซูกิ สวิฟต์ สีขาว ทะเบียน 2กก 3653 เป็นเหตุให้คนขับ รองตี๋ พ.ต.ท.จตุพร และนางนุชนาถ งามสุวิชชากุล สามี-ภรรยาในรถดังกล่าวเสียชีวิต มีน้องพลอย ลูกสาววัย 12 ขวบ ที่นั่งมาด้วย บาดเจ็บสาหัส คุณสมชาย เสี่ยสมชาย เข้าไปสารภาพผิดกับตำรวจ ไม่หนี ไม่มีทนาย ไม่มีตำรวจมาอุ้ม มาช่วยตัดข้อหาเมาสุราออก ไม่มี ยอมรับผิดหมดทุกอย่าง แล้วก็เอาเงินช่วยเหลือ

คุณสมชายถูกข้อหาขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด นายบอสก็โดนข้อหานี้ ขับรถขณะมึนเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย นายบอสก็เมาสุรา แต่ตำรวจไม่ได้เอาข้อหาเมาสุราใส่ไป สาม ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส ในที่สุดคุณสมชายก็ไปขอขมาศพ แล้วก็ช่วยเหลือไกล่เกลี่ย รับอุปการะลูกสาวทั้งสองคน ในการไกล่เกลี่ยชดเชยให้คุณแม่ของ พ.ต.ท.จตุพร ที่เสียชีวิต 2.5 ล้านบาท ชดใช้ให้ญาติฝ่ายนางนุชนาถ ที่เสียชีวิต 2.5 ล้านบาท ดูแลค่ารักษาพยาบาลของลูกสาววัย 12 ขวบ ที่บาดเจ็บ 1.5 ล้านบาท ชดเชยรถยนต์ที่เสียหายด้วยการซื้อรถคันใหม่ที่ดีกว่า ในราคา 1.5 ล้านบาท ดูแลเรื่องหนี้บัตรเครดิตให้ญาติทั้งสองฝ่าย อีก 5 ล้านบาท มอบเงินค่าดูแลลูกสาวทั้งสองคนในอนาคตอีกคนละ 15 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาท รวมค่าเสียหายที่นายสมชายชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรวมแล้วเป็นเงิน 45 ล้านบาท คุณสมชายรวยไม่ได้ 1 ใน 1,000 หรือ 1 ใน 10,000 ของคุณเฉลิม อยู่วิทยา แต่พี่ชายของ ด.ต.วิเชียร เรียกแค่ 8 ล้านบาท แล้วโดนต่อไป 2 ล้านบาท ต่อกลับมาขอเป็น 3 ล้านบาท ก็เลยเซ็นสัญญาที่ 3 ล้านบาท คนอะไรมันจะเค็มถึงขนาดนั้น ยิ่งรวยยิ่งเค็ม ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ ผมไม่ได้อิจฉานะ ความรวยของคน

แล้วปรากฏว่าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 คุณสมชาย ขึ้นศาล ศาลก็พิพากษาว่าคุณสมชายทำผิดจริง มีโทษจำคุก 6 ปี ปรับ 200,000 บาท แต่เนื่องจากสารภาพผิด ลดให้เหลือ 3 ปี และเขาสำนึกผิด ชดเชยต่อผู้เสียหาย ไม่เคยมีประวัติรับโทษมาก่อน ศาลก็เลยให้โอกาสรอลงอาญา 3 ปี รายงานตัวต่อผู้คุมประพฤติ บำเพ็ญประโยชน์ และห้ามดื่มสุรา

