fbpx

ความฝันไม่มีวันหมดอายุ “ศิลปินโมเดลจิ๋ว” โกยรายได้หลักล้านต่อเดือน!!

ใช้เวลาอ่าน: 2 นาที

แม้จะเกษียณวัย แต่หัวใจยังไม่เกษียณ!! อดีต รปภ. แบงก์ชาติ “ลุงติ๊ก สเกล” เดินตามฝัน ผันตัวเองสู่นักทำโมเดลมืออาชีพ ประสบความสำเร็จ ทำรายได้สูงถึงหลักล้านต่อเดือน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เส้นทางชีวิตก็ผ่านอุปสรรคมามากมาย ชีวิตล้มเหลว ติดหนี้ ต้องแยกทางกับภรรยา 

จากเงิน 1,500 สู่รายได้หลักล้าน

“เอาเงินพันกว่าบาทที่เหลือสุดท้าย ไปซื้ออุปกรณ์มาลองทำจนหมด ชิ้นแรกที่ทำไม่มั่นใจ และไม่เต็มใจทำด้วย เพราะรู้ว่าไม่มีความสามารถ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับ ยังไงก็ต้องทำ อีกอย่างเราทำอะไรไม่ได้แล้ว เงินไม่มีแล้วก็ลองดู”

ส.ท. พงศ์กาณฑ์ โกมลกนก หรือ “ลุงติ๊ก สเกล” ศิลปินทำโมเดลจิ๋ว วัย 61 ปี ที่ผันตัวเองจากอดีต รปภ. เดินตามฝัน นำทักษาะวิชาความรู้ศิลปะที่เคยเรียนมาจากวิทยาลัยเพาะช่าง ออกเดินทางตามหาความฝัน เริ่มต้นอาชีพใหม่ในวัย 58 ปี

แม้การเริ่มต้นตามความฝันของลุงติ๊กจะอยู่ในวัยเกษียณแล้ว แต่หัวใจลุงติ๊กยังไม่เกษียณ เพราะลุงติ๊กเชื่อเสมอว่า ความฝันของคนเราไม่มีวันหมดอายุ เริ่มด้วยต้นทุน 1,500 บาท และเป็นต้นทุนที่เป็นเงินก้อนสุดท้ายในครอบครัว

“วันหนึ่งเงินเหลือพันกว่าบาท ลูกชายเขาเป็นคนชอบเล่นรถสเกล เขาก็ไปเห็นในเพจว่ามีการขายฉาก เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า พ่อเรียนศิลปะมา พ่อน่าจะทำได้ก็เลยลองทำดู

งานชิ้นแรกที่ทำคือเป็นภูเขา ชิ้นเล็กๆ เราไม่กล้าตั้งราคา เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครซื้อไหม ก็เลยใช้วิธีประมูล ก็ขายได้ 280 บาท พอขายได้เราก็มองว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะเราตั้งเป้าไว้ว่าพอให้มีกินมีใช้ ทำไปเรื่อยๆ ราคาก็อัปขึ้น ทุกชิ้นที่ขายคือมาจากการประมูลหมดแล้วมันก็แพงขึ้นเรื่อยๆ”

สำหรับผลงาน ที่เรียกได้ว่าเป็น Masterpiece ที่ทำให้คนรู้จักชายวัย 61 ปี คนนี้ และเป็นที่รู้จักในวงการมากขึ้น นั่นคือ การทำวงเวียนบางแสน

“มันมีงาน Masterpiece เป็นงานสั่งทำชิ้นแรก เป็นวงเวียนบางแสน ลูกชายตีราคาไป 3,000 บาท เราก็เครียดว่าราคา 3,000 บาท มันเยอะนะ แล้วเรามือใหม่ด้วย ก็พยายามทำให้ดีที่สุด พอทำออกไปส่งหน้างานมันเหมือนมาก ทำให้ความรู้สึกที่เรากลัว ความรู้สึกที่เราไม่มั่นใจมันกลับมาหมดเลย ตั้งแต่งานนั้นมาผมไม่กลัวอะไรเลย และยังเป็นงานสร้างชื่อให้ผม คนในวงการก็รู้จักผมเพราะงานนี้”

