fbpx

30 ปีที่เลวร้ายที่สุดของชาวอเมริกัน คือ 30 ปีที่ดีที่สุดของชาวจีน

ใช้เวลาอ่าน: < 1 นาที

ศ.คิชอร์มาห์บูบานี (Kishore Mahbubani) อดีตเอกอัครราชทูตแทนถาวรของสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ และเคยดำรงตำแหน่งคณบดีของสถาบันนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) รวมถึงเป็นนักวิชาการรับเชิญของม.ฮาร์วาร์ดให้สัมภาษณ์นายร็อบจอห์นสันในรายการ NEW ECONOMIC THINKING ที่เผยแพร่ทาง YouTube เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 เรื่องเนื้อหาในหนังสือ จีนชนะหรือยัง? : การท้าทายของจีนต่อการเป็นผู้นำของอเมริกา (Has China Won : The Chinese Challenge to American Primacy)


สหรัฐฯจาก Democracy สู่ Plutocracy

“สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นในหนังสือคือมันมีความเข้าใจผิดของชาวอเมริกันเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของอเมริกาและในทางกลับกันคือความอ่อนแอของจีนยกตัวอย่างเช่นมันเป็นความเชื่อโดยหมดใจเชื่อแบบแน่ๆชัวร์ๆว่าเมื่อใดที่ระบอบประชาธิปไตยต้องสู้รบกับระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ประชาธิปไตยจะต้องชนะอย่างแน่นอนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กับสหภาพโซเวียต

“แต่เมื่อลงลึกลงไปในรายละเอียดและทำความเข้าใจว่าอะไรคือสถานการณ์ในแกนกลางของสังคมอเมริกันกับสถานการณ์ในแกนกลางของสังคมจีนคุณจะพบว่าขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องประสบกับความท้าทายเชิงโครงสร้างโดยความท้าทายเชิงโครงสร้างหนึ่งที่สำคัญมากคือรายได้เฉลี่ยของผู้ที่มีรายได้น้อย 50% หรือครึ่งหนึ่งของประชากรนั้นในห้วง 30 ปีที่ผ่านมารายได้ของคนกลุ่มนี้ลดต่ำลงเรื่อยๆและอย่างที่ผมวิเคราะห์เอาไว้ในหนังสือคือนี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ (ว่าอยู่ดีๆคนจนก็มีรายได้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง) แต่เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมอเมริกันที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่มั่งคั่งจากระบอบประชาธิปไตย (Democracy) ไปเป็นประเทศที่ปกครองด้วยคนมีเงิน (Plutocracy)

“ในทางตรงกันข้ามในห้วงเวลา 30 ปีเดียวกันขณะที่ชาวอเมริกันผู้มีรายได้ฐานล่าง 50% กำลังลดต่ำลงในช่วง 30 ปีนั้นเองประชาชนชาวจีนผู้มีรายได้เป็นฐานล่าง 50% กลับมี 30 ปีที่ดีที่สุดในรอบ 3,000 ปี”

จากกราฟด้านบนซึ่งเป็นตัวเลขจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ให้เห็นว่าในภาพรวมตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่มีการเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อโดยดูจากค่าครองชีพหรือ GDP at Purchasing Power Parity (PPP) ของจีนนั้นแซงสหรัฐฯไปตั้งแต่ปี 2557 (ค.ศ.2014) แล้วโดยในปีดังกล่าว GDP PPP ของจีนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 18.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 570 ล้านล้านบาท) ขณะที่ GDP PPP สหรัฐฯอยู่ที่ 17.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (545 ล้านล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าขนาดของระบบเศรษฐกิจจีนนั้นใหญ่โตแซงหน้าสหรัฐฯขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว

แน่นอนว่าณปัจจุบันชาวจีนโดยเฉลี่ยแล้วยังยากจนกว่าชาวสหรัฐฯเพราะเมื่อหารเป็นรายได้ต่อหัวแล้วอย่างไรก็ตามเมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลขรายได้ต่อหัวในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่ารายได้ต่อหัวของชาวจีนเพิ่มขึ้น 32.5 เท่าส่วนชาวอเมริกันรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 2.8 เท่าเท่านั้น 

รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีสหรัฐฯ vs จีน
30 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1989-2019)