ท่านผู้ชมครับ ปรากฏว่าข้อเท็จจริงก็คือ คุณสมชายสารภาพผิด ไม่หนี ดูแลครอบครัวเขาอย่างดี ปรากฏว่าข่าวที่บัดซบที่สุด อัยการกำลังจะอุทธรณ์คดีคุณสมชายอีกแล้ว อุทธรณ์ไปว่าไม่เห็นด้วยกับการรอลงอาญา ขอให้ลงโทษ แต่กับกรณีนายบอส ยังไม่ทันขึ้นศาลเลย ก็สั่งไม่ฟ้องแล้ว จริงๆ อยู่บางคนที่เชี่ยวชาญกฎหมายบอกว่าอัยการไม่ผิด เพราะว่ามันเหตุสุดวิสัย ปัญหาคือ ท่านผู้ชมเคยเจอใครบ้างไหม คดีที่ขับรถชนคนตายแล้วอัยการไม่ฟ้อง จะผิดหรือไม่ผิด ไม่สำคัญ เมื่อเสียชีวิตปั๊บ ต้องไปให้ศาลเป็นคนตัดสิน ต้องฟ้อง ไม่ฟ้องไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นว่า 8 ปีนี้ ผมไม่รู้ว่าตระกูล “อยู่วิทยา” โดยคุณเฉลิม เสียเงินไปเท่าไร และผมไม่รู้ว่าเสียให้ใครด้วย แต่อย่างที่ผมพูดนะท่านผู้ชม ขอลมได้ลม ฝากลมได้ลม ต้องมีสิ่งที่แนบไปด้วย

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ผมก็เห็นใจนะ ผมเห็นใจพ่อแม่ คุณเฉลิม กับคุณดารณี รักลูก ยังไงก็ไม่ยอมให้ลูกขึ้นศาล ถ้าจบได้ที่ตำรวจ ที่อัยการ ให้มันจบกันตรงนี้เลย เสียเงินเท่าไรฉันไม่ว่า น่าจะเป็นลูกรักสุดสวาทขาดใจ เพราะว่าเป็นลูกคนเล็ก แล้วก็เท่าที่ทราบมาเป็นคนที่พ่อแม่รักมาก

ตระกูล “อยู่วิทยา” คุณเฉลียว อยู่วิทยา แต่ก่อน นานมาแล้ว คุณเฉลียวเสียชีวิตไปประมาณ 8 ปีที่แล้ว ตอนอายุ 88 ปี ปีนี้ต้อง 96 แล้ว ถ้าคุณเฉลียว 96 ผม 73 คุณเฉลียวก็แก่กว่าผม 23 ปี ผมก็เหมือนกับเป็นหลานคุณเฉลียวคนหนึ่ง คุณเฉลียวแต่ก่อนเป็นคนขายยา แล้วก็ไปอยู่ทางอีสาน ผมจำไม่ได้ หลวงตาเคยเล่าให้ผมฟัง

หลวงตามหาบัวเคยเล่าให้ผมฟัง ว่าคุณเฉลียวแต่ก่อนน่าจะอยู่กับพระอาจารย์จวน พระอาจารย์จวน คือพระเกจิอาจารย์ พระอรหันต์ที่ได้รับนิมนต์จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ฯ ในรัชกาลที่ 9 ให้มาทำกิจสงฆ์ที่กรุงเทพฯ โดยนั่งเครื่อง บดท. 2 เครื่องยนต์ แล้วเครื่องบินมาตกที่ปทุมธานี ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบิน พระอาจารย์จวนเรียกคุณเฉลียวไปพบ เพราะคุณเฉลียวเป็นโยมอุปัฏฐาก บอกว่าเราจะไปแล้วนะ แล้วเราไม่กลับมานะเฉลียว ผมจำได้ท่านหลวงตาเล่าให้ฟัง แล้วคุณเฉลียวก็ร้องไห้ ถามพระอาจารย์จวน แล้วผมจะไปอยู่กับใครล่ะครับหลวงพ่อ ท่านก็เลยบอกว่าให้ไปอยู่กับหลวงตาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด พอพระอาจารย์จวนสิ้นชีวิต มรณภาพไป คุณเฉลียวก็ไปอยู่กับหลวงตาบัว ไปอยู่กับท่านหลายสิบปีเลย ไปช่วยในงานวัด ผมเคยเจอคุณเฉลียว 2-3 ครั้ง ที่วัดป่าบ้านตาด นุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อคอปาด ขึ้นไปกราบหลวงตาบัว ลงมาก็เดินไปเดินมา บางทีไปก็เจอคุณเฉลียวกวาดลานวัด คนมีเงินเป็นแสนๆ ล้าน