เพิ่งทำความฝันมาได้ 3 ปี ชายวัย 61 ปี ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จมากมายขนาดนี้ แถมยังมีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ลุงติ๊ก ยังเคยให้สัมภาษณ์ ถึงรายได้ส่วนใหญ่มาจากโมเดลที่ขายแบบเปิดประมูลมากกว่า และเมื่อรวมกันกับเงินที่ได้จากการเปิดคอร์สสอนแล้ว เดือนๆ หนึ่ง โกยรายได้อยู่ที่ประมาณหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว

“ตอนนี้ก็มีงานเข้ามาไม่หยุด บางทีก็จองกันครึ่งปี สำหรับ 2 ปีกว่าที่ทำมามี 2,000 ชิ้น เยอะมาก รายได้ที่เข้ามามันก็อยู่ได้ ตอนนี้ดีกว่า ผมทำงานเดือนหนึ่งน่าจะรายได้เหมือนทำงานมาครึ่งปี แตกต่างกว่ากันเยอะ

งานผมจะมีอยู่ 3 ประเภท ประเภทที่ 1 เป็นงานพรีออเดอร์ คือเหมือนกัน 20 ชิ้น ใครจะเอาจองมา ประเภทที่ 2 คือเป็นงานที่เราอยากทำอะไรก็ทำเพื่อที่จะนำไปประมูล อย่างที่ 3 คืองานตามสั่ง คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จนะ เราตั้งเป้าไว้ และไม่ได้คิดว่าจะมาได้ขนาดนี้ คิดว่าทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

แล้วมันไปได้เรื่อยๆ มันก็ดีใจ ลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ของผม เป็นลูกค้าที่สะสมรถสเกล เขาก็จะสั่งฉากที่จะไปวางกับรถสเกล เพื่อที่จะไปวางถ่ายรูป วางโชว์”

[ผลงานลานจอดรถ]

แม้จะจบทางด้านศิลปะมาก็จริง แต่โอกาสที่จะทำงานศิลปะแทบไม่มีเลย พอมีครอบครัวก็จำเป็นต้องวางสิ่งที่ชอบไว้ก่อน เพื่อที่จะหางานที่มั่นคงดูแลครอบครัวได้

“จริงๆ งานโมเดล มันไม่มีสอนนะที่วิทยาลัยเพาะช่าง เพราะเรียนสาขาประติมากรรมสากล เราได้พื้นฐานจากงานวิชาที่เราเรียน ทฤษฎีสี องค์ประกอบศิลป์ เราเอามาช่วยในงานของเรา คืองานนี้เราฝึกฝนด้วยตัวเอง เราก็ไม่เชิงทิ้งไปร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็พยายามจุดไฟให้มันอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้มันดับมอด พอมีโอกาส ครอบครัวมั่นคง เราก็เริ่มกับมันได้เต็มที่ นั่นก็คือตอนนี้

ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ถอดใจไปแล้ว หรือคนที่คิดว่าความฝันหมดไปแล้ว ไม่มีโอกาสสร้างฝันให้ตัวเอง แต่ผมมองว่าความฝันไม่มีวันหมดอายุ เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้”

อดีต รปภ. สู่นักทำโมเดล

กว่าที่จะมาเป็น “ลุงติ๊ก สเกล” ในวันนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วลุงติ๊กจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง สาขาประติมากรรมสากล ก่อนที่จะเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และรับราชการทหารมานานกว่า 9 ปี จากนั้นจึงผันตัวมาเป็น รปภ.ของแบงก์ชาติอยู่เป็นเวลา 25 ปี