ในปี 2562 (ค.ศ.2019)
ชาวสหรัฐฯมีรายได้ต่อหัวต่อปีอยู่ที่ $65,111ราว 2 ล้านบาท
ส่วนจีนรายได้ต่อหัวต่อปีอยู่ที่ $10,098ราว 3.15 แสนบาท

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วในปี 2532 (ค.ศ.1989)
สหรัฐฯรายได้ต่อหัวอยู่ที่   $22,857.20  ราว 711,000 บาท
ชาวจีนรายได้ต่อหัวอยู่ที่       $310.88 ราว 9,700 บาท

อ้างอิง : ตัวเลขจากธนาคารโลก (WorldBank)

ศ.คิชอร์มาห์บูบานีกล่าวต่อว่า “จะเห็นได้ชัดว่าในห้วงเวลาที่ประชาชนชาวจีนได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ต้องจำไว้ว่าในประวัติศาสตร์หลายพันปีของจีนคนกลุ่มล่าง 50% นั้นต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตลอดพวกเขาอดตายไปไม่รู้เท่าไหร่ไม่ว่าจะจากสงครามกลางเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่

“แต่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาชาวจีนซึ่งลำบากมามากมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาบ้านที่อยู่อาศัยระบบสาธารณสุขการเดินทางท่องเที่ยวซึ่งชาวจีนเหล่านี้ไม่เคยได้รับโอกาสมาก่อนในชีวิต … แต่ในขณะที่ชาวจีนกำลังประสบกับความเจริญรุ่งเรืองในห้วง 30 ปีที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสหรัฐอเมริกากลับมาบอกว่า ‘คนจีนควรจะล้มล้างพรรคคอมมิวสต์จีนเสีย’ (หัวเราะ)คนจีนซึ่งได้ยินก็คงเกาหัวแล้วบอกว่าพวกเรามี 30 ปีที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์นะ” 

จีนจาก Communism สู่ Meritocracy

นอกจากนี้อดีตเอกอัครราชทูตแทนถาวรของสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติยังยกตัวอย่างด้วยว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนณปัจจุบันยังเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ในรูปลักษณ์ที่ตรงกันข้ามกับพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตซึ่งเต็มไปด้วยสมาชิกพรรคหัวคร่ำครึ (Apparatchik) อย่างสิ้นเชิงโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบันถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่ใช้ระบบการปกครองที่ไม่มีชนชั้นแต่วัดจากฝีมือ (Most Meritocratic Political Party) ที่สุดในโลก

“การเลือกคนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำให้ได้คนที่ดีที่สุดมาปกครองประเทศคุณคงรู้จักหวังฉีซาน (รองประธานาธิบดีจีนอดีตนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งและประธานคณะกรรมาธิการจัดโอลิมปิกปี 2008) คุณรู้ดีว่าคนพวกนี้เก่งขนาดไหน (พิธีกรพยักหน้า) … 

china-leaders
(ซ้าย) หวังฉีซานกับสีจิ้นผิง

“และเมื่อคุณใช้แนวคิดแบบอุดมคติเพื่อสะท้อนภาพและบอกว่าประชาธิปไตยจะสามารถเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ได้แน่นอนแต่เมื่อสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ให้ลึกลงไปจะพบว่านี่ไม่ใช่การแข่งขันกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบคอมมิวนิสต์แต่เป็นการแข่งขันกันระหว่างระบอบที่ปกครองด้วยคนมีเงิน (Plutocracy) กับระบอบที่ปกครองด้วยคนมีฝีมือ (Meritocracy)”

เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับประชาชนชาวจีนนักวิชาการชาวสิงคโปร์ตอบว่าในท้ายที่สุดการบริหารประเทศอย่างจีนที่มีประชากร 1,400 ล้านคนให้อยู่ดีมีสุขและอยู่ด้วยกันได้มันเป็นภารกิจที่ท้าทายมากซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ตลอดระยะเวลาหลายพันปีของจีนบ้านเมืองล้วนตกอยู่ในความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองโดยประเทศจีนแตกออกเป็นเสี่ยงๆมากกว่าที่จะรวมกันได้เป็นหนึ่งดังเช่นปัจจุบัน