คุณเฉลียวเป็นคนที่มีครอบครัว มีภรรยา 2 คน คนแรกชื่อคุณนกเล็ก มีลูกชายคนโต ชื่อ เฉลิม อยู่วิทยา แล้วก็มีลูกสาวอีก 2-3 คน และมีลูกชายคนเล็กอีกคนหนึ่ง ภรรยาคนที่ 2 เขาเรียกว่าสายภาวนา ภรรยาคนที่ 2 ชื่อคุณภาวนา หลั่งธารา มีคุณเฉลิม อยู่วิทยา เป็นลูกคนโต ดูแลกิจการต่างประเทศ แล้วก็ดูแล SPY Wine Cooler ส่วนสายของภรรยาคนที่ 2 คุณภาวนา หลั่งธารา ก็มีลูกชายชื่อคุณสราวุฒิ อยู่วิทยา เป็นคนที่ดูแลกระทิงแดงในประเทศ

เผอิญคุณเฉลิม มีการร่วมทุนกันระหว่างฝรั่งทางออสเตรีย กับกระทิงแดง ทำ Red Bull ขายอยู่ที่โน่น คุณเฉลิมก็เลยไปดูแลทางนั้น แต่สายคุณภาวนา ลูกทางสายนี้ประมาณ 6 คน เป็นสายธรรม ก็คือว่า ไปสร้างศาลาคุณเฉลียว คุณภาวนา สร้างกำแพงที่วัดป่าบ้านตาดยาวเหยียดเลย ตั้งไม่รู้กี่ร้อยล้านบาท แล้วในช่วงที่หลวงตาท่านระดมทุนหาเงินเอาทองช่วยชาติ คุณเฉลียวก็บอกหลวงตาว่า ท่านต้องการเท่าไร ผมจะถวายให้ หลวงตาบอกไม่เป็นไร ให้ประชาชนเขาถวายมา สร้างที่พักให้ลูกหลานคุณเฉลียว สายคุณภาวนา ภรรยาคนที่ 2 ไปปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นแล้ว สายภรรยาคนที่ 2 คือสายธรรม สายภรรยาคนแรกคือสายโลก สายโลกียะ เพราะฉะนั้นคุณเฉลิม คุณดารณี กับคุณวรยุทธ ก็คืออยู่ในสายโลก ผมเจอแต่สายธรรม

ผมก็ไม่รู้ว่าทางคุณเฉลิม กับคุณดารณี เลี้ยงลูกอย่างไร ผมไม่รู้จริงๆ ท่านผู้ชม แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่ง สิ่งที่มันเกิดขึ้นวันนี้ มันทำลายชื่อเสียงของคนในสกุล “อยู่วิทยา” คนในสกุล “อยู่วิทยา” ที่เป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วอยู่อย่างสมถะ ไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไร ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เดือดร้อนโดยที่ตัวเองไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงเพราะนายบอสเป็นคนที่สร้างเรื่องขึ้นมาทุกอย่าง จริงๆ เรื่องนี้ตั้งแต่แรกสุด ถ้ายอมรับผิด เหมือนกับที่คุณสมชายทำ เสี่ยเบนซ์ที่ไปชนสามี-ภรรยา แล้วก็มีลูกสาวคนหนึ่ง คุณแพรวา ก็ไปชนคนตายตั้ง 6 คน ก็ยังรอลงอาญาได้ ผมคิดว่าการที่คุณเอาลูกของคุณหนีออกไปต่างประเทศ แล้วคุณไม่ยอมให้เข้ามารับผิด หรือไม่ยอมสู้ และไม่ยอมที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผิด ทำให้ศาล ทำให้สังคมเห็นว่าคุณจริงใจ คุณไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนา แล้วคุณหนีไป แล้วรอให้อัยการพลิกคดีว่าคุณไม่ผิด ผมคิดว่าผมรับไม่ได้ และผมคิดว่าประชาชนคนไทยก็รับไม่ได้ คุณไม่รู้หรอกว่าเรื่องราวของคุณนี่ ผมสงสารตระกูล “อยู่วิทยา” และผมจะบอกอย่าง ผมจะอ่านอะไรให้ฟัง