เส้นทางชีวิตของคุณลุงได้ผ่านอุปสรรคมามากมาย เคยมีปัญหาทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมเป็นจำนวนมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลุงติ๊กต้องตัดสินใจลาออกจากงาน รปภ. ในวัย 58 ปี เออรี่รีไทร์ ตัวเองก่อนวัยเกษียณ 2 ปี เพราะปัญหาหนี้สินรัดตัว เพื่อนำเงินที่ได้จากการเกษียณมาปลดหนี้

“ทำงานกับแบงก์ชาติมา 25 ปี เงินดี สวัสดิการดี แต่ก็มีหนี้ เพราะว่ามันกู้ง่ายมาก เงินเดือนสูง เงินนอกระบบเข้ามาหาเราเอง สิ่งที่เราไม่เคยมีเราก็อยากจะมี อยากได้ ตอนนั้นไม่คิดอะไรเพราะว่าเรา 2 กระเป๋า ภรรยาก็ทำงานช่วยกัน

อยู่ไป เริ่มรู้สึกแล้วว่า หนี้มันเยอะขึ้น ไปหมดกับรถเยอะ เฉพาะตัวผมก็ผ่อนรถมาแล้ว 11 คัน บางทีผ่อนครั้งละ 2 คัน คันนี้ยังผ่อนไม่หมดก็เอาใหม่ อยากเปลี่ยนรุ่น อันนี้คือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ ใจมันชอบ เพราะครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่ชอบรถมาก

หนี้สะสมมาจนเราไม่ไหว ที่ผมearly (retire) ก็เพราะเหตุผลนี้ วันหนึ่งเรารู้สึกไม่ไหว เหมือนทำงานฟรีๆ เงินได้มาก้อนใหญ่ แล้วก็หมดไป ไม่มีเงิน ทนมาหลายปี จนเราไม่ไหว จนเรามีปัญหาครอบครัว”

เกิดปัญหาหนี้สินสะสมมาหลายปี ทำให้ครอบครัวเกิดปัญหา จำเป็นต้อเลิกรากับภรรยา แต่ไม่ได้เลิกกันเพราะหนี้สิน แต่ด้วยการใช้ชีวิตอะไรหลายๆ อย่างไม่ลงตัว และจำเป็นต้องบอกกับลูกชายเพียงคนเดียวว่าต้องเลิกทำอาชีพ รปภ. เพื่อจะนำเงินก้อนสุดท้ายมาปิดหนี้ให้หมด และออกมาเริ่มต้นใหม่

หลังออกจากอาชีพ รปภ. ก็นำเงินที่ได้ไปใช้หนี้ เหลือเงินมาตั้งตัวอยู่ไม่มาก หันมาลงทุนทำทุกอาชีพที่คนบอกว่าดี บอกว่ารายได้เยอะ แต่แล้วก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังไม่ท้อ หยิบความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียน เริ่มต้นใหม่จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

“มันเหลือไม่มากนะ แสนกว่าบาท บ้านผมเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์เราก็เลี้ยงสัตว์ เพาะพันธุ์ตามกระแสเพื่อจะมาจุนเจือ ช่วงที่เขาเห่อกันมันก็พออยู่ได้นะ ผมเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงนกแก้ว เต่าซูลคาต้า แล้วก็เพราะพันธุ์หมาด้วย ก่อนที่เราจะเลี้ยงอะไรเราก็ศึกษาก่อน มันไปได้นะ แต่มันไปได้ไม่ไกล

อยู่ได้พักหนึ่งกระแสพวกนี้มันมาเร็วไปเร็ว พอมันไปราคาก็เริ่มลดลง เราก็ได้เลิกขาย แล้วเราต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน มันก็เริ่มล่อยหลอ จนทั้งบ้านเหลือพันกว่าบาท พวกเสื้อผ้าออนไลน์ รองเท้าออนไลน์ ขนม ทำทุกอย่าง ทำกัน 3 คน มีผม ลูกชาย ลูกสะใภ้ อยู่ด้วยกันทุกเหตุการณ์

ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เงิน เราลองทุกอย่าง เราไม่กลัวความผิดพลาด เรามองว่าการผิดพลาดเป็นการทดลอง ถ้าเราลองอะไรแล้วมันไม่ประสบผลสำเร็จก็ช่างมันเอาใหม่ เริ่มใหม่”

แบ่งปันความรู้ สร้างอาชีพให้อีกหลายคน

“หนึ่งปีเต็มๆ เราทำมาจนรู้สึกว่าสุขภาพเริ่มแย่ เพราะเราทำไม่รู้วันเวลา ก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว จนรู้สึกว่าไม่มีเพื่อน แม้แต่เพื่อนแค่คนเดียวก็จะไม่มีจะคุย ก็เลยปรึกษากับลูก ลูกก็บอกว่าพ่อลองสอนดูไหม จะได้มีเพื่อน เราก็อยากให้โอกาสคนด้วย ตอนที่เราเริ่มจะทำ เราไม่เคยได้รับโอกาสจากใคร ถามคนที่เคยทำมาก่อน เขาก็ไม่อยากจะบอก เหมือนกลัวว่าเราจะไปแย่งอาชีพเขา”

ลุงติ๊กเป็นอีกหนึ่งคนที่เคยล้มเหลว และลำบากมาก่อน ชายคนนี้จึงเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังลำบากอยู่ เปิดโอกาสแบ่งปันทักษะความรู้ ด้วยการเปิดคอร์สสอนทำโมเดลจิ๋ว ให้คนเหล่านั้นได้มีทักษะหาเลี้ยงตัวเองได้

“รู้สึกว่าขาดโอกาสตรงนี้ แล้วเราอยากให้โอกาสคน เพราะเราอิ่มแล้ว เราก็อยากจะให้คนอื่นบ้าง ใหม่ๆ ก็ไม่กล้าเปิดสอน เพราะคิดว่าไม่ใช่ครู ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดออกไปได้ดีแค่ไหน ก็เลยทดลองเปิดมีตติ้งคนที่ชอบโมเดลมาบ้านลุงนะ ก็มานั่งคุยกันทำงานคนละชิ้น เรารู้สึกว่าเราสอนให้เขาทำได้ ก็เลยเปิดสอนแบบจริงจัง ตอนนี้มีคนจองเรียนถึงเดือนเมษายนแล้ว เป็นรุ่นที่ 32 แล้ว สอนเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เดือนหนึ่งก็ 4 ครั้ง

[เปิดคอร์สสอน แบ่งปันทักษะความรู้ สร้างอาชีพให้คนอื่น]

มีคนที่สมัครเข้ามาเรียนด้วยน่าจะเกือบ 600 คน ผมก็จะติดตาม มีการประเมินตลอดเพราะว่าเรามีไลน์กลุ่ม คนที่ทำเป็นอาชีพจะจี้เขามากเป็นพิเศษ ก็มีหลายคนที่เขาทำเป็นอาชีพ และประสบผลสำเร็จ”

นอกจากจะเดินตามความฝันได้สำเร็จแล้ว การหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่นมาหลายต่อหลายรุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ลุงติ๊กภูมิใจเป็นอย่างมาก

“ผมไม่ได้สร้างอาชีพให้เขาคนเดียว ครอบครัวเขา พ่อแม่ ลูกเขาก็มีความสุขด้วย เราสุขใจ แล้วสุขใจมันอยู่กับเรานาน แล้วเราก็กลายเป็นเพื่อนกันโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน

เป้าหมายผมจะขยับไปเรื่อยๆ จากพอมีพอกิน พอมาถึงระดับหนึ่งก็มองเรื่องธุรกิจ แต่เราก็ช่วยคนด้วย ต้องเป็นผู้ให้ด้วย ก็คือทำไปพร้อมๆ กัน พอมาถึงจุดๆ หนึ่งก็อยากจะทำเป็นแกลเลอรี เพื่อที่จะดึงขึ้นคนที่ชอบงานโมเดล หรือเด็กๆ ที่สนใจเรื่องนี้เข้ามาศึกมา มาเรียนรู้

