fbpx

นักเศรษฐศาสตร์โนเบลชื่อดังจวก “ทรัมป์” รับมือไวรัสโคโรนาเหมือนโลกที่ 3 ! อเมริกัน 26 ล้านขอชดเชยว่างงาน “วอลสตรีท” เตรียมกลับมาเปิดฟลอร์ซื้อขาย

ใช้เวลาอ่าน: < 1 นาที

เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – โจเซฟ สติกลิตซ์( Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลออกมาวิจารณ์ผู้นำสหรัฐฯว่า ทำให้อเมริกาดูเหมือนโลกที่ 3 จากมาตรการรับมือวิกฤตการระบาดของทำเนียบขาวที่เห็นชาวอเมริกันต่อแถวเข้าคิวรับอาหารแจกยาวเป็นหางว่าว ต้องทนทำงานทั้งๆที่ป่วยและเสียชีวิตเพราะไม่มีการรักษาพยาบาลพอเพียง เตือนสหรัฐฯเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ สอดคล้องตัวเลขล่าสุดชาวอเมริกันจำนวน 26 ล้านคนขอรับความช่วยเหลือว่างงานจากวิกฤต แหล่งข่าวเปิดเผยตลาดหุ้นวอลสตรีทเตรียมเปิดทำการเฟสแรกเดือนหน้าแต่อาจเปลี่ยนแปลงได้

CNN สื่อสหรัฐฯรายงานวันนี้(23 เม.ย)ว่า แหล่งข่าวใกล้ชิด 2 คนเปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์วอลสตรีทอาจเริ่มเปิดทำการในลักษณะเป็นเฟสไปหลังจากวันที่ 15 พ.คไปแล้ว

ทั้งนี้แหล่งข่าวทั้งสองที่ได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE ไมเคิล บลอกรันด์ (Michael Blaugrund) กล่าวว่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเวลา

ทั้งนี้พบว่าบลอกรันด์ได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นเวลา 40 นาทีกับพนักงานตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE รวมไปถึงผู้บริหารบริษัทต่างๆและบรรดาโบร๊กเกอร์ โดยเขายืนยันว่าฟลอร์ซื้อขายเปิด แต่จะมีการจำกัดจำนวนคนอยู่ข้างใน รวมไปถึงจะใช้มาตรการเว้นระยะทางสังคมภายในห้องซื้อขาย

รวมไปถึงจะมีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกคนที่ผ่านเข้าตึกเข้าไป แหล่งข่าว 2 คนยังเปิดเผยว่า บลอกกรันด์ชี้ว่า ฟลอร์ซื้อขายตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NYSE Arca Options ที่เมืองซานฟรานซิสโกคาดว่าจะกลับมาเปิดได้ในวันที่ 3 พ.ค

เมื่อวานนี้(22) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อดัง โจเซฟ สติกลิตซ์( Joseph Stiglitz) ออกมาวิจารณ์การทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการรับมือวิกฤตการระบาดที่เห็นสหรัฐฯเสียชีวิตและติดเชื้อมากที่สุดในโลก

โดยล่าสุดสหรัฐฯมีคนตายจากโรคโควิด-19ไปแล้ว 46,785 คน ซึ่งเมืองนิวยอร์ก 15,074 คนมีคนเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 5 ของโลกหากไม่รวมสหรัฐฯ และสหรัฐฯยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเข้าใกล้ล้านคน โดยในวันพฤหัสบดีมีคนติดเชื้อในอเมริกาที่ 842,624 คน ห่างมากจากอันดับ 2 สเปนที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ 213,024 คน

สติกลิตซ์กล่าวว่า ทรัมป์ทำให้สหรัฐฯกลายเป็นประเทศโลกที่ 3 และยังใกล้จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยครั้งมโหฬารเป็นครั้งที่ 2 โดยเขาได้ชี้ให้เห็นถึงแถวที่ยาวเหยียดของคนอเมริกันอย่างที่ทั่วโลกไม่เคยเห็นมาก่อนที่ต้องเข้าคิวต่อแถวยาวนานหลายสัปดาห์เพื่อรอรับอาหารบริจาคจากจุดแจกอาหาร