เรื่องราวที่มันเป็นเรื่องที่เขาทำเป็นโจ๊กกันในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นโจ๊กที่แสนจะน่ารังเกียจ เขาเหยึยดหยามกัน ชาวบ้านคุยกัน
– เวลาขับรถเจอหมากับตำรวจตัดหน้า ทำอย่างไร ?
– อ้าว มึงต้องหักพวงมาลัยไปทางตำรวจสิวะ
– ทำไมเหรอ ?
– ไอ้โง่ ชนหมาตายมีสิทธิ์ติดคุก ถูกปรับตาม พ.ร.บ.ทรมานสัตว์
– แล้วถ้าชนตำรวจล่ะ ?
– อัยการสั่งไม่ฟัอง

อีกอันหนึ่ง เปิดให้บูชาเหรียญกระทิงแดง สรรพคุณ แคล้วคลาด ปลอดภัย หลุดพ้นจากคดี ไม่โดนฟ้องทุกข้อกล่าวหา จำนวนการผลิต 9,999 เหรียญ ราคา ขึ้นอยู่กับว่จะบูชาไปสู้กับคดีอะไร

อีกอันหนึ่ง เป่ายิงฉุบ สมัยเราเด็กๆ ค้อนแพ้กระดาษใช่ไหม ทฤษฎีนี้เป็นความจริง ค้อนที่ผู้พิพากษเคาะพิพากษา แพ้กระดาษเงิน ที่มันห่อค้อนเอาไว้

อีกอันหนึ่ง
ก : ลูกสัตว์ชนิดไหนที่จับยากที่สุด ?
ข : ลูกแมวหรือเปล่า ?
ก : เปล่า
ข : ลูกเสือไหม ?
ก : ไม่ใช่
ข : ลูกช้างก็น่าจะจับยากนะ มันตัวใหญ่ตั้งแต่เกิด
ก : มีจับยากกว่านี้อีก
ข : อะไร
ก : ลูกกระทิงแดง จับไม่ได้จริงๆ

“เงิน”
ตกใส่เหล็ก เหล็กบิ่น
ตกใส่หิน หินลอย
ตกใส่หอย หอยอ้า
ตกใส่หญ้า หญ้าตาย
ตกใส่ทราย ทรายทรุด
ตกใส่มนุษย์ หมดคุณธรรม

ท่านผู้ชมครับ คนล้อเลียนเอาเครื่องลางของขลังแบบใหม่ เอาขวดกระทิงแดงแขวนคอแทนห้อยพระ เอาฝากระทิงแดงมาแขวน ผมมีให้ดูเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวจะเอาให้ดูนะครับ

อยู่เชียงใหม่ อยู่นราธิวาส หรืออยู่ไหนๆ ในประเทศไทย ถ้าขับรถชนคนตายต้องติดคุก แต่ถ้าอยู่วิทยา ไม่ต้องติดคุก

ฝรั่งถามยายว่าทำไมคนไทยถึงไหว้ต้นไม้
ยายเลยตอบไปว่า “ประเทศนี้ศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง ยกเว้นกฎหมาย”

คุณเฉลียวครับ และคุณดารณีครับ คุณไม่รู้หรอกครับว่าสังคมไทย โซเชียลมีเดีย ประชาชนบ้านๆ อย่างผมเขามองพวกคุณอย่างไร ก่อนที่ผมจะจบเรื่องนี้ ผมอยากจะเตือนสติอะไรคุณอย่างหนึ่ง ผมก็ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว หลวงตาเคยเล่าให้ผมฟังว่า สนธิ ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง สมาทิยามิ การฆ่าคนตาย ฆ่าคนตายมีหลายแบบ เจตนา ไม่เจตนา แต่ก็ต้องตาย ทางธรรมก็ถือว่าเป็นกรรม ได้สร้างกรรมขึ้นมา คุณดารณี คุณเฉลิม เป็นห่วงลูกมากตอนที่ลูกต้องคดีและยังไม่ได้หนีไปอยู่ต่างประเทศตอนนั้น ถึงกับไปสร้างวัด ตัดลูกนิมิต สร้างอุโบสถที่วัดศรีบุญเรือง ที่ อ.สว่างแดนดิน

ชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่าคุณดารณียืนอยู่บนอุโบสถ แล้วดูลูก คือคุณบอส ตัดลูกนิมิต ก็หวังให้กุศลผลบุญนี้จะส่งผลให้ไม่ลำบาก แต่ผมจะเรียนให้ทราบ คนที่ทำให้คนตาย จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ในทางธรรมแล้ว ถือว่าลงนรกครับ หนีไม่พ้น วันนี้คุณอาจจะหลงใหลกับทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ หรือคุณอาจจะหลงใหลว่าทุกคน คุณขอความช่วยเหลืออะไรไป แล้วมีสิ่งที่แนบไปด้วยติดไป ทุกคนช่วยคุณหมด ถ้าคุณยังเอาเงินเป็นตัวตั้งเหมือนทุกวันนี้ แล้วคุณสอนให้ลูกรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เงินซื้อไม่ได้ คุณกำลังรังแกตัวคุณเองและรังแกลูกคุณด้วย

ผมรู้ว่าคุณมีเครื่องบินส่วนตัว ผมรู้ว่าคุณรวย รวยแล้วยังไง วันนี้คุณมีเงินเป็นแสนล้าน ผมถามว่าคุณมีความสุขหรือเปล่า คุณมีไหม ความสุข ลูกชายคุณบินกลับมา จะด้วยเหตุใดก็ตาม เขาปลดล็อกแล้ว ไม่มีหมายจับแล้ว แล้วลูกชายคุณจะเดินถนนอย่างไร บอกว่าผมชื่อวรยุทธ ชื่อบอส อยู่วิทยา ไม่มีใครไม่รู้จักลูกชายคุณตอนนี้ เขารู้จักลูกชายคุณในฐานะที่ลูกชายคุณขับรถชนคนตาย แต่ว่าเนื่องจากครอบครัวรวยก็เลยหลุดคดี คุณมีความสุขหรือ แล้วชีวิตลูกชายคุณต่อไป จนกระทั่งเป็นหนุ่ม มีครอบครัว โตไปเรื่อยๆ นี่คือตราบาปที่อยู่กับเขา และคนซึ่งพวกพี่น้องของคุณ “อยู่วิทยา” ด้วยกัน ที่ไม่รู้เรื่องด้วย เขามีความสุขไหม เขาก็โดนตราหน้าเหมือนกันว่าพวกนี้เอาเงินซื้อทุกอย่างในประเทศไทย เงินมันซื้อไม่ได้ทุกอย่างหรอก อย่างน้อยที่สุด ความสุขทางใจ ความสงบ มันซื้อไม่ได้จริงๆ คุณจะเอนจอย จะลันล้า จะชิลกับเครื่องบินส่วนตัวของคุณ กับรถราคาสิบกว่าล้านของคุณ กับการที่ไปใส่เพชร ใส่ข้าวของแพงๆ แล้วก็อยู่ในวงสังคมไฮโว ก็เรื่องของคุณ เชิญตามสบาย แต่ผมจะบอกให้คุณรู้ว่าถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยเกิดขึ้น ความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง และกรณีของคุณบอส ก็จะเป็นกรณีหนึ่งในหัวข้อที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา จำคำพูดผมไว้

ผมคิดว่าคุณคงไม่ทำหรอก ถ้าคุณทำแล้วคุณใจสงบ แล้วดวงตาเห็นธรรม และคุณเข้าใจ แล้วคุณคิดว่าคุณอยากจะเปลี่ยนแปลงลูก ผมแนะนำให้ลูกคุณอุปสมบทอุทิศส่วนกุศลให้กับดาบวิเชียร อุทิศส่วนกุศลให้กับอะไรก็ตามที่คุณทำพลาดในอดีต คุณบอส แล้วถ้าเป็นไปได้อย่าบวช 7 วัน บวชไปเลยสัก 5 พรรษา 5 ปี ดีที่สุดถ้าจะให้หลุดพ้นเวรกรรมนั้น คือบวชแล้วไม่ต้องสึก

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ น่าจะเชิญคุณเฉลิม คุณบอส และคุณดารณี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย จุดขายคือ เงื่อนไขข้อแรก ต้องรวยจริงๆ และรวยมากๆ ถ้ารวยจริง รวยมาก มาเมืองไทยไม่มีวันติดคุก สวัสดีครับท่านผู้ชม