การที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่แข็งแกร่งและรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางสามารถทำให้ประเทศสงบสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อนับตั้งแต่ 40 ปีที่แล้วที่เติ้งเสี่ยวผิงผู้นำรุ่นที่ 2 ประกาศนโยบายเปิดประเทศและนโยบาย 4 ทันสมัย

นโยบาย 4 ทันสมัย (Four Modernizations)

เติ้งเสี่ยวผิงบนปกนิตยสาร TIME ปี 2522 (..1979)

นโยบาย 4 ทันสมัยหรือซื่อเก้อเสี้ยนไต้ฮั่ว (四个现代化) คือการพัฒนาเศรษฐกิจ 4 เรื่องได้แก่ การเกษตร, อุตสาหกรรม, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศ

ในปี 2521 (ค.ศ.1978) เกิดการเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจากระบบรวมศูนย์มาสู่ระบบเปิดเสรีทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ทันสมัยภายใต้ระเบียบโลกทางเศรษฐกิจ

“เสรีนิยมใหม่” ที่อุบัติขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 1970 การพัฒนาเศรษฐกิจในยุคเติ้งเสี่ยวผิงได้รับการสืบทอดและปฏิบัติจากผู้นำรุ่นสู่รุ่นที่ 3 (เจียงเจ๋อหมิน) รุ่นที่ 4 (หูจิ่นเทา) และรุ่นที่ 5 (สีจิ้นผิง)

“ที่สำคัญคือภารกิจที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่การเผยแพร่หรือส่งออกแนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศอื่น แต่เป้าหมายหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบันกลับกลายเป็นการฟื้นฟูอารยธรรมจีน (Revive Chinese Civilization) และนำจีนกลับมาสู่ในจุดที่จีนเคยอยู่ในโลก … ทั้งนี้สิ่งที่อยู่ในหัวสมองของชาวจีนมาตลอดในช่วง 150 ปีนับตั้งแต่สงครามฝิ่นจนถึงการรุกรานของญี่ปุ่นคือความอับอายขายหน้าซึ่งพวกเขาต้องการได้รับการยอมรับนับถืออีกครั้งจากชาวโลก” ศ.มาห์บูบานีวิเคราะห์และว่าในช่วงเวลานี้เองสหรัฐอเมริกากลับตบหน้าคนจีนและทำให้คนจีนคิดว่า “พวกเขา (สหรัฐฯ) พยายามทำให้เราขายหน้าอีกแล้ว!!!”

ทั้งนี้เมื่อเทียบกับสงครามเย็นครั้งก่อนหน้าระหว่างสหรัฐฯ vs สหภาพโซเวียตสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ vs จีนจะเห็นได้ว่าณปัจจุบันคนที่ทำตัวเหมือนกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นของศตวรรษที่ 20 คือสหรัฐฯเสียเองไม่ใช่จีน

ประเด็นที่นักวิชาการชาวสิงคโปร์พยายามชี้ให้เห็นคือสงครามเย็นครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันสะสมอาวุธหรือหัวรบนิวเคลียร์แต่การแข่งขันไปอยู่ในภาคของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีซึ่งสิ่งที่สหรัฐฯควรทำคือลดงบประมาณด้านกลาโหมและการทหารลงเพื่อไปพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) แต่สหรัฐฯกลับทำไม่ได้ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯนั้นมากมายเกินไปไม่สมเหตุสมผลและไม่มีความจำเป็นโดยสิ้นเชิง

“สิ่งที่สหรัฐฯควรทำคือตัดงบด้านการทหารลงครึ่งหนึ่งแต่นั่นเป็นไปไม่ได้ซึ่งนั่นทำให้สหรัฐฯกลายเป็นสหภาพโซเวียตเมื่อครั้งสงครามเย็น … นี่คือความแตกต่างระหว่างสงครามเย็นในอดีตกับปัจจุบัน”

ตัวเลขงบประมาณปี 2019 สหรัฐฯใช้งบประมาณด้านการทหารและกลาโหมมากถึง 732,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (22.7 ล้านล้านบาท) มากกว่าประเทศอีก 10 ประเทศรองลงไป (จีน, อินเดีย, รัสเซีย, ซาอุดิอาระเบีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้และบราซิล) ที่ใช้งบประมาณด้านการทหารมากที่สุดในโลกรวมกันเสียอีก (รวมกัน 726,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 22.5 ล้านล้านบาท)

อ้างอิง

Has China Won?