คนอเมริกันจำเป็นต้องออกไปทำงานทั้งๆที่ป่วยเพราะไม่สามารถลาหยุดได้ และคนอเมริกันต้องเสียชีวิตเพราะไม่มีการรักษาพยาบาลเนื่องจากไม่มีประกันสุขภาพ

สติกลิตซ์ที่เป็นขาประจำของทรัมป์ยังชี้ให้เห็นถึงตัวเลขว่า 14% ของประชากรชาวอเมริกันอยู่ในสภาพที่อดอยากจำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือของรัฐจากโครงการฟู๊ดสแตมป์ ซึ่งในช่วงที่โรงเรียนในสหรัฐฯต้องหยุดเรียนพบว่ามีบางโรงเรียนในเขตเบย์แอเรียซานฟรานซิสโกได้ทำโครงการอาหารกลางวันแจกฟรีให้นักเรียนออกมารับเพราะเป็นห่วงว่า เด็กเหล่านี้จะไม่มีอาหารรับประทาน

เขายังคาดการณ์ต่อว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของสหรัฐฯไม่สามารถแบกรับต่อปัญหาการว่างงานครั้งใหญ่ในสหรัฐฯได้ ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าสหรัฐฯอาจเห็นตัวเลขอัตราว่างงาน 30%

อ้างอิงจากเอพี รัฐบาลสหรัฐฯแถลงวันนี้(23)ถึงตัวเลขพลเมืองอเมริกันที่ขอรับความช่วยเหลือการว่างงานรวม 5 สัปดาห์ล่าสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโรคระบาดแตะถึง 26 ล้านคนหลังสัปดาห์ที่ผ่านมามีกว่า 4.4 ล้านคนยื่นขอรับสวัสดิการเงินชดเชย

โดยพบว่า 1 ใน 6 ของแรงงานอเมริกันได้ถูกเลิกจ้างนับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า อัตราการว่างงานสหรัฐฯประจำเดือนเมษายนจะอยู่ที่ 20%

“เราไม่มีระบบภูมิคุ้มกันทางสังคม(safety net)ที่ดีพอ ความไม่เท่าเทียมกันในสหรัฐฯมีกว้างจนเกินไป โรคร้ายนี้มีเป้าหมายไปที่กลุ่มคนที่มีสุขภาพเลวร้าย ซึ่งในโลกที่พัฒนาแล้ว สหรัฐฯถือเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่แย่ที่สุดและมีความไม่เท่าเทียมด้านสุขภาพสูง”

สติกลิตซ์ยังชี้ไปที่ปัญหาที่ทำให้คนอเมริกันยังจำเป็นต้องไปทำงานทั้งๆที่ตัวเองติดเชื้อเป็นเพราะพรรครีพับลิกันของผู้นำสหรัฐฯคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาสามารถหยุดงานเป็นเวลา 10 วันโดยที่ยังคงได้รับเงินเดือน

พรรครีพับลิกันคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้น

สติกลิตซ์ให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดียนกล่าวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หากปล่อยให้สหรัฐฯอยู่ในมือของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำเสียงข้างมากวุฒิสภาสหรัฐฯ มิตช์ แม็คคอนเนล สหรัฐฯจะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน แต่ยืนยันว่าจะสามารถแก้ไขได้หากมีโครงสร้างทางนโยบายที่ถูกต้อง

เขาชี้ว่าผลจากการบริหารอย่างผิดพลาดของทรัมป์ทำให้สำนักงานจัดการวิกฤตโรคระบาดของทำเนียบขาวต้องถูกปิด งบให้กับสำนักงานควบคุมโรคและการป้องกันสหรัฐฯ CDC ถูกตัด สหรัฐฯดิ่งเข้าสู่วิกฤตจากการที่ไม่มีเครื่องมือตรวจไวรัส และอุปกรณ์ป้องกันเพียงพอ

และจากการให้ท้ายของผู้นำสหรัฐฯทำให้มีหลายรัฐต้องการที่จะเปิดอีกครั้งที่อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่พาหะโรคและนำมาสู่การระบาดรอบใหม่

สติกลิตซ์ชี้ช่องว่า หากว่าทรัมป์แพ้การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง และฝ่ายพรรคเดโมแครตมีชัยและสามารถควบคุมได้ทั้ง 2 สภาสำเร็จ สหรัฐฯจะเดินหน้าไปสู่หนทางที่ดีขึ้น