fbpx

ผลวิจัยอังกฤษชี้การ ‘สวมหน้ากาก’ อย่างแพร่หลายช่วยป้องกัน ‘โควิด-19’ ระบาดระลอกสอง

ใช้เวลาอ่าน: < 1 นาที

รอยเตอร์ – การรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยอย่างแพร่หลายมีส่วนช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และอาจป้องกันการแพร่ระบาดระลอกสองเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการล็อกดาวน์ ผลวิจัยในอังกฤษเผยวันนี้ (10 มิ.ย.)

งานวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยกรีนิชพบว่า คำสั่งล็อกดาวน์เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถยับยั้งการระบาดซ้ำของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งทำให้เกิดโรคโควิด-19 แต่หากประชาชนพร้อมใจกันสวมหน้ากากในที่สาธารณะจะทำให้อัตราการแพร่เชื้อลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเป็นแค่หน้ากากโฮมเมดก็ตาม

“งานวิจัยของเราให้ผลลัพธ์ที่สนับสนุนนโยบายสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ซึ่งทั่วโลกกำลังใช้อยู่ในตอนนี้” ริชาร์ด สตัตต์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุ

ทีมนักวิจัยพบว่า การสวมหน้ากากอย่างแพร่หลาย บวกกับการเว้นระยะห่างทางสังคมและมาตรการล็อกดาวน์บางส่วน “เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยควบคุมโรคระบาดใหญ่ และฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้” ระหว่างที่โลกยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19

นักวิจัยกลุ่มนี้ได้ศึกษาเปรียบเทียบโมเดลการแพร่เชื้อในกลุ่มประชากรเพื่อคำนวณหาค่า R (reproduction number) ซึ่งหมายถึงจำนวนคนโดยเฉลี่ยที่ผู้ติดเชื้อรายหนึ่งจะสามารถแพร่เชื้อให้ได้ และพบว่าหากประชากรส่วนใหญ่สวมหน้ากากในที่สาธารณะจะสามารถลดค่า R ลงได้เป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการสวมหน้ากากหลังแสดงอาการป่วยแล้ว

งานวิจัยยังพบด้วยว่า ในทุกๆ ฉากทัศน์ (scenarios) ที่ทำการศึกษา หากประชากรเกิน 50% ขึ้นไปสวมหน้ากากก่อนออกจากบ้านจะช่วยให้ค่า R ลดลงต่ำกว่า 1.0 ซึ่งป้องกันความเสี่ยงที่เชื้อจะกลับมาระบาดซ้ำ และเปิดโอกาสให้รัฐสามารถผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ได้

ผลการศึกษานี้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ Proceedings of the Royal Society A

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำแนะนำล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (5) ให้รัฐบาลทั่วโลกส่งเสริมประชาชนสวมหน้ากากผ้าในที่สาธารณะ เพื่อลดอัตราการแพร่เชื้อโควิด-19