ตอนนี้ลุงกำลังสะสมงานเกี่ยวกับวิถีไทย ตลาดน้ำ ครัวไทย สลัม บ้านริมน้ำ ตอนนี้มันจะหมดไปแล้ว เพราะว่าคอนโดเข้ามา ความเจริญเข้ามา ของพวกนี้ก็หมดไป เด็กสมัยใหม่อาจจะไม่เห็นแล้ว”

หากมองเป็นเรื่องธุรกิจ ลุงติ๊กมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง ทำให้ธุรกิจโมเดลเติบโต เพราะนอกจากจะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองแล้ว ยังถือว่าช่วยสร้างอาชีพให้คนอื่นได้อีกหลายต่อหลายคน แถมยังทำให้คนที่ขายอุปกรณ์โมเดลก็ขายได้ด้วย

“จริงๆ ผมไม่ใช่นักสร้างโมเดล แต่ผมเป็นนักสร้างความทรงจำมากกว่า เสน่ห์ของงานผม เคยทำให้ลูกค้าน้ำตาร่วงก็หลายคน คือเป็นบ้านหลังเก่าที่เขาเคยอยู่ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย แล้วโดนรื้อทิ้งไปแล้ว เขามีรูปแค่ใบเดียวมาให้เราทำ เราสามารถสร้างความทรงจำให้เขาได้ เขาเห็นแล้วเขาร้องไห้ เขาบอกว่า ตรงนี้เคยนั่งเล่น ตรงนี้ยายเคยป้อนข้าว เป็นการจุดประกายว่า สิ่งเหล่านี้มันสำคัญกับงาน งานผมก็เลยเน้นความรู้สึก เน้นสตอรี่”

นอกจากนี้ศิลปินโมเดลจิ๋วยังทิ้งท้ายถึงคนที่ไม่กล้าที่จะเดินตามฝัน ว่าอย่าหยุดฝัน สุดท้ายแล้วถ้ามีโอกาสค้นพบตัวเองให้เจอว่าชอบอะไร อยากทำอะไร หากพร้อมเมื่อไหร่ขอให้ลงมือทำ

“บางครั้งก็คิดนะว่าถ้าเราเริ่มตั้งแต่หนุ่มๆ จะเป็นยังไง แต่ตอนนั้นผมว่ามันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่กล้าเสี่ยงเอาครอบครัวไปแลกกับความเสี่ยง เราสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวก่อน แล้วเราพร้อมถึงเดินหน้าเต็มตัว และอีกอย่างผมไม่ได้ทิ้ง แค่เลือกวางความฝันเอาไว้ เพื่อดูแลครอบครัว

จริงๆ แล้วผมกล้าพูดได้เลยว่า คนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนทุกวัน มันไม่ใช่ตัวตนเขา ทำเพราะสถานการณ์บังคับ ผมไม่เคยฝันเลยว่าผมจะต้องเป็นทหาร เป็นรปภ. แต่จำเป็นต้องอยู่กับมันครึ่งค่อนชีวิตเพื่อความมั่นคง

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ผมมองว่าเขากลัวความผิดพลาดจากคนรอบข้าง จะทำอะไรสักอย่างคนรอบข้างจะคอยบอกว่าอย่าไปทำเลย มันจะดีเหรอ คือถ้าเรามัวแต่ฟังแบบนี้สมองเราปิดแล้ว คิดไปไม่ออกแล้ว อยากให้ลงมือทำ ทำอะไรก็ได้ ทำให้จริงจัง

ความฝันไม่มีวันหมดอายุ สักวันเราพร้อมที่จะทำมัน เราต้องลงมือทำเลย ต้องวางแผนให้ชัดเจนแล้วลงมือทำทันที ผิดพลาดยังไงเราอย่าไปกลัว เราแก้ไขได้”

เรื่อง พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ลุงติ๊กสเกล & Diorama”